บ่ายวันที่ 21 พย. 51 ผู้เขียนมีโอกาสไปร่วมสังเกตการณ์ เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่อง “งานสร้างเสริมคุณภาพชีวิตคนทำงาน ครั้งที่ 1” จัดโดย แผนงานสุขภาวะองค์กรภาคเอกชน ที่ลานสร้างสุข ภายในสำนักงานของ สสส. ชั้น 35 ตึก SM Tower งานนี้มีคุณฉันทลักษณ์ อาจหาญ หรือ “คุณจ๋า” เป็นแม่งาน ผู้ที่มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์มีประมาณ 26 คน ทำงานเกี่ยวข้องกับการพัฒนาทรัพยากรบุคคล หรือที่เรียกกันว่า HR จากองค์กรธุรกิจภาคเอกชนที่แตกต่างหลากหลาย
เมื่อผู้เขียนไปถึงเป็นเวลาประมาณบ่ายโมงเศษๆ ผู้เข้าร่วมเวทีทั้งหมดล้อมวงเริ่มกิจกรรมกันไปบ้างแล้ว วิทยากรกำลังนำเข้าสู่ช่วงกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ โดยให้ผู้เข้าร่วมจับคู่พูดคุยทำความคุ้นเคยสอบถามที่มาที่ไปของกันและกัน จากนั้นให้พาคู่มารวมตัวกันเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 6 คน แนะนำทำความรู้จักกัน แล้วให้ส่งตัวแทน 1 คน แนะนำเพื่อนๆ ในกลุ่มให้วงใหญ่ได้รู้จัก
เมื่อรู้จักกันพอหอมปากหอมคอแล้ว วิทยากรก็เริ่มแบ่งกลุ่มเป็น 3 กลุ่ม เพื่อเข้าสู่ช่วง “แลกเปลี่ยนเรียนรู้” ประสบการณ์การทำงานสร้างเสริมคุณภาพชีวิตคนทำงานภายในองค์กรของแต่ละคน โดยแบ่งเป็นกลุ่มแลกเปลี่ยนประสบการณ์ใน “อดีต”ประสบการณ์ที่กำลังทำอยู่ใน “ปัจจุบัน” และกลุ่มที่มาแลกเปลี่ยนกันว่า อยากเห็นองค์กรใน “อนาคต” เป็นอย่างไร ใช้วิธีแบ่งกลุ่มโดยให้นับ 1, 2, 3 แล้วแยกย้ายกันไปตามกลุ่ม ได้กลุ่มละประมาณ 7-8 คน แต่ละกลุ่มมีวิทยากรประจำกลุ่ม 1 คน มีเวลาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง
ผู้เขียนเลือกเข้าไปร่วมสังเกตการณ์ในกลุ่มที่เล่าเรื่อง “อดีต” เพราะคิดถี่ถ้วนแล้วว่าเหมาะสมกับบริบทของตนเอง J
กลุ่มเล่าเรื่อง “อดีต” มี อ.ขวัญเมือง (ไม่ทราบนามสกุล) เป็นวิทยากรประจำกลุ่ม สมาชิกในกลุ่มมี 8 คน ทุกคนทำงานด้าน HR มาจาก 1) บริษัท เมอส์ก 2) บริษัท สหวิริยากรุ๊ป จำกัด (มหาชน) 3) บริษัท เอ็น โอ เค พรีซิชั่น คอมโนเนนท์ (ประเทศไทย) จำกัด 4) บริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ จำกัด (มหาชน) 5) โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ 6) บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด 7) บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ส่วนคนที่ 8) จำไม่ได้ว่ามาจากบริษัทไหน โดยมีตัวแทนจากบริษัท บัตรกรุงไทยฯ รับอาสาทำหน้าที่เป็น “คุณลิขิต”
วิทยากรกลุ่มเริ่มต้นการพูดคุย ด้วยการแจ้งกฎ กติกา มารยาท ในการ ลปรร. ประสบการณ์ในวันนี้ หลักๆ มีอยู่ 3 ข้อ คือ 1) ฟังอย่างตั้งใจ 2) ฟังโดยไม่ขัดแย้ง และ 3) นำเสนอเพียงคนละ 1 ประเด็นในแต่ละรอบ
โจทย์หลักคือ “การย้อนประสบการณ์การทำงานสร้างเสริมคุณภาพชีวิตคนทำงาน” ว่าที่ผ่านมาแต่ละคน แต่ละองค์กร ทำอะไรกันบ้าง/จัดกิจกรรมอะไรบ้าง โดยเล่าให้ง่ายๆ ให้คนอื่นๆ สามารถเรียนรู้จากประสบการณ์เหล่านั้นได้
วิทยากรมีโจทย์ย่อยอยู่ 3 ข้อ ที่ใช้ถามในแต่ละรอบ รอบแรกให้แต่ละคนพูดถึง “นิยาม” ของคำว่า “องค์กรสุขภาวะ” ในมุมมองของแต่ละคน แต่ละองค์กร รอบที่ 2 ให้พูดถึง “นโยบาย” การสร้างองค์กรสุขภาวะของแต่ละองค์กร และรอบที่ 3 ให้เล่าถึง highlight ของการสร้างองค์กรสุขภาวะที่แต่ละองค์กรได้เคยทำมาแล้ว
ผู้เขียนจับประเด็นของการ “นิยาม” องค์กรสุขภาวะ ได้ว่า แม้ว่า HR ทั้ง 8 คน ที่มาร่วมพูดคุยกันวันนี้จะเป็นตัวแทนมาจากองค์กรที่มีลักษณะการประกอบธุรกิจที่แตกต่างกัน แต่ก็มีจุดร่วมของการให้นิยามคำว่า “องค์กรสุขภาวะ” ที่คล้ายคลึงกันคือ มองแยกเป็น 2 คำ คือ “องค์กร” มุ่งไปที่ตัว “ระบบ งาน และผลผลิต” ส่วน “สุขภาวะ” มองไปที่ “คน สุขภาพกาย ใจ ความรัก และความผูกพัน” องค์กรสุขภาวะ จึงหมายถึง “การสร้างความสมดุลระหว่างงานกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนทำงาน” ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาและเพิ่มผลิตขององค์กร
ส่วน “นโยบายการสร้างองค์กรสุขภาวะ” นั้น พบว่า มีทั้งแบบคิดจาก top down และ bottom up ซึ่งทั้ง 2 อย่างต่างก็มีข้อดี คือ แบบ top down ที่คิดมาจากผู้บริหาร ก็ดีในแง่ของการผลักดันให้ขับเคลื่อนไปได้อย่างรวดเร็ว ส่วนคิดแบบ bottom up ก็สามารถตอบสนองได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของพนักงาน แต่ฟังจากเสียงส่วนใหญ่ในกลุ่มก็บอกว่า “นโยบายของ CEO” มีความสำคัญต่อการสร้างองค์กรแห่งความสุขมาก เพราะถ้าผู้บริหารไม่เห็นประโยชน์เกิดแล้วก็ตายไม่ยั่งยืน จึงมีผู้เสนอว่าถ้าจะให้ดีก็คือ ใช้ “นโยบาย” เป็นตัวผลักดัน ขับเคลื่อน ส่วน “รูปแบบ กระบวนการ กิจกรรม” ให้เกิดจากการมีส่วนร่วมของพนักงานทุกระดับ ก็จะนำไปสู่ความยั่งยืนได้
ส่วน highlight ของการสร้างสริมคุณภาพชีวิตคนทำงานที่แต่ละองค์กรเคยทำและประสบผลสำเร็จกันมาแล้ว ก็มีทั้งรูปแบบกิจกรรมที่คล้ายกัน และต่างกัน ซึ่งผู้เขียนจะไม่เล่าถึงรายละเอียดในที่นี้ (เข้าใจว่าทางแผนงานฯ จะจัดทำสรุปเผยแพร่ ลองเข้าไปดูที่ www.happy8workplace.com) แต่มีประโยค highlight ของการพูดคุยในรอบนี้ที่อยากนำเสนอ คือ
-
“OurEmployee” เป็นค่านิยมขององค์กรที่สนับสนุนให้เห็นความสำคัญของพนักงาน
-
ให้นึกถึง “คน” นำ “ธุรกิจ”
-
เต็มที่กับพนักงาน
- การเพิ่มผลผลิตมาจากคนทำงานที่มีความสุข
-
ความสุขเกิดจากคน ผลลัพธ์คือองค์กรได้
-
สนับสนุนเชิญชวนให้ outsource ของบริษัทมีนโยบายสร้างสุขในองค์กรด้วย เพราะเขาทำงานในนามของบริษัท ส่วนจะ “สร้างสุข” อย่างไร ให้เป็นไปตามแบบฉบับและบริบทของแต่ละ outsource
-
สร้างความสัมพันธ์กับชุมชน สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนที่อยู่แวดล้อมองค์กร
ช่วงท้ายๆ ของการ ลปรร. มีการทิ้งคำถามไว้เกี่ยวกับ
-
การที่จะ maintain รูปแบบเวทีแบบวันนี้ ให้มีความยั่งยืนต่อไป
-
การสร้างเครือข่ายของกลุ่มคนที่มาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน รวมถึงการถ่ายทอดเผยแพร่ไปยังองค์กรอื่นๆ ที่ไม่ได้มาเข้าร่วม เพื่อให้มีโอกาสได้เรียนรู้ประสบการณ์เหล่านี้แล้วสามารถนำไปปรับใช้ได้
-
สสส. ทำ Happy 8 ภายในองค์กรด้วยหรือไม่
-
ทำอย่างไรจะส่งเสริมให้หน่วยงานราชการทำบ้าง เพราะหน่วยงานราชการคือองค์กรที่ภาคธุกิจเอกชนต่างๆ จะต้องไปติดต่อประสานงานด้วย ผู้ตั้งคำถามใช้คำว่า “เราต้องอยู่กับเขา” จึงอยากให้เขาสร้างองค์กรแห่งความสุขด้วย แต่ก็มีเสียงตอบกันเองภายในกลุ่มว่า คงเป็นไปได้ยากเพราะหน่วยงานราชการติดขัดด้วยปัจจัยแวดล้อมหลายๆ อย่าง ต่างกับองค์กรเอกชนที่ทำได้ง่าย เพราะถ้ามีนโยบาย นายสั่ง ทุกคนต้องทำ และต้องทำให้เกิดผลได้จริงๆ ด้วย
มีข้อเสนอแนะสำหรับองค์กรที่อยากจะเริ่มต้นทำ Happy Workplace ว่า
-
ศึกษาเรียนรู้จาก Forum / เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่จัดโดยสถาบันต่างๆ เช่น เวทีของ สคส. แล้วนำสิ่งที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่หลากหลายมาประยุกต์สร้าง model ที่เหมาะกับองค์กรของตัวเอง
-
ช่วงที่เริ่มต้นทำแรกๆ อย่าเพิ่งสนใจ output ให้เน้นทำ process ให้ดี
-
เริ่มทำ ทำได้ ขยายผล
-
แนวคิดองค์กรแห่งความสุข “ขายง่าย รับง่าย” เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ แต่การคิด package ที่เหมาะสมกับบริบทขององค์กรต้องใช้กระบวนการและเครื่องมือหลายตัว ในระยะเริ่มต้นอาจเริ่มจากการทำเป็นโครงการ (project) ก่อน แล้วค่อยๆ เปลี่ยนจาก project เป็น routine โดยการให้พนักงานมีส่วนร่วมในการคิดโครงการ ให้แต่ละฝ่าย/แผนกมีส่วนในการคิดออกแบบกิจกรรม ส่วน HR มีบทบาทเป็นที่ปรึกษาและสนับสนุน ทำจนเกิดเป็นความคุ้นเคย ในที่สุดกลายเป็นสิ่งที่เนียนอยู่กับงานประจำ
-
ใช้ Happy 8 เป็นตัวจุดประกาย ใช้เป็นหลักที่จับได้ อธิบายได้
หลังจากหมดเวลาช่วง ลปรร. ก็เป็นช่วงของการนำเสนอโดยตัวแทนจากทั้ง 3 กลุ่ม ผู้เขียนเห็นว่า ประสบการณ์ของกลุ่ม “อดีต” และ “ปัจจุบัน” แตกต่างกันไม่มากนักในเชิงแนวคิดและกระบวนการ ส่วนกิจกรรมรายละเอียดปลีกย่อยของแต่ละองค์กรก็มีทั้งส่วนที่คล้ายคลึงและแตกต่างกัน เพียงแต่ “กลุ่มปัจจุบัน” นำแนวคิด Happy Workplace – Happy 8 ไปเป็นกรอบแนวทางมากกว่า “กลุ่มอดีต”
ส่วน “กลุ่มอนาคต” นำเสนอ “สิ่งที่อยากเห็นในองค์กรอนาคต” ดังนี้
-
การปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรม /สังคมใหม่
-
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่เดิมมองแบบ mass จัดทุกอย่างให้กับทุกคนเหมือนกันหมด ให้มองแบบ “รายบุคคล” มากขึ้น โดยต้องรู้จักและเข้าใจไปถึงรายละเอียดในชีวิตของพนักงงานเป็นรายบุคคล
-
การสร้างภูมิคุ้มกันชีวิตในโลกทุนนิยม เช่น การใช้ธรรมะช่วยยกระดับจิตใจ หรือมีจิตแพทย์ช่วยดูแลด้านจิตใจ หรือการสนับสนุนการทำบัญชีครัวเรือนเพื่อบริหารจัดการการใช้จ่ายเงิน ลดกระแสวังวนของการใช้บัตรเครดิต หรือหนี้นอกระบบ เป็นต้น
-
ย้อนยุค กลับสู่ “ยุคเถ้าแก่” ที่ทำงานแบบครอบครัวเดียวกัน
-
การประสานต่าง generation ให้ส่งเสริมและเกื้อกูลซึ่งกันและกันได้
-
สร้าง life skill ให้มากขึ้น ประสานชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวของคนในองค์กรให้ได้ ให้งานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
-
ส่งเสริมให้มี “การทำงานที่บ้าน” แบบมีเป้าหมายชัดเจน ใช้เทคโนโลยีต่างๆ ให้เกิดประโยชน์ ในขณะเดียวกันก็ต้องคิดวิธีบริหารจัดการที่เหมาะสม และทำให้กลุ่ม “ทำงานที่บ้าน” ยังรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรด้วย
ผู้เขียนสังเกตว่าตัวแทนกลุ่มที่มานำเสนอ ให้น้ำหนักไปที่การนำเสนอเรื่องราวที่เกี่ยวกับองค์กรของตัวเองค่อนข้างมาก ให้น้ำหนักกับการสรุปเป็นภาพรวมของสิ่งได้ ลปรร. ร่วมกันน้อยไปซักหน่อย อาจเป็นเพราะมีเวลาไม่มากพอ
ส่วนด้านวิทยากร จากเดิมที่ตั้งใจว่าจะให้มีการสรุปบทเรียนเพื่อเชื่อมโยง “อดีต ปัจจุบัน และอนาคต” ร่วมกันในเวที แต่คงเพราะเวลามีน้อยก็เลยไม่ได้ทำในส่วนนี้
AAR ของผู้เข้าร่วม คือ ได้สถานที่ดูงาน ได้เครือข่าย ได้เพื่อน ได้ idea และตัวอย่างกิจกรรมไปปรับใช้ให้เหมาะกับวัฒนธรรมองค์กรของตัวเอง
ปิดท้ายเวทีวันนี้ นพ.ชาญวิทย์ วสันต์ธนารัตน์ ผจก.แผนงานสุขภาวะองค์กรภาคเอกชน ให้คำมั่นสัญญาว่า จะกลับไปวางแผนเพื่อให้สามารถจัดเวที ลปรร. แบบวันนี้ได้บ่อยๆ โดยคาดหวังไว้ว่าจะจัดให้ได้เดือนละ 2 ครั้ง รวมทั้งจะพยายามเพิ่มช่องทางติดต่อสื่อสารกันของเครือข่ายเพื่อให้ส่งข่าวสารแลกเปลี่ยนแบ่งปันกันได้สะดวกมากขึ้น
ผู้เขียนเข้าร่วมเวทีวันนี้เพราะอยากได้แรงบันดาลใจในการทำงานของตัวเอง ซึ่งก็บรรลุผลตามที่คาดหวังและตั้งใจ หากจะกล่าวว่าความสำเร็จที่สำคัญของเวทีวันนี้อยู่ที่ “ผู้เข้าร่วม ลปรร.” คงจะไม่ผิดนัก เพราะทุกคนที่มาล้วนเป็น “ตัวจริง ที่ทำจริง และเกิดผลจริง” มาแล้วทั้งนั้น ทุกคนมาพร้อมด้วยประสบการณ์และ “ใจ” ที่พร้อมแลกเปลี่ยนแบ่งปันและเรียนรู้จากกันและกันอย่างเต็มที่ จึงทำให้เวทีวันนี้แม้มีเวลาไม่มากนักแต่ก็เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์การทำงานที่ควรค่าแก่การเรียนรู้
ปลาทูแม่กลอง
23 พฤศจิกายน 2551
แวะเข้ามาอ่านหาความรู้ค่ะ ขอบคุณค่ะ
วันนี้ได้มีโอกาสฟังบรรยาย ที่ กฟผ.สนญ เรื่อง KM/LO สู่การเป็นHappy Workplace โดย นพ.ชาญวิทย์ ก็ชอบมาก เหมือนกับ ได้ ชาร์จแบตฯ ให้กับตัวเองอีกครั้ง ที่กำลังรู้สึก ล้าๆทั้งเรื่องงานเรื่องคน
ก็เลย แวะเวียนเข้ามาหาข้อมูลด้านอื่นๆ ที่ อาจารญ์แนะนำ
ก็ขอบคุณมากสำหรับคำแนะนำ ข้อคิดที่สะกิดใจคน ได้มากมายทีเดียว ทุกคน ชมอาจารย์ น่ะ ช่วงบ่ายยังให้ลูกน้องเข้าไปฟังด้วย เพราะกลับมา ตัวเองก็ไม่สามารถถ่ายทอดได้เหมือน ดังนั้น3 ชั่วโมง ที่ยอมให้ลูกน้องไปฟังคิดว่าคุ้มค่ามากกว่า 3 ชั่วโมงที่จะได้งานจากพวกเขา เพราะหลังจากนี้ ถ้า พวกเขาได้รู้จักคิด เข้าใจถึงความรับผิดชอบ ที่แต่ละคนได้รับ ไม่ใช่แน่ ได้ทำ แต่ควร ทำอย่างมีคุณค่า มีประโยชน์ หรือ ได้คิดว่าสิ่งที่พวกเขาทำมีคุณค่า จนมีความภูมิใจในตนเอง ก็นับว่า เป็น 3 ชั่วโมงที่ไม่สูญเปล่า