เที่ยวเชียงใหม่ทั้งวัน

 

            ถึงเวลาเที่ยวของจริงแล้ว 23 พฤศจิกายน 2551 เป็นวันอาทิตย์ หลังจากกินข้าวเช้าจนเต็มพุงพ่อ เสี้ยวพุงลูก เราจึงตั้ง GPS ไปที่ปางช้างแม่สา อำเภอแม่ริม ซึ่งเจ้า GPS ที่ว่านี่ก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวัง ช่วงแรกๆก็ชักปอดๆ เพราะมันบอกให้เลี้ยวเข้าทางเล็กๆ ไม่ค่อยมีรถสวนทางเท่าไหร่ แต่ถนนลาดยางอย่างดี (มารู้อีกทีว่ามันทำให้ลัดระยะทางได้ราว 10 กิโลเมตรแน่ะ)

 

            ปางช้างแม่สามีนักท่องเที่ยวแน่นขนัด (อ่านไปเหมือน สามี เลยแฮะ) ที่นี่มีช้างหลายตัว แต่ดูตัวเล็กๆเกือบทั้งนั้น เขาโชว์ใบ้ครับ ไม่มีการบรรยายใดๆ ช้างเดินออกมา โชว์ไปเรื่อยๆ คนดูก็ดูไปตามที่เขาแสดง โค้งทีหนึ่งก็ปรบมือทีหนึ่ง บางครั้งต้องเดากันเอาเองว่าเขาจะทำอะไรให้ดู เตะบอล ลางซุง แต่ที่เรียกความฮือฮามากที่สุดเห็นจะเป็นช้างวาดรูป ซึ่งมันวาดได้สวยงามบาดใจจริงๆครับ รูปดอกไม้ รูปช้าง อันนี้ผมถือว่าเป็น amazing ครับ

            ดูไปได้สักพัก คุณจ้าก็เริ่มรวน อยากกลับโรงแรม อันนี้เราบอกได้เลยว่าเธอกำลังหิว หิวจนรวนแล้ว ไอ้เราอยากจะพาไปดูต้นไม้ที่สวนพฤกษศาสตร์ ซึ่งอยู่ห่างไปอีกนิดเดียว เธอก็บอกว่า ไม่ดูดอกไม้ จะไปดูแพนด้า ท้ายที่สุดก็ต้องขับรถเข้าเชียงใหม่เพื่อหาของกิน

 

            ผมตั้งเข็มไปที่ร้านข้าวซอยฟ้าห้าม ปรากฏว่าหาไม่เจอ โธ่ จะไปหาเจอได้อย่างไร เอาใหม่ กดคำว่า ข้าวซอยฟ้า ก็พบว่า ข้าวซอยฟ้าฮ่าม ขึ้นมาพรึ่บ ฮ่า ฮ่า เมียผมฟังเขามาถูก แต่สะกดผิดครับ สำหรับผมแล้ว ร้านนี้อร่อยสมคำร่ำลือ แต่กับลูกเมียก็กินกันไปงั้นๆ แบบว่า เป็นครอบครัวปราบเซียนเลยครับ

 

            อิ่มพุง ผมก็ขับรถไปสวนสัตว์เชียงใหม่ นั่นน่าจะเป็นความคิดที่ผิดไปถนัด เพราะเราลืมไปว่า วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ดังนั้น เราจึงได้พบกับมหาชน ต้องเรียกว่ามหาชนจริงๆครับ เพราะมีแต่รถยนต์ ควันรถยนต์ รถติดในสวนสัตว์ แต่ก็โชคดีบ้างที่เราพบที่จอดรถใต้ราง monorail อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็แบกลูกออกเดินดูสัตว์ โดยเราเดินไปยังสถานีรถ monorail ก่อน นั่งพักเอาแรง ดูดแอร์ให้ชุ่มผิวกาย ดูสองข้างทางไปเรื่อยๆ ซึ่งผมก็ได้พบว่า สัตว์ที่นี่ไม่ได้มีมากมายนัก พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นต้นไม้ ภูเขา และคน ผมยังพบอีกว่า เรานั่งบน monorail ใบ้ เพราะนั่งไปเรื่อยๆ ไม่มีคำบรรยายจากใครๆทั้งนั้น ว่าเราอยู่ที่ไหน สัตว์อะไรอยู่ตรงไหน แต่ก็ช่างเถอะครับ สบายหูดีเหมือนกัน เราเลือกที่จะนั่งรถ monorail ไปเรื่อยจนกลับมาที่สถานีเดิม แล้วลงเดิน (แบกลูก) ไปดูแพนด้าที่อยู่ใกล้สถานีราว 100 เมตร  ต้องเสียเงินเพิ่มครับ แต่เหมือนกับจะเสียเงินฟรี เพราะเมื่อเข้าไปก็ได้ดูแต่หมีหลับ หลับไปขี้ไป นั่นอาจจะเป็นส่วนที่คุ้มเงินที่สุดกระมัง แต่ครั้นเมื่อตัดสินใจจะเดินออก ปรากฏว่าคุณหลิ่งฮุ่ยก็ตื่น มานั่งแอบอยู่ที่หลังก้อนหิน ท่าทางจะงัวเงียแฮะ

 

            พี่แป้งอยากดูปลา แต่นั่นก็มีอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่มากมายรออยู่ มันคือมหาชนครับ ฝูงชนจำนวนมากยืนรอต่อคิวอยู่กลางแดด เจ้าหน้าที่ประกาศว่าอีกราว 1 ชั่วโมง เรา (หมายถึงครอบครัวเรา) น่าจะได้เข้าชมปลา ไอ้หยา..ว่าแล้วก็ให้จิ๋มไปคืนเงิน เพราะตอนนี้ผมกำลังจะหมดแรงเพราะแดดและปวดไหล่จากการแบกเด็กที่น้ำหนักเกือบ 12 กิโลกรัม (นี่ก็อาจจะเป็นข้อดีอันหนึ่งของการมีลูกตัวเล็กๆ) อีกอย่างก็คือ คุณจ้ากำลังโวยวายหิวอีกรอบ ก็เธอเล่นกินอาหารมื้อเที่ยงไปติ๊ดเดียว บ่าย 2 โมงจึงเป็นช่วงเวลาที่กระเพาะเริ่มว่าง เวรกรรมจริงๆ ได้มาม่าหมูสับคัพไป 1 ถ้วย แรงเธอจึงเริ่มมี เราจึงเดินไปที่รถเพื่อออกจากสวนสัตว์นี่เสียที จิ๋มเปรยออกมาว่า รู้อย่างนี้มาวันจันทร์ดีกว่า

 

            ออกจากสวนรถ (อันนี้ล้อเล่น) ก็ตั้ง GPS ไปขึ้นดอยสุเทพ แต่นั่นแหละ กว่าจะออกไปได้ก็เล่นเอาเหนื่อย เพราะว่าติดรถ และหาทางออกไม่เจอ แบบว่าเขาไม่มีป้ายบอกทางออกเลยครับ ต้องถามเจ้าหน้าที่ตามทางไปเรื่อยๆ เขาก็แนะนำว่าให้ออกทางประตูช่อง 7 สี และผมคาดว่าเราน่าจะลงมาออกหลังม.เชียงใหม่ เพราะอะไรน่ะหรือครับ นั่นก็เพราะว่าบรรยากาศเหมือนถนนปุณกัณฑ์แถบประตู 108, 109 บ้านผมยังไงก็ยังงั้นเลยครับท่าน

 

            ผมขับรถขึ้นดอยสุเทพต่อครับ จิ๋มบอกว่า เธอไปถามพนักงานในโรงแรมมา เขาบอกว่าขึ้นดอยสุเทพยากกว่าดอยอินทนนท์ เพราะว่าชันกว่า คดกว่า บางมุมก็เป็นโค้กหักงวงอัยราเลยครับ แต่ผมก็ไม่พรั่นสะพรึง เพราะว่ารถเราเพิ่งออกมาใหม่ๆ ก็อย่างที่บอกนั่นแหละ ว่า 3000 กิโลเมตรกว่าเท่านั้นเอง ถึงแม้ว่าจะเพียง 1600 ซีซีก็เถอะ และก็เป็นดังนั้น เพราะว่าเราขึ้นมาอย่างสบายๆ ปิดแอร์ เปิดกระจก รับลมเย็นๆ ฟังเพลงละครเวทีฟ้าจรดทราย เพียงไม่นาน เราก็มาถึงดอยสุเทพ

 

            บางท่านอาจจะงง ว่าทำไมจึงมีเพลงฟ้าจรดทรายมาด้วย อันนี้ต้องขอบคุณจิ๋ม เพราะว่าบ้านผมติดเพลงนี้มาก เธอเลยหิ้วมันขึ้นเครื่องมาด้วย ก็วางแผนอยู่แล้วว่าจะเช่ารถขับ (ปล.อย่าลืมใบขับขี้ ด้วยนะครับ เอ้ย..เขียนผิดครับ ฮา เพราะเดี๋ยวเขาจะไม่ออกรถให้)

 

            ที่ลานจอดรถของดอยสุเทพเขามีที่จอดรถบริการฟรีครับ และหลังจากแต่งตัวใหม่เสร็จเรียบร้อย หิ้วน้องจ้าเรียบร้อย เราก็ออกเดินไปยังที่จอดลิฟท์ แหม..ใครจะไปเดินขึ้นบันไดไหวละครับ เหนื่อยแข้งขาสั่นไปหมดแล้ว ตอนนี้น้ำหนักผมเพิ่มขึ้นมาอีก 11 กิโลกรัมเห็นๆอยู่ ฮ่า ฮ่า ตอนนี้เพียง 2-3 นาทีเราก็ถึงองค์พระธาตุแล้วครับ

 

            องค์พระธาตุตอนนี้กำลังถูกบูรณะ แต่ความเหลืองทองยังคงอร่ามเหมือนเดิม ลูกสาวและแม่ของเขาจัดแจงนมัสการพระธาตุเรียบร้อย เราก็พากันออกเดินชมความงาม อย่างแรกก็เดินเข้าไปบนฐานที่ตั้งพระธาตุ เดินชมจนครบรอบ อันนี้เด็กๆชอบ เพราะต้องถอดรองเท้า พื้นเย็นเจี๊ยบเป็นที่ถูกใจ ผมเหลือบเห็นพระพุทธรูป 2 องค์ ที่น่าจะเป็นพระสร้างใหม่ ดูเกลี้ยงสะอาดสดใส เห็นการรดน้ำมันในเชิงเทียน อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพื่ออะไร แต่งดงามมากเลยนะครับ

           

         ลงมาก็ต้องเดินไปที่นี่ครับ ฆ้องฆ้องอันใหญ่โตอันนี้ พ่อกับแม่ของลูกผม เคยเดินมาถ่ายรูปคู่กันตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นเพื่อนกันอยู่ คราวนี้เขานำผลผลิตมาถ่ายรูปที่เดิม ฮ่า ฮ่า ซึ้งใจ พี่แป้งท่าจะชอบเสียงระฆัง เพราะเธอเดินตีระฆังน้อยที่แขวนอยู่เรียงรายดังเหง่งหง่าง ส่วนผมก็มุ่งไปหากาแฟสดกิน น้องจ้าซึ่งท้องแห้งก็อยากกินนมเปรี้ยว โชคดีที่ที่นี่มีสนองทั้ง 2 อย่าง พ่อลูกเลยสุขขี

 

            ระหว่างนั่งพักอยู่นั้น ผมก็โทรศัพท์ไปหาคุณหมอดวงเดือน คุณหมอฟันที่ครอบครัวผมรู้จัก และพี่แป้งเองก็คิดถึงท่านมาก ตอนนี้ท่านลาออกจากราชการมาอยู่ที่บ้านที่เชียงใหม่ มาคราวนี้จึงหิ้วของฝากมาด้วย แล้วเราก็นัดเจอกัน

 

            เดินเล่น ตีระฆัง ฟังเสียงลมอยู่พักหนึ่งก็ได้เวลาเดินทางกลับ แวะซื้อสตรอเบอร์รีถุงใหญ่ คุณจ้าฟาดเรียบ เพราะหิวนั่นแหละ เราต้องรีบกลับโรงแรมเพราะนัดกินข้าวกับอาจารย์ดวงเดือนเอาไว้ และเด็กๆก็ยังอยากจะว่ายน้ำกันอยู่ แต่เจ้าพระคุณ รถติดเป็นบ้าเลย กว่าจะถึงโรงแรมก็ปาไปหลาย...นาที

 

            เรานัดกับอาจารย์ดวงเดือนไว้ในเวลา 6 โมงครึ่ง ท่านจะมารับเราที่โรงแรม หลังจากที่นัดแนะสถานที่กันอย่างดีท่านก็มาถึง แม้ว่าจะเลยโรงแรมไปหน่อย ฮ่า ฮ่า เชื่อไหมว่า ผมจำอาจารย์ดวงเดือนแทบไม่ได้ เพราะว่าท่านดูสาวขึ้นมาก สงสัยเป็นเพราะว่าไม่ต้องทำฟันอีกแล้ว ความเครียดเลยหายไป หน้าตาเลยแจ่มใส หลังจากทักทายกันเป็นที่เรียบร้อย เราก็มุ่งตรงไปที่ร้านอาหารที่ชื่อว่า ท่าน้ำ ร้านมีที่ตั้งอยู่ริมแม่ปิง อาหารอร่อยครับ ออร์เดิร์ฟแบบเหนือที่แหนมสดแสนอร่อย ปลาทับทิมย่าง กุ้งชุปแป้งทอด แหนมซี่โครง ผัดเห็ด ไก่ต้มใบมะขาม กินไปคุยไป อาจารย์ดวงเดือนบอกผมว่า อย่าเรียกท่านว่า อาจารย์ เรียกว่าพี่น่อย น่าจะดีกว่า แต่ไอ้ผมเองยังรู้สึกกระดากเล็กน้อย จึงขอเวลาทำใจสักหน่อยครับ

 

            ออกจากร้านนี้ ลูกสาวของพี่น่อยก็เสนอว่า จะพาไปเดินดูของที่ถนนคนเดิน ที่อยู่ใกล้ๆกับที่พักของผม อันนี้ผมขอเพิ่มเติมสักหน่อย เพราะว่าเป็นความคิดที่น่าประทับใจ ทั้งนี้เพราะลูกสาวของพี่น่อยเธอคิดว่า น้องแป้งมาที่นี่ น่าจะได้เดินดูของที่สวยๆงามๆ มีของฝากให้เลือกมากมาย น้องแป้งน่าจะชอบ ผมสรุปว่า เด็กม.1 ที่คิดอย่างนี้ได้ สนใจความรู้สึกคนอื่น นั่นเป็นคนที่มีจิตใจงดงามครับ และเราก็ได้เดินกันที่นั่น

 

            ถนนคนเดินในคืนวันอาทิตย์ยังมีคนแน่นขนัด มือซ้ายแบกจ้า มือขวาจูงแป้ง (อันนี้เป็นข้อเรียกร้อง เพราะลูกสาวต่างแต่จะเอาพ่อคนเดียวเท่านั้น) บอกลูกสาวว่า เวลาจูงมือ ให้เงยหน้ามามองด้วยว่าเป็นพ่อหรือเปล่า เดี๋ยวจูงไปจูงมา ไปจูงใครก็ไม่รู้

 

            ครอบครัวเราแยกกับพี่น่อยที่นี่ครับ แถมท่านยังได้ซื้อกระเป๋าสะพายเล็กๆให้สองสาวของผมเป็นที่ระลึกอีกคนละใบ พี่แป้งซื้อของฝากเพื่อนๆได้จนครบที่เธอต้องการ คุณจ้าอยากนอนเต็มแก่ แต่คุณแม่เธออยากดูของเพิ่มเติม เราจึงแยกกันเดินครับ ผมหิ้วลูก 2 คนเดินกลับโรงแรม จิ๋มเดินเลือกของ ผมบอกทางเธออย่างละเอียดแล้วก็แยก (เดิน) จากกัน

 

            สรุปการเดินทางของวันนี้สนุกมากครับ หงุดหงิดรำคาญใจบ้างก็เป็นเรื่องปกติ ผมได้กางเกงใหม่สไตล์เมืองเหนือ 2 ตัวเป็นที่ถูกใจ จิ๋มไม่ได้อะไรเลย จ้ากับแป้งน่ะเหรอครับ ได้พ่อกับแม่อย่างไรเล่าท่าน