ปีการศึกษา 2/2551 เวียนมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้เนื่องจากมีกีฬาแห่งชาติ มหาวิทยาลัยจึงได้ปรับการเรียนภาคเรียนที่ 2 ให้เปิดตั้งแต่เดือนตุลาคม 2551
และครั้งนี้ beeman ได้รับมอบหมายให้สอนวิชา 258212 ชีววิทยาของเซลล์ หรือ Cell Biology อีกครั้ง เป็นปีที่ 3 จำนวน 7 คาบ 3 ครั้ง....ในวันที่ 10, 12 และ 17 พฤศจิกายนนี้
เนื้อหาที่ได้รับมอบหมาย ในเทอมนี้ มีดังนี้
|
Membranes and organelles
|
|
Transport across cell membrane
|
|
Chloroplast structure and function
|
ปัญหาที่ beeman พบ ในแต่ละปีที่ผ่านมาสำหรับวิชาต่างๆ คือ
-
นิสิตส่วนมาก ถูกฝึกมา ให้เรียนแบบ teaching mode คือ มาเข้าห้อง Lecture แล้ว ก็จดเนื้อหาวิชาผ่าน Powerpoint เมื่อไม่ทัน ก็ขอ Powerpoint นั้นจากอาจารย์ หรือไม่อาจารย์ก็ต้องเตรียม sheet มาให้ วิธีการเรียนแบบนี้เปรียบเสมือน "สอนกินข้าว" แบบป้อนให้กิน
- ผมมาคิดว่า วิธีสอนให้กินข้าวนี้ไม่ค่อยดี สู้สอนให้ "หาข้าวกินเอง" ไม่ได้ การสอนแบบหาข้าวกินเองนี้ ก็คือ สอนแบบ Learning Mode นั่นเอง คือสอนเมื่อคุณพร้อมที่จะเรียน
- เนื่องจากความพร้อมและระยะเวลาการทำความเข้าใจของแต่ละคนไม่เท่ากัน การสอนโดย Powerpoint ในห้องนั้น ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไร
- เราจึงมีทางเลือกอีกอย่างหนึ่งคือ ให้เรียนผ่านสื่อ ICT ที่เรากำลังพยายามทำให้คุณอยู่นี่ไง ทุกคนเริ่มต้นที่เท่าๆ กัน หาเวลาไปใช้ห้องคอมพิวเตอร์ที่คณะฯ (หรือสำนักหอสมุด) หรือเครื่องส่วนตัว (ของเพื่อน ก็ได้) และสามารถ copy เนื้อหาไปไว้ ใน word เพื่ออ่านได้
- สำหรับในห้องเรียน เรามีไว้เพื่อทบทวนเนื้อหา นอกจากนั้นเราก็จะหาบทเรียนที่เรียกว่า "สอนแบบไม่สอน" มาเล่าสู่กันฟัง ในบรรยากาศสบายๆ ในห้องเรียน
- ในชั่วโมงปฏิบัติการ เราก็จะแบ่งนิสิตเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่ม ๑ มาเรียน 10-11.30 น. และกลุ่ม ๒ มาเรียน 11.30-13.00 น.
- นิสิตที่มาเรียนวิชานี้ สำหรับเทอมนี้มี 101 คน เป็น คณะวิทยาศาสตร์ เอกชีววิทยา จำนวน 87 คน และเป็น คณะศึกษาศาสตร์ หลักสูตรคู่ขนาน 14 คน
- ปัญหาของห้อง Lecture เราพบว่าคนที่อยู่ด้านหลังๆ ของห้องจะมองไม่เห็นเนื้อหาใน powerpoint ซึ่งอาจทำให้จดไม่ทัน และพลอยทำให้ไม่อยากเรียนด้วย ต้องพึ่งเนื้อหาใน Sheet ซึ่งแต่ละคนก็จะต้องไปถ่ายเอกสาร คนละหลายๆ แผ่น มีผลทำลายสิ่งแวดล้อม
- เราพยายามลดการใช้กระดาษ หรือ paperless ลง โดยให้นิสิตไปศึกษาผ่านสื่อ ICT ของใครก็ได้ โดยดูจาก Outline ที่ให้เป็นหลัก แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อชินกับระบบเดิม เรามาพบกันครึ่งทาง โดยผู้สอนเตรียมเนื้อหาให้ จะได้ลดเวลาในการเรียนรู้ลงบ้าง
- ปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือ ระบบการเรียนการสอนแบบปัจจุบัน นิสิต "เรียนเพื่อสอบ มิใช่เรียนเพื่อเอาความรู้" ซึ่งจะโทษนิสิตอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะสิ่งแวดล้อมหรือบริบท มันทำให้เป็นเช่นนี้นั่นเอง
- การกำหนดกรอบ ต่างๆ มากมาย ก็ทำให้อึดอัด บรรยากาศของการเรียนเคร่งเครียดเกินไป กระแส Teaching mode แรงกว่า Learning Mode
- วิธีจัดการเรียนการสอนของเราแบบอาจารย์ ๑ คน ต่อนิสิต ๑๐๐ นี้ นับว่าไม่ค่อย Fair เท่าไร ทำให้การจัดการเรียนการสอนที่ผ่านมาล้มเหลว
บ่นมามากพอแล้ว การบ่นอาจมีประโยชน์บ้าง แต่บ่นมากไม่ดี เพราะสมองจะคิด negative ไม่สร้างสรรค์อะไร ในเมื่อเป็นมนุษย์ อุปสรรคหรือปัญหา มีไว้ให้แก้ไข และคือบททดสอบ ที่ดีที่สุด สำหรับคนที่เป็นครูหรืออาจารย์
การคิด Positive จะดีกว่า ผมเลยออกแบบกระบวนการเรียนการสอน แบบที่นิสิตจะได้พบในห้องเรียนครับ
นิสิตลองสังเกตวงจรนี้
|
โดยปกติ ในกระบวนการเรียนการสอนแบบเดิม เรามุ่งไปที่ตัว "องค์ความรู้-Body of Knowledge" โดยไม่สนใจ "กระบวนการเรียนรู้-Process of Knowing" และมันก็จะไม่เกิด "การเรียนรู้-Learning" เลย เราจึงมีความรู้สึกว่า
"สิกขา ปรมา ทุกขา" การศึกษาเป็นทุกข์อย่างยิ่ง.... เอาไว้เรียนในห้องกันครับ
การเรียนเราต้องใช้ หลักการของอิทธิบาท ๔ (คุณเครื่องแห่งความสำเร็จ) ครับ คือ
-
ฉันทะ มีความพอใจรักใคร่ในวิชาที่เรียน (ผู้สอนมีอทธิพลด้วยเหมือกัน) หรือพยายามเสมือนว่ามีฉันทะก็ยังดี
-
วิริยะ มีความเพียรพยายามหมั่นศึกษา และเรียนให้เป็น
-
จิตตะ จิตต้องมีสมาธิพอที่จะ "จับจ่อ จดจ้อง จริงจัง ตั้งใจ" อย่างชนิดที่ใครๆ ก็สู้เราไม่ได้ เราพบว่า Capture (จับประเด็น) สำคัญกว่า Lecture (จดคำบรรยาย)
-
วิมังสา ใช้ปัญญาใคร่ครวญพิจารณา ทุกขั้นตอน ก่อน "คิด พูด ทำ" คือมี "สติ-sati" นั่นเอง
นอกจากนั้น เราต้องมี "หัวใจนักปราชญ์" ด้วย ประกอบด้วย
-
สุ-สุตะ ฟัง
-
จิ-จินตะ คิด
-
ปุ-ปุจฉา ถาม
-
ลิ-ลิขิต เขียน
ไม่ต้องอธิบายก็พอให้ใจกันอยู่แล้ว แต่คุณคิดว่า "ข้อไหนสำคัญที่สุด" ในความคิดของคุณ....อิอิ