สำหรับชีวิตคนที่ต้องวกวนอยู่ในสังคมอันต้องเวียนวนอยู่ด้วยการงานอันยุ่งเหยิงและสับสน
ชีวิตนี้ต้องใช้ “ความตาย” ไว้เตือนตน เพื่อปลดปลงภาระอันหนักอึ้งออกจากใจ

จิตนี้ ใจนี้ที่ต้องวิ่งวุ่นศึกษา เล่าเรียน ทำงาน หากได้มีโอกาส “ตาย” บ้าง จิตนี้ ใจนี้จะปล่อยและวางภาระได้มาก
เมื่อรู้สึกตัวตื่นแล้วมีเวลาสักห้านาทีก่อนที่จะลุก ให้ลองสมมติตนว่า “ตายแล้ว” เราตายแล้ว ให้ปล่อยวางสิ่งต่าง ๆ ออกจากใจเสีย
หรือระหว่างเดินทาง เมื่อคราที่รถติด หรือนั่งอยู่ในรถ ในเรือ ในเครื่องบิน ก็สมมติตนว่า “ฉันตาย” ฉันต้องตาย ณ บัดนี้แล้ว จิตนี้จะคลายจากภาระลงได้มาก
อาจจะเป็นก่อนนอน เมื่อล้มตัวนอนลงไปแล้ว หลับตาลงเบา ๆ เราสมมติว่าเจ้าถึงแก่ความตาย จิตนั้นจะสงบลงได้อีกมาก

ลองตายเพื่อปล่อยวางภาระต่าง ๆ อันหนัก อันหนาเสีย
ลองตายเพื่อปลดปล่อยความลุ่ม ความหลง ในลาภ เกียรติยศ ชื่อเสียง
ลองตายเพื่อใช้ความตายดับเพลิงจากราคะ โทสะ โมหะ ที่ครุกรุ่นอยู่ในจิตใจ
ลองตายเพื่อ “ฝึกตาย” ครั้นถึงเวลาตายจริงแล้วจิตจะปล่อยไม่คล้องต่ำไปใน “นรกภูมิ”

เอ้า... ตาย ตาย ตาย

อยู่ก็ตาย ไปก็ตาย

หรือแม้นเมื่อเวลาโกรธใครสักคนหนึ่ง เราสมมติว่าตนได้ "ตาย" ตอนนั้นเลยก็ได้ เมื่อจิตรู้สึกได้ว่าตาย ความโกรธที่เหมือนดั่งไฟบรรลัยกันต์นั้นจักสงบลงได้อีกมาก


ถ้าหากชีวิตที่หนักอึ้งเหล่านั้นได้ “ลองตาย” สักเพียงวันละห้านาทีชีวิตนี้จักคลายซึ่งความลุ่มหลง จักปลดปลงภาระที่อันโซ่ทองที่คล้องใจลงได้มาก

ลองตายวันนี้ชีวีจัก “สงบ”