สืบเนื่องมาจากที่บอกเล่ากันไปในบันทึกที่แล้วว่าเทวดาร้องไห้ที่หาดใหญ่ไม่ยอมหยุด ปรากฎว่าตลอดทั้งคืนฝนตกต่อเนื่อง ทำให้ช่วงเช้าที่ต้องไปอยู่บุญตั้งแต่ 6 โมงครึ่งกับพี่วรรณี เราเปิดเครื่องวิเคราะห์ทั้งหลาย เซ็ตเครื่องเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทำงานตามปกติ แล้วก็เริ่มจัดการกับหลอดเลือดทั้งหลายที่ส่งมาจากหอผู้ป่วยเป็นส่วนใหญ่ ปกติพอ 7 โมงครึ่งวันนี้เราควรจะมีพี่ผอบและพี่บุญเลิศมาช่วยกันจัดการกับงานที่ทะลักทลายกันมาในช่วงเช้า แต่ปรากฎว่าเรามีน้องอ๋งซังสุดหล่อ โผล่มาทำหน้าที่แทน เพราะได้รับโทรศัพท์แจ้งมาจากพี่บุญเลิศ ที่บ้านอยู่บางกล่ำว่าไม่สามารถเดินทางมาได้ติดน้ำท่วม  ต่อมาสักพักพี่ผอบก็โทรเข้ามาเป็นรายต่อไปว่า ขับรถมาจนถึงทางที่ไม่สามารถขับต่อมาได้แล้ว เพราะน้ำท่วมสูงมาก จากนั้นก็มีรายงานมาเป็นพักๆว่า สมาชิกทั้งหลายถ้าไม่น้ำท่วมบ้าน ก็ติดขัดเพราะสภาพน้ำท่วม ไม่สามารถฝ่าฟันมาได้ มีน้องไปรวินคนเดียวที่เป็นคนนอกม.อ. แต่ฝ่าฟันลุยเข้ามาทำงานจนได้ ยังไม่รู้ว่าน้องเขากลับบ้านได้ปลอดภัยดีหรือเปล่าเลย เพราะเรายุ่งกันมากตลอดไม่ได้คุยไถ่ถามกันเลย

น่าแปลกใจที่คนไข้ซึ่งคงฝ่าฟันกันมาได้ไม่ย่อท้อ ทำให้ปริมาณงานในช่วงเช้าของเราก็ไม่ได้เบาเลย (แม้จะไม่สาหัสเหมือนวันปกติจริงๆ) ในขณะที่เรามีคนทำงานเหลืออยู่กันเพียง 6 คน พี่ปนัดดา พี่นุชรัตน์ พี่วรรณี คุณถวิล น้องหญิง และตัวเรา แถมยังมีน้องใหม่มาฝึกงานจากฟิลิปปินส์ที่เพิ่งเริ่มมาวันนี้ด้วย ต้องอธิบายงานกันแบบย่นย่ออย่างแรง แล้วก็ขอให้ช่วยทำงานในส่วนที่เป็นการใช้แรงอย่างเดียวเสียด้วย (ทั้งๆที่เธอก็คงจะงงๆกับปริมาณงานแล้วแถมยังไม่มีอะไรเป็นภาษาอังกฤษเลยอีกด้วย)  เราทุกคนวิ่งวุ่นชุลมุนกับงานในหน่วยทุกงานเท่าที่จะจัดการกันได้ ไม่ได้คุยกันเลย สำหรับตัวเองกว่าจะพอมีเวลาแว้บไปกินข้าวเช้า (เพราะต้องกินยาฆ่าเชื้อ)ก็ล่วงเลยเข้าไปเกือบ 11 โมง ช่วงเที่ยงคุณถวิลและน้องหญิง พี่ปนัดดาก็พักกันเพียงคนละไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เพื่อจะได้เคลียร์งานออกผลแล็บได้จนหมด กว่าจะได้เริ่มสอนงานน้อง Li นักศึกษาเทคนิคการแพทย์จากประเทศฟิลิปปินส์กันก็ช่วงบ่าย เธอเรียนรู้ได้ค่อนข้างเร็ว จึงช่วยงานเราได้ง่ายเชียวจนสิ้นวัน เวลาผ่านไปจนถึงเย็นกันอย่างรวดเร็วแทบไม่ทันตั้งตัว ในขณะที่ฝนก็ตกต่อเนื่องหนักบ้างเบาบ้างตลอดทั้งวัน

เราเองก็ได้กลับบ้านช่วงเที่ยงครึ่งเพื่อมาตรวจสอบ 3 หนุ่มน้อยที่บ้าน เพราะเหตุว่าโรงเรียนปิด 1 วันเพราะน้ำท่วมนี่แหละ ก็พบว่าจัดการหาข้าวกลางวันกินกันเองเรียบร้อยแล้ว แต่พี่วั้นท่าทางจะเริ่มป่วยเสียแล้ว ก่อนคุณแม่มาก็อาเจียนอาหารที่กินออกมาหมด นอนหนาวสั่นตัวร้อนอยู่ จัดการให้ยาเรียบร้อยแล้วคุณแม่จึงกลับมาทำงานต่อ ช่วงเย็นพอเสร็จงานเรียบร้อย ก็รีบกลับเพื่อไปตลาดเกษตรซื้อไข่คณะทรัพยฯมาเก็บไว้เผื่อรวมทั้งผลไม้ สำหรับผักสดไม่มีเจ้าไหนมาขายเลย ตลาดโล่งมากๆ คงจะลำบากกันถ้วนหน้า    

เขียนบันทึกนี้ เพราะเมื่อนึกย้อนกลับไปเมื่อเช้าแล้วทำให้คิดได้ว่า ในสภาพที่เราคับขันเช่นวันนี้และช่วงนี้ที่ผู้คนรอบๆตัวต้องเผชิญภัยน้ำท่วมมาทำงานไม่ได้ พวกเรากันเองก็ยังไม่รู้ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับสภาวะน้ำท่วมกันหรือไม่นั้น เรื่องใหญ่ๆทั้งหลายในบ้านเมืองที่ทำเอาพวกเราหดหู่ห่อเหี่ยวกันมาหลายวันนั้น ไม่มีเวลาได้มาแผ้วพานหัวสมองเอาเสียเลย เป็นข้อคิดได้เลยว่า เรื่องใหญ่ เรื่องเล็ก เรื่องสำคัญ เรื่องไม่สำคัญอะไรทั้งหลายนี้นั้น เป็นสิ่งสมมุติทั้งสิ้น แล้วแต่จิตเราจะปรุงแต่งให้เป็นไป แต่ปัจจุบันต่างหากคือสิ่งที่เราต้องเผชิญหน้าจริงๆ และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป การทำปัจจุบันให้ดีที่สุดก็คือสิ่งเดียวเท่านั้นที่เราจะทำได้ ขอเอาใจช่วยให้ธรรมชาติเมตตาคนหาดใหญ่ทั้งหลายด้วยเถิดนะคะ