นายแพทย์สุทัศน์ ดวงดีเด่น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนัง
เล่าเรื่องโรคภูมิแพ้อะโทรปิก
ผู้ คนส่วนใหญ่คาดหวังว่าหมอจะสามารถช่วยให้โรคภูมิแพ้นั้นสามารถหายขาดได้ และจะมีความรู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก ถ้าหมอบอกกับพวกเขาว่า โรคของคุณอาจจะเรื้อรังเป็นๆหายๆ หมอรู้แต่ว่าคุณเป็นโรค ภูมิแพ้ อาจจะแพ้ อาหารทะเล ของหมัก ดอง ไรฝุ่น เกสรดอกไม้ ฯลฯ ถ้าเป็นเด็กเล็ก ก็อาจจะคิดถึง ไข่ นมวัว ข้าวสาลี อาหารทะเล คุณต้องหมั่นสังเกตดูเอาเองว่าอะไรเป็นสาเหตุ แล้วหาทางหลีกเลี่ยง โรคภูมิแพ้ที่เป็นก็จะดีวันดีคืนขึ้น การรักษาของแพทย์เป็นเพียงช่วยทุเลาเบาบางอาการที่เกิดขึ้น ช่วยป้องกันและควบคุมไม่ให้โรคกลับมาเห่อ เว้นระยะที่เห่อให้ห่างขึ้น และช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น แน่นอนครับยังห่างไกลจากการหายขาดที่คนไข้และญาติคาดหวัง เป็นผลให้คนส่วนใหญ่ดิ้นรนที่จะหาวิธีการรักษาเสริมอื่นๆ มาดูแลผู้ป่วย โดยให้ความสำคัญกับ personal preferences มากกว่า evidence-bases approach
การที่จะมีความรู้ความเข้าใจในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ผิวหนังได้ นั้น คงจะต้องมาทำความเข้าใจ เกี่ยวกับโรคภูมิแพ้ว่ามันเป็นอย่างไร คนที่เป็นโรคภูมิแพ้นั้น พอที่จะแบ่งออกได้เป็น สองกลุ่มใหญ่ๆ คือกลุ่มที่เป็นกรรมพันธุ์ และกลุ่มที่โรคภูมิแพ้นั้นเกิดมาจากสิ่งแวดล้อม
กลุ่มที่เป็นกรรมพันธุ์นั้นอาจจะเริ่มมีอาการตั้งแต่แรกเกิด เริ่มเป็นในวัยเด็ก หรืออาจจะเพิ่งมาเริ่มปรากฏอาการเอาตอนเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ได้ โดยเคยมีการศึกษาพบเด็กทั่วโลกเป็นโรคนี้กันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเด็กที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ เพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าตั้งแต่ปีค.ศ. 19601 พบ prevalence มากถึง 20% ในเด็ก และประมาณ 3% ในผู้ใหญ่2 อาการของโรคภูมิแพ้อาจปรากฏขึ้น กับอวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย หรือ เป็นพร้อมๆกันทั่วทุกส่วนของร่างกายเลยก็เป็นได้ ที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีก็คือ โรคหอบหืด โรคแพ้อากาศ และโรคภูมิแพ้ผิวหนัง ที่เรียกกันว่า โรคภูมิแพ้อะโทรปิก (atopic dermatitis) การเกิดโรคที่อวัยวะต่างๆของร่างกายแยกออกจากกัน ดูเผินๆเหมือนกับว่าไม่มีความสัมพันธ์ต่อกัน แต่จากการศึกษาติดตามอาการของผู้ป่วยกลุ่มนี้ พบว่า มากกว่า 50% ของคนไข้โรคภูมิแพ้ผิวหนังอะโทรปิก พัฒนาไปเป็นโรคหอบหืด โรคแพ้อากาศ หรือโรคภูมิแพ้อื่นๆ3 พบว่า เด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้ผิวหนังที่มีอาการกำเริบรุนแรง เมื่อพวกเขาโตขึ้นจะมีโอกาสป่วยเป็นโรคหอบหืดได้มากกว่าเด็กที่มีความรุนแรง ของโรคน้อยกว่า และมีโอกาสเป็นโรคหืดมากขึ้นถ้ามีประวัติภูมิแพ้ในครอบครัว
แต่ก็ยังมีเรื่องดีๆคนไข้ที่เป็นโรคนี้มักจะมีอาการดีขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น พบว่าเมื่ออายุ 7 ขวบ คนไข้ดีขึ้นมากถึง 65% และ 74% ดีขึ้นมากหลังอายุ 16 ปี4 อย่างไรก็ดีแม้โตเป็นผู้ใหญ่คนไข้ส่วนใหญ่ยังคงมีผิวแห้ง และแพ้ง่ายอยู่
สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคนี้ ส่วนใหญ่เชื่อกันว่า skin barrier function เสียไป อย่างไรก็ตามยังมีความเห็นที่ไม่ลงตัวทำนอง ไก่เกิดก่อนไข่ หรือไข่เกิดก่อนไก่ ว่า การเกิดการอักเสบจาก irritants และ allergens ทำให้ skin barrier function เสีย หรือ skin barrier function เสียแล้วจึงเป็นผลทำให้เกิดการอักเสบจาก irritants และ allergens 5 การเกิด skin barrier dysfunction เกิดจาก ยีนที่โครโมโซม 1q21 เกิดความผิดปรกติ เป็นผลให้การสร้างโปรตีน filaggrin ลดลง โปรตีนนี้จำเป็นต่อการสร้างและการควบคุมความชุ่มชื้นของ skin barrier 6 เป็นผลให้ผิวหนังของคนไข้โรคภูมิแพ้ผิวหนังอะโทรปิกมีการสูญเสียน้ำออกจากผิวหนัง (transepidermal water loss) มากถึงสี่เท่าเมื่อเทียบกับผิวหนังในคนปกติ7 และระดับของ natural moisturising factor ลดลงถึง 80%8
นอกจากนี้ยังเกิดความผิดปรกติของ antimicrobial peptides ที่ใช้ในการป้องกันตัวของร่างกายต่อ แบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อไวรัส เป็นผลให้ผิวหนังของคนไข้โรคภูมิแพ้ผิวหนังติดเชื้อได้ง่าย 9โดยพบว่าผิวของคนไข้ส่วนใหญ่จะติดเชื้อ Staphylococcus aureus และมากกว่าครึ่งของคนไข้กลุ่มนี้จะสร้าง Immunoglobulin E ต่อ toxins ที่ผลิตโดย Staphylococcus aureus เรียกกันว่า superantigens ซึ่ง superantigens นี้ทำให้การตอบสนองทางอิมมูนของคนไข้เสียไป นอกจากนี้ยังทำให้เกิด corticosteroid insensitivity คนไข้บางคนทายาสเตียรอยด์จึงไม่ค่อยได้ผล10
คนไข้โรคภูมิแพ้อีกกลุ่มหนึ่งได้แก่ พวกที่มีอาการภูมิแพ้จากสิ่งแวดล้อม ได้แก่ อากาศ ควัน ฝุ่นละออง ละอองเกสร แสงแดด ข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ตัวแมลง ไรฝุ่น ฯลฯ เหล่านี้ นอกจากจะทำให้เกิดโรคภูมิแพ้แก่ผู้ที่ได้มาสัมผัสแล้ว หลายครั้งยังมีส่วนสำคัญให้ผู้ที่เป็นภูมิแพ้จากกรรมพันธุ์ เกิดมีอาการกำเริบขึ้นอีกด้วย สำหรับรายละเอียดในเรื่องนี้ขอยกยอดเอาไว้เขียนให้อ่านกันในฉบับต่อไป
อาการและอาการแสดง
แรกๆตอนที่เกิดมาได้ไม่ถึงขวบปีก็จะมีอาการสำคัญนำมาก่อน คือมีผื่นคันตกสะเก็ดขึ้นมาเต็มใบหน้า พาไปหาหมอก็ให้ยามาทา อาการก็ดีขึ้น พอโตขึ้น เริ่มคันกระจายไปตามส่วนต่างๆของร่างกายโดยเฉพาะตามข้อพับแขน ข้อพับขา ต่อมาก็ลุกลามไปทั้งตัว บางคนก็มีอาการคันตาร่วมด้วย คัน ที่คอ บางครั้งเกาจนเกิดเป็นแผลอักเสบ คันทั้งกลางวันกลางคืน โดยเฉพาะกลางคืน คันจนไม่ได้หลับนอน ร้องกวนตลอดคืน ซึ่งมีผลระยะยาวต่อชีวิตในช่วงกลางวันของเด็ก บางคนกลายเป็นเด็กขี้โมโห ดื้อ พบว่าเด็กถึง 60% มีปัญหาเรื่อง การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ควรให้เด็กนอนหัวค่ำและนอนตรงเวลา
การประเมินผลในภาพรวมที่เป็นที่นิยม ได้แก่ visual analogue scales(VAS), the patient oriented eczema measure(POEM)11, และ the infant and children’s dermatology life quality indices12
สำหรับผื่นที่เป็นอาจจะเห่อเป็นระยะๆ เดือนละ 2-3 ครั้ง โดยมีปัจจัยที่กระตุ้นให้กำเริบ ได้แก่ สารที่ก่อการระคายเคือง รวมทั้งสบู่ ผงซักฟอก หรือมีการติดเชื้อที่ผิวหนัง อุณหภูมิที่ร้อนจัดหรือหนาวจัด สารก่อให้เกิดภูมิแพ้ เช่น สารที่มาสัมผัส สารที่สูดลมหายใจ เสื้อผ้าไนล่อน ไรฝุ่น และขี้แมลงสาป หรือแม้แต่ความเครียดก็อาจทำให้ผื่นกำเริบได้ หรืออาจจะเป็นผลโดยรวมจากตัวกระตุ้นต่างๆ
การดูแลเรื่องของอาหาร ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่เมื่อเด็กรับประทานเข้าไปแล้วอาจทำให้อาการกำเริบ ได้แก่อาหารทะเล ไข่ นมวัว ถั่วลิสงหรือผลิตภัณฑ์จากถั่วหลายชนิด
การดูแลสิ่งแวดล้อมในบ้านนับว่ามีความสำคัญมากเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการดูแลความสะอาด การกำจัดฝุ่นละออง พื้นบ้านที่เป็นพรมอาจจะเป็นที่สะสมของไรฝุ่น แมลงสาป ที่อาจเป็นตัวกระตุ้นให้อาการภูมิแพ้ในบ้าน ควันบุหรี่ก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่ง จากการศึกษาพบว่า ถ้าพ่อหรือแม่สูบบุหรี่ในบ้าน ลูกๆจะเกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจได้บ่อยกว่าปกติ นอกจากนี้ยังมีผลให้เด็กเกิดอาการภูมิแพ้กำเริบขึ้นอีกด้วย
สำหรับสิ่งแวดล้อมนอกบ้านนั้น คงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก โดยเฉพาะละอองเกสรดอกไม้ตามฤดูกาล บางคนถึงกับต้องย้ายถิ่นที่อยู่หนีกันเลยทีเดียว มีบางคนได้ไปศึกษาต่อต่างประเทศ คิดว่าโชคดี แต่ไปได้ไม่ถึงเดือน ต้องเดินทางกลับ เพราะแพ้ละอองเกสรจนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดก็มี
นอกจากการหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้แล้ว ยังมีการหลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าเนื้อหยาบที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น ผ้าขนสัตว์ ผ้าใยสังเคราะห์ ผ้าที่เหมาะแก่การใช้คือผ้าฝ้าย
อีกเรื่องที่อาจจะต้องขัดใจบางคนบ้างก็คือ ห้ามเลี้ยงสัตว์เลี้ยงจำพวกหมา แมว รวมทั้งกระต่าย และสัตว์อื่นๆในบ้าน ขนหมา ขนแมวถือว่าเป็นสาเหตุที่พบบ่อย ยิ่งถ้าเอาไปเลี้ยงในห้องนอนยิ่งแล้วกันไปใหญ่
กลิ่นก็เป็นสาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้อาการของโรคภูมิแพ้อะโทรปิกกำเริบ พ่อหรือแม่ที่ชอบใช้น้ำหอมก็คงต้องทำใจ
การอาบน้ำไม่ควรใช้เวลานานเกินไป ไม่ใช้น้ำที่ร้อนหรือเย็นเกินไป หลังอาบน้ำควรซับตัวให้หมาดๆ แล้วทาสารเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนัง บางท่านบอกว่าให้ทาภายใน 3 นาทีหลังอาบน้ำ ยกเว้นตรงที่มีผื่นแพ้ผิวหนังอยู่ ให้ทายารักษาก่อน แล้วค่อยทาสารเพิ่มความชุ่มชื้นทีหลัง หลีกเลี่ยงสบู่ หรือครีม หรือน้ำยาทำความสะอาด ที่มีส่วนผสมของสารฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง
การรักษา
ยาที่ใช้รักษาโรคภูมิอะโทรปิก ที่ถือว่าเป็น first line therapy ก็คือ สารให้ความชุ่มชื้น พวก emollient และ moisturiser ( 2 term นี้ ใช้แทนกันได้) ซึ่งช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง โดยช่วยปิดพื้นผิวของผิวหนังเอาไว้ ไม่ให้มีการสูญเสียน้ำ และพวกนี้เป็น humectants ที่ช่วยดึงน้ำจากผิวหนังชั้น dermis ไปสู่ชั้น epidermis การใช้ emoilients นั้นควรใช้ไปเรื่อยๆ ไม่ควรหยุดทาแม้ในช่วงที่โรคไม่กำเริบ โดยทั่วไปหลักการเลือกใช้ emoilients ซึ่งมีหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นในรูปของ bath oils, soap substitutes, lotions, gels, sprays, creams และ ointment ให้ดูว่า ถ้าผิวยิ่งแห้ง ยิ่งต้องให้รูปแบบที่เหนียวมากขึ้น Aqueous cream เป็น emollient ที่ได้รับความนิยมที่สุด ซึ่งมีรายงานผลการศึกษาว่า Aqueous cream ช่วยลดความหนาของ stratum corneum และลดการสูญเสียน้ำจากผิวหนัง13 วิธีทายาที่อาจช่วยไม่ให้เกิด folliculitis คือทาตามแนวขน หรือ ผม และควรทา emoilients อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ถ้าเด็กผิวแห้งมากอาจจะต้องทาบ่อยขึ้น
ยาทาสเตียรอยด์ แค่เอ่ยชื่อหลายคนก็กลัวกันแล้ว เพราะหมอทั่วโลกต่างก็พยายามให้ข้อมูลถึงผลเสียของยาสเตียรอยด์กันอย่างต่อ เนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทำให้ผิวบางลง( atrophy) เห็นเส้นเลือดฝอยขึ้น(telangiectasia), ทาแล้วขนขึ้น และอาจทำให้ผิวแตกลายได้ อย่างไรก็ดี ยาทาสเตียรอยด์ก็ยังนับว่า เป็นยารักษาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในปัจจุบัน หลักการก็คือ ใช้ยาทาที่อ่อนที่สุดเท่าที่สามารถจะควบคุมโรคได้ อย่างไรก็ดีก็ต้องไม่ปล่อยให้โรคกำเริบ จนมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต เช่น คันจนนอนไม่หลับทั้งคืน ถ้าจะใช้ควบคู่กับ emoilients ควรทายาสเตียรอยด์หลังจากทา emollients ไปแล้วอย่างน้อย 20 นาที ในภาพรวมยาทาสเตียรอยด์ที่ใช้อย่างเหมาะสมประโยชน์ที่ได้มีมากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น14
ปัจจุบันมียาชนิดใหม่ที่ไม่ใช่ยาทาสเตียรอยด์ ได้แก่ tacrolimus และ pimicrolimus พวกนี้ไม่ทำให้เกิด skin atrophy จึงเหมาะที่จะใช้บริเวณใบหน้า และรอบดวงตา แต่ก็ยังคงมีราคาสูง และ ประสิทธิภาพในการรักษาเทียบเท่ากับยาทาสเตียรอยด์ชนิดอ่อนหรือปานกลางเท่า นั้น ผลข้างเคียงที่เจอบ่อยคืออาจมีอาการแสบ ร้อน หรือแดง ส่วนมากเป็นในช่วงสัปดาห์แรกที่ทายา ยังไม่มีข้อมูลที่เชื่อถือได้แสดงให้เห็นว่ายาในกลุ่มนี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง15 ที่สำคัญคือห้ามใช้ในคนท้อง และถ้าจะพาเด็กไปฉีดวัคซีน ควรหยุดยาก่อนสัก 1 เดือน อย่างไรก็ดียานี้นับเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ในการรักษาโรคภูมิแพ้ผิวหนัง โดย ที่ไม่ต้องใช้ยาทาสเตียรอยด์
สุดท้ายคงเป็นเรื่องของความเชื่อ เขาสรุปมาดังนี้ครับ ยังไม่พบการศึกษาที่ยืนยันว่า วิตามิน น้ำมันปลา borage oil Evening primrose oil อาหารเสริมต่างๆ มีประสิทธิภาพต่อการรักษาโรคผื่นแพ้ผิวหนัง ไม่พบหลักฐานที่น่าเชื่อถือเพียงพอที่จะ recommend ให้ใช้ complimentary therapy16
References:
- Schultz-Larsen, F., Hanifin, J.M. Epidemiology of atopic dermatitis. Immunology and Allergy Clinics of North America2002;22:1-24.
- Williams, H., Robertson, C., Stewart, A., Aït-Khaled, N., Anabwani, G., Anderson, R.,et al. Worldwide variations in the prevalence of symptoms of atopic eczema in the International Study of Asthma and Allergies in Childhood. Journal of Allergy and Clinical Immunology 1999;103(1),125-138.
- Kapoor, R., Menon, C., Hoffstad, O., Bilker W., Leclerc, P., & Margolis, D.J. The
prevalence of atopic triad in children alence of atopic triad in children with physician-confirmed atopic dermatitis. Journal of the American Academy of Dermatology 2008;58(1),68-73.
4. Williams HC, Strachan DP. The natural history of childhood eczema:
observations from the British 1958 birth cohort study. British Journal of Dermatology 1998;139( 5):834-839.
5. Spergel, J.M. Immunology and treatment of atopic dermatitis. American Journal
of Clinical Dermatology 2008;9:233-244.
6. Weidinger, S., O’Sullivan, M., Illig, T.,Baurecht, H., Depner, M., Rodriguez,E., .Kabesch,
M. Filaggrin mutations, atopic eczema, hay fever, and asthma in children. Journal of
Allergy and Clinical Immunology 2008;121(5):1203-1209, e1201.
7. Proksch, E., Fölster-Holst, R., & Jensen, J.M. (2006). Skin barrier function, epidermal
proliferation and differentiation in eczema. Journal of Dermatological Science 2006;43:
159-169.
8. Cork MJ, Danby S. Skin barrier breakdown: a renaissance in emollient therapy.
British Journal of Nursing 2009;18, 14:872-877.
9. Ong P.Y., Ohtake, T., Brandt C., Strickland I., Boguniewicz M., Ganz, T.,
Leung,D.Y. Endogenous antimicrobial peptides and skin infections in atopic
dermatitis. New England Journal of Medicine 2002;347(15):1151-1160.
10. Hauk, P.J., & Leung, D.Y. Tacrolimus (FK506): New treatment approach in
superantigen-associated diseases like atopic dermatitis? Journal of Allergy and Clinical
Immunology 2001;107:391-392.
11. Charman C, Venn A, Williams HC. The patient-oriented eczema measure:
development and initial validation of a new tool for measuring atopic eczema severity
from the patients’ perspective. Archives of Dermatology 2004;140:1513-19.
12. Lewis-Jones S. Quality of life and childhood atopic dermatitis: the misery of living
with childhood eczema. International Journal of Clinical Practice 2006;60: 984-992.
13. Tsang M, Guy RH. Effect of Aqueous cream BP on human stratum corneum in
vivo. British Journal of Dermatology 2010;163:954-958.
14. Smith SD, Hong E, Fearns S, Blaszcynski A, Fischer G. Corticosteroid phobia
and other confounders in the treatment of childhood atopic dermatitis explored using
parent focus groups. Australasian Journal of Dermatology 2010;51:168-174.
15. Baldo A, Cafiero M, Di Caterino P, Di Constanzo L. Tacrolimus ointment in the
management of atopic dermatitis. Clinical Cosmetic and Investigational Dermatology
2009;2:1-7.
16. National Institute for Health and Clinical Excellence. Atopic Eczema in Children:
Management of Atopic Eczema in Children From Birth Up To the Age of 12 Years.
Clinical Guideline 2007 No.57 NICE, London.
สำหรับคำถามบางช่วงผมไม่มีเวลาตอบ ต้องขออภัยด้วย แต่ถ้าทำได้จะพยายามเขียนตอบให้โดยเร็วครับ
คือว่าหนูเป็นผื่นที่หน้า เเรกๆก้อไปพบแพทย์อยู่ประจํา ต่อมาแพทย์บอกหนูว่า หนูเป็นโรคภูมิแพ้ อะโทรปิก หมอให้กินยาที่มีส่วนผสมของสเตรรอย แรกๆกินหน้าดีขึ้นมากๆ พอหยุดกินก้อเป็นเหมือนเดิม หมอให้กินเกือบทุกครั้งที่มีอาการ และบอกหนูว่ามันจะหายแน่ๆ แต่รักษาเป็นปีก้อไม่เห็นว่าจะหาย และตอนนี้หนูก้อเริ่มรู้สึกว่าหนูกินยาแล้วผื่นมันไม่หายแล้ว เหมือนอาการไม่ตอบสนองกับยา ไม่รู้หนูคิดไปเองรึเปล่า และระยะหลัง2 3เดือนนี้หนูเริ่มมีผื่นเป็นวง ตอนเเรกมันเล็กๆมันคันด้วยขึ้นที่บริเวณแขนด้านบนหัวไหล่ พอเกามันก้อเหมือนใหญ่ขึ้น รอบๆที่เป็นผื่นมันลอกด้วยมันดูแห้งๆคล้ายผื่นกุหลาบแต่มันเป็นที่เดียวไม่กระจายตัว และก้อมีจุดแดงชอบขึ้นบริเวณขา เป็นจุดเล็กๆ บางที่ก้อเป็นตุ้มแดงคันเหมือนมดกัด แต่พอถามหมอหมอก้อบอกว่าหนูเป็นโรคภูมิแพ้ เจออะไรนิดหน่อยก้อแพ้ง่ายไปหมด ไม่ต้องกังวล แต่หนูยังกังวลอยู่มากๆๆๆ บางที่เกาหรือแขวนกระเป๋าไว้ตรงแขนนานๆมันเป้นก้อเป็นปื้ดแดง แมจุดแดงเล็กกระจายรอบที่เกาเเต่เด่วมันก้อหายไปเอง หนูไม่แน่ใจว่าโรคที่หนูเป็นคือโรคอะไร มันทําให้หนูวิตกกับมันเป็นอยางมาก และอยากให้คุณหมอช่วยแนะนําที่รักษาดีๆให้หนูด้วยนะค่ะ เพราะหนูไม่อยากทานยาสเตรรอยแล้ว เพราะหนูทานมากๆหนูเริ่มเห็นว่าหน้าหนูมันบวมนะค่ะ ช่วยแนะนําทีนะค่ะ ขอบคุณมากๆค่ะ แล้วหนูจะรอฟังคําตอบนะค่ะ
หนูฟ้าใสคงจะเป็นโรคอะโทรปิกจริงๆ ไม่รู้ว่ามีประวัติคนในครอบครัวเป็นด้วยหรือเปล่า
ยาสเตียรอยด์กินหมอก็คงไม่แนะนำให้ใช้ เพียงแต่ต้องทำใจว่ารักษาด้วยยาอื่นมันอาจจะไม่ได้ผลเร็วเท่า อย่างไรก็ดีหนูจำเป็นต้องได้รับการรักษาต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนัง ไม่ทราบว่าบ้านหนูอยู่จังหวัดไหน จะได้แนะนำให้ไปหาให้ถูกคน
มาเรียนรู้ค่ะ เป็นโรคที่น่ากลัวนะคะ
เรื่องแพ้นี่ยากจังเลย
รบกวนคุณหมอจัดหน้ากระดาษก่อนบันทึกนะคะ
จะได้ไม่ล้นขอบ และอ่านได้ทุกตัวอักษร
เด็กน้อยก็อ่านได้ครบค่ะ
ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ยอมรับว่ายังเล่น gotoknow ไม่ค่อยจะเป็น
ขอบคุณที่แนะนำอีกครั้งครับ
สวัสดีค่ะคุณหมอหนูเป็นผื่นที่หน้าตรงแก้มและก็คาง มาเป้นเวลาประมาณ 3เดือนได้ ไปหาคุณหมอ คุณหมอให้ยาทา กับกิน แอบถามคนจัดยาเค้าบอกว่าให้ยาทา
สเตรรอย ยากิน แก้แพ้ กับลดบวม ใช้ยามาโดยตลอด3เดือน(ดีขึ้นก็หยุด ไม่ดีก็ใช้)
ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ แต่ตอนนี้หยุดใช้สเตรรอยแล้วนะคะ ทาครีมบำรุงที่คุณหมอให้มา
กับยากินแก้แพ้และลดบวม บรรเทาได้บ้างคือลดอาการคัน และหน้าหนูที่แดงก็แดงน้อยลง แต่ก็ยังคงไม่หายเหมือนเดิม และสังเกตุได้ว่าตรงที่เคยทายาสเตรรอยตรงนั้นจะแดง
หนูเลยเลิกทา กินยากับทาครีมเท่านั้น
ถาม: คุณหมอคะหน้าหนูที่ยังคงเป้นรอยแดงอยู่เนื่องจากทายาสเตรรอยเป็นเวลานานเกินไปใช่หรือเปล่าคะ
ถาม: หนูดื้อยาหรือเปล่าคะรู้สึกว่าอาการไม่ดีขึ้นเลย
ถาม: คือเดือนครึ่งหลังนี้หนูไม่ได้พบแพทย์เลย อยากใหคุณหมอแนะนำว่าถ้าต้องการพบแพทย์ ควรไปที่ไหนดีคะ หนูอยู่ กทม นนทบุรี ค่ะ ที่เคยรักษาคือ ราชเทวี
คลีนิคค่ะ
รบกวนช่วยตอบด้วยนะคะ
กราบขอบพระคุณคุณหมอคะ
แนะนำให้ไปโรงพยาบาลดีกว่ามั๊ยครับ
เพราะอาจต้องตรวจเพิ่มเติมว่าไม่ใช่โรคภูมิแพ้
บางอย่างเช่น เอสแอลอี
ยาสเตียรอยด์แนะนำให้งดไปดีแล้ว
ยาทาอาจจะต้องปรับไปเลือกใช้ชนิดที่ใช้ทาหน้าได้
สำหรับคุณ little Jazz ขอบคุณที่ให้คำแนะนำ
ดิฉันเป็นภูมิแพ้ผิวหนังมานานมากแล้วค่ะ ประมาณ10ปี เห็นจะได้ แล้วก็ต้องทานยาแก้แพ้ และแก้คันมาเป็นเวลานานแล้วเช่นกัน ผื่นนี้จะเกิดขึ้นทุกวัน ไม่เลือกเวลา ต้องทนรำคาญ และทรมานมาก เพราะเป็นขึ้นมาที ก็คัน ถึงคันมาก ไม่ทราบว่า การทานยาแก้แพ้บ่อยๆๆ และนานๆๆจะเป็นอันตรายต่อไตไหมคะ แต่ยาที่ทานนี้แพทย์เป็นคนบอกให้ทานได้ เพราะดิฉันไปพบแพทย์มาหลายท่านแล้ว ส่วนใหญ่ก็ให้ทานยาถ้ามีอาการ แต่ดิฉันมีอาการทุกวัน ก็เลยเกรงว่าจะเป็นอันตราย เพราะทานยามาเป็นเวลานานแล้ว ไม่ทราบว่าพอจะมีวิธีให้อาการทุเลาลงบ้างไหมคะ
ยาแก้แพ้ที่ใช้กันมากมีอยู่ 2 กลุ่ม คือ ยาสเตียรอยด์ และ ยาต้าน
ฮิสตามีน
ยาสเตียรอยด์เป็นยาที่ใช้ได้ผลชงัด แต่จะก่อให้เกิดโทษมหันต์ถ้าไม่รู้จักมันดีพอและใช้ไม่ถูกต้อง แพทย์บางท่านจะสั่งยาลดกรดเติมไปด้วยเพราะยาสเตียรอยด์นี้กัดกระเพาะ อย่างไรก็ดีแม้ว่าจะมีผลข้างเคียงมากแต่บางทีก็เป็นยาที่สามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้ สำคัญมากคือต้องมารับการตรวจอย่างต่อเนื่องจากแพทย์ที่สั่งยา ห้ามซื้อหามากินเองเด็ดขาด หาเจ้าภาพไม่ได้ตายฟรีอย่างเดียว เวลาจะหยุดยาถ้าให้ไปนานเกิน อาจจะต้องค่อยๆลดขนาดยา ทีละสัปดาห์ไปเรื่อยๆ ไม่อย่างนั้นหยุดยาไปแล้ว อาจทำให้อาการแพ้กำเริบรุนแรง ฝรั่งเขากลัวยาตัวนี้กันมากจนเกิดกระแสของการกลัวสเตียรอยด์ที่เรียกว่า steroid phobia พวกหมอกลัวคนไข้ฟ้องเลยไม่กล้าใช้ยาสเตียรอย์ ทำคนไข้ตายแบบถึงฟ้องก็แพ้ เพราะหมอไม่ได้ทำอะไร ความรู้ที่สั่งสมจากประสบการณ์และการศึกษาผลงานวิจัยที่ผ่านมาจำนวนมากได้ชี้ให้เห็นว่า โรคหลายอย่าง ในบางระยะนั้น ถ้าได้ยาสเตียรอยด์จะช่วยคนไข้ได้มาก หลายกรณีถ้าไม่ให้กลับเป็นอันตราย บางโรคต้องให้ตลอดชีวิต เช่นโรคเอสแอลอี หยุดได้เหมือนกันถ้าโรคสงบ ไปนาน แต่ก็ต้องติดตามตัวชี้วัดจากผลเลือด ถ้าผิดปรกติต้องรีบกลับมาให้ใหม่ แต่โรคส่วนมากสุดๆก็ให้ไม่เกิน 3-4 อาทิตย์ ส่วนใหญ่ตัวหมอเองให้แค่ 7-10 วันก็เลิกแล้วครับ
สำหรับยาต้านฮิสตามีน ใช้หลักการลางเนื้อชอบลางยา เพราะมีอยู่หลายกลุ่มมาก ถ้าใช้ยังไม่ได้ผล อาจจะลองเพิ่มขนาดยาดูก่อน ไม่แนะนำให้ กินยากลุ่มนี้ 2-3 ตัวพร้อมๆกันโดยไม่ได้ลองให้กินทีละตัวมาก่อน กลุ่มที่ไม่ง่วงมักจะได้ผลน้อยกว่า ทั้งๆที่ฝรั่งเขาวิจัยออกมาว่าได้ผลพอๆกัน แต่ในชีวิตจริงคนละเรื่อง แต่ยังไงหมอก็ยังชอบจ่ายยาตัวที่ไม่ง่วง นึกถึงใจเขาใจเรา ง่วงทั้งวันนี่มันทรมาน ถ้าชอบคันตอนกลางคืนแล้ว ยาที่ไม่ง่วงเอาไม่อยู่ ผมอาจจะแถมชนิดง่วงเช่น อาทาแร็ก ให้กินก่อนนอน
คนเป็นภูมิแพ้เรื้อรังต้องดูแลตัวเองแบบ ใช้ทุกรูปแบบ ทั้งแผนปัจจุบันและแพทย์ทางเลือก หมอมีเพื่อนแพทย์เป็นโรคภูมิแพ้เรื้อรัง เลิกอาชีพแพทย์ไปบวชเป็นพระ เรียนโยคะ ไปเป็นอาจารย์สอนวิปัสสนากรรมฐาน อาการภูมิแพ้หายไปเองไม่ต้องกินยาเลย
หนูมีผื่นขึ้นตามตัวเป็นจุดเล็กคล้ายกับยุงกัน เมื่อต้นปีช่วงอากาศเปลี่ยนเป็นแค่แขนกับขา แต่เดี๋ยวนี้เป็นทั้งตัวเป็นเกือบตลอดทั้งวันและมีอาการคันแต่พยายามไม่เกามัน แต่ช่วงที่เป็นก็กินยาแก้แพ้อาการที่เป็นแบบเม็ด แต่ถ้ามีผื่นข฿นก็จะกินยาแก้คันที่ซื้อมาจากร้านขายยา แต่เมื่อไม่ดีขึ้นหนก็ไปโรงพยาบาลให้คุณมือฉีดยามาเมื่อวันที่ 8/2/52 แต่ก็ยังไม่ดีขึ้น แล้ววันที่ 10/2/52 ไม่มีผื่นขึ้นหนูก็เลยกินอาหารทะเลพวกน้ำพิกไข่ปู แล้วก็ปูนึ่ง ช่วงบ่ายผื่นก็เกิดขึ้นอีก จนปัจจุบันนี้หนูเป็นทกวันเลย แต่หนูรู้สึกว่าอาการของหนูถ้าอยู่ในห้องแอร์ผื่นจะขึ้นเร็วมาก แต่ถ้าอยู่ข้างนอกอากศปกติผื่นมันค่อยจะจางหายไปแต่ก็ไม่ถึงกับหายไปหมด แล้วเมื่อวานหนูได้คุยกับร้านขายยาเขาแนะนำว่ามีลูกค้าคนหนึ่งมีผื่นขึ้นแบบเดียวกับหนูเขาไปตรวจเจอว่าติดเชื้อไวรัส หนูก็เลยอยากปรึกษาคุณหมอว่าหนูจะรักษาอย่างไร และที่ไหนดี แต่ประวัติของหนูเมื่อตอนเด็ก ตอนอยู่งจังหวัด หน้าสีข้าวอาการผื่นขึ้นของหนูก็จะขึ้นแต่เป็นปื้นใหญ่กว่าปัจจุบันที่เป็นอยู่ แล้วแม่เขาก็ซื้อยาจีนมาต้มให้กินก็อาการดีขึ้น แต่อีกประมาณ 15 ปี ก็เป็นอีก แล้วก็หายไป แต่ตอนนี้รู้สึกว่าผื่นมันไม่เหมือนเดิมหนูก็เลยไม่แน่ใจว่าเป็นโรคภูมิแพ้อย่างที่เคยเป็นหรือเปล่า รบกวนคูณหมอช่วยตอบหน่อยนะค่ะ
สวัสดีค่ะคุณหมอหนูอยากทราบว่ามียารักษาด่างขาวให้หายขาดมั้ยคะ เป็นรอบดวงตาค่ะ ตอนแรกขึ้นตรงหางตาก่อนแล้วเหมือนลามเลยค่ะดูเป็นขาวเรืองๆรอบดวงตาค่ะ ไปหาหมอหมอก็ให้ทานยาบำรุงและทานยานะคะแต่ก็ไม่ดีขึ้นค่ะ อยากทราบเรื่องของยาที่ใช้รักษา หรือว่าทำเลเซอร์ค่ะ แล้วคุณหมอรู้มั้ยคะว่าถ้าไปหาหมอที่กทม.ใช้ค่ารักษาประมาณเท่าไหร่ แล้วทำเลเซอร์เท่าไหร่ ขอขอบคุณ คุณหมอมากนะคะ
คุณทิพยวรรณครับ เท่าที่เล่ามาเหมือนผื่นลมพิษ ที่เกิดจากแพ้อาหารและละออง เขาบอกว่าลมพิษไม่ใช่โรค แต่เป็นอาการที่บอกเราว่า something's wrong เป็นได้ตั้งแต่ภูมิแพ้ธรรมดา ติดเชื้อไวรัสมา มีตับอักเสบ หรือโรคอื่นๆที่อาจเป็นต้นเหตุ ถ้าหาเจอ แก้ต้นเหตุได้หายทันที ถ้าไม่เจอเขาแนะนำให้รักษาให้หาย แล้วให้ยาสะกดอาการเอาไว้หลายเดือนหน่อย บางคนอาจให้กินยาเป็นปี ผมแนะนำให้หาหมอผิวหนังใกล้บ้าน หรือหมอโรคภูมิแพ้ แล้วรักษาให้ต่อเนื่อง ก็จะคุมโรคได้ครับ
สำหรับโรคด่างขาวรอบดวงตา ยังไม่มียาที่รักษาได้ผล เลเซอร์หรือการฉายแสงที่รามาฯทำอยู่ ก็ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง โดยเฉพาะตำแหน่งใกล้ตา ทุกคนไม่อยากไปยุ่งกับมันมาก แต่ก็น่าเห็นใจคนไข้ ผมแนะนำให้ลองทา Protopic หรือ Elidel ดูก่อน แต่ไม่แนะนำให้ไปซื้อยามาทาเอง เพราะไม่มีเจ้าภาพ เท่ากับเอาดวงตาเราไปเสี่ยง รักษาโดยอาศัยตำรา ไม่มีผู้มีประสบการณ์ดูแลให้ ไม่ใช่วิถีทางที่ถูกต้อง ลองไปปรึกษาแพทย์ผิวหนังดูว่าพอจะช่วยติดตามดูแลให้ใช้ได้อย่างปลอดภัย และเพิ่มหรือลดยาได้ในเวลาที่เหมาะสมดีกว่าครับ
น้องอานัต อายุ 1ปี 3 เดือน ตั้งแต่คลอดวันแรกน้องอานัตก็มีผื่นขึ้นที่หน้าแดงไปทั้งหน้าพออายุได้ 1ขวบน้องอานัตเริ่มมีผื่นขึ้นที่ข้อมือและกลางหลังและที่แก้มแต่เป็นจุดเล็กๆต่อมาตุ่มก็ขยายเป็นตุ่มใหญ่เหมือนขี้กลาก พอพาน้องอานัตไปหาหมอ หมอบอกว่าเกิดจากการแพ้ให้แม่สังเกตว่าน้องแพ้อะไรก็ให้หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้นั้น จากการสังเกตแล้วพอป้อนข้าวน้องกับปลาทูปรากฎว่าเป็นตุ่มขึ้นอีก และช่วงที่อากาศหนาวๆๆน้องก็จะเป็นตุ่มขึ้นด้วยน้องอานัตจะเกามากจนเลือดออก ดิฉันก็ไปซื้อยาเป็นหลอดมาทาให้พอทาตุ่มก็ยุบและก็เป็นอีก ถ้าช่วงที่ตุ่มขึ้นและน้องอานัตคันมากๆๆจะใช้ยาอะไรทาดีค่ะถึงจะไม่เป็นอันตรายต่อน้องอานัต เพราะทุกวันนี้น้องอานัตร้องกวนตอนกลางคันจนพ่อแม่แทบไม่ได้นอนทุกวัน
น้องอานัต เป็นโรคภูมิแพ้ผิวหนัง หรือหอบหืดผิวหนังที่เรียกว่า อะโทรปิคเดอมาไตติส Atopic dermatitis พบบ่อยมากขึ้นเรื่อยๆในเด็กบ้านเรา เชื่อกันว่าสิ่งแวดล้อมมีส่วนเป็นอย่างมากในการทำให้เด็กยุคนี้ เป็นโรคนี้กันมากขึ้น เมื่อสิบกว่าปีก่อนผมเดินทางไปประชุมที่แคนาดา ครอบครัวญาติแฟนผมที่มาดูแลเรา ลูกๆเขาเป็นโรคนี้กันทุกคน น่าสงสารมากทั้งตัวเด็กและพ่อแม่ ก็อย่างที่คุณดวงนภากำลังประสบปัญหาอยู่นี่แหละครับ คือเด็กเกามากจนนอนไม่หลับ เห็นลูกตื่นขึ้นมาเกาพ่อแม่ก็พาลอดหลับอดนอนไปด้วย เด็กพอนอนไม่พอเขาก็จะอารมณ์เสียและก้าวร้าว บางทีพาลทำให้พ่อแม่คุมอารมณ์ไม่อยู่พาลทะเลาะเบาะแว้งกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ผมมีประสบการณ์กับเรื่องพวกนี้เป็นอย่างดี เพราะหลานชายลูกน้องสาวแท้ๆ ที่อาศัยอยู่บ้านเดียวกัน ก็เป็นโรคนี้มาตั้งแต่เด็ก เดี๋ยวนี้อายุ 9 ขวบแล้วก็ยังเป็นอยู่ รุ่นพี่ที่เป็นหมอเด็ก มีภรรยาเป็นโรคหอบหืด ลูกชายเป็นอะโทรปิก เคยมาเล่าให้ฟังว่า เวลาเปิดคลินิกคนไข้เห็นลูกหมอเป็นผื่นเต็มตัวไปหมด คันเกาเกือบตลอดเวลา ชอบถามว่า เด็กคนนี้ลูกใครนะ ขนาดลูกหมอยังต้องปล่อยให้เป็นขนาดนี้ เพราะหมอก็ไม่ค่อยกล้าให้ยาแรงๆ เพราะเกรงจะไม่ปลอดภัยกับลูก ลูกคนไข้หมอก็ไม่ค่อยกล้าเหมือนกัน
โดยสรุปหมอแนะนำว่า คนเป็นพ่อแม่ ก็ต้องศึกษาโรคนี้ หาทางหลีกเลี่ยงของที่มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดอาการแพ้ แต่ไม่แนะนำให้ไปซื้อหายามาทา มากินเอง ถึงจะมีความรู้จากการอ่านมากแค่ไหน เพราะรักษาตามตำรา ทำร้ายคนไข้มานักต่อนัก ต้องหาเจ้าภาพที่เป็นคนมีความรู้ มีประสบการณ์ในการรักษาคนไข้ชนิดนี้มามากพอสมควร จึงจะสามารถดูแลลูกของเราให้ผ่านวันเวลาที่โรคกำเริบไปได้ เด็กส่วนใหญ่พออายุมากขึ้น 9-15 ขวบก็มักจะดีวันดีคืน และรู้จักที่จะดูแลตัวเองให้โรคนี้ไม่กำเริบมาก และสามารถมีชีวิตที่ดีได้เหมือนคนอื่นๆ
ขอบคุณค่ะ
มาเรียนรู้เรื่องใกล้ตัว
ที่ยังใช้หนังหุ้มเนื้ออยู๋ ตอนนี้หนังกำพร้าคงหมดแรง อิอิ
มันก็เลยย่อตัวลงมา คงสลดแบบไม่มีวันฟื้น
แถมมีกระขึ้นประปราย
แซมตามแขนให้ได้มองตัวเองได้บ่อยขึ้น
ขอบคุณความรู้และเจตนาที่ดีต่อการแบ่งปันความรู้ค่ะ
สวัสดีค่ะ คุณหมอ
ได้อ่านบทความของคุณหมอเกี่ยวกับภูมิแพ้ผิวหนังแล้วมีเรื่องรบกวนถามคุณหมอหน่อยค่ะ
ดิฉันมีอาการมีตุ่มขึ้น ตามฝ่ามือและฝ่าเท้า เป็นตุ่มใสๆ และกลายเป็นเหมือนมีหนอง แล้วสัก2-3วันตุ่มก็จายุบไป และผิวหนังตรงที่เป็นตุ่มก็จะลอก เป็นอย่างนี้มานานหลายปีแล้วค่ะ ไปหาคุณหมอ คุณหมอก็บอกว่าแพ้ แล้วให้ยาทานแก้แพ้ แก้คันมา พร้อมกับยาทา
แต่ก็ไม่ดีขึ้น กลุ้มใจมากเลยค่ะ ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรดีคะ พอดีไปหาคุณหมอมาหลายที่ ก็ไม่หายสักที เคยไปตรวจที่สถาบันผิวหนัง คุณหมอเอาน้ำในฝ่ามือที่เกิดตุ่ม ไปตรวจ ก็ไม่พบเชื้ออะไร สังเกตว่าแพ้อะไรก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ จะทำอย่างไรดีคะ
รบกวนขอคำแนะนำจากคุณหมอ ว่าสมควรทำอย่างไรต่อไปดีค่ะ
ขอบคุณค่ะ
หมอคิดว่าโรคที่คุณเบ็ญจาน่าจะเป็นโรคผิวหนังที่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Dyshidrotic eczema เกิดจากการที่มือเท้าสัมผัสกับสารเคมีที่ใช้ทำความสะอาดทั้งหลายเช่น สบู่ น้ำยาล้างจาน น้ำยาขัดพื้น อาชีพแม่บ้านมีคนเป็นโรคนี้กันเยอะครับ
แนะนำว่าให้หลีกเลี่ยงสารที่ว่ามา ใส่ถุงมือเวลาทำงานบ้าน ไปหาเจ้าภาพสักคนรักษาให้ต่อเนื่อง แล้วจะค่อยๆดีขึ้นๆครับ
ขอบคุณค่ะ คุณหมอ จะทำตามคำแนะนำของคุณหมอ
แล้วได้ผลคืบหน้าเป็นอย่างไร จะรบกวนมาคุยกะคุณหมออีกนะคะ
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะ หมอ
หนูมีเรื่องรบกวนถามหมอหน่อยค่ะ คือว่าแม่ของหนูเขาเป็นผื่นคันตามตัว โดยเฉพาะที่มือ ที่ท้อง และใบหน้า แม่หนูไปหาหมอบ่อยๆ หลายที่ด้วยค่ะ แต่ก็ไม่หายสักที กินยาเยอะ หมอบางคนบอกว่า ยาที่กินอยู่มันแรงมากอาจมีผลข้างเคียง แต่หนูก็ไม่รู้ว่าผลข้างเคียงนั้นคืออะไร พอแม่หนูหยุดกินยา มือแม่ที่คันๆก็กลายเป็นแผล ผิวหนังบอบบาง โดนเล็บเกี่ยวนิดเดียวก็เลือดไหลแล้วค่ะ สรุปว่าตอนนี้ ถ้าแม่หนูไม่กินยา แม่ก็จะทำอะไรไม่ได้เพราะมือเจ็บ และก็มีอาการชาด้วยค่ะ
หนูรบกวนขอคำแนะนำจากหมอด้วยนะค่ะ ขอบคุณค่ะ
เรียนถามคุณหมอเรื่องลูกชาย อายุ 3 ขวบ เป็น AD ตั้งแต่เกิดและเริ่มเป็นAR ตอน 2ขวบครึ่ง ปัจจุบันรักษา AD ด้วยTA 0.02% นานๆครั้งถ้าเอาไม่อยู่ก็ใช้ 0.1% สัก1-2 dose พยายามเปลี่ยนมาใช้ Protopic 0.03% and Elidel แต่ทาแล้วอาการอักเสบไม่หายเลยและเด็กจะบอกว่าแสบบริเวณที่ทายามากค่ะ ปัจจุบันมีรอยโรคบริเวณ คอ ข้อศอก ข้อเข่า ข้อเท้า ข้อพับ หัวไหล่ รักแร้ ก้น ที่จะมีผิวหนังอักเสบตลอดเวลา ถ้าหยุด steroid ทา ก็จะอยู่ได้สัก 2-3 วัน แล้วผิวหนังก็จะอักเสบขึ้นมาอีก และทุกวันนี้ก็ยังคันแม้กระทั่งตอนกลางคืน ( เปิดแอร์ 25 องศา)
สบุ่ใช้ cetaphil ครีมทาผิวใช้ ROC สำหรับ atopic
ส่วนAR รักษาด้วย Nasonex ข้างละ 1 ครั้ง วันละครั้ง พ่นมาตั้งแต่ พฤศจิกายน 2551 อาการคัดจมูกลดลงจากที่คัดทั้งวัน ทั้งคืน แต่ก็ยังมีบ้างตอนกลางคืน และใช้ Mar plus ล้างจมูก( เดิมใช้ aerius syrup oxymethazoline หยดจมูก กิน pseudoephedrine บ้างแต่ไม่สามารถควบคุมอาการคัดจมูกและคันตากับจมูกได้เลย ) และมีหูอักเสบด้วย กิน Augmentin เป็นบางครั้ง
1.เด็กกำลังจะไปโรงเรียน การไปโรงเรียนที่มีฝุ่นมากๆจะมีผลต่ออาการAD AR มากน้อยแค่ไหนคะ จะป้องกันหรือทุเลาอย่างไรดี
2.การที่ไม่สามารถควบคุมอาการ AD ทำให้อาการทางAR มีมากขึ้นหรือเปล่าคะ
3.และการที่ไม่สามารถควบคุมอาการทาง AR จะทำให้พัฒนาเป็น asthma มากน้อยแค่ไหนคะ
4.การใช้ยาพ่น Nasonex ต่อเนื่องนานๆมีผลต่อการเจริญเติบโตของเด็กมากน้อยแค่ไหนคะ
5.การที่อาการทางผิวหนังไม่เคยมีภาวะสงบของโรคเลยถ้าไม่ใช้ยา จัดว่าเด็กเป็นAD มากไหมคะ โตขึ้นจะดีขึ้นไหม ควรทำอย่างไรดี
6.กำลังจะทำ skin test ในเด็กเล็กแค่นี้ ผลจะน่าเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหนคะ
ขอบคุณค่ะอาจารย์ที่มีblog ดีๆอย่างนี้