สืบเนื่องจากการเข้าร่วมประชุมสรุปผลการวิจัยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับโลก ที่จัดโดยหน่วยงานให้ทุนวิจัยอย่างท้าทายเพื่อการใช้น้ำผลิตอาหาร (Challenge Program Water for Food-CPWF)
การประชุมดังกล่าวเป็นการสรุปข้อมูลบทเรียน หลังจากทำงานผ่านไปแล้ว ๕ ปี (ตั้งแต่ปี ๒๕๔๖-๒๕๕๑) เพื่อการวางแผนงานวิจัยและพัฒนาในระยะ ๕ ปีข้างหน้า ที่เมืองแอดดิส อะบาบา ประเทศเอธิโอเปีย ระหว่างวันที่ ๘-๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๑
ซึ่งผมพบว่า กระบวนทัศน์ในการทำงานของหน่วยงานนี้ ได้เปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก โดยเริ่มจาก กระบวนทัศน์เมื่อ ๕ ปีที่แล้วว่า “น้ำเพื่อทุกคน (Water for all)
ที่เน้นการสร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงทรัพยากรน้ำเป็นหลัก ซึ่งมีแผนงานวิจัยมากมายที่พยายามทำให้สถานการณ์การใช้ทรัพยากรน้ำในประเทศต่างๆ มีการกระจายผลประโยชน์มากขึ้น
ในการนี้ ผมได้รับอนุมัติให้ดำเนินกิจกรรมงานวิจัยภายใต้โครงการ การจัดการน้ำแบบหลากหลายวัตถุประสงค์ในประเทศไทย ในฐานะตัวแทนของลุ่มน้ำโขง ซึ่งผมได้นำข้อมูลดังกล่าวไปเสนอในการประชุมครั้งนี้ ด้วย
ก่อนหน้านี้ ประมาณ ๑-๒ ปี ได้มีการประเมินก่อนเริ่มโครงการเป็นระยะๆ พบว่า ประเด็นที่เป็นขีดจำกัดสำคัญก็คือ การจัดการน้ำเฉพาะด้าน (single uses) ทำให้เมื่อต้องใช้น้ำด้านอื่นๆ ตามความจำเป็นของชีวิต จะต้องมีการลงทุนซ้ำซ้อนในเรื่องอื่นๆที่ยังขาดอยู่ ในพื้นที่เดิม และต้องสร้างโครงการใหม่ๆ ขึ้นมาอีก ที่เป็นความสิ้นเปลืองมากกว่า การดำเนินการในครั้งเดียวกัน
และหวังว่า งานที่ทำงานวิจัยภายใต้แผนงานวิจัยนี้ ซึ่งกลายเป็นข้อสรุปที่สำคัญ ว่า ถ้าจะจัดการน้ำให้ได้อย่างทั่วถึงนั้น แท้ที่จริงแล้วก็คือการจัดการน้ำแบบหลายวัตถุประสงค์ ในทุกระดับของการใช้น้ำ นั่นเอง
โดยเฉพาะ การจัดการน้ำหลายวัตถุประสงค์ดังกล่าวนั้น ได้เน้น
· การกระจายประเภทของการใช้น้ำในระดับลุ่มน้ำ
· การกระจายลักษณะกิจกรรมของการใช้น้ำในระดับชุมชน และ
· การใช้น้ำเพื่อชีวิตในระดับปัจเจกและระดับครัวเรือน
ซึ่งทำให้เกิดความหลากหลายทั้งในระดับลุ่มน้ำ กิจการต่างๆ ระดับชุมชน และระดับครัวเรือน
และ สามารถตอบสนองความต้องการของคนทั่วไปได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกรณีศึกษาที่ผมไปนำเสนอครั้งนี้ ก็คือ
การจัดการน้ำเพื่อเศรษฐกิจพอเพียง
ที่ครอบคลุมกิจกรรมทุกด้าน ตั้งแต่ น้ำดื่ม น้ำใช้ในครัวเรือน น้ำเพื่อการเลี้ยงสัตว์ สวนครัว น้ำเพื่อการเกษตร น้ำเพื่อบุญประเพณี น้ำเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และ อื่นๆ
จากกิจกรรมดังกล่าว ทำให้หน่วยงานที่สนับสนุนการวิจัย โดยเฉพาะ CPWF ได้เห็นภาพชัดเจนว่า
ถ้าจะมีการจัดการน้ำเพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์อย่างเสมอภาคกันนั้น ต้องเริ่มจากการตอบสนองการใช้น้ำของแต่ละกลุ่ม แต่ละกิจกรรมได้อย่างครอบคลุม
นั่นก็คือ การใช้น้ำแบบหลากหลายวัตถุประสงค์ นั่นเอง
เพราะ การจัดการน้ำที่สามารถตอบสนองความต้องการของประชากรในชุมชนได้นั้น ต้องมีการบริหารจัดการที่เข้าใจพื้นฐาน ความต้องการ ของแต่ละฝ่าย และสร้างความสมดุลของการใช้น้ำในทุกระดับ ซึ่งในที่สุดกลายเป็นกรอบแนวคิดของการประชุมครั้งนี้ อย่างไม่น่าเชื่อ!
จากการสอบถามผู้บริหารระดับสูง ของหน่วยงานให้ทุน ผมได้รับข้อมูลว่า การจัดการน้ำแบบหลากหลายวัตถุประสงค์นั้น เป็นวิถีทางที่ดีที่สุดที่ทำให้ทุกคนได้รับประโยชน์ (ที่แตกต่างกัน) แต่ “พอ” เหมือนกัน ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้น้ำเท่าเทียมกัน
ดังนั้น ความเท่าเทียมจึงไม่ใช่ปริมาณน้ำเท่ากัน แต่เป็นความพอเพียงใกล้เคียงกัน ซึ่งคล้ายกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของประเทศไทย ที่ทุกคนไม่จำเป็นต้องมีเท่ากัน แต่ก็มีความพอเพียงเหมือนกัน
ดังนั้น จึงไม่เป็นที่น่าประหลาดใจ ว่า การประชุมครั้งนี้ มีคำว่า “การจัดการน้ำหลากหลายวัตถุประสงค์” ในทุกกลุ่มของการประชุม เช่น
· การจัดการต้นน้ำแบบหลากหลายวัตถุประสงค์
· การจัดการอ่างเก็บน้ำแบบหลากหลายวัตถุประสงค์
· การจัดการน้ำเพื่อการเลี้ยงปลาแบบหลากหลายวัตถุประสงค์
· การจัดการน้ำเพื่อการเลี้ยงสัตว์ หรือ
· กิจกรรมเกษตรอื่น ๆ ที่ตอบสนองความต้องการในระดับครัวเรือนได้เป็นอย่างดี
ฉะนั้น งานที่ผมนำเสนอนี้ จึงอยู่ในกรอบของการประชุมระดับโลกครั้งนี้อย่างเป็นธรรมชาติ เพราะผมนำเสนอในหัวข้อ “การจัดการน้ำแบบหลากหลายวัตถุประสงค์เพื่อระบบเศรษฐกิจพอเพียง”
และค่อนข้างจะโชคดีมากๆ ที่ทางทีมประเมินของแผนงานวิจัยทั้งหมด พิจารณาเห็นว่า โครงการที่ผมทำอยู่ในขณะนี้ควรได้รับการสนับสนุนให้ดำเนินการต่อใน ๕ ปีข้างหน้า ซึ่งเนื่องมาจากแผนงานที่ผมทำอยู่สอดคล้องกับกระบวนทัศน์ของหน่วยงานให้ทุนพอดี
หรืออีกนัยหนึ่ง ผมได้ทำงานล่วงหน้าไปรอกลุ่มงานที่จะตามไปทีหลัง
โดยสรุปแล้ว กระบวนทัศน์ของการวิจัยเรื่องน้ำในระดับโลก ก็คือ การจัดการน้ำแบบหลากหลายวัตถุประสงค์ นั่นเอง
ใครสนใจจะเสนอโครงการในมุมของท่าน กรุณาเตรียมตัวหาทีม ทำร่างแนวคิด (concept note) ได้เลยครับ เขาจะเริ่มประกาศประมาณต้นปีหน้า (พ.ศ.๒๕๕๒) และอนุมัติโครงการภายในปลายปีเดียวกัน
สำหรับเงื่อนไขของกระบวนทัศน์ในการเสนอขอทุนวิจัย ที่สำคัญหลัก ก็คือ
1. จะต้องมีหน่วยงานที่เป็นศูนย์วิจัยนานาชาติร่วมอยู่ด้วยอย่างน้อย ๑ ศูนย์ เช่น สถาบันวิจัยน้ำนานาชาติ (IWMI) หรือ สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI) หรือสถาบันวิจัยปศุสัตว์นานาชาติ (ILRI) เป็นต้น
2. โดยทำงานร่วมกันในระดับหน่วยงาน เฉพาะในลุ่มน้ำนานาชาติ ในหนึ่งหรือหลายลุ่มน้ำ เช่น แม่โขง คงคา สินธุ ไนล์ โวลต้า คาร์เกะ เป็นต้น
3. ทำงานในลักษณะเชื่อมโยงหลายสาขาวิชาการ (Trans-displinary) ที่เป็นกระบวนทัศน์ใหม่ต่อจากสหสาขาวิชาการ (Inter-displinary )
4. วงเงินที่จะได้รับอนุมัติ อยู่ที่ประมาณ ๓๐-๗๐ ล้านบาทต่อโครงการต่อระยะเวลาไม่เกิน ๕ ปี
ใครสนใจ เตรียมตัวได้ครับ สำหรับข้อมูลรายละเอียด กรุณาติดตามที่ www.cpwf2.org
เรียน ดร. แสวงที่รักและนับถือ
ขอแสดงความยินดีและชื่นชมครับ แนวทางที่ holistic ย่อมดีกว่า fragmented แน่นอน
และเรื่องน้ำจะยิ่งมีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ ถ้าจัดระบบไม่ดี อาจเป็นชนวนก่อความขัดแย้ง (แย่งชิงทรัพยากร) รุนแรงในสังคมได้
การจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ได้ผลดี เป็น infrastructure ของสังคมครับ
งานของอาจารย์จะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง และต่อโลก
วิจารณ์
กราบเรียน ท่านอาจารย์หมอวิจารณ์
ขอขอบพระคุณที่ให้กำลังใจครับ
ผมก็ทำตามศักยภาพและขีดจำกัดทางการเมืองและสังคมไทยครับ
ก็ได้ไม่มากอย่างที่วางแผนไว้
แต่ก็ไม่ถึงกับขายหน้าต่างชาติเขาครับ
บางที่ผมก็ไม่อยากนำเสนอ กลัวคนจะหมั่นไส้ว่าอวดงานตัวเอง
ผมจึงเน้นการ "ช่วย" ประชาสัมพันธ์ให้กับแหล่งทุน เพื่อผลประโยชน์ของประเทศไทย
ทั้งในการการขอทุน และงานวิจัยเพื่อการพัฒนาที่ควรจะตกอยู่กับเกษตรกรผู้ยังต้องทำงานอย่างโดดเดี่ยว เดียวดาย
นักวิชาการที่ลงไปทำงานกับชุมชนส่วนใหญ่ ก็ไม่ค่อยช่วยอะไรมาก มีแต่จะนำข้อมูลมาเขียนรายงานของตัวเอง และหน่วยงาน
ผมจึงพยายามแสดงวิธีการทำงาน และทำเท่าที่ทำได้อีกนั่นแหละครับ
ขอขอบพระคุณอีกครั้งครับ
ขอมาเรียนรู้ค่ะ ขอบคุณค่ะ
เรียนท่านอาจารย์ด้วยความเคารพ
ศิษย์ตามมาเรียนรู้กับท่านอาจารย์ครับกระผม ข้อแนะนำท่านอาจารย์ได้พัฒนากระบวนการเรียนรู้ศิษย์ได้มากมายเหลือคณานับ ลูกศิษย์ตามเรียนรู้และเข้ามาอ่านบล็อคท่านอาจารย์อยู่บ่อยๆครับผม วิสัยทัศน์และการทำงานของท่านอาจารย์ยังคม อย่างที่ศิษย์ได้สัมผัสเสมอมา คิดอย่างเป็นระบบและมีฐานยืนที่ชัดเจนทางความคิดที่ผ่านการกลั่นกรองจากทั้งประสบการณ์และวิชาการเพื่อตอบโจทย์ของสังคมได้อย่างชัดเจน ศิษย์ไม่อยากจะชมท่านอาจารย์ผ่านบล็อคจนเกินไป แต่ศิษย์ยอมรับว่าศิษย์ภูมิใจมากและรู้สึกเป็นเกียรติที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตศิษย์ที่ได้เรียนรู้จากท่านอาจารย์ได้ ผ่านความลำบากบนคราบน้ำตาของชีวิตด้วยกระบวนการเรียนรู้จากท่านอาจารย์
ขอคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลกอำนวยพรให้ท่านอาจารย์มีสุขภาพแข็งแรง ทำงานในวงวิชาการที่อยู่กับความจริงบนรากฐานของวัฒนธรรม วิถีชีวิต และระบบทรัพยากรด้วยความมีประสิทธิภาพและยั่งยืนครับกระผม
นิสิต คำหล้า
สวัสดีครับคุณครูแสวง
แล้วเราจะทำยังไงกันดีกับการที่ประเทศจีนสร้างเขื่อนยักษ์ในประเทศเค้าซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำโขง เค้าก็มีข้ออ้างสารพัดที่จะสร้างแต่ที่สำคัญคือประเทศปลายน้ำของแม่น้ำโขงเช่นไทย ลาว เขมร ก็จะได้รับผลกระทบไปเต็มๆเลยเวลาเข้าสู่ช่วงหน้าแล้ง เพราะพี่เบิ้มจีนก็จะกักเก็บน้ำไว้ใช้เองทั้งการเกษตรและผลิตกระแสไฟฟ้าในประเทศของเค้า เราจะทำยังไงกันดีครับ
ครับ
สู้กันต่อไปครับ
เรียนอาจารย์ แสวง รวยสูงเนิน ผมเพิ่งมาเจอ "Web ของอาจารย์โดยบังเอิญ" ที่คุยกันเมื่อคืนนี้ ศ@28พย.51 ตรงวันเกิดพอดีแต่ผมไม่ได้จำและมิได้กังขาเท่าไรแต่ที่แย่ก็คือ27พย.51 นะซิวันเกิดแม่บ้านวันนี้ต้องไปชดเชิญให้ครอบครัว(อาจารย์โทรมาพอดี16.25น.)กำลังจะบอกไปว่าจดหมาย ท่านปราชญ์ "พิกุล"ลงนามมาแล้วผมแปลให้ฟังคร่าวๆท่านพอเข้าใจ ผลคุยได้ประมาณ 20 นาที เพราะพิจาณาดูแล้วท่านไม่ว่างเนื่องจากลงแขงปลูกข้าวกันอยู่ไม่อยากให้เขาเสียเวลาเนื่องจากญาตพี่น้องมาช่วยกันและเมื่อเสร็จแล้วก็ต้องไปช่วยผู้อื่นด้วย พอสัมผัสก็รู้ว่านี้คือวัฒนธรรมดีงามของชนบ้านนี้ยังมีความสามัคคีกันอยู่ ก็เลยบอกว่าจะไม่ขอรบกวนเวลานี้ แต่ขอทรามเวลาที่เหมาะสมท่านก็บอกว่าเดือนนี้ไม่ว่างแน่เพราะฤดูทำนา ที่บ้านนี้จะได้ข้าวหนเดียวเมื่อฝนมาปีนี้พอมี แต่เท่าที่ผมสังเกตเส้นทางบริเวณทุ่งนาที่ผ่านไปก่อนเข้าหมู่บ่านนาฝายจะมีคราบเกลือสีขาวเห็นชัดเป็นแห่งแล้งแม้แต่หญ้าก็ไม่ขึ้นงากงามได้เม็ดดินละเอียดสีเหลืองคล้ายดินทรายชายหาดและที่มีแอ่งน้ำขังก็ใสมากมไม่ค่อยมีพืชน้ำมากมายนัก(น้อยชนิด)แสดงว่าดินก็แย่มากๆเหมือนกัน(เป็นที่สงสัยว่าผลิตได้มากน้อยเท่าไรต่อไร่) แล้วเขาอยู่กันมาอย่างไรแบบนี้แน่นนอนเทคโนชาวบ้านสู้มาได้สุดยอดจริงๆได้คุยนิดหน่วยก็รู้เพิ่มอีกเกี่ยวกับการประยุกต์เงินกองทุนทางสังคม การที่รัฐสนันสนุนเงินมาให้แก้ปัญหาความจากจนเพื่นหมุนเวียนในหมู่บ้านมีกิจกรรมที่เป็นกรอบของรัฐกำหนด แต่เรื่องการ เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องที่แท้จริงที่ทุกบ้านต้องเกิดขึ้นความยากจนก็ลำบากด้วยแนวทางที่ผิดพลาดต้องใช้เงินก้อนโตหามาจัดงานให้สมเกียรติ์แต่ถ้าไม่มีเงินจะทำอย่างไร นี่เป็นคำถาม หรือโจทร์ที่ ปราชญ์"พิกุล"คิดหาทางแก้ชุมชนตนเอง ท่านว่า"คิดง่ายๆมองหาจุดออ่นโดยการมีส่วนร่วม(หลังจากที่คิดไว้ก่อนแล้วเอามาหามติประชาคม)เช่นในครัวเรือนไม่มีน้ำกินเพราะมีจุดอ่อนคือไม่หาที่เก็บน้ำไว้กินถ้าครอบครัวใหนเก็บก็จะมีกินพอไม่พอก็ดูเอามีคนกี่คน คน ในหมู่บ้านนี้จะคิดเป็น1 คนจะใช้กี่ลิตร ท่านพูดแบบภาษาชาวบ้าน(มันคือการวิเคราะห์แบบนักวิชาการที่เรียก(SWOT)นั้นเอง)การทำนาถ้าน้ำไม่ก็ปลูกข้าวไม่ได้ต้องออมน้ำออมดิน(ป้องกันดินเสีย-ให้อินทรีย์-จุลินทรีย์แก่ดิน)"การแก้สังคมอ่อนแอ
และให้เกิความสามัคีกันในชุมชนด้วยจึงคิดเงิน"กองทุนกิจสงค์เคราะห์"ก็สำเร็จคนในหมู่บ้านเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆกล่วงคือ เก็บเงินช่วยเหลือสมาชิกละ 16 บาท เมื่อสมาชิกในหมู่บ้านบ้านใดมีผู้เสียชีวิตก็จะมีเงินจัดการเรื่องการตายได้แน่นอน(คิดจากต้นทุน ที่ 30,000บาท เป็นค่าจัดการศพ แต่ละคน)สำหรับเงินใครไปช่วยงานนั้เป็นเรื่องต่างหาก และก็ยังแก้ปัญหาที่เป็นจุดออ่นอีกคือกันว่าประหมู่บ้านอาจไม่โปรงใสเมื่อเงินก้อนโต(มาก)ก็ให้แยกเก็บไว้ที่ประธานกลุ่มย่อยเป็นกรรมกลุ่มย่อย(คุ้มแต่ละหมู่บ้าน)จะเป็นผู้เก็บเงินมาให้ในว้น สวดศพ อย่างนี้เป็นต้น OK. เล่าสู่กันฟังคร่าวๆเท่าครับผม
ขอบคุณครับ
มานะ เก่งชูวงศ์
ขอบคุณครับ