ผมเฝ้าพร่ำสอนตนเองให้ทำงานเท่าที่จำเป็น   หรือไม่ทำงานที่ไม่จำเป็นไม่ก่อ ประโยชน์   และประโยชน์ที่สำคัญคือประโยชน์ของส่วนรวม   หัดก้าวพ้นจากความคิดที่คับแคบหรือสั้น   ที่อยู่แค่ประโยชน์ส่วนตัวหรือแค่ส่วนหน่วยงานเล็กๆ  

 

ผมเรียนรู้จากตัวอย่างความฟุ่มเฟือยในการใช้เวลาของผู้คน   เห็นการทำงานที่ไม่จำเป็นมากมาย   เอามาเป็นบทเรียน  ชีวิตที่พอเพียง ที่พอเพียงไม่ใช่แค่ด้านทรัพย์สินเงินทอง    แต่รวมด้านการใช้เวลาของชีวิตอันสั้นของเราด้วย   “ชีวิตที่พอเพียงเป็นชีวิตที่มีเหตุผล”   การใช้เวลาของชีวิตจึงควรใช้อย่างมีเหตุผล    ผมฝึกใช้เวลาอย่างมีเหตุผลโดยการทำงานเท่าที่จำเป็นเท่านั้น   ไม่ทำงานที่ไม่มีความจำเป็น

 

แปลกไหมครับ ผมพบว่าเวลาทำงานในชีวิตของผม  มีผู้บงการเข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย   คนที่มีวิญญาณอิสระอย่างผมพยายามสุดขีดที่จะไม่ยอมถูกจองจำ    คนที่มีบทบาทพยายามเข้ามาบงการชีวิตการทำงานของผมคือเลขานุการครับ     คนที่ทำหน้าที่เลขานุการหรือเจ้าหน้าที่ธุรการหรือเจ้าหน้าที่ประสานงานของหน่วยงานต่างๆ    พยายามเข้ามาใช้งานผมโดยการนัดหมายขอให้ไปทำงานที่หลากหลาย    สิ่งที่ผมทำคือรับ (หรือปฏิเสธ) นัด   ทั้งที่เป็นการนัดของหน่วยงานที่ผมทำงานให้อยู่แล้ว    และเป็นการนัดของหน่วยงานที่ยังไม่เคยเกี่ยวข้องกัน

 

เกณฑ์ในการรับหรือไม่รับนัดของผม มี ๕ เกณฑ์ ได้แก่

1.     เป็นงานที่ผมทำได้ หรือมีความถนัด

2.     มีเวลาว่างตามเวลาที่นัด   ซึ่งเวลานี้ไดอารี่ของผมแน่นมาก   การนัดจรที่ไม่นัดล่วงหน้าเกิน ๒ เดือนมีโอกาสได้รับนัดยากมาก   ผมใช้หลัก first come first serve   คือเมื่อรับนัดแล้วถ้าไม่มีเหตุจริงๆ ผมจะไม่ยอมให้นัดใหม่มาแย่งเวลา

3.     ทำแล้วเกิดประโยชน์ (ซึ่งหมายถึงประโยชน์ต่อบ้านเมือง หรือต่อส่วนรวม) ตรงนี้ขึ้นอยู่กับข้อมูลหรือสารสนเทศที่ซับซ้อนมาก   หน่วยงานที่ถูกผมตราว่าทำงานเพียงแค่เอาหน้า   หรือเพื่อผลงานที่ผิวเผิน ก็จะถูกผมจัดอันดับความสำคัญต่ำ

4.     ผู้นัดให้ข้อมูลเพียงพอ   ถ้าผมรู้สึกว่าเป็นการนัดแบบชุ่ยๆ อย่างกับว่าผมเป็นคนว่างงาน   ผมก็จะปฏิเสธทันที

5.     คุณภาพของงานที่นัด   ถ้ามีหลักฐานว่างานนั้นผู้ดำเนินการทำอย่างชุ่ยๆ หรือคุณภาพต่ำ   แม้ผมจะรับนัดแล้ว ก็อาจขอยกเลิกการรับนัดได้   เพราะ อาจมีงานอื่นที่สำคัญกว่าและดำเนินการประณีตกว่า เอาจริงเอาจังกว่า มาขอนัดในเวลาเดียวกัน

 

ผมเคยสำรวจพบว่าหลายครั้งผมปฏิเสธนัดที่เบี้ยประชุมสูง    ไปทำงานที่ไม่ได้เงินเลย แม้ค่าน้ำมันรถยังไม่มีให้    คือเบี้ยประชุมไม่มีอิทธิพลต่อการรับหรือไม่รับนัด

 

มาถึงเรื่อง ”ไม่ทำงานที่ไม่จำเป็น” เสียที    งานที่ไม่จำเป็นสุดๆ คือ”งานตอบเลขาของหน่วยงานที่มาขอนัดแบบทำงานไม่เป็นหรืออ่อนการฝึกฝน”   บางหน่วยงานมีเจ้าหน้าที่หลายคน ทำงานไม่ประสานกัน    นัดแล้วนัดอีก    นัดด้วย อี-เมล์ และตอบรับแล้ว ยังส่งแฟกซ์มาอีก   และตามด้วยจดหมายตัวจริงอีก   ผมจะตอบอี-เมล์เท่านั้น เพราะผมไม่ทำงานที่ไม่จำเป็น       ในกรณีที่ผมตอบคนหนึ่งไปแล้วยังมีคนอื่นมาถามอีก   ผมจะโวยไปยังหัวหน้า    ขออย่ารบกวนผมแบบนั้นอีก   ถ้ายังไม่ได้ผลผมก็จะลดความเอื้อเฟื้อต่อหน่วยงานนั้นลง     เพราะเขาไม่เอื้อเฟื้อผมจากวิธีทำงานที่ไม่มีความแม่นยำ  “ขาดการประสานงานภายในแล้วเอาภาระไปให้คนนอก”  คือผม   ทำให้ผมเดือดร้อน 

 

เมื่อเร็วๆ นี้มีหน่วยงานหนึ่งนัดไปบรรยายต่างจังหวัดล่วงหน้ากว่าครึ่งปี   และมีการนัดแนะเรื่องการเดินทางไว้อย่างชัดเจน   หนึ่งสัปดาห์ก่อนวันนัดผม อี-เมล์ ไปเตือนว่าผมยังไม่ได้รับตั๋ว        ๒ วันก่อนเดินทาง เจ้าหน้าที่ส่ง อี-เมล์ บอกว่าได้ส่งตั๋วให้ทาง attachment   ซึ่งเมื่อผมเปิดดูพบว่าเป็นใบเสร็จ ไม่ใช่ตั๋ว       ผมตอบทันทีว่าที่ส่งมาไม่ใช่ตั๋ว โดย cc ผู้บริหารด้วย         รออยู่จน ๑๖.๔๐ น. ของวันก่อนเดินทางก็ไม่ได้รับตั๋ว     ผมจึงโทรศัพท์ไปบอกผู้บริหารของหน่วยงาน    ด้วยความเห็นใจเขาว่าถ้าผมไม่ไปเพราะไม่มีตั๋ว    งานของเขาจะเสียหาย   จึงโทรศัพท์ไปบอก   จึงพบว่าทางหน่วยงานของเขาไม่ได้เปิด อี-เมล์ เพราะยุ่งอยู่กับการจัดงาน   เรื่องแบบนี้มีโอกาสที่ผมจะไม่โทรศัพท์ไปแจ้งสูงมาก     เพราะผมถือว่าผู้เชิญต้องรับผิดชอบการทำงานของตนเอง    ที่ผมโทรศัพท์ไปบอกผมถือเป็นการเอื้อเฟื้อพิเศษ

 

วิจารณ์ พานิช

๒๓ พ.. ๕๑