เมื่อวานวันพ่อครับ วันนี้วันเสาร์ วันทำงานของผม แต่สุดท้ายผมก็ไม่ได้ไปไหนครับ เนื่องจากเริ่มต้นของเช้าวันนี้ด้วยอาการมึนๆ และตอนเที่ยงวันก็ไม่มีเสียงแล้วครับ เลยเปลี่ยนโปรแกรมเป็นนอนพักแล้วกัน เย็นมาอาการดีขึ้นครับ พาครอบครัวไปซื้อของในเมืองยะลา
มีเพื่อนอาจารย์ท่านหนึ่งถามผมเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกเมื่อหลายวันก่อน ขออนุญาตหยิบมาเล่าช้าไปหนึ่งวันจากวันพ่อแล้วกันนะครับ คำถามของอาจารย์ท่านนี้คือ "ทำอย่างไรเมื่อลูกขาดความมั่นใจ?" อาจจะโฟกัสให้คำถามนี้แคบอีกนิดหนึ่งว่า ส่วนใหญ่ลูกที่จะมีปัญหาขาดความมั่นใจส่วนใหญ่เป็นลูกคนโตหรือไม่ก็ลูกที่พ่อแม่คาดหวังไว้สูงๆ อย่างเช่นกรณีของเพื่อนอาจารย์ท่านนี้ เป็นลูกคนโตและคนที่สองครับ (ฮาฮา ไม่ขอบอกว่าท่านมีลูกกี่คน)
ผมตอบไปด้วยคำถามครับว่า อาจารย์เป็นอย่างนี้หรือเปล่าละ เวลาลูกทำผิดจะต้องตำหนิ แล้วก็จะไม่ค่อยไว้วางใจทำให้งานอะไร ที่สำคัญจะให้ลูกคนน้องทำแทนหมด ลูกคนพี่ที่เป็นปัญหาอาจารย์จะไม่สั่งให้ช่วยทำอะไรเลย โดยคิดว่า ให้ทำอะไรก็คงไม่สำเร็จหรอก? แต่ความจริงในใจอาจารย์ๆ คิดว่า ลูกคนแรกนะเก่ง แต่ไม่รู้เป็นอะไรทำไรไม่ได้อย่างใจเลย ออ.อีกลักษณะสำคัญ ลูกไม่ค่อยมีเพื่อนในห้องเรียน
อาจารย์ท่านตอบผมว่า จริง อย่างอาจารย์ว่ามานั่นแหละ ผมว่าลูกผมเก่ง แต่ไม่รู้เป็นงัย ผมยังไม่พอใจ และที่สำคัญผมมักจะตำหนิการกระทำส่วนใหญ่ของเขา แล้วผมก็จะมอบหมายให้คนเล็กทำและดูแลพี่ แทนที่พี่จะดูแลน้อง
อาจารย์ท่านเล่าว่า มีครั้งหนึ่งลูกเขียนข่าวจากภาษาไทยเป็นภาษาอาหรับไปส่งครู ปรากฏว่า ครูชมเป็นอย่างมาก แต่พอกลับมาผมก็คิดว่า ลูกน่าจะทำได้ดีกว่านี้ แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร วันต่อมา ผมเห็นลูกนั่งแปลข่าวจำนวนมาก ถามว่าทำไมเยอะจัง ลูกตอบว่า เพื่อนขอให้ช่วย เลยรับมาทั้งหมด ซึ่งผมสังเกตว่า ลูกภูมิใจมากที่เพื่อนให้ช่วย แต่ผมดันไปตำหนิเขา จนเขาเอางานทั้งหมดไปคืนเพื่อน แล้วลูกก็เสียใจมากที่เพื่อนตำหนิและไม่อยากคุยด้วยอีก
ผมก็เลยตอบไปว่า ความมั่นใจของลูกหายไปก็เพราะพ่อแม่นี้แหละครับ การตำหนิบ่อย ทำให้ลูกขาดความมั่นใจ และจะไม่ค่อยกล้าทำอะไรโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพ่อแม่ดูอยู่ด้วย การเทียบเคียงกับน้องยิ่งทำให้ตนเองรู้สึกตัวเองว่ามีปมด้อย และการไม่ให้ทำอะไรอีก ไม่ได้รับมอบหมายงานอะไรอีกก็คือการไม่เปิดโอกาสให้ลูกกลับมาสร้างความมั่นใจในตนเองอีกเลย
แล้วจะให้ผมทำยังงัยละครับอาจารย์? คำถามที่ถามผมต่อมาครับ และคำตอบของผมคือ
เริ่มต้นตอนนี้ก็ไม่สายครับ เริ่มจากการมอบหมายงานง่ายๆ ให้ลูกทำ สร้างแรงจูงใจให้ลูกมีความพยายามทำ (เพราะจากการขาดความมั่นใจมานาน ลูกอาจจะปฏิเสธที่จะทำ หรือทำแล้วก็ผิดเลย) ที่สำคัญเพื่อลูกทำสำเร็จ ชมด้วยความจริงใจ แล้วก็สร้างความท้าทายครับ เพื่อให้เขากล้าที่จะลองทำในสิ่งที่ยากกว่านี้อีก
ข้อห้ามสำคัญคือ ห้ามตำหนิ ห้ามอ้างอิงกับคนอื่น แต่ใช้การชมอย่างเดียว ถึงแม้ลูกจะทำไม่สำเร็จ (ฮิฮิ ลูกทำไม่สำเร็จก็ต้องชมครับ หาเรื่องชมให้ได้)
พ่อแม่มีความคาดหวังกับลูกครับ ผมก็เป็น แต่การนำความคาดหวังที่มีต่อลูกมาขีดเส้นให้ลูก และประเมินลูกเป็นสิ่งที่ไม่ดีนักครับ เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการที่ไม่เหมือนกัน ลูกเราไม่จำเป็นต้องเหมือนกับลูกคนอื่นครับ ลูกคนพี่ก็ไม่จำเป็นต้องเก่งเหมือนกับลูกคนน้อง แต่ที่สำคัญพ่อแม่อย่างไรจะต้องเป็นคนที่กระตุ้นให้เขาเกิดพัฒนาการที่สมบูรณ์ครับ แล้วก็สำคัญว่า จะต้องไม่เอาความคาดหวังมาเป็นตัวกีดขวางพัฒนาการของลูก
ผมมีคำพูดหนึ่งที่พูดกับนักศึกษาวิชาชีพครูบ่อยคือ อย่าขี้เหนียวคำชม และที่สำคัญ เวลาชมนักเรียนให้ชมด้วยความจริงใจและด้วยหัวใจ เพราะสิ่งนี้คือแรงผลักดันที่ดีที่สุดในชั้นเรียนที่จะทำนักเรียนสู่ความสำเร็จครับ
เหมือนกันครับ ในที่ทำงาน หากเรามีลูกน้องที่ทำอะไรไม่เป็นเรื่องเลย เราเลือกใช้งานเฉพาะคนเก่ง แล้วคนกลุ่มนี้จะจ้างไว้ทำไมครับ คนเป็นหัวหน้าก็จะเป็นต้องมีกระบวนการในการพัฒนาคนกลุ่มนี้ครับ อย่างน้อยก็เริ่มจากการให้ทำงานชิ้นเล็กๆ แล้วค่อยขยายใหญ่ขึ้นได้ ที่สำคัญการได้รับมอบหมายงานชิ้นเล็กๆ ก็อาจจะสร้างคุณค่าในตัวเองของลูกน้องได้นะครับ
ผมยกตัวอย่างลูกคนแรกของผมครับ ครั้งแรกๆ ที่มีโอกาสไปเล่นกับเด็กคนอื่นๆ แม่เขาจะคอยสังเกตและห้ามไปทุกเรื่อง จนสุดท้ายเล่นไม่ได้ครับ และถูกเพื่อนแกล้งตลอด จนสุดท้ายภรรยาผมเขารู้สึกตัวเองว่า เขาคือปัญหาสำหรับลูกในการเล่นกับเพื่อน ดังนั้นครั้งต่อๆ มา เขาไม่ห้ามครับลูกจะเล่นยังงัยกับเพื่อนๆ จะตีเพื่อนบ้าง ก็ปล่อยให้เด็กเขาเล่นกันเอง ซึ่งหลังจากที่เขาไปเล่นและกลับมาก็จะได้รับคำชมจากพ่อและแม่ครับ โดยเฉพาะหากกลับมาโดยไม่มีเสียงร้องให้ด้วย ก็จะมีคำชมมากกว่าปกติครับ (ปกติร้องให้ก่อนจึงจะกลับบ้านครับ)
ปรากฏปัญหานี้แก้ได้ครับ เพราะปัญหาการเล่นกับเพื่อนของลูกผม อยู่ที่คำตำหนิจากแม่ ดังนั้นเมื่อไม่มีแรงกดดันในเรื่องนี้ ลูกก็จะเรียนรู้เองว่าเพื่อนจะเล่นยังงัยกับเขา และเขาควรเล่นยังงัยกับเพื่อน อย่างเมื่อไม่นานมานี้ ลูกมาบอกว่า เพื่อนตีเขา จะให้ทำงัยดี ผมตอบลูกไปว่า ให้ไปบอกแม่ (ครั้งหลังเข้าโรงเรียนก็บอกว่าให้บอกครู) ปรากฏวันหลังลูกรู้สึกว่าวิธีการนั่นใช้ไม่ได้ผลครับ มาคุยกับผมว่า ถ้าเพื่อนตีเขา เขาจะตีกลับนะค่ะ ผมก็ตอบว่า ถ้าเพื่อนตีก็ตีเพื่อนกลับได้ แต่ห้ามตีเพื่อนก่อนนะ เขารับปากผมครับ เฮอ
สมัยก่อน การปรับพฤติกรรมเด็ก เรามักใช้การลงโทษครับ แต่กับเด็กปัจจุบัน ผมว่า การเสริมแรงน่าจะเหมาะและได้ผลกว่าครับ แต่ปัญหาประการหนึ่งคือ พ่อแม่หลายคนไม่เข้าใจว่า การตำหนิ การเทียบเคียงกับคนอื่น การไม่มอบหมายงานให้เป็นการลงโทษอย่างหนึ่งด้วย
วัลลอฮูอะลัม
จบละครับ
ผมชอบประโยคนี้มาก "ผมมีคำพูดหนึ่งที่พูดกับนักศึกษาวิชาชีพครูบ่อยคือ อย่าขี้เหนียวคำชม และที่สำคัญ เวลาชมนักเรียนให้ชมด้วยความจริงใจและด้วยหัวใจ เพราะสิ่งนี้คือแรงผลักดันที่ดีที่สุดในชั้นเรียนที่จะทำนักเรียนสู่ความสำเร็จครับ"
ขอบคุณครับ เบดูอิน
ผมก็ชอบครับ จึงพูดบ่อย