เพื่อนพ้อง พี่น้อง หลายๆ ท่านที่ได้คุยกัน ต่างก็แสดงความเป็นห่วงในสถานการณ์การเมืองปัจจุบันของประเทศเรา และต่างอยากให้ความขัดแย้งระหว่างขั้วอำนาจต่างๆ ยุติลงเสียที
ผมลองมาวิเคราะห์ในมุมมองของผมว่า มันเกิดอะไรขึ้นนะครับ
ก่อนอื่นผมอยากให้ทำความเข้าใจ สิ่งที่เรียกว่า "คุณค่าร่วม" เสียก่อน
คุณค่าร่วม คือ แนวคิด, อุดมการณ์ ที่กลุ่มคนใดๆ พร้อมจะยอมทำตาม โดยเชื่อว่า การยึดถือและปฏิบัติตามคุณค่าร่วมนั้นๆ จะนำพาตน ครอบครัว และสังคมไปสู่ความสงบสุข
ในสังคมออสเตรเลีย เท่าที่ผมสังเกตนะครับ คุณค่าร่วมหลักๆ ของเขาคือ "กฎหมาย" ทุกคนอยู่บนพื้นฐานหลักเดียวกันเสียก่อนคือ ปฏิบัติตามกฎหมาย-เป็นที่ยอมรับของสังคม, ละเมิดกฎหมาย-ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม และต้องได้รับโทษ
คุณค่าร่วม ในลำดับขั้นรองจากนั้น คือเรื่องที่เราอยากให้ท่าทีของรัฐต่อเรื่องต่างๆ บทบาทของรัฐต่อประเด็นต่างๆ ในบ้านเมือง เป็นอย่างไร ซึ่งบทบาทนี้ ประชาชนก็รู้ล่วงหน้าก่อนการเลือกตั้ง เพราะมันก็คือนโยบายของพรรคการเมืองนั้นเอง จะเลือกพรรคที่เอนไปทางทุนนิยม หรือจะเอาพรรคที่เอนไปทางสังคมนิยม บางพรรคนิยมให้ระบบการแข่งขันเป็นไปอย่างเสรีเต็มที่ บางพรรคเห็นว่ารัฐต้องแทรกแซงระบบเศรษฐกิจบ้าง บางพรรคเห็นว่านโยบายของชาติต้องเอื้อให้บริษัทใหญ่ๆ อยู่รอด จึงจะพยุงประเทศให้รอด บางพรรคเน้นสวัสดิการให้คนชั้นกลางอยู่รอดเป็นหลัก บางพรรคเห็นว่าสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญมากๆ บางพรรคเห็นเป็นเรื่องไม้ประดับ พรรคไหนได้เสียงส่วนใหญ่ในการจัดตั้งรัฐบาล บทบาทของรัฐต่อประเด็นต่างๆ ก็จะเป็นไปตามนโยบายของพรรคนั้นๆ
จะเอนไปทางทุนนิยม หรือเอนไปทางสังคมนิยม ขึ้นกับความต้องการของคนในประเทศ
เลือกพรรคที่ชอบทุนนิยมนานๆ เข้าคนชั้นกลาง ชั้นล่างก็เบื่อ หันมาเลือกพรรคที่เอนไปทางสังคมนิยมมาเป็นรัฐบาลบ้าง พอเงินของประเทศเริ่มจะหมดไปกับรัฐสวัสดิการ พรรคที่เอียงไปทางทุนนิยมก็จะได้รับเลือกกลับมาอีก วนเวียนกันเป็นวัฏจัิกรอย่างนี้
หัวหน้าพรรคการเมือง คือคนที่จะประสาน และผลักดัน "คุณค่าร่วม"
หัวหน้าพรรคจึงเป็น "ผลผลิต" ของ "คุณค่าร่วม" หัวหน้าพรรคที่ไม่สามารถผลักดัน "คุณค่าร่วม" ให้ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ ยึดถือได้ ก็ต้องเปลี่ยนให้คนอื่นในพรรคที่ทำได้มาเป็นหัวหน้าพรรคแทน
คราวนี้หันมามองบ้านเราดูบ้างครับ
เราเคยถูกสั่งสอนมาแต่เยาว์ ว่าคุณค่าร่วมของสยามประเทศ คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
ไม่ใช่กฎหมายครับ
ผมเชื่อว่า กฎหมายไม่เคยเป็น "คุณค่าร่วม" หลัก ของบ้านเรา
หลักฐานก็คือกฎหมายแม่บท ซึ่งก็คือรัฐธรรมนูญนั้น ถูกฉีกไปฉบับแล้ว ฉบับเล่า
นอกจากนั้นการบังคับใช้กฎหมายของบ้านเราก็อยู่ในภาวะกระท่อนกระแท่นเต็มที เราต่างก็รู้กันอยู่แก่ใจว่า ในประเทศเรานั้นเราสามารถใช้เงิน อำนาจ และบารมี บิดเบือนความศักดิ์สิทธิ์ ของกฎหมายได้ในทุกๆ ลำดับขั้นของการบังคับใช้กฎหมาย เริ่มตั้งแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ไปจนถึงศาล
ที่ต่ำทรามที่สุดก็คือ การบิดเบือนและละเมิดกฎหมายของนักการเมือง ซึ่งเป็นกลุ่มคนต้นทางในการกำหนด และการสร้างกฎหมาย การเห็นสิ่งมีชีวิตประเภทนี้ออกมาแก้ตัว และให้ความเห็นโง่ๆ ออกโทรทัศน์ทุกวัน สร้างความเสื่อมศรัทธาในระบบกฎหมายต่อประเทศอย่างยิ่ง
ผมเห็นว่า ในขณะนี้ทั้งฝ่ายทักษิณ และฝ่ายพันธมิตร ได้พยายามสถาปนา "คุณค่าร่วม" สำหรับคนในชาติ เพิ่มเติมจากบริบทเดิม คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
เท่าที่ผมเข้าใจ "คุณค่าร่วม" ของพันธมิตร คือ "การเมืองใหม่" (ซึ่งก็ยังไม่ชัดเจนว่ามันคืออะไร รู้แต่ว่าเป็นอะไรที่ตรงกันข้ามกับ "ระบอบทักษิณ") ส่วนคุณค่าร่วมของกลุ่มทักษิณ คือ ทุนนิยมที่สังวาสกับประชานิยม
จากคุณค่าร่วมนี้ ทั้งสองฝั่งจึงได้มวลชนที่ชัดเจน ทักษิณได้รากหญ้า กับนายทุนชั้นสูง ส่วนพันธมิตรได้ชนชั้นกลางไป
ดังนั้นการตีตราว่า คนรากหญ้านั้นไร้การศึกษา และเลือก ส.ส.(ไทยรักไทย หรือ พลังประชาชน หรือ เพื่อไทย ในอนาคต) เพราะเขามาซื้อเสียงนั้น ออกจะไม่เป็นธรรมกับพี่น้องชนบทของเราสักหน่อย ผมเชื่อว่า เขาเลือกเพราะเขาเชื่อว่าคุณค่าร่วมที่นำเสนอโดยทักษิณนั้น จะช่วยให้ชีวิตเขาดีขึ้นมากกว่าแค่เงินซื้อเสียง
การมองแบบนี้ก็ตื้นเขินพอๆ กับที่ฝ่ายรำคาญพันธมิตร ที่มองพันธมิตรว่าจะดื้อด้านไปถึงไหน จะขจัดระบอบทักษิณไปถึงไหน ทำไมไม่ปล่อยให้กระบวนการทางกฎหมายทำหน้าที่ไปตามระบบ เพราะจุดหมายของพันธมิตร คือการสถาปนา การเมืองใหม่ ให้เป็นคุณค่าร่วมหลักของสังคมไทย
สิ่งที่อันตรายที่สุดก็คือ
นโยบายพรรคการเมืองที่ชัดเจนที่สุดที่สามารถยึดได้ว่า เป็นคุณค่าร่วมของคนกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่ง เห็นจะเป็น "ประชานิยม" ซึ่งเพิ่งได้รับการสถาปนาเมื่อไม่เกินสิบปีมานี้