บันทึกไว้สักหน่อย :  มช. หอพักกำลังปรับปรุง โทรหาไอ้เจ้าเบิร์ด ที่ ปปส. เชียงใหม่ โทรไป มันบอกว่ากำลังประชุมอยู่นะพี่ โทรไปอีกที่ กำลังวุ่นเรื่องโดนโยกย้ายฯ (พี่เต๋า เพื่อนผมที่เรียนโท ที่ มช. ที่เป็นตำรวจก็โดนพิษการเมือง ถูกโยกย้าย ช่วงนี้ผมเลยทำรายละเอียดเกี่ยวกับหอพักที่หาให้พี่หายไประหว่างย้ายที่อยู่) สรุปไม่ได้ความเล้ย โทรถามลุงเวทย์ ลุงเวทย์ลงมาดูแลคดีความที่ พิจิตร (มีอะไรเต๋า ลุงอยู่พิจิตร จะพาลุงไปเลี้ยงที่ นครสวรรค์ เหรอ แป่ว) ลุงเลยให้เบอร์ ลุงจิ้ง (อาจารย์ที่ มช.) พอโทรไปหาลุงจิ้ง 2 ครั้ง (กำลังประชุมอยู่ครับๆ)

รุ่งขึ้นอีกวัน โทรเป็นครั้งที่ 3 ถึงจะได้คุย ลุงจิ้งว่าจะประสานเรื่องหอพักเอกชนที่อยู่ใกล้ๆ รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ สำหรับ นศพ. ให้ เย้ นศพ. ไม่ต้องไปนอนพักกับ ช่วงช่วง และ หลินฮุ่ย แล้ว เมื่อวันเสาร์ นศพ. ปี 5 จาก มศว. 2 คน มารายงานตัวที่ หอพักแพทย์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ไม่ได้ถือหนังสือราชการมายืนยันด้วย แม่บ้านเลยเกิดอาการงงๆ แต่สุดท้ายก็ได้พัก พอตอนเช้าวันจันทร์ เธอโทรขึ้นมาที่ สนง. ว่าพี่หนูอยู่ ตึกอายุรกรรมชาย 2 แล้วแต่ไม่เห็นมีอาจารย์มา Orientation มีแต่พยาบาล ก็เลยบอกว่าน้องต้องมารอที่ห้องพักแพทย์ซึ่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของตึก แล้วก็บอกให้เธอกับเพื่อนมาติดต่อเรื่องกุญแจ+คีย์การ์ด ของหอพัก+ถ่ายรูปทำประวัติ ในตอนเย็นหรือในวันพรุ่งนี้ (หมายถึงวันอังคาร)

พอวันนี้วันพุธ เธอ ก็ขึ้นมาเดินตรงดิ่งๆ มาที่โต๊ะทำงาน เรา บอกว่า มาติดต่อถ่ายรูปทำประวัติค่ะ (ตกใจนึกว่ามีสาวๆ ที่ไหนมาหาถึงที่โต๊ะทำงาน เดินตรงดิ่งๆ เข้ามาไม่ทักไม่ทายใคร แล้วรู้จักโต๊ะทำงานเราได้ยังงัย แล้วรู้ได้งัยว่าต้องมาติดต่อกับเรา หรือว่ามาติดต่อครั้งหนึ่งแล้วไม่เจอ ก็เลยมาติดต่ออีกที สรุปก็ไม่ได้คุยอะไรเพียงแต่ ชี้มือไปที่โต๊ะหน้าบอกว่าติดต่อกับ เจ้าหน้าที่ด้านหน้าเลยครับ โถ่ทีแรกนึกว่าเป็นพวกแฟนเก่ากิ๊กเก่าจะมาขอคืนดี ผิดหวังเล็กน้อย) 

สรุปเรื่อง หอพัก ไม่ได้ช่วยประสานให้ นักศึกษา เพราะคิดว่า น้องๆ ติดต่อได้แล้ว อีกอย่าง ท่านรองฯ ก็จบมาจาก มช. ก็ว่าจะช่วยประสานให้ จนแล้วจนรอด น้องก็ยังไม่ได้ที่พัก สงสัยไม่ค่อยกล้าเข้าหาผู้ใหญ่อย่างท่านรองฯ คงกลัวว่าจะเป็นการรบกวน หรือเพราะเวลาไม่ตรงกัน อย่างไรก็ดี ก็ได้ช่วยประสานเรื่องหอพักให้ น้อง นศพ. ไปบ้างแล้ว ส่วนในเรื่องรายละเอียดคงต้องให้น้อง เขาติดต่อเอง เป็นห่วงอีกอย่างก็คือ น้อง คนหนึ่ง บ่นๆ ให้ฟังว่า พี่หนูเลือก Elective ที่รามาฯ กะ มช. แล้วหนูจะมีเวลาแพ็กกระเป๋าเดินทางมั้ยเนี่ย (อ้าวน้อง ก็น้องเลือกของน้องเองนะเนี่ย พี่ไม่ใช่แฟนจะไปช่วยแพ็กกระเป๋าแทนน้องก็ไม่ได้ซะด้วย เสียใจจริงๆ คิดในใจไม่ได้พูดออกไปหรอก แป่ว)

 

ข้อคิดจากเหตุการณ์

1. ชีวิตข้าราชการที่ทำงานด้านการปกครอง หรือด้านความมั่นคง แปรผันตรงกับสถานการณ์ทางการเมือง การโยกย้าย สับเปลี่ยนอัตตรากำลัง ก็เพื่อ?

2.ชีวิตทนายความ นี่ก็ไม่ค่อยสบาย เพราะต้องเดินทาง ไปทั่วราชอาณาจักร จำได้ว่า  ณัฐวุฒิ สุทธิสงคราม ป.ม., ท.ช ผู้แต่ง นิราศนครสวรรค์ เมื่อสัก 20-30 ปีก่อน ท่านก็มีอาชีพเป็นทนายความแต่ท่านเสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 2547 (ณัฐวุฒิ สุทธิสงคราม. โคลงนิราศนครสวรรค์.กรุงเทพฯ : วัชรินทร์ การพิมพ์, 2523, 54 หน้า.)

3.การศึกษาหาความรู้ (สำหรับ นศพ.) นั้น บางครั้งก็มีเหตุให้ต้องเดินทางไกล ดังนั้นจึงควรวางแผนในเรื่องของที่พัก และควรมีการสำรองเรื่องที่พัก และการเดินทาง ไว้ให้รอบคอบ

4. สุภาษิต ที่ว่า อายครูบ่รู้วิชา อายภรรยาบ่ได้...(บุตร) หมายความว่า ผู้น้อยควรรู้จักเข้าหาผู้หลักผู้ใหญ่ (ประจบได้ แต่อย่า สอพลอ) อีกทั้งผู้น้อยนั้นควรมี สัมมาคารวะ แต่คำว่าสัมมาคารวะนี้ยังมีแง่ให้ฉุกคิด อยู่นิดหน่อยที่ว่า

สัมมา=ชอบ, ดี (ป.; ส. สมฺยกฺ)
คารวะ =คุรุ/เคารพ

คำว่า คุรุ นั้นสระอุ ในคำว่า รุ แผลงเป็น ว ดังนั้น คุรุ»คุรว ต่อมา สระอุ ในคำว่า คุ แผลงเป็น สระเอา ดังนั้น คุรว»เคารว ต่อมาเสียง ว แผลงเป็นเสียง พ ดังนั้น เคารว»เคารพ และ เคารพ สระเอา แผลงเป็น สระอา ดังนั้น เคารว»คารวะ)

ดังนั้น คำว่า สัมมาคาวะ จึงแปลว่า การเคารพในความดี ความถูกต้อง หรือแปลว่า มีความหนักแน่น (คุรุ) ในสิ่งที่ดี หรือพูดอีกอย่างก็คือ เมื่อมีความดี ก็จะมีคนเคารพ นั่นเอง

ดังนั้นการจะเป็น ผู้หลักผู้ใหญ่ จึงจะต้องมี สัมมา คือคุณความดี ให้ผู้น้อย คารวะ ผู้น้อยบางคนรู้จักเคารพคนดี  ผู้น้อยบางคนก็เลือกเคารพคนไม่ดี ผู้น้อยบางคนก็เลือกเคารพทั้งคนดีและคนไม่ดี (แต่ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ การเคารพ คนดี เรียกว่า มีสัมมาคารวะ)

แต่สำหรับในเหตุการณ์ข้างต้น นศพ. เป็นผู้มี สัมมาคารวะ แต่ทว่า ยังมีความ ขวยเขิน/เกรงใจ ต่อผู้หลักผู้ใหญ่ นั่นเอง จึงตรงกับสำนวน อายครูบ่รู้วิชา

5. เรื่องบางเรื่องไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้