ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล "อภิสิทธิ์" เร่งแก้ปัญหาสภาพคล่อง เล็งให้ ธปท.ปล่อยเม็ดเงินอัดฉีดเข้าระบบ ทีดีอาร์ไอแนะเอาใจใส่รากหญ้ากว่าอดีต ระวังประวัติศาสตร์ซ้ำรอย อย่าให้เกิดเกาเหลาในทีมเศรษฐกิจ
แหล่งข่าวจากพรรคประชาธิปัตย์เปิดเผยว่า ในการบริหารงานด้านเศรษฐกิจนั้น ได้มีการหารือเป็นการภายในแล้วว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้ดูแลเอง ในรูปการจัดตั้งคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจขึ้นมา โดยนายอภิสิทธิ์จะนั่งเป็นประธานเอง โดยมีรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจเป็นกรรมการ ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม และจะมีคนนอกเป็นกรรมการเพิ่มเติม เพื่อให้การขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจเป็นทิศทางเดียวกัน และแก้ปัญหาที่อาจจะถูกครหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคม ที่หลังจากนี้จะมีการเร่งเปิดประมูลโครงการลงทุนขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจ็คต์) เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจมีเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบ และมีแนวโน้มว่าจะต้องให้โควต้ารัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมกับกลุ่มนายเนวิน ชิดชอบที่สามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ได้ถึง 30 กว่าเสียง
แหล่งข่าวกล่าวว่า เรื่องเร่งด่วนอีกเรื่องหลังจากจัดตั้งรัฐบาลเสร็จ ก็คือการหาทางผลักดันสภาพคล่องที่มีอยู่ในระบบให้ถึงมือผู้ประกอบการ เนื่องจากคาดว่าธนาคารพาณิชย์จะชะลอการปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการในปี 2552จากปัญหาเศรษฐกิจซบเซา โดยมีแนวคิดว่าอาจจะต้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้ามามีบทบาทในการปล่อยเม็ดเงินออกสู่ระบบแทนธนาคารพาณิชย์หรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นก็จะต้องแก้ไขกฎหมายธนาคารแห่งประเทศไทยที่ปัจจุบันไม่อนุญาตให้ ธปท.ปล่อยเงินออกสู่ระบบแล้ว
นายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ขณะนี้น่าเป็นห่วงผลกระทบที่ไทยได้รับจากปัญหาวิกฤตทางการเงินโลก เพราะปัญหาหนักกว่าปี 2541 รัฐบาลใหม่จึงต้องทำงานเป็นทีม ไม่มีปัญหาเรื่องเกาเหลาเหมือนในอดีต ความเชื่อมั่นของคนไทยก็จะกลับคืน พอมีโอกาสที่รัฐบาลชุดใหม่จะอยู่ได้ 1 ปี แต่ถ้าทำไม่ได้คิดว่าคงลำบากแน่
สำหรับเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ก็ควรจะเร่งทำ 3 เรื่อง คือ 1.การเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้น 2.การแก้ไขปัญหาจะต้องตรงจุด เช่น เรื่องงบประมาณกลางปี 2552 จำนวน 1 แสนล้านบาท การใช้จ่ายจะต้องตรงกับกลุ่มเป้าหมายชัดเจน ไม่ควรนำไปใช้กับบรรดาโครงการที่ไม่ได้รับอนุมัติในอดีต แล้วนำมาปัดฝุ่นใหม่ 3.นโยบายที่จะนำมาใช้ เพื่อแก้ไขปัญหาไม่ควรมีผลผูกพันในระยะยาว ควรเป็นนโยบายที่สามารถยกเลิกได้ในภายหลัง
นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนร่วม ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ควรจะดูแลก็คือเรื่องรากหญ้า เพราะจากประวัติการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ที่ผ่านมา ไม่ค่อยสวยหรูกับเรื่องนี้มากนัก และการทำงานก็ต้องปรับใหม่ดู จะยึดหลักการทำงานเหมือนข้าราชการแบบเดิมคงไม่ได้ เพราะยุคนี้เป็นยุคของธุรกิจ การบริหารงานแบบนักธุรกิจ ที่กล้าคิดกล้าตัดสินใจ น่าจะเป็นผลดีมากกว่า
มติชน 16 ธันวาคม 2551