ผมก็เหมือนกับเด็กรัฐศาสตร์ยุคโบราณทั้งหลาย ที่เริ่มชีวิตการทำงานด้วยการเป็น ปลัดอำเภอ ที่อำเภอคำตากล้า จังหวัดสกลนคร ที่ซึ่งคนเกือบค่อนประเทศไม่เคยได้ยินชื่อ แต่ก็เป็นที่ซึ่งผมได้ เรียนรู้ และ ได้ประสบการณ์มากหลาย รวมทั้งได้ เมียและลูก เป็นของตนเองด้วยอย่างละหนึ่ง ผมทำงานอยู่ที่นี่ไม่นานก็ได้รับการชักชวนให้ขยับไปทำงานที่จังหวัด ซึ่งโดยปรกติถือว่าประสบผลสำเร็จในการทำงานแล้วระดับหนึ่ง เพราะได้รับการพิจารณาว่า มีดีพอที่จะมาช่วย หรือ รับใช้ นาย ๆ ทั้งหลายที่จังหวัด ผมอยู่ที่นี่อีกสามปีกว่า ได้เรียนรู้อีกมากมายเหลือคณานับ โดยเฉพาะเล่ห์เหลี่ยม ลูกเล่น ลีลา และ กลยุทธ์ในการทำงาน รวมถึงผู้คนด้วย แต่คงไม่ต้องสาธยายหรอกนะ สำหรับความก้าวในการทำงานแล้ว ผมไม่ได้อะไรเหมือนกับคนอื่น ๆ หรอก แต่กลับได้มิตร และ หลักคิดในการทำงาน ซึ่งมันได้ให้ประโยชน์ในชีวิตผม มากกว่าขั้นเงินเดือน สองขั้น ที่ทุกคนในสมัยนั้นโหยหาอยากได้มากมาย ต่อมาเมื่อผมได้คิดว่าสิ่งที่จะสามารถเรียนรู้ ได้จากจังหวัดมีมากพอแล้ว จึงได้ขออนุญาตหัวหน้าเข้ามาทำงานในเมืองหลวง ในหน่วยงานเล็ก ๆ แต่หัวหน้าก็ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ด้วยความเป็นห่วงว่า คนมีฝีมือเช่นผม(สงสัยมีแต่ความดี ไม่มีความชอบ) หากไปจมอยู่ในหน่วยงานแบบนั้นแล้ว ในไม่ช้าก็จะกลายเป็น ตอไม้ที่ตายแล้ว หรือ ที่โบราณ เรียกกันเป็นภาษาอังกฤษว่า Dead Wood แม้ผมจะพยายามอธิบายว่า ผมต้องการเข้าไปเพื่อหาเวลาดูหนังสือสอบทุน แต่หัวหน้าผมก็มีความเชื่อว่า คนแบบผมถ้าต้องการได้ทุนจริงๆ จะอยู่ที่ไหนก็ทำได้ ตรงกันข้าม การอยู่ในสภาพแวดล้อมบางอย่าง อาจเป็นผลเสียกับชีวิตผมมากกว่า ซะอีก แต่ผมก็เดินหน้า ด้วยการคิดและความตั้งใจว่าเราจะเดินไปสู่เส้นทางใหม่ที่ต้องดีกว่า และ พร้อมจะเผชิญกับปัญหาทุกอย่างด้วยสติ อีกทั้ง พร้อมรับกับผลที่จะเกิดขึ้นทุกกอย่าง
หลังจากผมทำเรื่องขอย้ายได้ประมาณ หนึ่งสัปดาห์ ผมก็ได้รับคำสั่งด่วนให้เข้าไปทำงานในโครงการของหน่วยงานอันดับหนึ่งในกรมการปกครอง ซึ่งทีจริงผมได้เลือกเป็นลำดับที่สอง รองจากหน่วยงานที่แย่ที่สุด แต่เหตุที่ผมได้รับเลือกเนื่องจาก ฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ของกรมการปกครอง ระบุว่า ผมมีประวัติการศึกษา และ การทำงาน ตรงตามความต้องการของหน่วยงานนี้ แหมมันช่าง ดูดีเสียนี่กระไร แต่ขอโทษทันทีที่ผมได้ย่างเข้าไปในหน่วยงาน ผมก็ได้พบความจริงว่า เกิดความผิดพลาดในการบันทึกข้อมูล กรมได้ลงประวัติการทำงานและ ความรู้ที่ไม่ใช่ของผมไว้ในฐานข้อมูล ทันทีที่ความจริงปรากฏ ผมก็ถูกเด้งจากฝ่ายและโครงการที่ดีที่สุดในหน่วยงาน ไปสู่แผนก และโครงการที่แย่ที่สุดของหน่วยงาน แต่ ที่นี่กลับเป็นที่ที่เต็มไปด้วย มิตรไมตรีและความเป็นพี่น้อง สมใจอยากแล้วละซิเรา(ผมคิดในใจ)ได้อยู่ในที่ที่ไม่มีงาน จะได้มีเวลาไว้ดูหนังสือสอบทุน แถมยังมีพี่ ๆ ที่เก่งภาษาอังกฤษมากมายที่พร้อมและเต็มใจ จะสอนผม แต่โชคชะตาก็เล่นตลกกับผม เพราะ ณ สำนักพัฒนาเมือง กรมการปกครอง แห่งนี้ ผมได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางการทำงานแบบอินเตอร์ กับเขาบ้าง ได้ทำงานกับข้าราชการระดับสูงซึ่งเป็นตัวแทนจากประเทศต่าง ๆ และ ได้ร่วมงานกับ ที่ปรึกษาซึ่งมีความสามารถสูง ทั้งไทย และ เทศ ได้ขึ้นเครื่องบินครั้งแรก และ ต่อมาได้ไปดูงานที่ประเทศอังกฤษ ประเทศที่หลายคนโดยเฉพาะแฟนบอลอยากไปกัน สุดชีวิต ที่สำคัญผมได้มีโอกาสย่างก้าวเข้าสู่เส้นทางของการเป็น ที่ปรึกษา และ ผู้ชำนาญการ ครั้งแรก โดยเริ่มต้นที่งานขยะและน้ำเสีย และ การจ้างเหมาให้เอกชนเข้ามาทำงานในระบบราชการ ที่เรียกกันว่า Privatization หรือ Outsourcing ตามความเข้าใจของคนทั่ว ๆ ไป ผมได้เดินทางเที่ยวดูขยะ และ การจัดการน้ำเสีย เกือบทั่วประเทศ แถมเลยไปถึงอังกฤษอย่างที่พูดถึงข้างต้นด้วยเช่นกัน แต่ที่เมืองหลวงนี้ ผมก็ไม่ได้อะไรเป็นความก้าวหน้าในอาชีพราชการเหมือนเดิม สองขั้นนะหรือ ผมได้รับการเสนอชื่อทุกปีที่มีสิทธิ์ แล้วก็ได้รับคำปลอบใจ หรือ ที่เรียกกันว่า “ยาหอม” จากหัวหน้า หรือ เจ้านาย หลังการประกาศผลทุกครั้ง แต่ผมก็บอกนาย พี่ และ เพื่อน ๆ ทุกคน ว่าไม่เป็นไร สองขั้นไม่ใช่ทุกอย่าง ในชีวิต มิตรไมตรี ความรู้ประสบการณ์ และ เส้นทางของอาชีพที่ทำให้เรามีความสุขต่างหากที่สำคัญกว่า
หลังจากผมโลดแล่นในแวดวงราชการ ในกรมการปกครองมาเกือบเก้าปี ผมก็เริ่มคิดว่า เส้นทางนี้จะเหมาะกับเรา หรือ ไม่ การที่ผมไม่ได้สองขั้นซักครั้งในช่วงเวลาที่ผ่านมา แปลว่าเรา ไปไม่ได้ในอาชีพนี้แล้วหรือ แต่เมื่อมาทบทวนในผลความสำเร็จที่ผมได้รับในแง่มุมอื่น ๆ ผมก็พบว่า ที่จริงเราไม่ได้ล้มเหลวขนาดนั้น เพราะด้วยเวลาที่เท่ากัน ผมก็สามารถสอบเป็น ซี 6 ได้พร้อมกับเพื่อนคนอื่น ๆ ที่สอบเข้ามา ทำงานในรุ่นเดียวกัน แม้จะมีขั้นเงินเดือนไม่เท่ากัน ผมได้ไปดูงานในต่างประเทศกับหน่วยงานที่มีการล๊อกสเปกสำหรับผู้มีสิทธิ์ได้รับทุน ผมได้มีโอกาสทำงานร่วมกับหน่วยงานและผู้คนระดับอินเตอร์มากมาย แถมตบท้ายด้วยการได้รับทุนไปศึกษาปริญญาโท ที่ประเทศออสเตรเลีย ในสาขาการจัดการสิ่งแวดล้อม ตามหลังรุ่นอาจารย์แก้วสรร และ อาจารย์ขวัญสรวง อติโพธิ์ ไม่กี่ปี ถ้าผมจบมาผมคงได้เป็นแถวสอง หรือ อย่างมากก็แถวสาม ของประเทศในวงการนี้แน่ ฟังดูก็ไม่เลวเหมือนกัน อ้อเกือบลืมไปว่ายังโชคดีได้ ลูกสาวอันเป็นที่ไฝฝันมาตั้งแต่เด็กอีกหนึ่งคน ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ด้วย แต่ก็นั้นแหละ มีดีก็มีร้าย เพราะผมเริ่มรับรู้ว่างานที่ผมเชี่ยวชาญ ในปีต่อ ๆไป อาจไม่ได้รับการสนใจจากกรม ฯ ฝืนทำต่อไปก็ไม่มีอนาคต ก็ผมเป็นปลัดอำเภอนี่ ต่อไปจะต้องเติบโตเป็น นายอำเภอ ปลัดจังหวัด และ ผู้ว่าราชการจังหวัด ในที่สุด (ถ้าได้เป็น) แล้วจะมาทำงานสิ่งแวดล้อมขยะ น้ำเสีย และ การจ้างเหมาเอกชนทำไม อีกอย่าง ถ้าผมจะไปเรียนต่อต่างประเทศ ผมก็ต้องเลือกระหว่างให้ลูกเมียไปอยู่ด้วยกันที่โน่นแบบครอบครัวสุขสรร แต่เมียต้องออกจากงาน หรือ จะต้องแยกกันอยู่ชั่วคราวกับลูกเมีย เพื่อมุ่งสร้างอนาคต ที่ดีกว่า(ไม่รู้ว่าจริง หรือ เปล่า) มั่นช่างเป็นทางเลือกที่ยากลำบากจริง ๆ
ในที่สุดผมก็เลือกที่จะออกจากราชการ ออกจากงานที่ผมชอบ และ มีความสุขกับมัน แม้จะไม่เคยได้ขึ้นเงินเดือน สองขั้น แต่การที่ข้าราชการคนหนึ่ง ซึ่งทำงานมาเกือบสิบปี และ ไม่ได้มีประวัติการทำงานที่งดงามอะไร จะออกไปทำงานเอกชน ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะก่อนหน้าที่ผมจะได้งาน ผมเคยลองพยายามหางานมาแล้วหนึ่งปี กับการสมัครงานนับสิบบริษัท แต่ผลนะหรือ เหลว! มีแค่คนสนใจ แต่ไม่มี คนจ้าง หรือ ถ้าจ้างก็จ้างในอัตราที่ทำราชการต่อดีกว่า ผมเกือบจะต้องยอมรับแล้วว่า เราคงไม่มีดีพอที่จะได้การยอมรับจากภาคเอกชนให้ทำงานในระดับตำแหน่งที่เราสมควรได้ ตั้งหน้าตั้งตาทำอาชีพข้าราชการที่เราชอบต่อไปก็แล้วกัน แต่แล้วโชคชะตาก็เล่นตลกกับผมอีกครั้ง เพราะผมได้บังเอิญพบกับเพื่อนรุ่นพี่ คนหนึ่งที่เคยเรียนหนังสือด้วยกันที่นิด้าและรู้ดีว่าผมเป็นคนอย่างไร มีความสามารถแค่ไหน อีกทั้งสมัย ที่เรียน ผมเป็นคนชอบทำกิจกรรม พร้อมช่วยเหลือเพื่อนในทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการเรียน บังเอิญผมได้รับการขอร้องให้เป็นติวเตอร์ อยู่บ่อย ๆ และ สิ่งต่าง ๆ ที่ผมทำ ผมได้ทำมันอย่างตั้งใจ และ ไม่เคย เรียกร้องผลตอบแทนใด ๆ แม้กระทั้ง ความชอบพอ หรือ มิตรไมตรีจากคนที่ผมช่วย แต่ไม่ถึงขนาด พี่มีแต่ให้หรอกนะครับ เพราะผมคิดว่า ถ้าเราให้คนอื่น หรือ เราช่วยคนอื่นอยู่เรื่อย ๆ สิ่งหนึ่งที่จะเกิดกับชีวิตเราก็คือ เราจะมีศัตรูในจำนวนจำกัด นั้นก็พอแล้วสำหรับชีวิตของคน คนหนึ่ง ไม่มีมิตรก็อย่าเพิ่มศัตรู แต่ก็อย่างที่เล่าให้ฟังละครับว่า การที่เราได้ทำอะไรบางอย่างในชีวิต วันหนึ่งผลของการกระทำก็จะย้อนกลับมาถึงเรา ดังนั้นเมื่อถึงวันที่ผมต้องการความช่วยเหลือบ้าง ผมก็โชคดีมาโดยตลอดที่ไม่ต้องวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากใคร ตรงข้าม กลับมีมือจากฟ้ายื่นมาช่วยฉุดดึงให้ผมก้าวไปข้างหน้าได้ทุกครั้ง และในนาทีนั้นเอง นาทีที่ผมพบเพื่อนคนนี้ ผมก็ได้งานทำทันที งานที่ดี และ เป็นจุดเริ่มต้นในชีวิตการทำงาน ภาคเอกชน และ ได้รับความก้าวหน้าเรื่อยมาตราบจนถึงวันนี้
สำหรับชีวิตการทำงานในภาคเอกชนเกือบสิบห้าปีที่ผ่านมา ผมยังคงยึดหลักการดำเนินชีวิตและการทำงานเช่นเดิม รวมถึงได้สอนลูก และ น้อง ๆ ที่ทำงานด้วยเสมอว่า อย่ารังเกียจกับการที่ต้องทำงานเพิ่ม อย่ากลัวกับการทำสิ่งใหม่ ๆ อย่าท้อถอยต่ออุปสรรค อย่ามัวแต่โทษโชคชะตา อย่าใช้โอกาสและวาสนาแบบสิ้นเปลือง จงพร้อมที่จะเรียนรู้ จงพร้อมช่วยเหลือคนอื่นในทุกครั้งที่มีโอกาส หรือ มีผู้ขอความช่วยเหลือ ยิ้มสู้กับปัญหาและโชคชะตา ใช้โอกาสและวาสนาเท่าที่จำเป็น แล้ววันหนึ่งสิ่งดี ๆ จะบังเกิดขึ้นกับชีวิต ซึ่งสิ่งดี ๆ ที่ว่า ไม่จำเป็นต้องหมายถึง ลาภ ยศ เงินทอง หรือ แม้กระทั่งชื่อเสียง แต่อาจเป็นเพียงความสุข ความภูมิใจที่ได้กระทำในสิ่งดี ๆ เพื่อ คนอื่น ไม่ใช่เพื่อตัวเอง ลองคิดอย่างนี้ดูบ้างซิ แล้วคุณจะพบว่า “คิดบวกได้เพิ่ม แต่ คิดลบจะจมทุกข์” จากเสี้ยวหนึ่งของชีวิตผู้ชายชื่อ “สิริพรชัย”