ตั้งแต่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบงาน “บ้านหลังสุดท้าย” แห่งนี้ เวลาสามเดือนเปรียบได้เสมือนกับเวลาสามสิบปีแห่งการภาวนา...
หน้างานเปรียบได้เหมือนกับฉากชีวิต อันเป็นเวทีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เต็มไปด้วยเรื่องราวหลากหลายให้ภาวนา
ปีกว่าที่ทำงานอยู่คนเดียว ไม่ค่อยพบ ไม่ค่อยเจอทั้งคนทั้งใคร จึงไม่ค่อยมีผัสสะหรือมีสิ่งที่มากระทบมากมายเท่ากับสามเดือนกว่าที่ผ่านล่วงเลยมานี้เลย
สามเดือนกว่าที่ผ่านมานี้ แต่ละวัน แต่ละชั่วโมง แต่ละนาที ต้องคิด ต้องเจอ ต้องติดต่อ ต้องประสานงาน พลังแห่งการภาวนาได้ใช้ ได้พิสูจน์กันก็คราวนี้
จะพูดอย่างไรให้ได้ทั้งคน ได้ทั้งงาน ได้ทั้งใจ
ตอนแรกกับการเป็นคนมุทะลุ เอาแต่งานไม่เอาคน ก็ต้องเริ่มอ่อนลง อ่อนลง แต่ต้องอ่อนลงด้วยปัญญาและเมตตา
การทำงานที่อยู่บนพื้นฐานของเมตตาและปัญญาอย่างครูอาจารย์นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ยิ่งการอยู่ในสมณะเพศนี่ด้วยแล้ว จะพูดอะไร จะทำอะไร ก็ติดศีล ติดข้อวัตร ติดข้อปฏิบัติ
สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้นี่คือ “ธรรมชาติแห่งการภาวนา...”
ศีล ต้องรักษาให้ดี มิให้ขาดตกบพร่อง
สมาธิ ต้องมีพอ เพียงพอ สำหรับการทำงานตามแบบอย่างที่ท่านว่า “กรรมนีโย”
ปัญญา จะต้องเฉียบ คม ได้ทั้งงาน ทั้งคน ไม่เสียงาน เสียคน เสียลูกศิษย์
ปัญหาที่เราไปพบไปเจอก็คือ คนที่ไปติดต่องาน ไปซื้อของกับร้านต่าง ๆ ชอบวางมาด วางกล้ามใส่คนขายของ
การไปวางมาด วางกล้าม พูดจาแบบนักธุรกิจ มีชั้น มีเชิงนี่สู้พูดด้วยความเมตตาไม่ได้จริง ๆ
ตอนแรกเราก็รั้น ไปวางมาด วางกล้ามให้เขาเหมือนกันด้วยถือว่าแน่ ว่าเก่ง
แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาเชื่อ มาทำตามสิ่งที่ครูอาจารย์ได้สอน ให้ทำงานด้วยความเมตตา
ไปซื้อของเขาก็อย่าถือว่ามีเงิน ถือไพ่เหนือกว่าเขา ต้องให้ถือว่าเราเมตตาซึ่งกันและกัน
“ความเมตตาและความซื่อตรง เป็นสุดยอดแห่งการเจรจาทางธุรกิจ”
ดังนั้นงานนี้ไปซื้อของที่ไหน เราก็อาศัยความจริงใจเป็นสำคัญ
บอกเขาไปตรง ๆ และเป็นผู้ให้เสมอ
ให้ความจริงใจ ให้ความเมตตา ให้ความเอื้ออาทร ให้ความซื่อตรง “เป็นลูกค้าผู้ให้” มิใช่ลูกค้าที่หวังจะเอาแต่ได้
ต้องฝึกพูด ต้องฝึกทำ ต้องพูด ต้องทำอย่างที่ครูอาจารย์สอนไว้ ถึงแม้ว่าจะไม่ถูกใจแต่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง
ต้องตัดความคิดโง่ ๆ ของตนเองออก แล้วทำตนให้เป็นคนโง่จริง ๆ
อยากพูด อยากแสดงความคิดเห็น อยากเสนอหน้า อยากสะเออะ ต้องข่มเอาไว้ให้อยู่ อยู่เฉย ๆ ให้ได้ มันโผล่มาเมื่อไหร่ ทุบมันให้ตาย...
หัดทำตัวให้เป็นตุ๊กตาที่หายใจได้ ทำตาม พูดตามอย่างที่ครูอาจารย์สอน
ท่านให้พูดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น
ท่านให้ทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น
ถึงเวลานิ่งต้องนิ่ง ถึงเวลาพูดต้องพูด
การขัดใจตนเองอย่างนี้นี่คือ “การภาวนา...”
โดยเฉพาะเมื่อมีบทพิสูจน์ต่าง ๆ เข้ามา โดยเฉพาะเมื่อครูอาจารย์ไม่อยู่
เราต้องคิด ต้องวางแผน ต้องแก้ไข ให้ได้ ให้เป็นไป ให้อยู่ได้บน “ปฏิปทา”
ปฏิปทา ข้อวัตร และศีล เป็นข้อจำกัดสำคัญในการทำงาน
แต่สิ่งทั้งสามนี้นี่เอง เป็นโจทย์ที่ใช้สำหรับการภาวนาได้อย่างนี้นัก
ทำให้ได้คิด ได้ใช้สมองคิดแล้ว คิดอีก ว่าจะทำอย่างไรให้งานลุล่วงไปได้ด้วยการไม่ผิดศีล ไม่ละเมิดข้อวัตร และตรงกับปฏิปทาของครูอาจารย์
บางครั้งก็มีหลุดบ้าง (บ่อย ๆ) ก็ต้องกลับมานั่งทบทวน บางครั้งทวนไม่ไหว ก็ต้องมีอุบายให้ผ่านอารมณ์นั้นไปให้ได้ เช่น “หลับไปก่อน...”
พอหลับก็ “อนัตตา” ตื่นมาก็หาย แล้วตั้งหน้า ตั้งใจสู้ใหม่
บางครั้งไม่มีเวลาหนี ก็ต้องสู้อยู่ตรงนั้น หนีไม่ได้ ก็มึน ๆ สู้ไป ถูกบ้าง ผิดบ้าง มั่วบ้าง หลุดบ้าง ต้องคิด ต้องเก็บมาคิด เพราะทุกก้าวที่ผิดนั้นคือ “การภาวนา...”
ต้องศึกษา สังเกต เรียนรู้ วิธีการตัดสินใจ เหตุผลของครูอาจารย์
ท่านทำอะไร ท่านมีเหตุผล ท่านตัดสินใจอย่างไร ต้องเก็บไว้ใส่จิตใส่ใจ แล้วนำไปใช้ให้ดี ให้ถูก ให้ได้ ไม่ให้เสียแรง เสียหลาย ที่ท่านได้ให้โอกาสฝึกมา
บางวันก็รู้สึกตัวเองว่าเดินก้าวหน้าไปเร็วมาก
แต่วันไหนเดินผิดล่ะก็ถอยหลังไปไกลเหมือนกัน เหมือนกับว่าสองปีที่ผ่านมาไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรเลย พัฒนาตัวเองไปไม่ได้ถึงไหน รู้ว่าผิดก็ยังทำผิดเดินผิดอยู่ร่ำไป เฮ้อ...เสียชาติเกิด เสียเวลา เสียโอกาสที่ได้มา “ภาวนา...”
แต่ทั้งหลายทั้งปวงนี้นี่แหละ “การภาวนา”
ความโลภ ความโกรธ ความหลง กิเลส และตัณหา มันโผล่ มันพุ่งพล่านออกมาก็เวลาเหล่านี้นี่แหละ
โอ้โห... มันออกมาโจมตีเราไม่ให้เราตั้งตัวได้เลย
มันแย่งกันออกมาฆ่าเรา ยิ่งเราเจ็บ เราท้อ มันยิ่งได้ใจ มากันใหญ่
ยิ่งเราหลบมันก็ยิ่งตาม หัวเราะเยาะเย้ยกันสนุกสนานสำราญใจ
อื่ม... การภาวนามันทุกข์อย่างนี้ การภาวนามันสนุกอย่างนี้ ถ้ามีโอกาสได้รู้และได้สู้กับมัน
การที่จะสู้กับเจ้าโลภ เจ้าโกรธ เจ้าหลงให้ได้นั้น การภาวนาตามวิถีธรรมชาตินั่นสำคัญจริง

หัดทำตัวให้เป็นตุ๊กตาที่หายใจได้ ทำตาม พูดตามอย่างที่ครูอาจารย์สอน
ท่านให้พูดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น
ท่านให้ทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น
ถึงเวลานิ่งต้องนิ่ง ถึงเวลาพูดต้องพูด
การขัดใจตนเองอย่างนี้นี่คือ “การภาวนา...”
ช่วงนี้ขอส่วนนี้มาใช้หน่อยนะคะ
ภาวนาน้อมนำทุกคำเขียน
คือเทียนเล่มแทงทะลุทึ่ม
แสงเงาครูบา...ไม่อึมครึม
ค่อยซึมซ่านศิษย์ทุกจิตใจ
.
ปฏิบัติขัดเกลาดั่งก้อนหิน
ในลำธารไหลรินสิ้นสงสัย
ลบเหลี่ยมลบรอยค่อยเรืองไร
แผ้วผ่านเจียระไนวัยเวลา...
.
สาธุ...อายุบวร
ครูกานท์
ทุ่งสักอาศรม
สาธุเจ้าค่ะ
บางครั้งก็โง่ๆ เซ่อๆ เหมือนกันเจ้ากัน เดี้ยงก็บ่อย มึนๆ ก็บ่อยเจ้าค่ะ อาศัยว่า...เกาะไม่ปล่อยเจ้าค่ะ
----
กะปุ๋ม
เราเองก็โง่มานาน นานมากนับเป็นชาติต่อชาติ
โง่เปิดประตูให้กิเลส
ส่งหนังสือเชื้อเชิญให้ตัณหาตามเข้ามา
เสร็จแล้วก็ต้องกลับมานั่งเช็ดน้ำตาจากความโง่ทั้งหลายที่เราทำ
เรานั้นจึง "โง่ซ้ำ โง่ซาก"
เจ็บแล้วไม่จำ ทำแล้วไม่เก็บมาคิด
เมื่อเจ้ากิเลสมาถล่มให้เราทลายแล้วเดินจากไป เรายังมีหน้าโบกมือ บ๊ายบาย แล้วบอกว่า พรุ่งนี้เชิญมาใหม่ "มาอีกนะ..."
ชีวิตซื่อ ๆ หน้าโง่ ๆ อย่างเรา ใครเขาจะมามอง มาใส่ใจ มาอบรม มาพร่ำสอน อยู่ได้ตลอดเวลา
นอกเสียจากตัวของตัวเองที่จะไม่เปิดประตูให้กิเลส เปิดโอกาสให้ตัณหาเข้ามาทำร้าย และทำลายชีวิตของเราได้
การปฏิบัติธรรมคือการฝึกจิต ฝึกสติ ให้ว่อง ให้ไว ไม่ให้ "เฉิ่ม"
เมื่อกิเลสจรเข้ามา ก็ไม่ "เฉิ่ม" ยืนยิ้มมอง ให้มันเข้ามาจับจองพื้นที่ในจิตในใจเรา
ต้องว่องในการละ ต้องไวในการสละ อารมณ์ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น "โลภ โกรธ หรือหลง"
ต้องไวกว่ากิเลส ต้องก้าวนำล้ำหน้าตัวตัณหา
ชีวิตก่อน ชาติก่อน
ชีวิตนี้ ชาตินี้ เดินตามมันมานาน
ปัจจุบันและอนาคต ต้องเดินแยกทางแล้ววิ่งหนีกิเลสและตัณหาออกให้ไกล
เราเดินตามเจ้ามานานแล้ว วันนี้ขอเดินแซงเจ้าบ้างนะ
เราเดินแซงเจ้าได้ เพราะเรารู้จักเจ้า เห็นหน้าเจ้า เราจะไม่เอาเจ้าเป็นเพื่อนอีกแล้ว เพราะเป็นเพื่อนอย่างเจ้าเป็น "มิตรร้าย"
ทำหน้าซื่อ ๆ เซื่อง ๆ ดูเหมือนว่าไม่มีพิษ ไม่มีภัย แต่เจ้ามีอันตรายต่อจิต ต่อใจ ต่อชีวิตของเราอย่างเหลือคณา
บัดนี้เรารู้จักเจ้าแล้ว เจ้าจงออกไปให้ไกลจากเราเสีย
เราจะไม่อาลัยอาวรณ์จึงเจ้าอีก
อย่าให้เราเห็นหน้าเจ้าอีกนะ นายกิเลส คุณตัณหา
เมื่อไม่เห็นหน้าเจ้า เราก็จะคลายเสียได้ซึ่งความโลภ ความโกรธ และความหลง
เราจะเดินหน้า ฆ่าลูกเดียว
ฆ่าความรู้สึกอันเลวร้ายที่เพื่อนอย่างเจ้าคอยบ่อนทำลายชีวิตและความรู้สึกเรา
บ๊ายบาย ลาก่อนนะ ซาโยนาระ ไม่ต้องมา See you again.
ลาก่อน ลาขาด เราจะไม่โง่คบหาสมาคมกับเจ้าอีกแล้ว "นายกิเลส คุณตัณหา..."