สามเหตุความคลาดเคลื่อนของผลการวิจัย

ปัจจัยที่ทำให้การวิจัยขาดความเที่ยงตรง

                1.  ประวัติของกลุ่มตัวอย่าง (history)  หรือภูมิหลังของกลุ่มตัวอย่าง  ถ้ากลุ่มตัวอย่างแต่ละกลุ่มมีประวัติที่แตกต่างกันมาแต่เดิม  เมื่อดำเนินการทดลองหรือเปรียบเทียบผลความแตกต่างไม่สามารถสรุปได้อย่างแน่นอนว่าเกิดจากการกระทำของตัวแปรที่ศึกษาเพียงอย่างเดียว  ปัญหานี้แก้ไขได้โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างที่มีภูมิหลังใกล้เคียงกัน

                2.  วุฒิภาวะ (maturation) ของกลุ่มตัวอย่าง  ถ้าในการทดลองผู้วิจัยใช้เวลานานเกินไปจะมีผลทำให้ผลการวิจัยมีความคลาดเคลื่อน  ที่เป็นเช่นนี้อาจจะเนื่องมาจากวุฒิภาวะ  หรือการเปลี่ยนแปลงของสรีระของกลุ่มตัวอย่างที่เกิดขึ้นไม่เท่ากันผลการวิจัยที่ได้จึงไม่แน่ใจว่าเกิดจากตัวแปรทดลองเพียงอย่างเดียว

                3.  ทักษะในการสอบวัด (test wise)  การทดลองที่มีการสอบ 2 ครั้ง  คือ ก่อนและหลังการทดลองด้วยเครื่องมือชนิดเดียวกัน  กลุ่มตัวอย่างอาจจะเกิดความคุ้นเคย  หรือจำข้อสอบได้  หรือกลุ่มตัวอย่างรู้ว่ากำลังถูกศึกษา  การแสดงออกย่อมผิดไปจากปกติ  จึงเป็นเหตุทำให้คะแนนที่ได้จากการวัดมีความคลาดเคลื่อนได้

                4.  เครื่องมือที่ใช้วัด (instrumentation)  เครื่องมือที่ใช้วัดถ้าไม่มีความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นแล้วผลของการวัดย่อมมีความเชื่อถือได้น้อย  นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับผู้ใช้เครื่องมือ  ถ้าหากผู้ใช้เครื่องมือไม่มีความรู้ความเข้าใจในเครื่องมือนั้น ๆ แล้ว  ผลการวัดย่อมมีความคลาดเคลื่อน  ปัญหานี้แก้ไขได้โดยการทำความเข้าใจเกี่ยวกับเครื่องมือที่ใช้วัด  และถ้าหากมีการใช้ผู้ช่วยนักวิจัยในการเก็บรวบรวมข้อมูล  จะต้องชี้แจงให้ผู้ช่วยนักวิจัยเข้าใจเกี่ยวกับการใช้เครื่องมือเหล่านั้นก่อนที่จะนำไปใช้วัดจริง

                5.  การถดถอยทางสถิติ (statistical  regression) หมายถึง  การที่สมาชิกของกลุ่มตัวอย่างบางคนถดถอยเข้าไปหาลักษณะของคนส่วนใหญ่ในกลุ่ม  มักจะเกิดขึ้นกับสมาชิกที่ได้คะแนนสูงสุดหรือต่ำสุดในกลุ่ม  ถ้าสอบวัดครั้งแรกได้คะแนนสูงครั้งหลังคะแนนมักต่ำลง  ถ้าสอบครั้งแรกได้คะแนนต่ำ  ครั้งหลังมักจะสูงขึ้น  ลักษณะเช่นนี้จะทำให้ผลที่ได้มีความคลาดเคลื่อนได้

                6.  การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง (selection) เป็นความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง 2 ลักษณะ คือ 1) การเลือกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นตัวแทนที่ดีของประชากร  ซึ่งอาจจะเกิดจากการใช้เทคนิคการเลือกตัวอย่างไม่เหมาะสม 2)  การจัดแบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมไม่เหมาะสม  ทำให้ทั้ง 2 กลุ่มมีลักษณะที่ไม่เท่าเทียมกันตั้งแต่เริ่มต้นการทดลอง  ดังนั้น  ความแตกต่างที่วัดได้หลังการทดลองอาจไม่ใช่เนื่องจากการทดลองโดยตรง  วิธีแก้ไขความคลาดเคลื่อนในลักษณะที่  1 ทำได้โดยการใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างที่เหมาะสม  ส่วนความคลาดเคลื่อนในลักษณะที่ 2 แก้ไขได้โดยการสุ่ม (randomization)  เพื่อแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม

                7.  การขาดหายไปของกลุ่มตัวอย่าง (experimental  mortality)  ในระหว่างการทดลองสมาชิกหรือกลุ่มตัวอย่างบางคนไม่เข้าร่วมการทดลองหรือเข้าร่วมการทดลองไม่ครบกระบวนการ  เนื่องจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น  การเจ็บป่วย  การตาย  เป็นต้น  กรณีเช่นนี้จะเป็นผลให้คะแนนของกลุ่มสมาชิกที่ขาดหายไปคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง  วิธีการแก้ไขปัญหานี้ทำได้โดยการดึงสมาชิกในกลุ่มที่มีจำนวนมากกว่าออกมาบ้าง  ซึ่งวิธีการเลือกตัวอย่างออกกระทำโดยการสุ่ม

 

คัดจาก  การวิจัยเพื่อพัฒนาการบริหารการศึกษา โดย รศ.ดร.ศักดิ์ไทย  สุรกิจบวร