นานาทัศนะ : การจัดการความรู้เพื่อสร้างสังคมฐานความรู้ในภาคการศึกษา
ตอนที่ ๑ , ตอนที่ ๒ , ตอนที่ ๓ , ตอนที่ ๔, ตอนที่ ๕.๑, ตอนที่ ๕.๒,
ตอนที่ ๖.๑, ตอนที่ ๖.๒, ตอนที่ ๗.๑, ตอนที่ ๗.๒
ครั้งที่ 4 การจัดการความรู้เพื่อสร้างสังคมฐานความรู้: KM 3 มิติ โดย นายวิชม ทองสงค์: ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช [ปาฐกถาพิเศษ ในงานมหกรรมตลาดนัดการจัดการความรู้ 4 ภูมิภาค เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประสิทธิภาพขององค์กรการศึกษา ครั้งที่ 4 (ภาคใต้) เมื่อวันที่ 4 – 5 สิงหาคม 2550 ณ โรงแรมพาวีเลี่ยน สงขลา จังหวัดสงขลา ของโครงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการจัดการความรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรทางการศึกษา]
ขณะนี้สังคมมีความต้องการและสนใจเกี่ยวกับการจัดการความรู้ และนำไปใช้ในทุกวงการ ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะเกิดความต่อเนื่อง ความยั่งยืน และเกิดผลต่อการพัฒนาหรือปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจังต่อไป เมื่อประเมินจากผลงานการจัดการความรู้ที่องค์กรนำเสนอนิทรรศการในการจัดงานครั้งนี้ เห็นว่าหลายส่วนทำได้ดี มีข้อสังเกตการนำเสนอ คือ ลักษณะที่ 1 นำเสนอในลักษณะของการให้ความรู้เพราะคิดว่ามีความจำเป็น ก็มีรูปแบบว่าการจัดการความรู้หมายถึงอะไร มีขั้นตอนเป็นอย่างไร กับลักษณะที่ 2 นำเสนอด้วยเนื้อหาขององค์กรที่นำการจัดการความรู้ไปใช้ แสดงปัญญาขององค์กรที่นำไปทำ ส่วนรูปแบบและกระบวนการจะซ่อนอยู่ข้างใน และมีการกำหนดเกณฑ์ของผลสำเร็จว่าเป็นอย่างไร เหล่านี้แสดงว่ามีความหลากหลายของการดำเนินงาน และถ้านำมาแลกเปลี่ยนกันจะเป็นประโยชน์อย่างมาก การนำการจัดการความรู้ไปใช้พัฒนาองค์กรมีความจำเป็นอย่างยิ่งในอนาคต หากมองย้อนที่ผ่านมา เวลาที่แก้ปัญหาหรือทำการพัฒนาคุณภาพการศึกษาจะมี 2 แบบ คือ แบบที่ 1 ใช้ผลงานวิจัย ทฤษฎีต่างๆ ลงไปสู่การปฏิบัติ กับแบบที่ 2 ใช้สามัญสำนึก ความปรารถนาดี ไม่ได้ใช้หลักทฤษฎี หลักวิชาการ ฉะนั้น 2 แบบที่ทำมาในอดีต จึงไม่ค่อยได้ผลดี การจัดการความรู้เป็นจุดร่วมระหว่าง 2 แบบดังกล่าว ให้ความสำคัญกับความรู้ที่มีอยู่ในตน ความรู้หรือประสบการณ์การทำงานที่เรามี ที่สั่งสมมายาวนาน จะถูกดึงมาใช้ เพราะมีความเชื่อว่า เมื่อทำงานในเรื่องใดๆ ไปนานๆ จะมีทักษะ มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมสิ่งที่เป็นความรู้ที่เกิดขึ้นใหม่ๆ ที่จะต้องพัฒนาตามหลักวิชาการ วิจัย หรือทฤษฎี เพื่อเป็นข้อมูลเป็นความรู้ ซึ่งถ้าทั้ง 2 แบบมาประกอบกันก็จะเกิดความสมบูรณ์ และเชื่อมั่นว่าจะเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ นำไปสู่การปฏิบัติหรือการแก้ไขปัญหาที่แท้จริงต่อไป หากองค์กรนำการจัดการความรู้มาใช้เป็นเครื่องมือพัฒนาองค์ความรู้ที่มีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในกระบวนการทำงาน และจัดการองค์กรให้บรรลุตามเป้าหมาย จะทำให้เกิดความเข้มแข็งและเชื่อมั่นในตนเอง ในสิ่งที่ทำ สิ่งที่แก้ปัญหา ไม่จำเป็นต้องรอทำงานตามนโยบาย การจัดการความรู้เพื่อสร้างสังคมฐานความรู้หรือสังคมแห่งการเรียนรู้ มีหลายแนวทาง การจัดมหกรรมตลาดนัดความรู้ในครั้งนี้ ก็จัดเป็นแนวทางหนึ่ง ที่สำคัญการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้จริง คือสร้างความรู้และจัดการความรู้ในทุกระดับและทุกมิติของสังคม ทุกคนมีโอกาสแลกเปลี่ยน แบ่งปันประสบการณ์ และเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเพื่อนำสังคมไปสู่สังคมฐานความรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในสาขาการศึกษาที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องการเรียนรู้ สามารถจัดการและนำไปสู่สังคมฐานความรู้ได้ เพราะการศึกษาเป็นเครื่องมือพัฒนาสติปัญญาของมนุษย์ในเชิงสังคม ขอให้เข้าใจการจัดการความรู้หรือ KM ให้ชัดเจน องค์กรใช้ KM เป็นเครื่องมือพัฒนาองค์กร หมายความว่าองค์กรจะต้องมีการทำกิจกรรมหรือทำงานเสมอ ส่วน KM เป็นเพียงเครื่องมือที่จะทำให้กิจกรรมหรืองานที่องค์กรทำนั้นมีประสิทธิภาพ บางคนเข้าใจผิดเรียกว่าได้ทำ KM หรือไม่ได้ทำ KM แต่ทำเรื่องอื่น ต้องเข้าใจว่าเกิดกิจกรรมก่อนและทำกิจกรรมที่ใช้ KM เป็นเครื่องมือเพื่อให้กิจกรรมมีประสิทธิภาพ ถ้ากิจกรรมมีประสิทธิภาพทุกองค์กร ทุกมิติ ทุกระดับได้ ก็เป็นสังคมฐานความรู้ได้นั่นเอง ถ้าที่ผ่านมาองค์กรทำกิจกรรมไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ คือ ทำไปแบบนั้นๆ แต่ถ้าใช้ KM เข้าไปเป็นเครื่องมือเสริม เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งในความเป็นจริงมีเครื่องมือประสิทธิภาพอื่นๆ แต่ KM เป็นเครื่องมือที่ไม่ได้ใช้เฉพาะวงการการศึกษาเท่านั้น ใช้ได้ทุกวงการที่จะต้องใช้กิจกรรม จึงเรียกได้ว่า KM เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ได้ ไม่ใช่เฉพาะในสถานศึกษา สิ่งสำคัญของการใช้การจัดการความรู้ คือต้องมีโจทย์ที่จะใช้ ต้องตั้งโจทย์ของกิจกรรมที่ทำ ซึ่งโจทย์ของกิจกรรมจะสำเร็จได้อย่างไร ขึ้นอยู่กับการใช้การจัดการความรู้มาเป็นเครื่องมือมากน้อยเพียงใด ถ้าใช้มากก็สำเร็จมากมีผลสัมฤทธิ์มาก ถ้าใช้ไม่มากผลสัมฤทธิ์ก็มีบ้าง แต่ถ้าใช้ KM น้อยหรือไม่ใช้เลย การทำกิจกรรมก็อาจเสร็จเหมือนกัน เพียงแต่มีผลสัมฤทธิ์ที่ว่าเสร็จตามปกติ แต่จะเสร็จแบบมีประสิทธิภาพ หรือมีประสิทธิผลหรือไม่ เกิดผลกระทบหรือไม่ เพราะระดับของประสิทธิภาพไม่เท่ากัน แต่ถ้าใช้ KM จะเป็นประโยชน์มากที่สุด รูปแบบการจัดการความรู้:KM 3 มิติ รูปแบบการจัดการความรู้ (KM) ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน หลักใหญ่ๆ อาจเรียกว่า KM 3 มิติ คือ มิติที่ 1 รูปแบบการจัดการความรู้ ที่เรียกว่า โมเดลปลาทู มีหัวปลา (KV: Knowledge vision) ตัวปลา (KS: Knowledge sharing) และหางปลา (KA: Knowledge asset) ซึ่งหัวใจของการจัดการความรู้คือ ตัวปลา หรือ Knowledge sharing ที่จะมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในกิจกรรมหรือเรื่องที่จะทำ ซึ่งเรียกว่าหัวปลา (Knowledge vision) เพื่อนำข้อสรุปของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไปสู่การดำเนินกิจกรรมให้สำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อดำเนินกิจกรรมสำเร็จแล้ว ก็บันทึกความรู้ไว้เผยแพร่เพื่อต่อยอดความรู้ บางกิจกรรมหรือบางเรื่องอาจต้องทำซ้ำหลายครั้ง จนกระทั่งได้ผลก็บันทึกไว้เป็นแก่นความรู้ในเรื่องนั้นๆ เก็บไว้เป็นคลังความรู้ หรือที่เรียกว่าหางปลา (Knowledge asset) ที่กล่าวมาคือรูปแบบการจัดการความรู้ สำหรับขั้นตอนและการใช้เครื่องมือ KM ในการทำกิจกรรม ก็อย่ารีบร้อนมากไป ต้องดูฐานเดิมว่าอยู่ในระดับใด และจะพัฒนาไปถึงระดับใด ให้ประยุกต์ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง คือ ดูความพอประมาณว่าสามารถที่จะทำได้หรือไม่ได้ ความมีเหตุมีผลที่จะก้าวไปข้างหน้าพอหรือไม่ และมีภูมิคุ้มกันหรือไม่ ฉะนั้น การเพิ่มประสิทธิภาพการทำกิจกรรมใดๆ ก็ตาม จะค่อยๆ เพิ่มจากฐานเดิมขึ้นไป หรือว่าถ้าฝึกทำเรื่องที่คิดว่าใหม่ ก็อาจฝึกทำเรื่องอย่ายากเกินไป เพราะผู้ปฏิบัติอาจท้อถอยก่อนที่จะทำสำเร็จ ควรทำเรื่องง่ายๆ ก่อนเพื่อให้เกิดกำลังใจในการปฏิบัติ เนื่องจากแนวปฏิบัติของการใช้การจัดการความรู้จะเน้นในเชิงบวก อย่าให้เกิดความเครียดมาก ทำจากเรื่องง่ายๆ ขึ้นไป เมื่อทำสำเร็จก็จะเกิดความภาคภูมิใจ จากนั้น ก็ค่อยๆ ขยับก้าวไปทำกิจกรรมที่ยากขึ้น ก็จะเกิดความเคยชิน เมื่อสำเร็จก็จะเกิดผลผลิตสร้างสรรค์หรือนวัตกรรมทางการศึกษาต่างๆ มิติที่ 2 เมื่อเริ่มคุ้นเคยกับการใช้การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือในการทำกิจกรรมแล้ว สิ่งที่ทำต่อไปคือ ต้องแสวงหาความรู้ต่างๆ เพิ่มเติม อาจใช้วิธีการดักจับความรู้ การแยกแยะความรู้เพื่อนำมาใช้ในกิจกรรมใหม่ๆ ที่จะต้องทำต่อไปหรือกิจกรรมที่ยากขึ้น เรียกว่า ฟันเฟืองของเครื่องมือจัดการความรู้เริ่มหมุนแล้ว พอมิติที่ 2 เกิดขึ้น จะเกิดความเคยชิน เกิดทักษะใช้การจัดการความรู้ในการทำงาน เมื่อนั้นก็จะเริ่มเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ อย่างไรก็ดี องค์กรที่ใช้การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือในการทำงานก็จะต้องสร้างบุคลากรที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการจัดการความรู้ ต้องเข้าใจว่ามีบุคลากรหลักๆ ที่สำคัญ ได้แก่ มีคุณเอื้อ คุณอำนวย คุณกิจ เป็นต้น คุณเอื้อคือผู้บริหาร ที่ต้องเข้าใจและให้ความสำคัญกับเรื่องการจัดการความรู้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการทำกิจกรรมต่างๆ ผู้ปฏิบัติคือคุณกิจ เพราะเขาดำเนินกิจกรรม และมีผู้ที่ได้รับมอบหมายจากผู้บริหารให้เป็นผู้อำนวยความสะดวก หรือเรียก Facilitator เพื่อทำให้คุณกิจมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ นำความรู้ที่ได้ไปพัฒนากิจกรรมต่างๆ และอำนวยความสะดวกในเรื่องอื่นๆ ให้ดีที่สุดด้วย มิติที่ 3 เมื่อเริ่มคุ้นเคยและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในองค์กร ขั้นต่อไปคือ จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างองค์กรเพื่อเพิ่มพูนความรู้มากขึ้น จะเกิดชุมชนผู้ปฏิบัติ (CoPs: community of practices) คือ มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในประเด็นหรือเรื่องเดียวกันเพื่อให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทั้งยังสามารถดูแบบปฏิบัติที่ดี (best practice) ของเพื่อนได้ เช่น การจัดมหกรรมตลาดนัดความรู้ครั้งนี้ ก็จะเป็นประโยชน์ในการเพิ่มพูนความรู้ เหมือนกับเปิดตลาดนัดความรู้ มีการเดินซื้อของขายของ ซึ่งในที่นี้ “ของ” ก็คือความรู้หรือแบบปฏิบัติที่ดี เมื่อมีของมาเสนอ ใครสนใจมาอ่านดู พอใจติดใจก็ซื้อไปใช้ ใครขายได้มากก็แสดงว่าเก่ง ตลาดนัด คือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และนำไปพัฒนาประยุกต์ใช้กับองค์กรหรือกับบริบทของตนเองอีกทีหนึ่ง ไม่ใช่เอาไปใช้ทั้งดุ้น เพราะขุมความรู้หรือแก่นความรู้ในแต่ละเรื่องของแต่ละโรงเรียนหรือแต่ละสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เป็นลักษณะที่จะต้องนำไปประยุกต์ใช้อีกทีหนึ่ง เหมือนกับไปหาซื้อเสื้อตามห้าง ก็จะต้องเลือกขนาดให้พอดีกับรูปร่าง ไม่ใช่หลวมบ้าง คับบ้าง เป็นต้น สรุปได้ว่า มิติที่ 1 ขั้นแรก เป็นเรื่องง่ายๆ ให้รู้ เข้าใจหลักการเบื้องต้น มิติที่ 2 แสวงหาความรู้ เป็นเรื่องยากขึ้น แต่ถ้าทำจะเกิดความเคยชิน ส่วนมิติที่ 3 เริ่มมีเครือข่าย ซึ่งเครือข่ายมีหลายระบบ และจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างองค์กรเครือข่ายเพื่อเพิ่มพูนความรู้ จะมีทั้งที่เรียกว่า เวทีเสมือน คือประชาคมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านทางอินเทอร์เน็ต หรือแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางเว็บบล็อก (web blog) และเวทีจริง คือ มาพบปะ เห็นหน้า แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันจริงในองค์กร เมื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันจนเกิดความเคยชิน เกิดความรู้หรือแบบปฏิบัติที่ดีในการทำงาน ก็จัดมหกรรมตลาดนัดความรู้กันครั้งหนึ่ง เกิดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน และเกิดบรรยากาศของความกระตือรือร้น ความตื่นตัวในเรื่องการจัดการความรู้อย่างมาก ในวงการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นองค์กรที่มีความชัดเจนในบทบาทหน้าที่ด้านการศึกษา ถึงแม้ปัจจุบันจะมีประเด็นปัญหาด้านการศึกษามากมาย แต่ประเด็นปัญหาใหญ่ๆ มี 3 เรื่อง คือ คุณภาพการศึกษา โรงเรียนขนาดเล็ก และการพัฒนาการศึกษาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นกรณีพิเศษที่ต้องศึกษาวิจัย ติดตามและหาแนวทางช่วยเหลือ ในขณะที่มีปัญหาด้านการศึกษาเกิดขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องก้าวไปข้างหน้าโดยการต่อยอดการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยรวมให้ดีที่สุดด้วยการใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ ฉะนั้น ถือว่ามีภารกิจที่หนักหน่วงมากเป็นพิเศษ จึงต้องตั้งหลักให้ดี และทำควบคู่กันไป ทั้งการให้โอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ที่เรียกว่า ระบบปูพรม และการต่อยอดให้ดีที่สุด ที่เรียกว่า ระบบเพื่อความเป็นเลิศ หรือมีแบบอย่างหรือวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุด (best practice) ไว้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันให้มากๆ และนำความรู้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไปใช้พัฒนางานการศึกษา ที่กล่าวมาคือกระบวนการจัดการความรู้ หรือ KM ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะนำมาใช้เป็นกระบวนการทำงานเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา อ่านตอนที่ ๘.๒ วิจารณ์ พานิช ๑๒ พ.ย. ๕๑
