เวลาไม่เคยเปลี่ยนยังคงเดินเที่ยงตรงเสมอ หากสิ่งที่เปลี่ยนคือตัวเราเอง

บันทึกนี้เกิดขึ้นพร้อมการทำงานและฟังเพลง

แต่ไม่มีเพลงให้ฟังนะค่ะ      

1.ยังไม่รู้วิธีใส่เพลง เพราะไม่เคยศึกษาสักที

2.ไม่รู้ว่าเพลงไหนติดลิขสิทธิ์เพลงบ้าง เมื่อไม่กี่วันมานี้ลิขสิทธิ์เพลงเพิ่งจะมาจับร้านเกมส์ที่มีเพลงลิขลิทธิ์อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ไปค่ะ เลยยังไม่กล้า                          

ตอนนี้สี่ฟังเพลงบรรเลงที่มาจากเครื่องดนตรีไทยค่ะ

เคยรู้สึกว่ามันเชยและไม่น่าฟังบ้างไหมค่ะ  ??

สี่เคยเป็นนะ ตอนที่อายุน้อยกว่านี้

ดนตรีไทยเล่นแล้วอยากเดินหนี คิดในใจว่ามีแต่คนแก่ๆ ที่ฟังกัน ไม่เห็นจะไพเราะที่ตรงไหน

ต้องฟังเพลงบ๊อป เพลงร็อค หรือเพลงฮิตๆ สิ ถึงจะไพเราะ

ช่างเป็นความคิดที่แย่มากเลยใช่ไหมค่ะ

ไม่มีใครตอบ สี่ในตอนนี้ ก็ตอบได้ว่าใช่เลย

หากแต่วันเวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน ความคิดก็เปลี่ยน

หลายปีที่ผ่านมา สี่เป็นคนหนึ่งที่นิยมเสียงดนตรีไทย

โดยเฉพาะเสียงขลุ่ย

ขลุ่ย สะล้อ(เครื่องดนตรีที่ได้ยินชื่อมานานแต่เพิ่งเคยได้ยินเสียง) ระนาด ฆ้องวง ซออู้  และขิม

เสียงที่ฟังแล้วยิ้มได้ และที่สำคัญสี่ฟังเพลงที่เด็กๆ เดี๋ยวนี้ฟังไม่รู้เรื่อง

ไม่รู้นักร้องบ่นอะไรกัน

โอ้! รู้สึกว่าคำนี้เป็นคำที่ อ.ท่านหนึ่งเคยพูดไว้

อายุท่านตอนที่พูดน่าจะสัก 50 ปีเห็นจะได้

สี่ยังไม่แก่นะ แต่ทำไมความคิดไปข้างหน้าแล้วล่ะ

ช่างเถอะค่ะ ถึงใครว่าแก่ก็ต้องยอมรับล่ะ ช่วยไม่ได้ก็สี่ชอบนี่นา

ก็เวลา เดินทาง ไปข้างหน้า ไม่ย้อนกลับ ไม่หวนคืน  และไม่ยอมถอยหลัง อีกทั้งยังเที่ยงตรงเสมอ

เวลาไม่เคยเปลี่ยน หากคนเราสิที่เปลี่ยน ทั้งร่างกายที่โตขึ้น และร่วงโรย

ทั้งจิตใจที่เข้มแข็งและอ่อนแอคละเคล้า เปิดใจและปิดใจในบางเรื่อง

รวมถึงสมองที่เติบโต คิดอ่านแตกต่างออกไป หากวันใดสักวันอาจจะเสื่อมโทรม

หากวันนี้ทุกอย่างยังเป็นเช่นอดีต ฉันคงไม่เติบโตและเป็นฉันในวันนี้

และหากไม่มีวันนี้ที่เป็นฉัน  อนาคตก็คงไม่มีเช่นกัน

เพราะฉะนั้นจงยอมรับตัวเองที่เป็นด้วยจิตที่เป็นกลาง เพื่อแก้ไขปรับปรุงตัวฉันในวันนี้ เพื่อมีฉันในอนาคตที่ลูกหลานพูดได้ว่านี่สิญาติเรา