
มีโอกาสได้ไปกัมพูชามาหลายครั้ง และได้ไปในสถานที่ที่เป็น Killing Field มาหลายแห่ง แต่ Tuol Sleng หรือ S-21 เป็นที่ที่อยากไปมากที่สุดค่ะ ซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะเกิดจากที่คนรู้จักเล่าให้ฟัง และอีกส่วนหนึ่งเกิดจากได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน เมื่อมีเวลาว่างจากการปฏิบัติภารกิจ ก้อขอแอบไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ S-21 ทันที
ความรู้สึกแรกที่ได้ก้าวเข้าไปใน S-21...คือ ขนลุกทันทีเลยค่ะ (คงเป็นเพราะเรารู้มาก่อนว่าสถานที่นี้มีแต่ความเจ็บปวด และทนทุกข์ทรมาน) พร้อมกับถามตัวเองเลยว่า ทำไมคนเราถึงทำกับคนกันเองได้ขนาดนี้...
จากคำบอกเล่าของเพื่อนที่เป็นเจ้าหน้าที่ของประเทศกัมพูชาพอสรุปได้ว่า
S-21 เป็นสถานที่ที่เขมรแดงใช้คุมขังและทรมานนักโทษการเมืองระหว่างปี 1975-1979 ซึ่งแต่เดิมที่นี่เคยเป็นโรงเรียนมัธยมปลาย จนเมื่อเขมรแดงได้ขึ้นปกครองประเทศพร้อมกับความเชื่อว่าประเทศจะเกิดความเท่าเทียมกันเมื่อทุกคนคือผู้ใช้แรงงาน ดังนั้น โรงเรียนแห่งนี้จึงถูกเปลี่ยนลักษณะการใช้งานไป โดยพื้นที่ภายในโรงเรียนจะประกอบไปด้วย อาคารเรียน 3 หลัง สนามกีฬา และลานกิจกรรม



ส่วนตรงด้านหน้าตึก A จะเป็นลานมีต้นลั่นทมอยู่ ซึ่งตรงลานนี้คือที่ฝังศพนักโทษชุดสุดท้ายของ S-21 โดยเป็นชุดที่ทางเขมรแดงยังไม่ทันได้ย้ายออกไปฝังที่ Chone Ek ซึ่งเป็น Killing Field อีกแห่งหนึ่งอยู่ด้านนอกของกรุงพนมเปญเมื่อเดินไปเรื่อยๆ จะพบป้ายซึ่งใช้อธิบายถึงกฎเหล็กต่างๆ ของคุกแห่งนี้ เช่น เมื่อฉันถาม เธอต้องตอบ เป็นต้น เพราะถ้าไม่ตอบก็จะต้องถูกลงโทษ และทรมาน



สำหรับการเข้าชมสถานที่นี้ มีสิ่งที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด อย่างเช่น ผู้เข้าชมต้องให้เกียรติสถานที่ ไม่ลบหลู่ และห้ามเด็ดขาด คือ ห้ามหัวเราะค่ะ (โดยมีป้ายเตือน)
พร้อมทั้งมีรูปภาพตัวอย่างที่มีนักท่องเที่ยวมาถ่ายและไม่ให้เกียรติสถานที่ พอนำภาพไปล้าง แล้วมีเงาหรือรูปวิญญาณซ้อนอยู่ในภาพนั้นด้วย
หลังจากเข้าชมแล้วรู้สึกหดหู่มากค่ะ และยังหลอนๆ อยู่จนถึงทุกวันนี้
และทุกครั้งที่บ้านเมืองเราเกิดการขัดแย้งกัน
ได้แต่ภาวนาว่า ขออย่าให้เมืองไทยเป็นอย่างในประเทศเพื่อนบ้านเราเลย
มาให้กำลังใจค่ะ ไปที่ไหนน่าสนใจ มาเขียนให้อ่านเรื่อยๆน่ะค่ะ
ขอบคุณมากครับ ... สำหรับข้อมูลของ Tuol Sleng
กำลังจะเขียนบันทึกเชื่อมต่อเรื่องราวของคนไทยที่ไม่คิดหน้าคิดหลัง อยากให้มีสงครามกลางเมืองเหมือนเขาหรือไงก็ไม่ทราบ
ตัวอย่างที่ควรหลีกเลี่ยง ครับ :)
สวัสดีค่ะพี่ติดตามอ่านกับพี่ปุ้ม.. นุชจะส่งหนังสือ
ไปให้ (ทดแทนที่ยังไม่ได้เขียนเรื่องในกัมพูชาให้พี่อ่านสักที) ยังไงส่งที่อยู่มาให้นุชนะค๊ะ ส่งไปที่ mail นุชดีกว่านะค๊ะ
[email protected]
[email protected]
ส่งมาที่ 2 อันนี้นะค๊ะ..จะรีบส่งหนังสือไปให้ค่ะ
สวัสดีค่ะ พี่พงษ์กับพี่ปุ้ม
ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ เพราะนุชมีหนังสือเล่มนี้อยู่ 3 เล่มค่ะ ที่ได้มาซ้ำๆ กันเพราะ คราวที่แล้วที่นุชไปกัมพูชา นุชไปตามหาซื้อหนังสือเล่มนี้ แต่หาไม่ได้ (ไม่มีเวลาด้วย) จนเมื่อเดือน กค. 51 มีเจ้าหน้าที่ของกัมพูชาเค้ามาอบรม Land use planning ซึ่งจัดโดยกรมพัฒนาที่ดิน ท่าน Director Department of Agronomy and Agricultural Land Improvement, MAFF ที่สุดแสนจะใจดี ก้อฝากหนังสือเล่มนี้มาให้นุชทีเดียวตั้ง 3 เล่ม
ซึ่งนุชตั้งใจว่าจะเก็บไว้เอง 1 เล่ม ส่วนอีก 2 เล่ม รอหาคนที่อยากได้ พอมาเจอพี่พงษ์กับพี่ปุ้ม นุชมั่นใจว่าพี่ 2 คนสนใจก็เลยจะส่งให้พี่ 1 เล่มค่ะ ส่วนที่เหลือ 1 เล่ม ยังรอหาเจ้าของต่อไปค่ะ
รีบส่งที่อยู่มาตาม mail ที่นุชให้ไว้นะค๊ะ พอดีช่วงนี้นุชต้องเริ่มเดินทางบ่อยๆ อีกแล้ว
ผมยังไม่ได้ไปกัมพูชา ตั้งใจไว้แล้ว แต่พลาด ยอมรับว่าสงสารคนกัมพูชามาก
แต่ก่อนตอนเรียนประวัติศาสตร์ใหม่้ๆ ไม่ชอบพระยาละแวก เลยพาลไม่อยากไปเขมร ตอนนี้คิดใหม่แล้ว
ขอบคุณที่ถ่ายทอดให้อ่านครับ
ต้องขอโทษ.. ที่เข้ามาอ่านโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต
อ่านแล้วรู้สึกดีจังเลย รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้..และที่สำคัญ ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน
มีเวลา เข้ามาเขียนให้อ่านอีกนะคะ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
สวัสดีครับทุกๆท่าน
ไม่ว่าคนกัมพูชา ไทย หรือที่ไหนๆในโลก ก็ยังเป็นปถุชนคนธรรมดาเหมือนกันเน๊อะ เฮ้อ .....ช่วงนี้สถานการณ์บ้านเมืองคงร้อนระอุ....หวังว่าสักวันคงผ่านพ้นไปด้วยดี...ก็อย่าให้การเมืองมาเป็นตัวกั้นกลางวัฒนธรรมและสิ่งดีงามของคนทั้งสองประเทศเลยนะครับ...
ไอ้ พอล พต ไอ้สัตว์ ขอให้มึงตกนรกขุมที่ 18