ปกหลัง
Flowers for Algernon made its first appearance as a short story which was rapidly and widely anthologized, and translated internationally. It received further acclain as a memorable television drama, and as a motion picture production. Now, full-bodied and richly-peopled, FLOWERS FOR ALGERNON is the daring novel of a startling human experiment!
จำไม่ได้ว่า ได้ยินชื่อหนังสือเล่มนี้มาจากไหน (แต่น่าจะเป็นพันติ๊บ เพราะส่วนใหญ่จะไปหาข้อมูลหนังสือน่าอ่านจากกระทู้ในนั้น) จำได้แต่ชื่อหนังสือเพราะแปลกดี (ดอกไม้สำหรับอัลเกอร์นอน) พอไปป๊ะเข้าที่งานสัปดาห์หนังสือในราคาเล่มละ 99 บาทจาก 450 ก็เลยคว้ามาอย่างไว แล้วพยายามหยิบมาอ่านหลายครั้งหลายหน กัดฟันอ่านยังไงก็ไม่จบ ก็เลยยกธงขาวย้อมแพ้ เก็บเข้ากรุตามระเบียบ
ช่วงที่ผ่านมารู้สึกคิดถึงหนังสือภาษาอังกฤษขึ้นมาจัด ๆ ที่สำคัญมีเวลา(ว่าง)อยู่บนรถวันละ 2 - 3 ชม. ที่สามารถอ่านหนังสือได้สบาย ๆ เลยคว้าเล่มนี้มาด้วยโทษฐานที่มัน.... บางงงงงง 55+
งวดนี้ถือว่า ประสบความสำเร็จเพราะอ่านจบ (55+)
อ่านแล้ว... อืม... ทำไมรู้สึกมันบีบ ๆ แน่น ๆ ในอกหว่า
ตอนหยิบมาอ่านจำได้คร่าว ๆ ว่า ตัวเอก (ชาร์ลี กอร์ดอน) เป็นชายหนุ่มจิตใจงามแต่สมองงอม คือเป็นคนที่มีพัฒนาการทางสติปัญญาที่ช้ามาก ชาร์ลีเผอิญได้มีโอกาสเป็น "หนูทดลอง" ในการผ่าตัดสมองเพื่อพัฒนาให้ฉลาดมากขึ้น ซึ่งการทดลองนี้ประสบความสำเร็จแล้วในหนูที่มีชื่อว่า "อัลเกอร์นอน" (เพิ่งมาสงสัยเอาตอนนี้ว่า ทำไมเค้าไม่ทดลองในลิงก่อนมาทดลองในคนหว่า??? คุ้น ๆ ว่า การโดดจากหนูมาเป็นคน มันข้ามสเตป)
หนังสือเปิดขึ้นมาด้วย "progris riport 1" - บอกชัด ๆ เลยว่า ชาร์ลีเขียนหนังสือไม่เป็นทั้ง ๆ ที่ ณ ขณะนั้นเขามีอายุ 30 กว่า ๆ แล้ว โดยเขาจะต้องเขียนทุกวัน คิดอะไรเขียนมาให้หมด ซึ่งชาร์ลีก็เขียน เขียนแบบผิด ๆ ถูก ๆ นั่นแหล่ะ แต่เขาเขียน เพราะชาร์ลีเป็นคนที่มีความต้องการที่จะ "ฉลาดขึ้น" อย่างแรงกล้า
หนังสือบอกเล่าความคิดของชาร์ลีผ่าน progris riport
หนังสือบอกเราว่า ชาร์ลีอยากเก่ง และสำหรับชาร์ลีแล้ว เก่ง = อ่านหนังสือเป็น เขียนหนังสือได้ เพราะชาร์ลี "รู้" ว่า หากเขาเก่งขึ้น เขาจะคุยกับคนอื่นได้เยอะขึ้นทำให้มีเพื่อนมากขึ้นและการมีเพื่อนมาก ๆ เป็นสิ่งดี เพราะเพื่อนจะหัวเราะไปกับเขา สนุกกับเขา และเขาก็มีความสุขเพราะเขาชอบทำให้คนอื่นมีความสุข
ชาร์ลีรู้ว่า เขาจะต้องทำการทดสอบอะไรหลาย ๆ อย่างก่อนที่จะเข้ารับการผ่าตัดเพื่อเป็นการบันทึกความก้าวหน้าของผลการทดลอง (เช่นเีดียวกับการที่เขาต้องเขียน progris riport เพราะ progris riport เป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้คนอื่นรู้ว่า ชาร์ลีคิดอะไรอยู่ และสิ่งที่ชาร์ลีคิดเป็นความสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับการแปลผลการทดลอง) ซึ่งการทดลองนี้รวมถึงการแข่งขันกับอัลเกอร์นอน
หนังสือบอกให้เรารู้ว่า ชาร์ลีรู้สึกอายที่แ่ข่งแพ้อััลเจอร์นอน แต่ชาร์ลีไม่โกรธหรือโมโหที่แข่งแพ้หนู (ซึ่งคนทั่วไปคงจะยัวะ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐมีสมอง ในขณะที่หนูเป็นสิ่งที่มีสมองน้อยกว่า) เพราะชาร์ลีรู้ว่า อัลเจอร์นอนฉลาดเพราะได้รับการผ่าตัด เพราะฉะนั้น เมื่อเขาได้รับการผ่าตัดแล้่วเขาจะแข่งชนะอัลเจอร์นอนบ้างแน่ ๆ
เมื่อการผ่าตัดสำเร็จเสร็จสิ้น ชาร์ลีก็ฉลาดขึ้น (สมใจอยาก)
จากที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ชาร์ลีก็เริ่มเขียนหนังสือถูกต้อง เริ่มอ่านหนังสือออก
จากที่เคยเห็นภาพอดีตของตัวเองได้ประหนึ่งเห็นภาพฝันอันเลือนราง ชาร์ลีก็เริ่มระลึกถึงอดีตของตัวเองได้ชัดเจนมากขึ้น และนึกถึงอดีตได้มากขึ้น
หลังจากนั้น ชาร์ลีเริ่ม "เข้าใจ" อะไรมากขึ้น...
ผู้เขียนบรรยายได้ลึกถึงแก่น (ขอใช้คำนี้เลยละกัน) ของความเจ็บปวดได้เป็นอย่างดี เพราะเมื่อชาร์ลี "ตื่น" หลังจากการผ่าตัดนั้น เสมือนกับการโยนมวลสารของความทรงจำอันเจ็บปวดที่มีน้ำหนักมากมายมหาศาลเข้าใส่เด็กชายตัวน้อยที่มองเห็นแต่สิ่งที่สวยงามของโลก เด็กชายที่ยังไม่ประสาเกี่ยวกับความลึกล้ำของจิตใจมนุษย์ เด็กชายที่เจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับการถูกคนรอบข้างเห็นตนเป็น "ของเล่นสนุก" โดยไม่ได้คำนึงเลยว่า เด็กชายมีชีวิตจิตใจ และเป็นมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกัน
อืม... ไม่รู้จะเล่ายังไงให้ไม่สปอยล์แล้ว เป็นว่า quote ประโยคที่อ่านแล้วจี๊ดดดดด... ที่สุดมาให้อ่านก็แล้วกันเนอะ
เหตุการณ์ตอนที่จะ quote มานั้น เป็นตอนที่นักวิทย์ฯ ที่เป็นหนึ่งในทีมทะเลาะกับชาร์ลีหน้าดำหน้าแดง ...
"...You know we've always treated you well - done everything we could for you."
พอจบประโยคนี้ปั๊บ ชาร์ลีก็สวนปุ๊บ
"Everything but treat me as a human being. You've boasted time and again that I was nothing befor the experiment, and I know why. Because if I was nothing, then you were responsible for creating me, and that makes you my lord and master. You resent the fact that I don't show my gratitude every hour of the day. Well, believe it or not, I'm grateful. But what you did for me - wonderful as it is - doesn't give you the right to treat me like an experimental animal. I'm an individual now, and so was Charlie before he ever walked into the lab."
หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่แนะนำให้(คนที่เผอิญเปิดเข้ามาเจอ)อ่านจริง ๆ ถึงแม้เนื้อเรื่องโดยภาพรวมจะชวนปวดตับ (ศัพท์วัยสะรุ่นแฮะ) แต่ด้วยเทคนิคการเล่าเรื่องอย่างมีชั้นเชิงนั้นงดงามจริง ๆ
อืม ต้องออกตัว(ไว้ทีหลัง)ว่า กระแดะอ่านภาษาอังกฤษด้วยความสามารถทางภาษาที่ยังอ่อนด้อย จึงจับความได้ไม่เท่าไหร่ เช่น ไอ้การแข่งขันกะอัลเจอร์นอนเนี่ยะ ก็จับความได้ประมาณว่า เป็นการแข่งในลักษณะที่ให้อัลเจอร์นอนวิ่งในเขาวงกต ซึ่งทางออกจะมีเนยแข็งเป็นรางวัล ส่วนของชาร์ลีจะเป็นการเอาอุปกรณ์ที่เป็นแท่งเหล็กวนหาทางออกของเขาวงกตนี้แทน ถ้าแท่งเหล็กโดนส่วนที่เป็นเขาวงกดชาร์ลีก็จะโดนไฟฟ้าช็อต (เล็กน้อย) และมีรางวัลเป็นความภูมิใจ
ป.ล. หนังสือเรื่องนี้มีการแปลเป็นภาษาไทยแล้ว โดย กานต์ศิริ โรจนสุวรรณ
ป.ล. 2 มีคนพูดถึงเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=srisurang&month=07-2008&date=05&group=3&gblog=39
ผ่านมาหลายครั้งแล้ว ว่าเมื่อไหร่จะเขียนบล็อกนี้ ครั้งนี้เจอโดยบังเอิญ...
ถ้าว่าตามหลักจริยศาสตร์ของนายคานต์ นักวิทยาศาสตร์ที่ทดลองตามนิยายเรื่องนี้ ถือว่ามีข้อบกพร่องทางศีลธรรม เพราะคานต์บอกทำนองว่า...
เขียนเรื่อยๆ นะ จะติดตามอ่าน...
เจริญพร
นมัสการหลวงพี่ BM.chaiwut
ครั้งนี้เขียนโดยบังเอิญเหมือนกันค่ะ ^ ^"
พอดีเป็นคนผีเข้าผีออก เอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้น่ะค่ะ