นักศึกษาฟิสิกส์การแพทย์ (Medical physics student)
จากบทบาทหน้าที่ของนักฟิสิกส์การแพทย์ที่อาจารย์นภาพงษ์ ได้กล่าวมาแล้ว และเพื่อความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับฟิสิกส์การแพทย์ที่เรียกได้ว่าเป็น QA man คราวนี้ผู้เขียนจะแนะนำการเรียนการสอนของหลักสูตรสาขาวิชาฟิสิกส์การแพทย์ภายในประเทศ ซึ่งหลักสูตรจะเป็นระดับวิทยาศาสตรมหาบัณทิต (ปริญญาโท) โดยสถาบันที่ได้ทำการเปิดสอนในปัจจุบัน (พ.ศ.2551) ประกอบด้วย 3 สถาบันการศึกษา คือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยมหิดลที่อยู่ในคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งต่อไปนี้ผู้เขียนจะหยิบเอาหลักสูตรของมหาวิทยาลัยมหิดลมาเล่า เนื่องจากผู้เขียนได้ศึกษาในสถาบันดังกล่าว โดยเนื้อหาจะประกอบด้วยการเรียนการสอนและกิจกรรมต่างๆ
Education
สำหรับการเรียนการสอนจะมีการแบ่งเป็นสองส่วนคือการเรียน Lecture ที่เราเรียกกันว่า Coursework และอีกส่วนจะเป็นการทำวิทยานิพนธ์ (Thesis) โดยหลักสูตรของมหาวิทยามหิดลจะให้เรียน Coursework จำนวน 3 ภาคการศึกษา และที่เหลือจะเป็นการทำวิทยานิพนธ์ ต่อไปจะเล่าถึงชีวิตในวัยเรียนเลยนะครับ
ก่อนการจะเข้ามาศึกษาก็จะเหมือนกับสถาบันต่างๆ โดยจะมีการสอบทั้งข้อเขียนและการสอบสัมภาษณ์ ซึ่งค่อนข้างหินเหมือนกัน เพราะในปีทีผู้เขียนสอบมีผู้สมัครจำนวนค่อนข้างมาก สุดท้ายก็เหลือเป็นผู้เป็นคนที่เข้าเรียนได้ 14 คน ซึ่งจะเรียกพวกเราว่า Med. Phys. รามา รุ่นที่ 21

ในวันปฐมนิเทศการศึกษาบรรดาเหล่าว่าที่นักฟิสิกส์การแพทย์ทั้งหลายทั้ง 14 คน ก็ได้มาพบปะกันและนอกจากนี้ยังได้พบอาจารย์ประจำหลักสูตรและมีการกล่าวต้อนรับจากอาจารย์ประจำหลักสูตร ซึ่งการเรียนการสอนสามารถบอกได้เลยว่าเข้มข้นและหนักเลยทีเดียว ผู้ที่สนใจที่จะศึกษาต้องมีการเตรียมความพร้อมในการเล่าเรียน เนื่องจากมีทั้งการเรียนภายในห้องเรียน, การทำการทดลองปฏิบัติรวมถึงการทำรายงายผลการปฏิบัติการ และการเห็นของจริงในการฝึกงานในโรงพยาบาลต่างๆ ภายใน 3 ภาคการศึกษา โดยที่รายละเอียดรายวิชาที่เรียนมีดังนี้
ภาคเรียนที่ 1
ในภาคการศึกษาแรกหลักสูตรจะมีการเรียนการสอน 4 วิชา ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
1. Radiation dosimetry (RARD 508)
เป็นรายวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับหน่วยและปริมาณทางรังสี, ทฤษฏี Cavity, Charge particle Equilibrium, สถิตการนับวัดรังสี, การวัดกระแสและประจุต่างๆ ทั้งที่เป็น Ionization chamber, GM & Proportional counter, Scintillation, Semiconductor, Photographic film, TLD & Chemical dosimetry and calorimeter และการการสอบเทียบ (Calibration) dosimetry ทั้งหลาย
2. Radiation and Nuclear physics (RARD 511)
เกี่ยวกับโครงสร้างอะตอมและ Nuclear, Nuclear Transformations, Nuclear model ต่างๆ, Nuclear reaction ต่างๆ, Interaction ของ Electromagnetic radiation, Charge particle และนิวตรอนกับวัตถุ, คุณสมบัติของรังสีเอกซ์และรวมถึงหลักการ Shielding ของ Particle ต่างๆ
3. Electronics and Nuclear instrument (RARD 512)
เนื้อหาที่เรียนจะเริ่มจาก Introduction ของอิเล็กทรอนิก, Passive และ Active device, หลักการของ Switching, Power electronic, Electronic circuits, Time and frequency domain, สัญญาณ Analog, Amplitude and time measurement, Nuclear pulse shaping methods, สัญญาณดิจิตอล, Nuclear radiation detection และเครื่องมือทางนิวเคลียร์
4. Biology for Medical Physicist I (RARD 521)
วิชานี้จะเนื้อหาเยอะมากโดยจะแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ ส่วนของ Anatomy and Physiology และส่วนของ Cell biology ซึ่งจะเป็นการรวม 2-3 วิชาเข้าด้วยกันในสมัยเมื่อเรียนปริญญาตรี
ภาคเรียนที่ 2
ในภาคการศึกษาที่สองหลักสูตรจะมีการเรียนการสอน 4 วิชาเช่นกัน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
1. Physics of diagnostic imaging (RARD 513)
เนื้อหาของรายวิชานี้จะเป็นความรู้ทางฟิสิกส์ล้วนๆ จะประกอบด้วยหลักทางฟิสิกส์ของรังสีวินิจฉัย, ระบบ Film-screen radiography, Mamography, Fluoroscopy, Ultrasound, Electronic imaging, CT, MRI และหลักการพื้นฐานของ Imaging และความสัมพันธ์
2. Clinical dosimetry (RARD 517)
กล่าวถึงการใช้รังสีในทางคลินิก โดยจะศึกษาหลักการทางฟิสิกส์และเครื่องมือที่นำรังสีไปใช้ทางคลินิกเช่นเครื่อง Teletherapy Co-60, Linac, คำจำกัดความของ Radiation Dosimetry, วิธีการวางแผนการรักษาด้วยมือ, การจำลองการรักษาและ Imaging, ระบบคอมพิวเตอร์ในการวางแผนการรักษา, การหาค่า Absorbed dose ของ Photon และอิเล็กตรอน, การรักษาด้วยอิเล็กตรอนและการรักษาระยะใกล้ (Brachytherapy)
3. Biology for Medical Physicist II (RARD 522)
วิชานี้จะเนื้อหาเยอะมากซึ่งเป็นวิชาต่อเนื่องจาก Biology for Medical Physicist I โดยจะแบ่งออกเป็นสองส่วนเช่นกัน คือส่วนของ Pathology and Pharmacology และส่วนของ Radiobiology ซึ่งจะเป็นการรวม 2-3 วิชาเข้าด้วยกันในสมัยเมื่อเรียนปริญญาตรี
4. Biostatistics (GRID 603)
รายวิชานี้เป็นวิชาเพื่อจะเตรียมความพร้อมในการทำวิทยานิพนธ์ที่จะนำสถิตมาใช้ในการคำนวณหาค่าเพื่อแสดงผลที่มีความน่าเชื่อถือของงานวิจัยที่ได้ทำ ซึ่งจะเป็นสถิติที่เกี่ยวของเชิงวิทยาศาสตร์สุขภาพ
ภาคเรียนที่ 3
ในภาคการศึกษาที่สามหลักสูตรจะมีการเรียนการสอน 4 วิชาอีกเช่นกัน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
1. Nuclear medicine (RARD 514)
เนื้อหาเป็นงานทางด้านเวชศาสตร์นิวเคลียร์ซึ่งแบ่งออกเป็นสามส่วน โดยที่ส่วนแรกจะเป็นเรื่องหลักการทางฟิสิกส์ทาง Nuclear medicine เช่นสถิตของนิเคลียร์, ทฤษฏีของการสร้างภาพ, คุณภาพของภาพและรวมไปถึง Image reconstruction ในส่วนที่สองจะเป็นเรื่องเครื่องมือและการควบคุมคุณภาพทางงานเวชศาสตร์นิวเคลียร์ เช่นเครื่อง Dose calibrator, Gamma camera, SPECT &PET และ Bone densitometry และในส่วนสุดท้ายจะเป็นสารเภสัชรังสีและ Clinical investigations ในการตรวจด้วยเทคนิคของระบบต่างๆ ของร่างกาย
2. Radiation Protection (RARD 515)
เป็นเรื่องการป้องกันอันตรายจากรังสีมีการศึกษาเทอมและนิยามต่างๆ ในการประเมิน Occupational exposure, ประเมินความเสี่ยงทางรังสี, การป้องกันอันตรายรังสีของผู้ปฏิบัติงาน, การคำนวณหาความหนาของ Shielding, การ Monitoring และการทำ Decontamination, Public และ Medical exposure ในการเรื่องของหลักการป้องกันอันตรายจากรังสี และการดำเนินการ Intervention เมื่อมีเหตุฉุกเฉิน
3. Application of Radiation Physics in Radiotherapy (RARD 620)
เนื้อหาวิชานี้เป็นงานทางด้านรังสีรักษาที่จะเป็นความรู้ทางฟิสิกส์ที่นำไปประยุกต์ใช้ในทางคลินิก เช่นเทคนิคการฉายรังสีทั่วตัว, IORT, เทคนิคพิเศษ (Advance machine), การทำ Acceptance test and commissioning และการทำ QA ของเครื่องจำลองการักษา, เครื่องเร่งอนุภาค, เครื่องโคบอลต์ 60, เครื่อง Radiation treatment planning และ Brachytherapy
4. Advance techniques in MRI and CT (RARD 624)
เนื้อหาวิชานี้เป็นงานทางด้านรังสีวินิจฉัยที่เป็นหลักการฟิสิกส์ของเครื่อง CT และ MRI กล่าวถึงคุณภาพของภาพ, การเก็บข้อมูล, Artifact ที่เกิดในภาพและการแก้ไขรวมถึงการทำ QA, การ Optimize ปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยจะได้รับในเครื่อง CT, Advance technique pulse sequence ในเครื่อง MRI ที่ใช้ในการตรวจ และการนำไปใช้งานทางด้านคลินิกของเครื่อง CT และ MRI
และแต่ละภาคการเรียนจะมีรายวิชาสัมมนาที่จะให้ทำในหัวข้อเกี่ยวข้องกับงานวิจัยที่จะทำโดยจะต้องมีการค้นหาวารสาร (Journal) มาจากหลายๆ ฉบับหรือหนังสือที่เกี่ยวข้องมารวมเป็นหนึ่งองค์ความรู้และนำมานำเสนอให้กับอาจารย์ประจำหลักสูตร, นักฟิสิกส์การแพทย์และเพื่อนๆ นักศึกษา และยังมีบางรายวิชาที่เป็น Journal club ที่ได้นำเอาวารสารมาหนึ่งฉบับหรือมากว่าที่มานำเสนอและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกัน
นี้แหล่ะครับชีวิตการเรียนของนักศึกษาฟิสิกส์การแพทย์ซึ่งจะต้องมีความกระตือรือร้น, ขยันและหมั่นเพียรอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากมีงานและการสอบที่จะวิ่งเข้ามาหามากมาย ดังนั้นต้องมีการเตรียมพร้อมรับมือและช่วยเหลือกันในเพื่อนๆ นักศึกษา ซึ่งก็จะสามารถทำให้พวกเราทุกคนก้าวต่อไปด้วยกันครับ
Activity




การเรียนการสอนนอกสถานที่ไม่ว่าจะเป็นที่ศาลายา, กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์, สำนักงานพลังงานปรมณูเพื่อสันติ
การทำการทดลองปฏิบัติการซึ่งได้ทำการทดลองหลากหลายซึ่งรูปที่นำมาเป็นเพียงส่วนเล็กๆ
ของการทำการทดลองเท่านั้น

งานเลี้ยงบัณฑิตใหม่และปฐมนิเทศนักศึกษาฟิสิกส์การแพทย์
จัดงานปีใหม่ พ.ศ. 2551 ภายในรุ่นนักศึกษาด้วยกัน


การแสดงที่ถือได้ว่าทุกๆ รุ่นจะต้องได้มีการคิดขึ้นในงานต่างๆ ซึ่งรูปเป็นการแสดงในงานเกษียณอาจารย์ประจำหลักสูตรและงานประชุมของสมาคมฟิสิกส์การแพทย์ไทย
การเข้าร่วมงานประชุมวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทางฟิสิกส์การแพทย์
การฝึกปฏิบัติงานทั้ง 3 สาขาวิชาทางรังสีวิทยาในโรงพยาบาลรามาธิบดี, จุฬาลงกรณ์และศิริราช


โรงเรียนฟิสิกส์การแพทย์--ห้องทำงานและห้องเรียน(ห้องกวี ทังสุบุตร) ของเราชาวนักศึกษาฟิสิกส์การแพทย์รามา

ไปเที่ยวต่างจังหวัดทั้งพัทยา(สวนนงนุช) และชลบุรี (ชะอำ)


งานสังสรรค์ในหมู่คณะเพื่อผ่อนคลายจากการเรียน


กิจกรรมสุดท้ายของการเรียนคือการเข้าร่วมหลักสูตรของคุณแม่สิริในการพัฒนาจิตให้เกิดปัญญาและสันติสุขเป็นเวลา 7 คืน
อยากเรียนจัง...ท่าทางน่าสนุกนะค่ะเนี่ย
ชอบการเรียบเรียงและเขียนเนื้อหาใน Web ครับ รู้สึกว่าสนุกไปกับการเล่าเรื่องของผู้เขียน ขอชื่นชมครับ
พี่ครับ แล้วพื้นฐานปริญญาตรีของแต่ละคน จบสาขาอะไรมาบ้างครับ
แล้วคนที่ไม่มีพื้นฐาน ด้านรังสีมาเลยจะสอบได้ไหม
แล้วถ้าสอบได้จะเรียนไหวไหม ผมจบไฟฟ้ามานะครับ
มีคนแก่ๆเรียนไหมครับ
- ส่วนใหญ่พื้นฐานของคนที่เข้ามาเรียนจะเป็น วทบ.รังสีเทคนิคครับ
- จะสอบได้หรือไม่ก็ขึ้นกับตัวบุคคลว่าเตรียมพร้อมมามากน้อยแค่ไหนครับ ซึ่งคนที่มีพื้นฐานทางด้านรังสีหรือไม่มีก็อาจจะติดหรือไม่ติดก็ได้ครับ เนื้อหาที่สอบจะมีวิชาความรู้ทั่วไป, ภาษาอังกฤษ, พื้นฐานทางด้านรังสี,คณิตศาตร์และอิเล็ทรอนิกส์
- ขึ้นกับน้องแล้วครับว่าตั้งใจมากน้อยแค่ไหน แต่จบไฟฟ้าอาจจะต้องติวเข้มทางด้านชีววิทยาของฟิสิกส์เพิ่มมากหน่อยครับ เช่นพวกกายวิภาคศาสตร์และพยาธิวิทยา
- อายุของคนเรียนส่วนใหญก็จะจบป.ตรี ตั้งแต่เรียนต่อเลยหรือจบมาสักสามสี่ปี และอาจมีอายุมากหน่อยแต่ก็มีน้อยคนครับ
1. จบ ป.ตรี เกรดเฉลี่ยเท่าไหร่ครับ ถึงจะสามารถสมัครสอบได้
2. เพิ่งจบปีการศึกษาปี 2551 ย้งสมัครทันไหมครับ (รังสีเทคนิค)
3. สมัครได้ที่ไหนครับ
4. วิชาที่สอบมีอะไรบ้าง
ตอบคำถามครับน้อง
-บัณฑิตวิยาลัยของมหิดลได้ระบุว่าผู้ที่จะสามารถศึกษาในหลักสูตรปริญญาโทจะต้องมีเกรดเฉลี่ยจากปริญญาตรี 2.5 ครับ ถึงจะสอบได้ แต่ถ้าเกรดไม่ถึงพี่เคยได้ยินว่าต้องมีหนังสือรับรองจากสถาบันเก่านะอันนี้ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับน้อง
-ถ้าจะเรียนฟิสิกส์การแพทย์ของมหาวิทลัยมหิดลพี่ว่าไม่ทันแล้วครับเพราะพึงปิดรับสมัครเมื่อต้นเดือนมีนาคมนี้เอง คงต้องรออีกสองปีครับน้อง ถึงจะเปิดรับสมัครอีกรอบ หรือไม่ลองเข้าเว็บบัณฑิตวิทยาลัยของเชียงใหม่หรือขอนแก่นดูว่าเปิดรับหรือไม่นะ
-การสมัครได้ทั้งเว็บ www.grad.mahidol.ac.th หรือที่บัณฑิตวิทยาลัยทุกสาขาของมหาวิทยาลัยมหิดล
-วิชาที่สอบจะมีความรู้ทั่วไป,ภาษาอังกฤษ,ฟิสิกส์รังสี,คณิตศาสตร์และอิเล็กทรอนิกส์
อยากเรียนต่อในสาขาวิชานี้แต่ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องรายละเอียดของการเรียนซักเท่าไหร่
อยากให้พี่แนะนำให้หน่อย
พี่ช่วย add mail หน่อยได้ป่ะค่ะ
[email protected]
นู๋เป็นน้องรังสีมน.รุ่นแปด
ช่ายพี่นาซ่าช่ายป่ะค่ะ
ยังไงก็ขอคำแนะนำหน่อยนะค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ
แล้ว
สาขาวิทยาศาสตร์รังสี ของคณะแพทยศิริราชพยาบาล กับ สาขาฟิสิกส์การแพทย์ คณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี มีความแตกต่างกันไงค่ะ
จบแล้วสามารถทำงานด้านไหนเหรอค่ะ
ผมไม่มั่นใจเหมือนกันนะครับว่าวิทยาศาสตร์รังสีหลักสูตรเป็นอย่างไร แต่คร่าวๆเหมือนกับว่าวิทยาศาสตร์รังสีไม่จำเป็นว่าจะทำงานด้านการแพทย์เท่านั้น อาจทำงานที่เกี่ยวกับการนำรังสีไปใช้ในด้านอื่นๆนอกจากทางการแพทย์ด้วย อาจเป็นทางอุสหกรรมหรือเป็นอาจาย์ครับ ส่วนฟิสิกส์การแพทย์ก็เป็น QA man ในงานทางด้านรังสีการแพทย์ครับ.
ดีมากเลยซ่า
ดีครับผมมีเรื่อง อยากจะเรียนถามครับผม ว่ามีการสอบช่วงไหนของทุกปีครับ ต่าใช้จ่ายในการศึกษาเท่าไหร่ครับ
ปีนี้ถ้าไม่ผิดพลาดคงน่าจะเป็นเดือนธันวาคนครับ ส่วนค่าเทอมเทอมแรกจะเสียเยอะหน่อยประมาณ สองหมื่นกว่าๆ ส่วนสองเทอมที่เหลือจะตกอยู่ที่ประมาณหมื่นห้าครับ ถ้าพี่จำไม่ผิด ส่วนเทอมที่ไม่ได้เรียน coursework ก็จะประมาณสี่-ห้าพัน ทั้งขึ้นอยู่กับว่าทำวิทยนิพนธ์เร็วช้าแค่ไหน ถ้าไม่เสร็จก็จ่ายค่าเทอมไปเรื่อยๆ
พี่พอจะรุ้เรื่องรายระเอียดเกรด ที่ต้องใช้สมัครเรียนต่อป่าวคร้า ่าเท่าไร ไม่รุ้ว่าต้องเข้าไปอ่านตรงไหนอ่ะคร้า พอดีจบด้วยฟิสิกส์มาจะสมัครได้ป่าววคร้า
สวัสดีครับ สำหรับเกรดขั้นต่ำที่มหิดลรับคือ 2.5 ครับ ส่วนจบฟิสิกส์ก็สามารถเรียนได้ครับ ลองเข้าไปดูที่ www.grad.mahidol.ac.th ครับ แต่ว่าปีนี้คงน่าไม่ทันเพราะเพิ่งสอบสัมภาษณ์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (17/01/11) หรืออาจไม่แน่นะครับอาจเปิดรับรอบสองลงติดตามดูครับ
มีประโยชน์มากเลยจ้า
เข้ามาเห็นโดยบังเิอิญแหละ
พี่ซ่า คือโอ๊ตต้องอ่านอะไรบ้างคืออย่างงี้
แล้วอย่างไรตอบทางเมล์ให้หน่อยนะครับ พี่จะเปิดดูบ่อยไหมเนี้ย
ตอบน้องโอ๊ตครับ
ต้องออกตัวก่อนนะว่าการสอบของพี่มันผ่านมาหลายปีแล้วความจำก็ลืมไปแล้วบ้างนะ จะขอแนะนำคร่าวๆแล้วกันนะครับ
ข้อ 1.วิชาที่ใช้สอบประกอบด้วย
--> 1.ความรู้ทั่วไป, 2.ภาษาอังกฤษ, 3.ฟิสิกส์รังสีและอิเล็กทรอนิกส์, 4.คณิตศาสตร์
ข้อ 2.และ 3. แต่ละวิชาอ่านอย่างไร
-->ความรู้ทั่วไปก็ลองหาหนังสือพวกความรู้ทั่วไปในที่สอบกพ.ก็น่าอาจจะได้ แต่อาจไม่ต้องอ่านก็ได้ถ้าเรามีความรู้ทั่วไปดีอยู่แล้ว...55555
-->ภาษาอังกฤษก็หาแบบทดสอบทำดูจะเน้นพวก Reading, Vocabulary และ Error น่าจะไปมาณนี้ถ้าพี่จำไม่ผิด
-->ฟิสิกส์รังสี ก็ทีเรื่อนตอนป.ตรีก็น่าจะพอแล้วนะพี่ว่า
-->อิเล็กทรอนิกส์ ยากเอาการอยู่นะ ที่พี่จำได้พวกวงจรอะไรประมาณนั้น
-->คณิตศาสตร์ ก็พวก Calculus, Intergral, Matrix อาจรวมถึง พวก Stat ด้วยนะ
ข้อ4. ขอสอบก็เป็นภาษอังกฤษทั้งหมดครับ แต่เป็นคำศัพท์ที่แปลง่ายๆ อ่านแล้วก็เข้าใจว่าถามอะไร
โชคดีครับ(พี่จำไม่ได้มาก บางที่พี่อาจเอาแนวตอนเรียนมาบอกก็ได้นะ ไม่หมั่นใจเท่าไร....555)
ดีจังมีบล๊อกแบบนี้ด้วย
เง้อ...T_T สอบติดแต่ม่ะได้เรียนอ่าาา..... เศร้าสุด
เรียนเอกฟิสิกส์ คณะ ศึกษาศาสตร์ จบเเล้ว อยากเรียนฟิสิกส์ทางการแพทย์
เรียนได้มั้ยค่ะ
อยากทราบว่าค่าเทอมเท่าไหร่คะ