การพูดซ้ำ ทำซ้ำจึงไม่มีวันเชยหรือล้าสมัย ตราบใดที่เรายังไม่สามารถทำในเรื่องที่เราชื่นชมและเชื่อถือศรัทธานั้นได้

    ระยะนี้มีเรื่องน่าเขียนเยอะครับ  ไม่ว่าเรื่องควันหลงจากงานพบปะชาว Blog ที่กทม. หรือเรื่องราวจากห้องเรียนที่ผมเพิ่งเข้าสอนเป็นครั้งแรกทั้งสามหมู่เรียนในภาคเรียนนี้  และเกร็ดความรู้จากการทำงานแก้ปัญหาเรื่องต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวกับวัตถุ และบุคคล 
    แต่แล้วก็พลันต้องเปลี่ยนใจ เมื่อไปทบทวนอ่านอะไรบางอย่าง อันเป็นเรื่องเดิมๆที่ผมซาบซึ้งตรึงใจ  อ่านหรือพูดถึงครั้งใดก็ไม่เคยเบื่อ  มันน่าจะเป็นเรื่องที่หลายท่านรับรู้และประทับใจกันมาแล้ว  แต่ก็เชื่อว่าคงมีไม่น้อยเช่นกันที่ยังไม่เคยได้ยินได้ฟัง  และแม้ว่าจะป็นการอ่านซ้ำสำหรับผู้ที่รู้แล้ว  ผมว่าก็ยังมีค่า  ตราบใดที่เรื่องราวเหล่านั้นยังเป็นเพียงแค่การรับรู้ของเรา-ท่าน ไม่ได้มีการนำไปปฏิบัติจนมีผลเป็นรูปธรรมออกมา  เช่นเดียวกับการฟังธรรม  ซึ่งพระท่านก็เทศน์ก็สอนซ้ำๆอยู่ในเรื่องเดิมๆ  ว่ากันมาเป็นร้อยเป็นพันปี  เหตุผลเดียวกันก็คือ ผู้ฟังธรรมยังไม่อาจข้ามฝั่งไปยังที่ปลอดภัยได้นั่นเอง  การพูดซ้ำ ทำซ้ำจึงไม่มีวันเชยหรือล้าสมัย  ตราบใดที่เรายังไม่สามารถทำในเรื่องที่เราชื่นชมและเชื่อถือศรัทธานั้นได้

   ผมจะยังไม่เฉลยว่าเป็นเรื่องอะไร  เกี่ยวเนื่องกับบุคคลใด  แต่ใคร่ขอเชิญท่านอ่านข้อความอันเป็นคำพูดของใครคนหนึ่งข้างล่างนี้ก่อน  อ่านช้าๆ  แล้วตรึกตรอง  ทบทวน เปรียบเทียบ กับเรื่องเดิมๆ ความรู้เดิมๆที่ท่านมี เชื่อว่าจะได้ประโยชน์ไม่น้อยเลย .. เชิญครับ

" ....      ผมมีลูก ๓ คน ชาย ๒ หญิง ๑ สิ่งสำคัญที่สุด ๒ เรื่องในชีวิตของเรา คือ
๑. ต้องมีบ้าน เป็นของตัวเองให้ได้ จึงจะถือว่า ชีวิตประสบความสำเร็จ
๒. ต้องมีงานทำทุกวัน ไม่ได้จำกัดว่า ต้องเป็นงานอะไร แต่ขอให้ มีงานทำทุกวัน ชีวิตจึงจะไม่สูญเปล่า
    วิธีเดียวที่รับประกันได้ว่า ลูกมีงานทำ คือการมีที่ทำกินให้เขา และเราต้องช่วยให้เขาทำเป็น ผมคิดว่าคนชนบทจริงๆ ใครมีที่ดินทำกินแล้วจะไม่ตกงาน เว้นแต่คนขี้เกียจ ซึ่งบางคนมีที่ดินเยอะ แต่ไม่ยอมทำ ถ้าเราสั่งสอน ให้ลูกรู้จักทำมาหากิน เขาก็ไม่ตกงาน

     ผมถือว่างานที่อิสระ และมีประโยชน์ มากที่สุด คืองานเกษตรซึ่งช่วยให้เรากินอิ่มทุกวัน คนอังกฤษกินไม่อิ่มเยอะมากนะ ผมไม่อยาก ให้ลูกของผมอดอาหาร อยากให้ลูกกินอิ่มในลักษณะที่ส่งเสริมสุขภาพด้วย กินอาหาร ที่ไม่มีสารพิษ กินอาหารแบบเรียบง่ายก็ได้ แต่อิ่มทุกวัน เมื่อมีบ้าน มีงาน มีอาหาร ลูกของผม ก็จะรวยที่สุด ผมอยากให้ลูกอยู่บ้านนอก เพราะว่าสะอาด จ้างเท่าไหร่ ก็ไม่อยาก ให้ไปอยู่ ในเมืองหรอกเพราะสกปรก แออัด สำคัญที่สุดคือเรื่องของสังคม ผมไม่อยากให้ลูกไปอยู่ในเมือง เพราะว่า คนเมืองเห็นแก่ตัว วิ่งไปหาเงินอย่างเดียว แข่งขันกันเยอะ เดี๋ยวก็ฆ่ากัน ด่ากันทุกวัน ไม่สงบ อยากให้ลูกอยู่บ้านนอก เขาจะได้สิ่งที่หายากที่สุดในโลก

    คนอีสานบ้านนอกเป็นคนดีมากนะ มีน้ำใจ รู้จักช่วยเหลือคนอื่น เอื้ออาทรกัน เกื้อกูลกัน แบ่งปันกัน ไม่แข่งขันกัน ความเป็นชุมชนเป็นสิ่งที่หายากนะ ถ้าเราไปอยู่ในเมือง จะอยู่แบบ ของใครของมัน บ้านคนละหลัง ครอบครัวคนละหลัง ไม่รู้จักกัน ถ้าเราอยู่ในชุมชนเล็กๆ เราก็ช่วยเหลือกันได้ คุยกันได้ แบ่งปันกันได้ ในที่สุดเราก็จะเป็นคนมีน้ำใจได้  ลูกของผมเขาเป็นคนมีน้ำใจ เขาอาจจะไม่มีเงิน ไม่ได้เรียนหนังสือสูงๆ แต่เขาจะมี สิ่งที่ดีกว่า นั้นเยอะ คือเขาจะมีที่อยู่อาศัย มีชุมชนที่ดี ไม่มียาเสพติด ไม่มีการพนัน ไม่มีอาชญากรรม  มันน่าอยู่ ขอให้เราอยู่ในชุมชนที่เป็นแบบนั้น มันก็ดีนะ ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องเป็นห่วง ลูกก็จะเป็นคนดี ไม่ติดยา ไม่ขี้ขโมย ไม่เล่นไพ่ มีน้ำใจและรู้จักช่วยเหลือคนอื่น

Jj23mar2007lions%20241

    ลูกผมเรียน หนังสือไม่เก่ง ปีนี้เขาได้คะแนนเป็นอันดับที่ ๑๙ ในห้องของเขามีนักเรียน ๓๙ คน มันเดินสายกลาง พอดีเลย (หัวเราะ) แต่ผมไม่ได้สนใจเรื่องอันดับคะแนนหรอก ครูเขาเขียนถึงอุปนิสัยของลูกว่า เป็นคนที่มีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือคนอื่น ซึ่งผมไม่ได้สอนแบบนั้น  ฝรั่งส่วนมากจะเห็นแก่ตัว ผมเคยอยู่ ในสังคม อย่างนั้นมาก่อน มันเปลี่ยนยากครับ ผมจึงไม่ได้สอนให้ลูกเป็นคนมีน้ำใจ แต่มันเป็นที่ชุมชน เป็นวิถีชีวิต ของคนอีสาน ที่เริ่มซึมเข้าไปในกระดูกของเขา ทำให้ลูกอายุแค่ ๘ ขวบเป็นคน มีน้ำใจ ผมถือว่าสุดยอดแล้ว ผมภูมิใจในตัวของลูกมากๆ เรื่องเรียนไม่สำคัญหรอก สำคัญที่สุดนั้น เป็นความมีน้ำใจ ถ้าเขาสามารถรักษาสิ่งนี้ไว้ตลอดชีวิต ผมคิดว่า เขาคงมีความสุขแน่ ... "

     มาถึงบรรทัดนี้  คนอย่างท่าน JJ ท่าน Panda และอีกหลายๆท่าน ถึงบางอ้อไปนานแล้ว ตั้งแต่ 2-3 บรรทัดแรกของข้อความที่ยกมาด้วยซ้ำ  แล้วท่านอื่นล่ะ อยากรู้มั้ยว่าเขาเป็นใคร .. รู้แล้วอ่านซ้ำอีกก็ได้ เพราะรายละเอียดและคุณค่ามากมายรออยู่ ที่นี่ ครับ