การสร้างมนุษย์ต้องเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์

การพัฒนาที่ต้นเหตุ

                                                                                   โดย...สุภาวิณี  จิตต์สุวรรณ์*

1.  ต้นกำเนิดของบทความ

เช้าของวันที่  23  กันยายน  2551  เวลาประมาณ 08.00 นาฬิกา  ขณะที่ผู้เขียนได้กวาดเก็บบ้านและทำการปัดฝุ่นที่นอน  ตามประสาของคนช่างคิดช่างพิจารณา  ผู้เขียนได้คิดพิจารณาว่า  เหตุใดฝุ่นจึงมีมากมายถึงเพียงนี้  ทั้งที่เราก็ไม่ได้เอาฝุ่นเข้าไปในห้อง  และฝุ่นนี่เองที่เป็นสาเหตุของการเป็นโรคภูมิแพ้และเป็นโรคหวัดในที่สุด  ขณะที่ผู้เขียนได้ทำหน้าที่เก็บกวาดฝุ่นอยู่นั้น  ผู้เขียนก็พิจารณาฝุ่นจากที่นอนซึ่งมีมากมายและเก็บกวาดปัดฝุ่นได้ยากกว่าฝุ่นที่อยู่บนพื้น  ทำให้ข้าพเจ้าหวนไปคิดถึงหลักศีลแปดที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้ในข้อที่  8  ว่า  อุจฺจาสยนมหาสยนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ  แปลว่า  เว้นจากการนั่งนอนเหนือเตียงตั่ง ที่เท้าสูงเกิน ภายในมีนุ่นหรือสำลี

ศีลทั้งแปด[1]

1. ปาณาติปาตา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ  เว้นจากการฆ่าสัตว์

2. อทินฺนา ทานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ  เว้นจากการลักสิ่งของที่ผู้อื่นมิได้ให้

3. อพฺรหฺมจริยา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ  เว้นจากการประพฤติผิดพรหมจรรย์

4. มุสาวาทา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ  เว้นจากการพูดปด พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ

5. สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ  เว้นจากการดื่มสุราเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท

6. วิกาลโภชนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ  เว้นจากการบริโภคอาหารในยามวิกาล (หลังเที่ยงถึง

วันใหม่)

 

7. นจฺจคีตวาทิตวิสูกทสฺสนา มาลาคนฺธวิเลปนธารณมณฺฑนวิภูสนฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ  เว้นจากการฟ้อนรำขับร้อง ประโคมดนตรี และประดับร่างกายด้วยดอกไม้ของหอม เครื่องประดับ  เครื่องทา เครื่องย้อม

8. อุจฺจาสยนมหาสยนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ  เว้นจากการนั่งนอนเหนือเตียงตั่ง ที่เท้าสูงเกิน ภายในมีนุ่นหรือสำลี

การที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติหลักการห้ามนั่งนอนเหนือพื้นหรือภายในมีนุ่นหรือสำลีก็คงจะเป็นเพราะที่นอนที่มีนุ่นหรือสำลีเป็นแหล่งนำมาซึ่งฝุ่นหรือไรอันเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรค  และทำให้ร่างกายไม่สบายนั่นเอง  แต่พระองค์ไม่ทรงบอกห้ามโดยตรง  กลับทรงบัญญัติไว้ให้ผู้ที่จะรักษาศีล 8 ปฏิบัติตาม  ทั้งนี้  ผู้ที่มีปฏิปทาที่แน่วแน่ต่อพระพุทธศาสนาเท่านั้นจึงจะปฏิบัติตามหลักการแห่งศีลได้  พระองค์เป็นบุคคลที่มองการณ์ไกลมาก  และเป็นผู้มีจิตเมตตาต่อมหาชนเป็นอย่างมากมายมหาศาลจนยากที่จะหาที่เปรียบปานไม่  ตลอดจนเป็นผู้มีปัญญาบารมีโดยแท้  ดังนั้น  หลักการบัญญัติศีลของพระองค์จึงพิจารณาจากการมองประโยชน์ส่วนรวมแล้วนำหลักมาบัญญัติเป็นศีลเพื่อให้สาวกและพุทธบริษัทปฏิบัติตาม  หลักการบัญญัติกฎหมายเพื่อให้ราษฎรปฏิบัติตามได้คำนึงถึงประโยชน์มหาชนหรือไม่ ?

2.  หลักธรรมที่เกี่ยวข้อง

ธรรม   หมายถีง   สภาพที่ทรงไว้, ธรรมดา, ธรรมชาติ, สภาวธรรม, สัจจธรรม, ความจริง; เหตุ, ต้นเหตุ; สิ่ง, ปรากฏการณ์, ธรรมารมณ์, สิ่งที่ใจคิด; คุณธรรม,ความดี, ความถูกต้อง, ความประพฤติชอบ; หลักการ, แบบแผน, ธรรมเนียม, หน้าที่; ความชอบ, ความยุติธรรม; พระธรรม, คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งแสดงธรรมให้เปิดเผยปรากฏขึ้น เช่น

  • พุทธธรรม หมายถึง คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
  • คริสต์ธรรม หมายถึง คำสั่งสอนของพระเยซูคริสต์

ท่านพุทธทาสภิกขุ ให้คำนิยามไว้ในหนังสือของท่านว่า ธรรม มีความหมายที่ยิ่งใหญ่ ไม่สามารถหาคำพูดที่เป็นภาษาของมนุษย์มานิยามได้ แต่ขอนิยามให้เข้าใจพอสังเขปไว้ด้วยความว่า หน้าที่ เพราะไม่มีสิ่งใดในสากลโลกที่ไม่มีหน้าที่

หลักธรรมในพุทธศาสนา  คือ หลักความเป็นไปของโลก พระพุทธศาสนา  เน้นความจริงที่เกิดขึ้นกับโลก การเกิด ดับ ไม่มุ่งเน้นความสบาย พระพุทธศาสนาสอนให้มุ่งเน้นในส่วนที่โลกกำลังดำเนินอยู่ เกี่ยวพัน  เกี่ยวข้องกับระบบทั้งมวล เราอยู่ในจักรวาล ก็ย่อมดำเนินตามระบบของจักรวาล เราอยู่ในโลกก็ย่อมดำเนินตามระบบของโลก ทุกอย่างล้วนเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ ธรรมชาติก็คือระบบ ทุกอย่างพัวพันกับระบบ พระพุทธเจ้าสอนให้รู้จักระบบ และอยู่บนระบบได้อย่างเป็นสุข รู้ทันระบบ ดำเนินอยู่ในระบบได้อย่างเป็นสุข ไม่ระแวงกับระบบ แต่สามารถอยู่ในขณะที่ระบบกำลังกลั่นแกล้งเราได้ อยู่กับธรรมชาติ ได้อย่างเป็นสุข รู้ทางพ้นจากทุกข์ หรือพ้นจากระบบได้ในทางที่ถูกต้อง เหมาะสม นี่คือ หลักธรรมในพระพุทธศาสนาที่แท้จริง ในพระไตรปิฎกของพุทธศาสนาจะพบคำว่า ธรรมและวินัย ควบกันไปเช่นพระพุทธเจ้า ตรัสไว้ว่า

อานนท์  ! ธรรมวินัยใดอันเราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้นจักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลายโดยกาลล่วงไปแห่งเรา

 

คำว่า ธรรม พระเดชพระคุณพระธรรมโกศาจารย์ หลวงพ่อพุทธทาส อินทปัญโญ กล่าวว่า คือ

  • 1. ธรรมชาติ
  • 2. กฎของธรรมชาติ
  • 3. หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ
  • 4. การได้รับผลตามกฎของธรรมชาติ

ราษฎรหรือพุทธศาสนิกชนควรดำเนินชีวิตตามหลัก  เบญจธรรม  แปลว่า ธรรม 5 ประการ  หมายถึงข้อที่ควรปฏิบัติ 5 ประการ  ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดีงาม   เป็นเหตุให้ผู้ปฏิบัติเจริญก้าวหน้า ปลอดเวร ปลอดภัย เพิ่มพูนความดีแก่ผู้ทำ

เบญจธรรม 5 ประการ คือ

การที่จะปฏิบัติธรรมให้ได้ผลสำเร็จ  ผู้มีปัญญาควรพิจารณาหลักวิปัสสนา  แปลตามศัพท์ว่า  การเห็นชัดเจน หรือ การเห็นโดยใช้สิ่งต่าง ๆ 

วิปัสสนา  แปลว่า  ตามใจ  ความว่า  การคิดอย่างชาญฉลาด  มีปัญญาเกี่ยวกับสังขารธรรมอย่างละเอียดโดยใช้ลักษณะต่าง ๆ นา ๆ  เช่น  เมื่อคิดทำความเข้าใจเรื่องรูปขันธ์จนแจ่มแจ้งชัดเจนด้วยญาณปริญญาแล้ว  ก็คิดถึงรูปขันธ์โดยใช้ลักษณะที่ไม่เที่ยงของรูปขันธ์ว่า "รูปขันธ์ไม่เที่ยง เพราะปกติแล้วรูปขันธ์ ต้องสิ้นไป หมดไป ทำลายไป. ก็ดูซิ รูปขันธ์ในชาติที่แล้ว ก็หมดไปในชาติที่แล้ว ไม่มาถึงชาตินี้, และในชาตินี้ก็จะไม่ไปถึงชาติหน้า ทั้งหมดล้วนต้องหมดไป สิ้นไป แตกทำลายไป ในชาตินั้นๆ นั่นเอง เป็นต้น, ต้องเปรียบเทียบเช่นนี้ต่อไปอีก เช่น จากแยกเป็นชาติ ก็แยกเป็น 3 ช่วงอายุ เป็น 10, 20, 25, 50...เรื่อยไปจนแยกเป็นชั่วเวลาที่ยกเท้า ก้าวเท้า เบี่ยงเท้าเปลี่ยนทิศ วางเท้าลง เท้าแตะถึงพื้น จนกดเท้านี้ลงให้มั่นเพื่อยกเท้าอีกข้างให้ก้าวต่อไป ทั้งหมดก็จบลงไปในช่วงนั้น ๆ นั่นเอง รูปขันธ์ตอนยกก็อย่างหนึ่ง หมดไปแล้ว รูปขันธ์ตอนก้าวเท้าจึงเกิดขึ้นใหม่ แล้วก็ดับไปอีก" เป็นต้น. การใคร่ครวญอย่างนี้ยิ่งละเอียดขึ้นเท่าไหร่ยิ่งทำให้ปัญญาเจริญดีเท่านั้น.

ลักษณะต่าง ๆ ดังกล่าวที่ว่านั้น เรียกว่า ไตรลักษณ์  แปลว่า ลักษณะ 3 อย่าง คือ ลักษณะที่ไม่เที่ยง  

ลักษณะที่เป็นทุกข์  และลักษณะที่เป็นอนัตตา. ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาระบุไว้ว่า "ขึ้นชื่อว่า ลักษณะ มีคติเป็นบัญญัติ เป็นนวัตตัพพธรรม" ในพระไตรปิฎกหลายที่ก็กล่าวไตรลักษณ์ไว้หลายชื่อ  เช่น ไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  เป็นอนัตตา เป็นโรค เป็นหัวฝี เป็นลูกศร เป็นจัญไร เป็นต้น. และในคัมภีร์ 2 แห่ง ก็ระบุให้ไตรลักษณ์เป็นตัชชาบัญญัติ. แต่ว่าโดยตรงแล้วไตรลักษณ์จะไม่ใช่คำพูด หรือ ศัพท์บัญญัติ คงเป็นอาการของขันธ์นั่นเอง ที่ไม่ใช่ปรมัตถ์ก็เพราะไม่สามารถจัดเข้าในสภาวะธรรมข้อใดได้เลย  เหมือนอิริยาบถมีการนั่ง เดิน ยืน นอน และ แลเหลียว เหยียดคู้ เป็นต้น  เหล่านี้ก็ไม่มีสภาวะเช่นกัน.

ฉะนั้น วิปัสสนา จึงเป็นการใช้ทั้งปรมัตถ์ (คือสิ่งที่มีอยู่จริง) และ บัญญัติ (คือสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงทั้งที่เป็นอาการของปรมัตถ์และชื่อเรียกต่างๆ) มากำหนดขันธ์เป็นต้น.

ปรมัตถ์ที่ใช้กำหนดวิปัสสนานั้นท่านเรียกว่า ปัจจัตตลักษณะหรือเรียกว่า วิเสสลักษณะ,ลักขณาทิจจตุกกะก็ได้ เช่น ลักษณะที่มาปะจัญหน้ากันของอารมณ์ วัตถุ และวิญญาณ ซึ่งเป็นลักษณะ คือ เป็นเครื่องหมายบ่งให้สังเกตรู้ได้ว่าเป็นปรมัตถ์แต่ละอย่างไม่ปะปนกันสามารถกำหนดได้ว่า "สิ่งนี้คือผัสสะ" เป็นต้น อย่างนี้คัมภีร์ทางศาสนามักจัดว่า เป็นญาตปริญญา และแม้โดยทั่วไปท่านจะยังไม่จัดว่าเป็นวิปัสสนาโดยตรง แต่หากจะอนุโลมเอาก็ไม่ผิดอะไร เพราะก็เป็นพื้นฐานที่สำคัญมากของการทำวิปัสสนา.

ส่วนการใช้สามัญญลักษณะหรือเรียกว่า ไตรลักษณ์ เช่น ลักษณะที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นเหมือนโรค เป็นเหมือนหัวฝี เป็นเหมือนลูกศร เป็นต้น มากำหนดปรมัตถ์ เช่น รูปขันธ์เป็นต้น อย่างนี้คัมภีร์ทางศาสนามักจัดว่า เป็นตีรณปริญญาและปหานปริญญา และทั่วไปท่านจะจัดว่าเป็นวิปัสสนาโดยตรง เพราะมุ่งเน้นให้ผู้ปฏิบัติตามเบื่อหน่ายคลายกำหนัดในโลกิยขันธ์ให้ได้.

การปฏิบัติทั้งหมดในคัมภีร์ท่านมักเน้นย้ำว่าจะต้องมีพื้นฐานเหล่านี้ คือ

  • 1. อุคคหะ การเรียนพระธรรม
  • 2. ปริปุจฉา การสอบสวนทวนถามทำความเข้าใจในอรรถะของพระธรรมให้ชัดเจน
  • 3. ธาตา การทรงจำพระธรรมได้
  • 4. วจสาปริจิตา สวดท่องจนมีความคล่องแคล่วชำนาญคล่องปาก
  • 5. มนสานุเปกขิตา ใคร่ครวญค้นคิดตรวจสอบจนขึ้นใจเข้าใจ
  • 6. ปฏิปัตติ หมั่นเอาพระธรรมมาใช้ในชีวิตจนสามารถจะเห็นอะไรๆเป็นพระธรรมได้ โดยเฉพาะ

การปฏิบัติศีลและสมาธิที่ต้องใช้จนระงับกิเลสได้ถึงระดับหนึ่ง  จึงจะทำวิปัสสนาได้

                มนุษย์เราทุกวันนี้ไม่ค่อยพิจารณาธรรม  หรือธรรมะ  เพื่อนำเข้ามาปรับใช้กับการทำหน้าที่ในกิจวัตรประจำวันของเราเอง  ทำให้บางครั้งมนุษย์ขาดสติ  เอาชนะระรานกันด้วยเรื่องเล็กน้อยและบานปลายใหญ่โต  พระพุทธองค์ทรงค้นพบสัจจะธรรมและนำมาเผยแพร่ก็เพื่อความปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์และต้องการให้มนุษย์นำหลักธรรมดังกล่าวไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันของตนเพื่อการดำรงชีวิตอย่างมีความสุขตามธรรมชาติ  เน้นความจริงที่เกิดขึ้นกับโลก มุ่งเน้นในส่วนที่โลกกำลังดำเนินอยู่อันเกี่ยวข้องกับระบบทั้งมวล  เมื่อเราอยู่ในจักรวาล เราก็ย่อมดำเนินตามระบบของจักรวาล และเมื่อเราอยู่ในโลกก็ย่อมดำเนินตามระบบของโลก  ทุกอย่างล้วนเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ ธรรมชาติก็คือระบบ ทุกอย่างพัวพันกับระบบ พระพุทธเจ้าสอนให้รู้จักระบบ และอยู่บนระบบได้อย่างเป็นสุข รู้ทันระบบ ดำเนินอยู่ในระบบได้อย่างเป็นสุข ไม่ระแวงกับระบบ แต่สามารถอยู่ในขณะที่ระบบกำลังกลั่นแกล้งเราได้ อยู่กับธรรมชาติ  อยู่กับกฎแห่งธรรมของธรรมชาติได้โดยยอมรับสภาวะกรรมนั้น ๆ ได้อย่างไม่ยึดติด

                พระธรรมปิฎก (2543, หน้า 14)  กล่าวว่า  ธรรม  คือ  ความจริงที่มีอยู่ตามธรรมดาของมัน  เราอาจจะแปลได้หลายอย่าง  เช่น  แปลว่า  ธรรมชาติ  กฎธรรมชาติ  ความเป็นจริง  ดังนั้น  ธรรมชาติ  คือ  สิ่งต่าง ๆ ส่วนธรรมดา  เป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมดา  พระพุทธเจ้าทรงค้นพบความจริงนี้แล้วก็ทรงนำมาเปิดเผยแสดงสั่งสอน

                ความจริงนี้เป็นกฎธรรมชาติ  เช่น  ความเป็นไปตามเหตุปัจจัย  ผลเกิดจากเหตุ  เหตุก่อให้เกิดผล  เหตุอย่างใดก็ก่อให้เกิดผลอย่างนั้น  หรือเหตุปัจจัยต่าง ๆ ทำให้เกิดผลขึ้นมา  ซึ่งมนุษย์จะรู้หรือไม่ก็ตาม  ธรรม  คือ  ความเป็นจริงแห่งเหตุปัจจัยนี้  สิ่งเหล่านี้มันทำงานของมันตลอดเวลา  ถ้ามนุษย์ไม่รู้ก็ไม่สามารถจะเอาประโยชน์จากมันได้  ถ้ามนุษย์ประพฤติปฏิบัติดำเนินชีวิตไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงนี้  ก็จะเกิดผลเสียแก่ตนเอง  ถ้ามนุษย์ปฏิบัติถูกต้องและดำเนินชีวิตด้วยความรู้เข้าใจกฎแห่งธรรมชาติ  คือ  ความเป็นจริงอันนี้  ผลดีก็ได้แก่ตัวมนุษย์เอง

3.  วินัยและหรือกฎหมาย

                ปัญหามีว่า  เมื่อมนุษย์มาอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก ๆ จะเกิดความสับสนและวุ่นวายขนาดไหน  ทำ

อย่างไรจะทำให้มนุษย์อยู่ด้วยกันได้อย่างมีระบบตามหลักการอย่างเดียวกัน  ซึ่งก็ต้องมีวิธีการ  นั่นหมายความว่า  การจัดตั้งจะทำให้มีระบบที่มนุษย์จะมารวมตัวกันเป็นชุมชนและมีระเบียบแบบแผนในการเป็นอยู่ตลอดจนการดำเนินกิจการได้ 

                เมื่อตั้งเป็นชุมชนโดยมีสังคมของการอยู่ร่วมกันแล้ว  ก็มีการจัดโครงสร้างวางระบบแบบแผนของชุมชนหรือสังคมเพื่อให้หมู่มนุษย์มาอยู่ร่วมกันโดยมีความเป็นอยู่และมีความสัมพันธ์ที่ดีงามต่อกัน  เรียกว่า  "วินัย"  เพราะฉะนั้น  การจัดตั้งวางระบบที่เรียกว่า "วินัย"  จึงถือว่า  เป็นความสามารถพิเศษของมนุษย์ที่ว่าไม่ใช่แต่เฉพาะเข้าถึงความจริงของธรรมชาติเท่านั้น  แต่ยังสามารถนำเอาความจริงของธรรมชาตินั้นมาทำให้เกิดประโยชน์แก่หมู่ชนจำนวนมากได้ด้วย  อันนี้เรียกว่า  เป็นความสามารถขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า (พระธรรมปิฎก, 2543, หน้า 17) 

                นักปกครองผู้ยิ่งใหญ่ตามหลักการของพระพุทธศาสนาที่เรียกว่า จักรพรรดิ  ผู้เป็นธรรมราชา  ก็ต้อง

เคารพธรรม  ถือธรรมเป็นใหญ่  จัดดำเนินการปกครองโดยธรรมเช่นเดียวกัน  ธรรมจึงเป็นทั้งฐานของวินัยและเป็นทั้งจุดหมายของวินัย  กล่าวคือ  (พระธรรมปิฎก, 2543, หน้า 18) 

                1.  ที่ว่าเป็นฐาน  หมายความว่า  ต้องรู้ความจริงของกฎธรรมชาติ  จึงจะสามารถมาจัดตั้งวางระบบแบบแผนในหมู่มนุษย์  เพื่อให้มนุษย์ได้ประโยชน์จากธรรมนั้นได้  ถ้าไม่รู้  การจัดตั้งก็ผิดพลาด  หรือไร้ความหมาย

                2.  ที่ว่าเป็นจุดหมาย  คือ  การที่ให้มนุษย์มาอยู่ร่วมกัน  และมีการจัดตั้งระเบียบแบบแผนทั้งหมดนั้น  ก็เพื่อช่วยให้มนุษย์เข้าถึงและได้รับประโยชน์จากธรรมนั่นเอง

                ดังนั้น  ธรรมจึงเป็นทั้งเบื้องต้นและที่สุดแห่งวินัย  ถ้าปราศจากธรรม  วินัยก็ไม่มีความหมาย  ไร้ประโยชน์  แต่ถ้ามีแต่ธรรมเป็นของจริงตามธรรมชาติ  แม้จะมีคนที่รู้ธรรมแต่ไม่สามารถมาจัดสรรให้เกิดประโยชน์แก่คนหมู่ใหญ่ได้  ธรรมนั้นก็ไม่เกิดประโยชน์เท่าใดนัก  ทั้ง ๆ ที่มีอยู่เป็นความจริง  ดังนั้น  สองอย่างนี้จึงต้องอิงอาศัยกัน  เมื่อครบทั้งสองอย่างจึงเป็นพระพุทธศาสนา

                เมื่อรวมความได้ว่า  ธรรม  คือ  ความจริงตามธรรมชาติ  กับ  วินัย  ซึ่งหมายความว่า  การจัดตั้งของมนุษย์อันเป็นเรื่องสมมติ  ทำให้สามารถพิจารณาได้ว่า  วินัยกับกฎหมายจึงเป็นเรื่องสมมติ  แต่สมมติที่ไม่ใช่เรื่องเหลวไหล  เป็นสมมติที่มีความสำคัญ  ดังนั้น  กฎธรรมชาติ  กับ  กฎสมมติจึงมีความสัมพันธ์ต่อกันและกัน  ส่วนวินัย  ก็เป็นการจัดตั้งวางระบบจัดระเบียบและวางกฎสมมติขึ้นมาเช่นเดียวกัน  อันเป็นการวางระบบไว้เพื่อทำให้ชีวิตและสังคมของพวกตนได้ประโยชน์มากที่สุดจากธรรม  คือ  ความจริงของธรรมชาติ  การวางกฎสมมติของมนุษย์ขึ้นมาก็เพื่อช่วยหนุนให้เกิดความมั่นใจที่จะได้ผลที่ต้องการตามกฎธรรมชาติ  ดังนั้น  มนุษย์จะต้องตระหนักรู้อยู่เสมอว่า  สิ่งที่ต้องการที่แท้  คือ  ความเป็นจริงตามธรรม  แต่เมื่อมนุษย์ได้พัฒนาอารยธรรมออกไป ๆ มนุษย์จำนวนมากก็ได้แปลกแยกจากธรรมชาติไปและพากันหลงสมมติ

                การหลงสมมติ  คือ  การติดอยู่ในกฎสมมติของมนุษย์  ไม่เข้าถึงความจริงของธรรมชาติ  ถ้าความแปลกแยกจากธรรมนี้เกิดขึ้นเมื่อใด  ความวิปลาสทั้งของชีวิตและสังคมก็จะเกิดขึ้นเมื่อนั้นทันที  การหลงสมมติเป็นโทษภัยแก่มนุษย์ฉันใด  การไม่ยอมรับสมมติที่บัญญัติจัดวางขึ้นโดยชอบธรรมก็เป็นภัยอันตรายต่อชีวิตและสังคมของมนุษย์เองด้วยฉันนั้น (พระธรรมปิฎก, 2543, หน้า 24) 

                พระธรรมปิฎก (2543, หน้า 31)  กล่าวว่า  ปัญหาของโลกมนุษย์ในปัจจุบัน  คือ  มนุษย์ต่างคนต่าง

คิดและวางระบบตามความคิดที่แยกส่วนแบบชำนาญพิเศษเฉพาะด้านของตน  ทำให้มีระบบเศรษฐกิจ  ระบบสังคม  ระบบการเมืองการปกครอง  มีหลายรูปแบบ  โดยระบบเหล่านี้ตั้งอยู่บนฐานของทฤษฎีคนละอย่าง  และเมื่อมนุษย์ยิ่งเจริญขึ้นก็ดูเหมือนว่า  ระบบและทฤษฎีต่าง ๆ จะยิ่งแยกเป็นเฉพาะส่วนเฉพาะด้านออกไปและก็ยิ่งไม่ชัดหรือถึงกับไม่คำนึงว่า  ทฤษฎีเหล่านั้นได้เข้าถึงธรรม  คือ  ความจริงในกฎธรรมชาติหรือไม่  ยิ่งไปกว่านั้น  เมื่อระบบต่าง ๆ ในสังคมเดียวกันตั้งอยู่บนฐานของทฤษฎีคนละอย่างก็จะสามารถก่อให้เกิดความขัดแย้งกันไปได้  เช่น  ระบบเศรษฐกิจไปทางหนึ่ง  ระบบการเมืองไปทางหนึ่ง  ส่วนระบบการศึกษาก็ไปอีกทางหนึ่ง  โดยไม่คำนึงถึงพื้นฐานของโครงสร้างทางความคิด  ขนบธรรมเนียม  ประเพณีของอารยธรรมของมนุษย์เหล่านั้นไม่

                หากเมื่อพิจารณาแล้วว่า  ระบบโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศทางโลกตะวันตกมีรูปแบบที่ดี  ระบบการศึกษาที่ดี  แม้กระทั่งการมีระบบกฎหมายของประเทศทางตะวันตกที่ดี  คนเคารพกฎเกณฑ์และกติกาของบ้านเมือง  หรือรูปแบบใดก็แล้วแต่ที่ผู้มีอำนาจเห็นว่าดี  ก็จะลอกเลียนแบบมาบัญญัติไว้เป็นของตนและยัดเยียดเพื่อบังคับใช้เอากับราษฎรของตน  อย่างนี้  ถือว่าเป็นการสร้างกฎสมมติที่พิจารณาความจริงจากธรรมชาติของมนุษย์อย่างแท้จริงหรือไม่  เมื่อระบบเศรษฐกิจกับระบบการปกครองมาจากฐานแห่งทฤษฎีคนละฐานแล้วจับมาประสานกันความขัดแย้งย่อมเกิดมีขึ้น

                กฎหมายจึงไม่ใช่เป็นเพียงระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของมนุษย์หรือความประพฤติเท่านั้น  แต่เป็นเครื่องกำหนดการจัดวางระบบและกำหนดกิจการต่าง ๆ ของสังคมว่าจะทำอย่างไรกันด้วย  วินัยจึงไม่ใช่เป็นเพียงระเบียบความประพฤติของคนเท่านั้น  แต่หมายถึง  ระบบการจัดสรรสังคมทั้งหมดแห่งการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ ((พระธรรมปิฎก, 2543, หน้า 35)

                พระธรรมปิฎก (2543, หน้า 37)  กล่าวว่า  โลกยุคที่ผ่านมา  เป็นโลกที่มีอารยธรรมบนฐานความคิดแบบแบ่งซอยแยกส่วน  ทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการแบบชำนาญพิเศษเฉพาะทาง  การพัฒนาทั่วโลกก็อยู่ในขั้นของการเน้นความเจริญเติบโตขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจ  การปกครองและกฎหมายต่าง ๆ ก็หันไปใส่ใจกับด้านเศรษฐกิจนี้มาก  จะเห็นได้ว่า  กฎหมายที่เกี่ยวกับเรื่องราวและกิจกรรมด้านเศรษฐกิจจึงมีมากมายเป็นพิเศษ  แต่มาบัดนี้  โลกได้ตระหนักแล้วว่า  การพัฒนาที่มุ่งวัตถุเน้นเศรษฐกิจเป็นตัวเด่นนี้ได้เกิดการเสียดุล  เป็นความผิดพลาด  ไม่ยั่งยืน  จะต้องเปลี่ยนแปลงใหม่  ซึ่งถึงเวลาแล้วที่นิติศาสตร์จะต้องก้าวใหญ่อีกขั้นหนึ่งเพื่อไปสู่ขั้นของการกำหนดจัดวางระบบชีวิตและสังคมที่กว้างขวางครอบคลุมโยงประสานเกื้อหนุนกันเป็นระบบอันหนึ่งอันเดียว  บนฐานแห่งปัญญาที่รู้ความจริงอย่างทั่วตลอดรอบด้าน  ซึ่งจะทำให้ระบบแห่งกฎสมมติของมนุษย์  ประสานสอดคล้องถูกต้องและได้ผลจริงตามระบบแห่งกฎธรรมชาติอันจริงแท้ที่เป็นฐานอยู่อย่างแท้จริง 

ในสังคมหลายยุคหลายสมัย  ผู้มีอำนาจปกครองประเทศหรือสังคมนั้น ๆ เป็นผู้ตรากฎหมายออกมา

ควบคุมให้ประชาชนประพฤติปฏิบัติตาม  แต่การปฏิบัติเช่นนั้นบางทีก็จัดได้ว่าเป็นการแก้ปัญหาชั่วคราวพอให้ได้ผลที่จะให้สังคมมีความสงบเรียบร้อยไว้ก่อน  กฎหมายที่สมบูรณ์ตามความมุ่งหมายต้องการปัญญาพิเศษที่หยั่งรู้ความจริงแห่งเหตุปัจจัยทุกอย่างที่เกี่ยวข้องโยงมาสู่การจัดตั้งวางระเบียบระบบสำหรับชีวิตและสังคมอย่างประสานสอดคล้อง  ถ้าไม่มีผู้ปกครองที่มีปัญญาพิเศษเช่นนั้น  ก็อาจต้องมีแหล่งปัญญาพิเศษดังกล่าวที่จะมาตรากฎหมายให้ผู้ปกครองบริหารกิจการไปตามนั้นอีกชั้นหนึ่ง

กล่าวโดยสรุป  กิจทางปัญญาอันยิ่งใหญ่ที่นักนิติศาสตร์จะต้องทำให้ได้มีสองอย่างคือ

1.  รู้เข้าใจหยั่งทราบถึงจุดหมายที่แท้จริงตามกฎธรรมชาติที่อยู่เบื้องหลังระบบแห่งสมมติทั้งหมดของมนุษย์

2.  จัดตั้งวินัยหรือกฎหมายที่มีขอบข่ายครอบคลุมที่จะประสานระบบสมมติของมนุษย์ทุกอย่างเข้าเป็นระบบใหญ่อันหนึ่งอันเดียวที่โยงถึงกันทั่วทั้งหมด  ซึ่งสอดคล้องกับระบบความสัมพันธ์อันหนึ่งอันเดียวของธรรมชาติ

4.  ปัญหาการขาดผู้จะทำหน้าที่ตรากฎหมายหรือบัญญัติกฎหมายเพื่อสร้างระบบตามหลักการแห่งธรรม

เมื่อได้ความดังนี้  ปัญหามีว่า  แล้วจะหาผู้มีอำนาจหรือผู้มีหน้าที่บัญญัติกฎหมายที่เข้าถึงจุดหมายที่แท้จริงของกฎหมายตามกฎธรรมชาติได้ที่ไหน?  ปัญหาดังกล่าวเป็นสิ่งที่งมเข็มในมหาสมุทรเป็นอย่างยิ่ง  เพราะคนดีที่เข้าถึงหลักการของธรรมชาตินั้น  ไม่มีการบ่มเพาะไว้ 

                คนไทยเป็นบุคคลที่มีความสามารถ  มีความเก่ง  หากมีการตั้งใจที่จะทำอะไรก็สามารถทำได้  เรามีกระทรวงกีฬาซึ่งทำหน้าที่ผลิตนักกีฬา  สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย  มีการบ่มเพาะและคัดเลือกตั้งแต่เด็กและเมื่อมาถึงปัจจุบันนี้  โดยจัดให้มีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา  ตลอดจนมีการก่อสร้างโรงเรียนกีฬาขึ้น  ทำให้ประเทศไทยมีแหล่งบ่มเพาะนักกีฬาที่มีประสิทธิภาพตั้งแต่เด็ก  ทำให้มีผลิตผลกล่าวคือ  ประเทศไทยได้ฉลองชัยชนะแห่งผลผลิตที่ได้หว่านเพาะไว้  นั่นหมายความว่า  นักกีฬาของไทยได้เหรียญทองโอลิมปิค  ได้เหรียญเหรียญ  และอื่น ๆ ตามความสามารถ  แต่เหตุใด  การบ่มเพาะคนดีของสังคมที่จะมาทำหน้าที่บริหารประเทศไทยจึงไม่มีการเพาะเลี้ยงหรือบ่มเพาะไว้เล่า ? 

                มีการกล่าวกันว่า  การเมืองไทยในปัจจุบันสร้างปัญหาให้กับประเทศชาติ  มีการทุจริตคอรัปชั่น  แต่เหตุใด  ผ่านมาตั้งเจ็ดสิบหกปีแล้ว  จึงไม่มีผลผลิตของนักการเมืองในอุดมคติที่มีความรู้ความสามารถ  มีคุณธรรมจริยธรรมตามที่มีการกล่าวขวัญถึง  แต่กลับมีการถามหาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  เหตุใดไม่มีผลผลิตของบุคคลเหล่านี้เชียวหรือ?  สาเหตุเพราะอะไร?

                ผู้เขียนคิดว่า  การศึกษาของไทยเน้นการผลิตนักศึกษาออกมาเพื่อทำงาน  เพื่อหาเงิน  แต่ไม่ได้สร้างทรัพยากรบุคคลเพื่อพัฒนาประเทศชาติโดยมีเป้าหมายที่สร้างคนที่มีคุณค่าในตัวเอง  เพื่อมาพัฒนาประเทศชาติ  และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม  แต่การศึกษาสร้างคนมาเพื่อตนเอง  เพื่อการงานที่สบาย  การเงินที่ดี  ความเป็นอยู่ที่ดี  บ้านสวย  รวยทรัพย์สิน  หาได้มีการสร้างคนเพื่อให้มีคุณค่าของความเป็นคนไม่ ?

กระบวนการผลิตนักเรียนของครูบาอาจารย์คือ  การสร้างบุคคลเพียงครึ่งหนึ่งของความรู้ที่ตนเองมี

อยู่  สำหรับอีกส่วนครึ่งหนึ่งที่เหลือไปเรียนพิเศษกับคุณครูที่บ้านหรือสถานที่ที่มีการจัดสอนพิเศษไว้  สร้างรายได้เสริมให้กับคุณครูผู้ที่ทำหน้าที่ผลิตนักเรียน  นักศึกษา  อันเป็นทรัพยากรบุคคลในอนาคตของคนไทย  แล้วทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่าในโลกของธรรมชาติ  ที่สามารถเข้าถึงความรู้  ความเข้าใจ  ในธรรมชาติ  และกระบวนการมีคุณค่าในตนเองจะเกิดขึ้นได้อย่างไร 

                การที่ชาวนาและชาวสวนได้ทำการเพาะปลูกต้นไม้และสร้างรายได้ให้กับชาวนาและชาวสวนได้อย่างเป็นกอบเป็นกำเพราะผลผลิตของเขาเหล่านั้นเจริญงอกงาม  ทำให้เขามีรายได้จากผลผลิตของเขา  ทั้งนี้  เนื่องจากเขาเหล่านั้น  เข้าใจธรรมชาติของต้นไม้หรือต้นกล้าที่เขาได้เพาะชำหรือปลูกไว้ต่างหาก  แต่กระบวนการผลิตนักเรียน  นักศึกษาของประเทศไทยของผู้ที่ทำหน้าที่ผลิตและวางแผนการผลิตได้เข้าใจถึงธรรมชาติของทรัพยากรมนุษย์ที่เขาจะทำการผลิตหรือไม่ ?

                ดังนั้น  การออกกฎระเบียบหรือกฎหมายหลายฉบับมาบังคับให้ราษฎรประพฤติปฏิบัติตามเพื่อให้เกิดความสงบสุขของสังคมจะเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกจุดหรือไม่ ?

เมื่อคนขาดการศึกษาที่ถูกต้อง  ไม่ได้พัฒนาตน  เขาไม่เข้าใจความหมาย  ไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของกฎหมาย  และไม่พร้อมที่จะปฏิบัติ  เมื่อคนไม่ปฏิบัติตามข้อหมายรู้นั้น  ก็ต้องมีการบัญญัติข้อกฎหมายในลักษณะที่เป็นข้อบังคับ  ที่มีการกำหนดความผิดและการลงโทษเพิ่มขึ้น ๆ จนในที่สุดจะกลายเป็นว่า  ยิ่งมีการบัญญัติข้อกฎหมายมาก  ชีวิตและสังคมกลับยิ่งเสื่อมโทรม  และในกรณีเช่นนี้  การมีกฎหมายในความหมายว่า  เป็นข้อบังคับมาก  กลับกลายเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความเสื่อมโทรมแห่งชีวิตและสังคม

เพราะฉะนั้น  ในสังคมที่คนมีการศึกษาถูกต้อง  พัฒนาตนดีแล้ว  ก็จะมีกฎหมายแต่เพียงที่เป็นข้อหมายรู้  ไม่ต้องเลยไปเป็นข้อบังคับ  และตรงข้ามในสังคมที่ไม่พัฒนา  คนขาดการศึกษา  หรือเมื่อการศึกษาเสื่อมลง  กฎหมายที่มีความหมายเป็นข้อบังคับก็จะเพิ่มมากขึ้น ๆ โดยที่แม้จะจำเป็นเพื่อกันไม่ให้เสื่อมโทรมลงไปอีก ๆ แต่ก็ไม่ช่วยให้ชีวิตและสังคมดีงามขึ้นได้เลย  อย่างน้อย  ยิ่งมีข้อบัญญัติมาก  หลักการที่เป็นสาระกลับยิ่งเลือนรางจางหาย  ดังนั้น  การศึกษาที่แท้ในความหมายของการพัฒนาคนอย่างถูกต้อง  จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งและสัมพันธ์กับวินัย  ไม่ว่าจะเป็นในความหมายที่เป็นกฎหมาย  เป็นระบบที่จัดตั้ง  หรือเป็นการปกครองก็ตาม  ทั้งในแง่ที่ว่าจะต้องมีการพัฒนาคนอย่างถูกต้อง  เพื่อให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง (พระธรรมปิฎก, 2543, หน้า 88-89)

สำหรับผู้เขียนมีความเห็นว่า  การพัฒนาระบบกฎหมายทั้งในวิธีสารบัญญัติ  วิธีสบัญญัติ  ทั้งในระบบกฎหมายมหาชน  กฎหมายเอกชน  สามารถพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้จริงหรือ  ในบางครั้ง  กฎหมายเองก็เป็นเครื่องมือในการประสานผลประโยชน์ระหว่างผู้มีอำนาจหน้าที่ในการปกครองประเทศ  หรือเป็นการสร้างอิทธิพลเพื่อให้พวกตนเข้ามามีอำนาจหน้าที่  หรือเป็นเค