beeman 吴联乐
นาย สมลักษณ์ (ลักษณวงศ์) วงศ์สมาโนดน์

Cell Biology : เกริ่นนำ


    ปีการศึกษา 2/2551 เวียนมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้เนื่องจากมีกีฬาแห่งชาติ มหาวิทยาลัยจึงได้ปรับการเรียนภาคเรียนที่ 2 ให้เปิดตั้งแต่เดือนตุลาคม 2551

    และครั้งนี้ beeman  ได้รับมอบหมายให้สอนวิชา 258212 ชีววิทยาของเซลล์ หรือ Cell Biology อีกครั้ง เป็นปีที่ 3 จำนวน 7 คาบ  3 ครั้ง....ในวันที่ 10, 12 และ 17 พฤศจิกายนนี้

        เนื้อหาที่ได้รับมอบหมาย ในเทอมนี้ มีดังนี้

 

Membranes and organelles

  • Basic properties of cell membrane
  • Beyond the cell membrane : extracellular matrix
  • Cell junctions
  • Organelles bounded by double-membrane envelopes : the nucleus, mitochondria and chloroplasts

Transport across cell membrane

Chloroplast structure and function


        ปัญหาที่ beeman พบ ในแต่ละปีที่ผ่านมาสำหรับวิชาต่างๆ คือ

  1. นิสิตส่วนมาก ถูกฝึกมา ให้เรียนแบบ teaching mode คือ มาเข้าห้อง Lecture แล้ว ก็จดเนื้อหาวิชาผ่าน Powerpoint เมื่อไม่ทัน ก็ขอ Powerpoint นั้นจากอาจารย์ หรือไม่อาจารย์ก็ต้องเตรียม sheet มาให้ วิธีการเรียนแบบนี้เปรียบเสมือน "สอนกินข้าว" แบบป้อนให้กิน
    • ผมมาคิดว่า วิธีสอนให้กินข้าวนี้ไม่ค่อยดี สู้สอนให้ "หาข้าวกินเอง" ไม่ได้ การสอนแบบหาข้าวกินเองนี้ ก็คือ สอนแบบ Learning Mode นั่นเอง คือสอนเมื่อคุณพร้อมที่จะเรียน
    • เนื่องจากความพร้อมและระยะเวลาการทำความเข้าใจของแต่ละคนไม่เท่ากัน การสอนโดย Powerpoint ในห้องนั้น ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไร
    • เราจึงมีทางเลือกอีกอย่างหนึ่งคือ ให้เรียนผ่านสื่อ ICT ที่เรากำลังพยายามทำให้คุณอยู่นี่ไง ทุกคนเริ่มต้นที่เท่าๆ กัน หาเวลาไปใช้ห้องคอมพิวเตอร์ที่คณะฯ (หรือสำนักหอสมุด) หรือเครื่องส่วนตัว (ของเพื่อน ก็ได้) และสามารถ copy เนื้อหาไปไว้ ใน word เพื่ออ่านได้
    • สำหรับในห้องเรียน เรามีไว้เพื่อทบทวนเนื้อหา นอกจากนั้นเราก็จะหาบทเรียนที่เรียกว่า "สอนแบบไม่สอน" มาเล่าสู่กันฟัง ในบรรยากาศสบายๆ ในห้องเรียน
    • ในชั่วโมงปฏิบัติการ เราก็จะแบ่งนิสิตเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่ม ๑ มาเรียน 10-11.30 น. และกลุ่ม ๒ มาเรียน 11.30-13.00 น.
    • นิสิตที่มาเรียนวิชานี้ สำหรับเทอมนี้มี 101 คน เป็น คณะวิทยาศาสตร์ เอกชีววิทยา จำนวน 87 คน และเป็น คณะศึกษาศาสตร์ หลักสูตรคู่ขนาน 14 คน
    • ปัญหาของห้อง Lecture เราพบว่าคนที่อยู่ด้านหลังๆ ของห้องจะมองไม่เห็นเนื้อหาใน powerpoint ซึ่งอาจทำให้จดไม่ทัน และพลอยทำให้ไม่อยากเรียนด้วย ต้องพึ่งเนื้อหาใน Sheet ซึ่งแต่ละคนก็จะต้องไปถ่ายเอกสาร คนละหลายๆ แผ่น มีผลทำลายสิ่งแวดล้อม
    • เราพยายามลดการใช้กระดาษ หรือ paperless ลง โดยให้นิสิตไปศึกษาผ่านสื่อ ICT ของใครก็ได้ โดยดูจาก Outline ที่ให้เป็นหลัก แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อชินกับระบบเดิม เรามาพบกันครึ่งทาง โดยผู้สอนเตรียมเนื้อหาให้ จะได้ลดเวลาในการเรียนรู้ลงบ้าง
  2. ปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือ ระบบการเรียนการสอนแบบปัจจุบัน นิสิต "เรียนเพื่อสอบ มิใช่เรียนเพื่อเอาความรู้" ซึ่งจะโทษนิสิตอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะสิ่งแวดล้อมหรือบริบท มันทำให้เป็นเช่นนี้นั่นเอง
  3. การกำหนดกรอบ ต่างๆ มากมาย ก็ทำให้อึดอัด บรรยากาศของการเรียนเคร่งเครียดเกินไป กระแส Teaching mode แรงกว่า Learning Mode
  4. วิธีจัดการเรียนการสอนของเราแบบอาจารย์ ๑ คน ต่อนิสิต ๑๐๐ นี้ นับว่าไม่ค่อย Fair เท่าไร ทำให้การจัดการเรียนการสอนที่ผ่านมาล้มเหลว

         บ่นมามากพอแล้ว การบ่นอาจมีประโยชน์บ้าง แต่บ่นมากไม่ดี เพราะสมองจะคิด negative ไม่สร้างสรรค์อะไร ในเมื่อเป็นมนุษย์ อุปสรรคหรือปัญหา มีไว้ให้แก้ไข และคือบททดสอบ ที่ดีที่สุด สำหรับคนที่เป็นครูหรืออาจารย์

         การคิด Positive จะดีกว่า ผมเลยออกแบบกระบวนการเรียนการสอน แบบที่นิสิตจะได้พบในห้องเรียนครับ

         นิสิตลองสังเกตวงจรนี้

วงจร Learning Mode 

          โดยปกติ ในกระบวนการเรียนการสอนแบบเดิม เรามุ่งไปที่ตัว "องค์ความรู้-Body of Knowledge" โดยไม่สนใจ "กระบวนการเรียนรู้-Process of Knowing" และมันก็จะไม่เกิด "การเรียนรู้-Learning" เลย เราจึงมีความรู้สึกว่า

          "สิกขา ปรมา ทุกขา" การศึกษาเป็นทุกข์อย่างยิ่ง.... เอาไว้เรียนในห้องกันครับ

           การเรียนเราต้องใช้ หลักการของอิทธิบาท ๔ (คุณเครื่องแห่งความสำเร็จ) ครับ คือ

  1. ฉันทะ มีความพอใจรักใคร่ในวิชาที่เรียน (ผู้สอนมีอทธิพลด้วยเหมือกัน) หรือพยายามเสมือนว่ามีฉันทะก็ยังดี
  2. วิริยะ มีความเพียรพยายามหมั่นศึกษา และเรียนให้เป็น
  3. จิตตะ จิตต้องมีสมาธิพอที่จะ "จับจ่อ จดจ้อง จริงจัง ตั้งใจ" อย่างชนิดที่ใครๆ ก็สู้เราไม่ได้  เราพบว่า Capture (จับประเด็น) สำคัญกว่า Lecture (จดคำบรรยาย)
  4. วิมังสา ใช้ปัญญาใคร่ครวญพิจารณา ทุกขั้นตอน ก่อน "คิด พูด ทำ" คือมี "สติ-sati" นั่นเอง 

           นอกจากนั้น เราต้องมี "หัวใจนักปราชญ์" ด้วย ประกอบด้วย

  1. สุ-สุตะ ฟัง
  2. จิ-จินตะ คิด
  3. ปุ-ปุจฉา ถาม
  4. ลิ-ลิขิต เขียน

          ไม่ต้องอธิบายก็พอให้ใจกันอยู่แล้ว แต่คุณคิดว่า "ข้อไหนสำคัญที่สุด" ในความคิดของคุณ....อิอิ

 

หมายเลขบันทึก: 223508เขียนเมื่อ 17 พฤศจิกายน 2008 12:00 น. ()แก้ไขเมื่อ 6 กันยายน 2013 19:52 น. ()สัญญาอนุญาต: จำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี