จะให้ชีวิตสมรสยั่งยืนต้อง เอา เข้า ไว้

          ผมผ่านร้อนผ่านหนาวมามากพอสมควร มีเรื่องอยากเล่ามากมาย แต่การเล่าแต่เรื่องตัวเองก็คงทำให้น่าเบื่อ เอาไว้เล่าในโอกาสต่อๆไปก็แล้วกัน ผมขอจบเรื่องการปอกเปลือกที่ความรักของผมกับคุณแอ๊ด เพราะวันที่ ๒๐ พ.ย.นี้เราแต่งงานกันมาครบ ๒๘ ปีแล้วครับ ปีนี้ก็ไม่มีของขวัญวิลิศมาหราอะไร แต่เพียง DVD ที่ผมทำเองเป็นภาพของเราสองคนกับครอบครัว มีเพลงประกอบ ๔ เพลง มีกลอนที่เขียนขึ้นมาเป็นบทๆไม่สัมผัสระหว่างบทเพราะเขียนขึ้นมาประกอบภาพ อ๊ะ...ยังให้อ่านไม่ได้ต้องให้เจ้าตัวเขาอ่านก่อน อยากรู้ต้องรอพรุ่งนี้ อิอิ

        ผมกับคุณแอ๊ดรู้จักกันจากการแนะนำของเพื่อนผม พาคุณแอ๊ดไปดูผมเล่นดนตรีในงานกาชาดที่ตัวจังหวัดพังงา คุณแอ๊ดชอบเพลงแฟนฉัน ของวงชาตรี ผมก็เลยได้บรรเลงให้ฟังและได้รู้จักกันและถูกชะตาในความเรียบร้อย ตอนนั้นผมเล่นดนตรีอยู่กับวงสาธารณสุขพังงาด้วย บางทีก็ชวนพี่ๆนักดนตรีหนีไปเที่ยวตะกั่วป่า ชวนคุณแอ๊ดไปเที่ยวเต้นรำกับพี่สาวเขาสองสามคน

        รู้จักกันไม่นานเท่าไหร่ ผมเรียนจบก็ฝึกทนายที่จ.พังงา  ระหว่างนั้น ผมถูกตามตัวให้ไปเล่นดนตรีที่สวนอาหารรัดใจที่ตะกั่วป่า เพราะถึงเวลาเปิดสวนอาหารนักดนตรีเบี้ยวไม่มาตามนัด อีเลคโทนก็มาถึงแล้วไม่มีคนเล่น นักร้องก็มากันแล้ว ผมเคยเล่นออร์แกนไม่เคยเล่นอีเลคโทนก็เลยมั่วๆเอา มีรายได้วันละ ๓๕๐ บาท สมัยเมื่อปี ๒๕๒๓ ก็พอได้อยู่  อาศัยลูกมั่วที่บ้านผมขายเทปผมฟังเพลงเยอะจำอินโทรเพลงได้เยอะ ไม่ต้องดูโน้ตก็เล่นได้ แต่ให้อ่านโน้ตผมอ่านไม่ออก ฮ่าๆๆ   ฝึกทนายได้ ๖ เดือน ก็บอกลาลูกพี่ขอเปิดสำนักงานเอง ลูกพี่ก็สนับสนุนเพราะลูกพี่บอกกับพ่อว่าผมว่าความหัวไวดี เขาเอาตัวรอดได้  (เพื่อนๆที่เป็นทนายถามผมว่าผมกล้าเปิดสำนักงานเองเลยหรือเพิ่งฝึกงานได้แค่ ๖ เดือน เขาฝึกกันเป็นปีเขายังไม่กล้าเลย ผมบอกว่ามันอยู่ที่คุณคิดและคนที่คุณฝึกด้วย ลูกพี่ผมไม่ให้ผมหิ้วกระเป๋าให้ ท่านบอกว่าคุณมาฝึกทนายไม่ใช่มาฝึกเป็นผู้รับใช้ ผมซาบซึ้งท่านมาก ปัจจุบันท่านเสียชีวิตแล้ว ท่านสอนให้ผมว่าความด้วยความสามารถเพียวๆโดยไม่มีการวิ่งเต้นในกระบวนการยุติธรรมเลยแม้แต่คดีเดียว คดีโจรปล้นแพดูดแร่ของท่าน ศาลตั้งผมเป็นทนายให้จำเลย ท่านบอกว่าทำไปเหอะให้เต็มความสามารถ  ผมว่าความจนศาลยกฟ้องจำเลย ท่านยังหัวเราะและชมผมว่าเก่ง...อิอิ ถ้าเป็นลูกพี่คนอื่นผมอาจจะโดนไล่ออกจากสำนักงานก็ได้..ฮ่าๆ)

        ผมเล่นดนตรีกลางคืน พอกลางวันเปิดสำนักงานทนายความ ว่าความก๊อกๆแก๊กๆ จนที่สุดเทศบาลเปิดให้เช่าตึกสองชั้น ผมก็ไปขอเช่าเปิดสำนักงานทนายความ ขอตังค์พ่อมา ๑๘,๐๐๐ บาท เพื่อจ่ายเป็นค่าเช่าล่วงหน้า เดือนแรกพอจะจ่ายค่าเช่าก็ได้ค่าทนายมา ๓,๐๐๐ บาทพอดี ผมอ่านหนังสือมาก ผลงานจากการว่าความก็ทำท่าไปได้สวยเดือนที่สองเริ่มมีงานเข้า แต่การเป็นทนายที่ดีต้องมีคุณลักษณะ ๓ ประการ คือ ๑.มีศิลปะในการว่าความ ๒.มีความรู้ในเชิงกฎหมายแม่นยำ ๓.มีศิลปะในการเรียกค่าว่าความ  ผมมีข้อ ๑ และ ๒ แต่ขาดข้อ ๓ เพราะใจอ่อนเรียกค่าว่าความไม่ได้เพราะสงสารชาวบ้านที่เป็นทุกข์เพราะถูกคดีแล้ว ยังต้องมาเป็นทุกข์กับค่าทนายความอีก คุณแอ๊ดยังแซวผมถึงทุกวันนี้ว่าทนาย ๓,๐๐๐ อิอิ

        พองานเริ่มเข้าก็เลยต้องเลิกเล่นดนตรี ตอนนั้นก็ตัดสินใจแต่งงานกับคุณแอ๊ด แอบไปบอกแม่ว่าชอบผู้หญิงคนนี้ แม่เห็นด้วยเพราะคุณแอ๊ดเรียบร้อย แต่พ่อยังไม่อยากให้แต่งงานเพราะเห็นว่าอายุยังน้อย แค่ ๒๔-๒๕ ปีเอง แต่ผมเห็นว่าผมมีความสามารถรับผิดชอบครอบครัวได้ ผมพร้อมที่จะทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวแล้วจึงยืนยันขอแต่งงาน ซึ่งพ่อก็ไม่ได้ขัดอะไรอยากแต่งก็แต่ง ตอนนั้นยังสอบเนติ์ได้ภาคเดียว ก็เลยรับปากกับพ่อว่ายังไงผมต้องสอบเนติบัณฑิตให้ได้ภายใน ๓ ปี ผมรับปาก สัญญาเป็นสัญญา

        ก่อนแต่งงานผมเป็นนักดนตรี รู้จักผู้หญิงเยอะ ก่อนตัดสินใจแต่งงานผมถามตัวเองว่าผมจะรักเดียวใจเดียวได้หรือไม่ ผมจะเลิกเที่ยวเตร่ได้หรือไม่ ผมตอบตัวเองว่าได้ แล้วผมก็เลิกทันทีเหมือนกัน ตั้งแต่แต่งงานกับคุณแอ๊ดมาผมไม่เคยนอกใจคุณแอ๊ดเลยแม้แต่ครั้งเดียว เราไม่เคยทะเลาะกันเลย ไม่เคยลงไม้ลงมือ ไม่เคยใช้ความรุนแรงในครอบครัวเลย เพียงแต่เมื่อรู้สึกขัดใจเราก็หยุดอารมณ์ตัวเองไว้แค่นั้น ไม่ต่อความยาวสาวความยืดเรื่องมันก็จะจบ

        ตอนจะแต่งงานแม่มีเคล็ด ก็คือผมซื้อหัวแหวน(ผมซื้อเพชรรัสเซีย อิอิ น่าอายไหมครับ) แม่ให้คุณแอ๊ดเอาแหวนส่วนตัวมา แล้วแม่เอาไปให้ร้านทองทำแหวนขึ้นมาใหม่โดยใช้ทองของคุณแอ๊ดและใช้หัวแหวนของผมประกอบเป็นแหวนหมั้น แม่คุณแอ๊ดก็ไม่เรียกร้องค่าสินสอดทองหมั้นเลย เราใช้สำนักงานทนายความเป็นเรือนหอแต่งงานแล้วเราไปฮันนีมูนที่เชียงใหม่   ผมเพิ่งซื้อแหวนเพชรแท้ให้คุณแอ๊ดเมื่อไม่นานมานี้หลังจากเก็บเงินมานานมาก แต่ได้เปลี่ยนเป็นจี้เพชรตามที่คุณแอ๊ดชอบ(ซึ่งผมก็ต้องจ่ายเพิ่มอีกนิดหน่อย อิอิ)

        แต่งได้ไม่นานคุณแอ๊ดไปซ้อมเตะฟุตบอลของโรงพยาบาล ปรากฏว่าอาเจียนเพราะท้อง คุณแอ๊ดแพ้ท้องจนกระทั่งถึงวันคลอด วีรกรรมของเรามีมากกว่านั้นใกล้ถึงกำหนดคลอด ผมต้องไปว่าความที่สุราษฎร์และที่สงขลา คุณแอ๊ดทำท่าจะร้องไห้เพราะกลัวว่าจะคลอดตอนที่ผมไม่อยู่  ผมก็เลยถามว่าจะไปด้วยกันไหม  คุณแอ๊ดบอกว่าไป ของที่เตรียมพร้อมสำหรับลูกก็เตรียมไว้สำหรับไปโรงพยาบาลก็ขนขึ้นรถแทน จดเบอร์โทรศัพท์หมอ-พยาบาลที่รู้จักตามรายทาง ที่เราไม่รู้จักแต่รู้จักพี่ๆพยาบาลในโรงพยาบาลตะกั่วป่าก็มีหลายคนจดเบอร์ไว้ อ้อ ลืมบอกไปคุณแอ๊ดอยู่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ที่โรงพยาบาลจึงรู้จักหมอและพยาบาลพอสมควร ผมขับรถไปว่าความทั้งสองแห่ง ขากลับมาแวะพักบ้านญาติที่จังหวัดตรัง คุณแอ๊ดก็ไม่ยอมเจ็บท้องคลอด จนกระทั่งกลับมาถึงตะกั่วป่านอนได้ ๑ คืนก็มีอาการปวดท้องคลอดไปคลอดที่โรงพยาบาลตะกั่วป่า แต่ก็ใช้เวลา ๑ วันกับอีก ๑ คืน

        เรากลับมาโดนผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายเฉ่งเอาว่าอุตริ แต่ผมก็มีการเตรียมพร้อม ศึกษาตำราว่าเวลาคลอดเขาทำอย่างไรเผื่อว่าไปโรงพยาบาลไม่ทันเราจะทำอย่างไร ซื้อหนังสือมาอ่านว่าการเลี้ยงลูก การดูแลแม่ก่อนคลอดทำอย่างไร หลังคลอดทำอย่างไร การให้กำลังใจระหว่างกันมีผลอย่างไร ผมถือว่าผมพร้อมในสิ่งเหล่านี้

        เรามีลูกด้วยกันสองคน คนที่สองเป็นลูกสาวสมใจ เราโชคดีที่ลูกทั้งสองไม่เกเร ออกนอกลู่นอกทาง เรียนไม่ถึงกับเก่งแต่เอาตัวรอดได้ ตำราเกี่ยวกับการเลี้ยงลูก การสังเกตอาการลูก เฝ้าดูว่าเวลาลูกร้องเท้าเขาจิกไหม ถ้าเท้าจิกแสดงว่าปวดท้อง เป็นต้น การชงนม เปลี่ยนผ้าอ้อม อาบน้ำให้ลูก ผมทำเองนะขอรับ  และผมก็บันทึกถึงลูกชายและลูกสาวคนละเล่ม เล่าเรื่องของเขาในช่วง ๑-๗ ปีแรก ว่าพ่อกับแม่ทำอะไรให้กับเขาบ้าง เขาพูดครั้งแรกด้วยคำอะไร คลานเมื่อไหร่ เดินมื่อไหร่  เพื่อปรามเขาก่อนที่จะพูดคำว่า พ่อแม่ไม่รัก

ลูกชายไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่อเมริกา ๑ ปี กลับมาสอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่ มอ.ได้ ลูกสาวไม่ได้เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน แต่พอมาทำงานแสดงศักยภาพให้เจ้านายเห็นถูกส่งไปปฏิบัติงานที่มัลดีฟส์ และเมื่อกลับมาทำงานต่ออยู่พักหนึ่งอยากไปเรียนต่อปริญญาโทที่สวิสเซอร์แลนด์ ไปเรียนภาควิชาการอยู่ ๖ เดือน กลับมาทำวิทยานิพนธ์ต่อที่เมืองไทยเพื่อลดค่าใช้จ่ายเพราะพ่อมันไม่มีตังค์ อิอิเมื่อกลับมาได้รับการโปรโมทขึ้นตำแหน่งสูงขึ้น เมื่อวานยิ้มแฉ่งมาบอกว่าผ่านโปรแล้ว และกำลังจะมีข่าวดีว่าอาจได้เลื่อนชั้นอีกเพราะจะมีตำแหน่งว่าง

        ตอนนี้มีความสุขกับการครบรอบแต่งงานปีที่ ๒๘ จึงขอปอกเปลือกไว้แค่นี้ ส่วนเรื่องการทำงานไว้มีอารมณ์สนุกๆและมีคนอยากตามอ่าน ค่อยเล่าทีหลังก็แล้วกันนะ..อิอิ ให้อ่านเรื่องราวน่าอิจฉาของเราไปก่อนแล้วกัน ถ้าอยากมีความสุขอย่างเรา ให้รู้จัก ยอม ก็แล้วกัน เอิ้กๆๆ อีกนิดหนึ่งพอย่างเข้าสู่วัยทองเราก็ต้องศึกษาซึ่งกันและกัน ผมเตรียมใจรับรู้ว่าบางทีคุณแอ๊ดอาจจะหงุดหงิด อาจจะอารมณ์เสีย เพราะเลือดจะไปลมจะมา อย่าไปโกรธอย่าไปรำคาญ นิ่งเสีย เรายอมทุกอย่างก็จบ  ผมไม่ได้กลัวเมียนะขอบอก...

        เคล็ดลับการครองชีวิตคู่นะเหรอ อยู่ที่ เอา เข้า ไว้ แฮ่ะ คิดตื้นๆแล้วกันนะ อย่าคิดลึก....เอาใจ เข้าใจ และไว้ใจ  เข้าใจบ่.....

ถอดบทเรียนชีวิต

        ๑.งานฉลองแต่งงานต่อให้หรูหราขนาดไหน จะมีแหวนเพชรแท้เม็ดใหญ่ขนาดไหน หากไม่เข้าใจชีวิตคู่ไม่รู้จักประคับประคองกัน ไม่รู้จักให้เกียรติ ให้อภัยกัน ยากที่จะอยู่กันอย่างยั่งยืน

        ๒.ปรัชญาของการมีชีวิตคู่อยู่อย่างยั่งยืนก็คือ ยอม และต้องรู้จักด้วยว่าเวลาใดฝ่ายใดควรยอม(ลิ้นกับฟันกระทบกันเป็นเรื่องธรรมดา แต่ต้องยอมเป็นลิ้นบ้าง)

        ๓.คนเป็นพ่อแม่ก็ควรศึกษาการเลี้ยงลูกร่วมกัน

        ๔.ชีวิตคู่จะอยู่กันอย่างถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร ก็เพราะ เอา เข้า ไว้ บวกกับใจ เป็น เอาใจ เข้าใจ ไว้ใจ ทุกอย่างก็จบ

        ๕.หากคิดจะแต่งงานมีครอบครัวให้คิดให้รอบคอบก่อนว่า เราพร้อมจะรับผิดชอบครอบครัวมากน้อยขนาดไหน เราจะคิดถึงครอบครัวก่อนตัวเองได้ไหม ถ้ายังสนุกกับการไปนั่งตามบาร์ผับก็อย่าเพิ่งคิดแต่งงาน

๖.นักกฎหมายให้ความเป็นธรรมกับครอบครัวได้ไหม ถ้าให้ไม่ได้ แสวงหาแต่ความสุขส่วนตัวโดยไม่สนใจคนที่บ้าน จะให้ชาวบ้านที่ไหนเขาเชื่อมั่นในความเป็นธรรม

ผมยังไม่ได้เล่าเรื่องการทำงาน ชีวิตที่กัดเกลือกินกันสองคนหลังไอเอ็มเอฟ เอาไว้เขียนพิมพ์ขายดีกว่ามั๊ง อิอิ วันที่ ๒๐ นี้ครบรอบแต่งงาน แต่คงเอาดีวีดีมาให้ชมไม่ได้เพราะมันยาว แค่กลอนกับรูปภาพบางส่วนมาให้ดู แต่ต้องหลังจากให้คุณแอ๊ดดูก่อน อิอิ จะลุ้นก็รอหน่อยนะ...ตาหวาน