โลกเรากำลัง เข้าสู่ ความสับสน อลหม่าน  ยุ่งเหยิง อีรุง ตุงนัง   มากน้อยกันไป ตามแต่ ละชุมชน สังคม  แต่ สุดท้าย ก็ส่งผลต่อกันแน่ๆ ไม่มากก็น้อย ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ลักษณะ ของ Dynamic complexity (DC)  คือ  ระบบที่ยุ่งยากขึ้น  จึงเอาระบบลงไปแก้  ก็เลยยุ่งขึ้นไปอีก  จึงโยนระบบเข้าไปแก้  อ้าว ยุ่งกว่าเดิมเอง 

แก้เรื่องขี้หมู ไปสร้างปัญหาขี้หมา

ตัวระบบ ทำร้ายตัวระบบเอง

นึกถึง ตอนที่เราซื้อ เครื่องคอม ฯ มาใช้  ใหม่ๆ มีไม่กี่ program   ....ต่อมา เรา เพิ่ม ๆๆๆ Program ลงไป ด้วย "ความคาดหวัง" ว่าจะดีขึ้น เร็วขึ้น   สุดท้าย กลายเป็นว่า ยิ่ง อืด หนืด แก้ยาก  เป็นต้น

ลักษณะ ของ DC  ที่เห็นชัดๆ คือ  root cause (ต้นตอ สาเหตุ  รากเหง้าปัญหา)  กับ effect (ผล สิ่งที่ปรากฏ)   มันห่างกันมากขึ้น   พูดง่ายๆ คือ  ผลที่เกิดขึ้นวันนี้ ไม่รู้ว่ามาจาก แหล่งใดสะแล้ว มันนัวเนียกัน มาโยงใยกัน มันเสริมแรงกัน มันผสมผสานกัน   จนเห็น หัว แต่ หาหางไม่เจอ

กว่าครูไทย อาจารย์ไทย สื่อมวลชนไทย   ฯลฯ   จะรู้ตัวว่า สอนเด็กมาผิดทาง  แนะนำเขาผิดทาง  พาไปสู่หายนะ ของ ระบบเสพนิยม   ทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายฐานชุมชน  ยัดเยียดเขาผิด ๆ  บ้านเมือง ก็ เละตุ้มเปะแล้ว       ....

สุดท้าย  ทางออก ทางแก้   คือ  reset  หรือ reformat ใหม่    กลับไปที่ blank canvas (กระดาษเปล่า ผ้าใบวาดรูปสีน่ำมันเปล่าๆทาสีขาว  ) หรือ replay หรือ ปิดเครื่อง restart  กันใหม่

ธรรมชาติ  ก็เป็นอย่างนี้เอง  ยุ่งนัก  ก็  ถล่มทะลาย  แล้วว่ากันใหม่    เช่น 

ชายหาดที่สกปรก เจอ Tsunami เข้าก็สะอาด    

เมืองลามกชั่วช้า  อย่างโซดม กาโมร่า (ใน The Old Tesatment พระคัมภีร์ไบเบิ้ล ภาคแรก)  ถล่มหายไปใน Dead Sea  

ต้นไม้เป็นโรคบางต้น รักษายาก  สุดท้าย โดนไฟเผาทั้งต้น เชื้อโรคตายหมด แล้วมันก็งอกหน่อใหม่ออกมา 

ทรราช อลัชชี ฯลฯ  ครองเมือง   ...  ก็จะมี คนอวตารลงมาปราบ  ไม่ว่าจะเป็น พระอินทร์ หรือ พระนารายณ์  หรือ ไฟบันลัยกัลป์  น้ำท่วมโลก  ฯลฯ