สมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงานของบุคลากรภาครัฐของไทย
แนวทางการพัฒนาการจัดการ WLB ของบุคลากรภาครัฐของไทยไว้ 5 ประการ ดังต่อไปนี้
1. การศึกษาวิจัย และมาตรการ/แนวทางปฏิบัติที่มีอยู่ยังเน้นที่การแยกส่วนความต้องการของคน โดยขาดการมองภาพรวม (Holistic view) ทั้งๆที่เรื่อง WLB นี้ประกอบไปด้วยมิติต่างๆที่หลากหลาย ทั้งในชีวิตการทำงาน (เช่น ความเหนื่อยล้าจากการทำงาน) และชีวิตด้านอื่น (เช่น หน้าที่ทางครอบครัวและสังคม) ดังนั้น การริเริ่มแนวคิดเพื่อส่งเสริม WLB อย่างเป็นระบบ จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะได้พิจารณามิติต่างๆดังกล่าวอย่างรอบด้าน ทั้งนี้ อาจพิจารณาใช้กรอบแนวคิดที่ประกอบไปด้วยมิติต่างๆ 7 ด้าน ได้แก่ 1) ความยืดหยุ่นในการทำงาน 2) การลาหยุดงานทั้งที่ได้รับค่าตอบแทนและไม่ได้รับค่าตอบแทน 3) การส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี 4) การดูแลผู้อยู่ในอุปการะ 5) ความช่วยเหลือทางการเงิน 6) การมีส่วนร่วมในชุมชน 7) การมีส่วนร่วมในการบริหาร และการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร
2. ควรส่งเสริมการเปลี่ยนค่านิยม จากเดิมที่เคยให้คุณค่ากับการทำงานเกินเวลาทำงานปกติ (Long-hours Culture) ไปสู่การให้คุณค่ากับผลการปฏิบัติงาน และชีวิตด้านอื่นนอกที่ทำงานของคนมากขึ้น
3. ควรพัฒนาระบบ วิธี กระบวนการทำงาน ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้บุคลากรภาครัฐทำงานได้ง่ายขึ้น ใช้เวลาน้อยลง (Work Smarter, Not Harder) และมีความเครียดจากการทำงานน้อยลง
4. ควรกำหนดกรอบความหมายของ “คุณภาพชีวิต” และ “ความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน” ของบุคลากรภาครัฐให้ชัดเจนและเป็นมาตรฐานอย่างเป็นทางการ เพื่อประโยชน์ในการเป็นหลักอ้างอิงสำหรับการศึกษาและดำเนินการในขั้นต่อๆไป
5. ควรจัดโปรแกรมจูงใจให้ผู้บริหารส่วนราชการ เห็นความสำคัญของการมีบุคลากรที่มีคุณภาพชีวิต และ WLB ที่ดี โดยแนวทางหนึ่งที่อาจเป็นไปได้ก็คือ การมอบรางวัลระดับประเทศ แก่หน่วยงานราชการที่มีผลการบริหารจัดการทางด้าน WLB ของบุคลากรเป็นเลิศ
การทำงานในระบบราชการผู้บริหารจะต้องคำนึงถึงความพร้อมในการทำงานของบุคลากรไม่ว่าจะเป็นทั้งในด้านความรู้ความสามารถในการทำงาน สภาพจิตใจ สภาพครอบครัวและสิ่งแวดล้อมของบุคลากรด้วยจึงจะทำให้บุคลากรมีกำลังใจและทุ่มเทในการทำงาน
ขอบคุณมนมีนนะกั๊บ ที่แวะเข้ามา