รูป ดาวเคียงเดือน โดย nattapach

 กวี หลี่ไป๋ ชอบ ดื่มเหล้าเดียวดายใต้เงาจันทร์ (Drinking Alone under the Moon) ว่ากันว่า เขาตายเพราะ ไล่จับเงาจันทร์ในแม่น้ำ (ตอนเมา) ปรากฏการณ์ พระจันทร์ยิ้ม (Earth Shine) ทำให้นึกถึงสำนวน  เสี้ยวหลี่ฉางเตา 笑里藏刀  (รอยยิ้มซ่อนดาบ) ก็เลยเอามาตั้งเป็นกระทู้ รอยยิ้มซ่อนดาบ (สถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน ล้วนแล้วแต่แฝงไปด้วยรอยยิ้มซ่อนดาบ)



รอย  ใจใครขีดไว้                  เป็นรอย
ยิ้ม    ร่าน้ำตาปรอย               ปริ่มไห้
ซ่อน  ความขื่นขมคอย           ใครปลอบ เล่าแม่
ดาบ  ที่คม ลูบไล้-                 เล่นล้วนเลือดไหล

บางคนก็มีรอยใจ ใจโดนขีดเป็นรอย
แต่ก็ยังแกล้งยิ้ม ทั้งน้ำตา เกือบๆ จะ ร้องไห้
ซ่อนความขมขื่น ไว้รอให้ใครปลอบประโลมเล่าแม่คุณ (นางเอกเจ้าน้ำตา)
อุปมาเหมือน คนที่ชอบเล่นกะของมีคมเช่นดาบ  เวลาโดนคมดาบบาดมือจึงร้องไห้ (วิ่งหาคนปลอบ)


รอย จันทร์กระต่ายเต้น           ในจันทร์
ยิ้ม  ยั่วหรือเย้ยหยัน               หยอกเย้า
ซ่อน นัยยะสำคัญ                  ใดเล่า  แม่เอย
ดาบ  หลับเนตรเข้า-             นิโรธล้วนลืมมอง

ในพระจันทร์เขาว่ามีเทวดามาวาดรูปกระต่ายไว้ (กระต่ายกระโดดโลดเต้น)
กระต่ายกระโดดโลดเต้นคงกำลังยั่วยิ้มเยาะเย้ยหยอกเย้าคนที่ถูกมีดบาดมืออยู่กระมัง
แต่ ถึงแม้นคนจะตีความร่องรอยของดวงจันทร์บนฟ้าว่าอย่างไรก็ตามทีเถอะแม่คุณ(ผู้โดนมีดบาดมือ)
ดาบส (หรือผู้ปฏิบัติธรรม) ก็ไม่สนใจมองดวงจันทร์หรอกว่ามีกระต่าย หรือเปล่า เพราะ ดาบส มุ่งแต่จะทำสมาธิ เข้านิโรธสมาบัติ ก็เลยลืมมองพระจันทร์

รอย  เกวียนเวียนเคลื่อนต้อน   ตามโค
ยิ้ม    และรู้จักโง-                 กระโหลกไว้
ซ่อน  เร้น ณ กกโพธิ์             เพียรพาก  
ดาบ  ที่ถือวาง ให้-               ห่าง ให้เห็นธรรม

พอดาบส นั่งสมาธิเข้านิโรธสมาบัติ ก็เลยเห็นกฎแห่งกรรม (กงกำกงเกวียน เวียนไล่ต้อนตามตีนโค ใครทำกรรมอะไรไว้ กรรมนั้นก็ย่อมค่อยๆ หมุน ตามมาข้างหลัง) หรืออาจแปลได้ว่า ทุกข์ที่เราประสบอยู่นี้ คือผลของกรรมเก่า
เมื่อเห็นกฎแห่งกรรมแล้ว ดาบสก็ยิ้ม ชอบใจ (ยิ้มในสมาธิ) โงหัว นั่งตัวตรง
ซ่อนเร้นบำเพ็ญเพียรใต้ต้นโพธิ์
วางดาบแห่งกิเลสตัณหาและอุปปาทานไว้ห่างไกลแล้ว จึงทำให้เกิดดวงตาเห็นธรรม 

รอย  จารจารึกไล้                  ลายลักษณ์
ยิ้ม   เถิดหากอ่านอัก-            ขระแล้ว
ซ่อน แสร้งแสดงหลัก-            ธรรมพุทธ ศาสตร์เอย
ดาบ หมั่นเคาะสนิม แผ้ว-       พฤกษ์เหี้ยนเตียนหนาม   

คนอ่านอ่านโคลงที่คนแต่งแต่งไว้เป็นลายลักษณ์อักษรนี้
ก็(คง)ขอให้ยิ้มแย้มเถิด (เพราะมันเดินเรื่องมาตลกๆ พิกล) ในยามที่อ่าน อักษระเหล่านี้
ได้ซ่อน หลักธรรมทางพุทธศาสนาไว้ เช่นเรื่องของการ ละซึ่งกิเลสตัณหาและอุปาทาน หรือที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์ หรือ การรู้จักบำเพ็ญเพียรเพื่อความพ้นทุกข์ เป็นต้น
ดาบที่ให้ทิ้งคือ กิเลสตัณหาและอุปาทาน ส่วนดาบที่ให้ถือคือ ดาบแห่งปัญญาที่ต้องหมั่นเคาะสนิมอันได้แก่ กิเลสตัณหาและอุปาทาน ออกไป เมื่อดาบถูกเคาะสนิม ดาบก็จะไม่ทื่อ และใช้แผ้วถาง อุปสรรคและเสี้ยนหนามในชีวิตให้หมดไปได้ อย่าปล่อยให้สนิมเกาะดาบแห่งปัญญาอยู่เลยนะแม่คุณ