ประชาชนไม่กล้าใช้จ่ายหวั่นคลังมองใช้มาตรการภาษีอาจไม่เกิดประโยชน์จริงเหตุเพราะความเชื่อมั่นหดหาย การเพิ่มงบกลางปีสะดุด แนะเร่งเบิกจ่ายงบเหลื่อมปี 1.7 แสนล้านบาทออกไปพยุงเศรษฐกิจหลังพบงบปี 52ยังล่าช้า ส่วนราชการไม่กล้าเซ็นสัญญา
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากที่ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองที่เกิดความวุ่นวายในขณะนี้ ทำให้มองว่าการใช้มาตรการการคลัง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอาจไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะความเชื่อมั่นหดหายและไม่สามารถกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนและการลงทุนให้เกิดขึ้นได้จริงโดยเฉพาะแนวคิดในการปรับโครงสร้างาษี ทั้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานิติบุคคลหรือแม้แต่การลดภาษีมูลค่าเพิ่มหากดำเนินการในช่วงนี้ก็อาจจะสูญเปล่าไม่ารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เนื่องจากประชนส่วนใหญ่รู้สึกไม่มั่นคงในชีวิต จึงอาจจะหันไปถือเงินสดหรือฝากธนาคารแทนการใช้จ่าย “เหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นนี้ยังไม่รู้จะจบเมื่อไร และยังมีสัญญาณของการว่างงานที่จะตามมาอีกมากในปีหน้า จากการหดตัวของเศรษฐกิจอย่างรุนแรงและอาจมากกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม ทำให้ประชาชนน่าจะลดการบริโภคลงอีกในระยะต่อไป หลังจากที่เริ่มเห็นสัญญาณเกิดขึ้นจากเดือนตุลาคมที่ผ่านมาแล้ว เช่นการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่ลดลง” แหล่งข่าวกล่าว
นอกจากนั้น การเพิ่มวงเงินงบประมาณขาดดุลอีก 1 แสนล้านบาท เป็น 3.5 แสนล้านบาทนั้นก็อาจจะไม่สามารถใช้ได้ทัน เพราะแม้แต่งบที่จัดสรรไว้แล้วในปี 2552 เองก็อาจจะสะดุด โดยดูจากการเบิกจ่ายเดือนตุลาคมที่ผ่านมายังเป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องจากส่วนราชการต่าง ๆ ไม่กล้าประกวดราคาหรือลงนามจัดซื้อจัดจ้าง และบางโครงการต้องรอนโยบาย แนวทางที่ดีที่สุดจึงควรเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณเหลื่อมปี ที่ตกค้างมาจากปี 2549 ถึงปี 2551 ที่ยังมีเงินเหลืออีกประมาณ 1.7 แสนล้านบาท ซึ่งส่วนนี้มีโครงการและมีการเตรียมแผนใช้เงินไว้แล้วหากเร่งเบิกจ่ายออกไปก็จะช่วยด้านการลงทุนและการจ้างงานได้ส่วนหนึ่ง
ส่วนการใช้นโยบายการเงินทั้งการลดดอกเบี้ย หรือการช่วยเหลือสภาพคล่องทางการเงินก็อาจจะไม่เกิดประโยชน์ เพราะเอกชนไม่กล้าลงทุนเนื่องจากไม่มีความต้องการซื้อสินค้าทั้งจากในประเทศและตลาดต่างประเทศโดยเห็นได้จากการส่งออกที่ชะลอตัวลงอย่างมาก ขณะที่การใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐแม้จะช่วยไม่ได้มากก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไร นอกจากนี้ การใช้งบประมาณเพิ่มเติม มองว่าควรหันไปจัดสรรลงที่ภาคเกษตรมากกว่าด้านอื่น ๆ เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาว่างงานที่จะมากขึ้นในอนาคต ซึ่งอาจมีแรงงานหันเข้าไปสู่ภาคเกษตรมากขึ้น โดยสินค้าเกษตรน่าจะเป็นกลุ่มที่ยังสามารถจำหน่ายและส่งออกได้ดี ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจ “สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือหากปีหน้าเศรษฐกิจชะลอตัวลงเหลือ 2% อย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์ ก็จะกระทบกับการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลอย่างแน่นอน ทางที่ดีรัฐบาลไม่ควรก่อหนี้หรือขาดดุลงบประมาณมากเกินไป และควรรักษาวินัยการคลังเอาไว้ แม้ว่าในกรอบความยั่งยืนการคลังจะให้ขาดดุลได้ถึง4.3 แสนล้านบาทก็ตาม” แหล่งข่าวกล่าว
คม ชัด ลึก 1 ธันวาคม 2551