หายหน้าหายตาไปหลายวันเลยงวดนี้ ไม่ใช่อะไรหรอก เป็นเพราะว่าเพิ่งเปิดเทอมใหม่ๆ ก็เลยมีงานที่ต้องทำต้องสะสางหลายอย่าง ทำให้ไม่ค่อยมีเวลามานั่งหน้าคอมฯสักเท่าไหร่ วันนี้รู้สึกว่างานเริ่มน้อยลง เลยเจียดเวลามานั่งได้ เทอมที่แล้วผมได้มีโอกาสทำโครงการซ่อมเสริมนักเรียนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ มาเทอมนี้ก็เลยต้องลุยต่อ เป็นสิ่งที่น่าตกใจครับ ตอนผมทำโครงการนี้ใหม่ๆ ผมต้องสำรวจสถิติการอ่านออกเขียนได้ของนักเรียน ผลก็คือเด็กที่อ่านออกเขียนได้จริงๆมีน้อยมาก ที่เหลืออยู่ในเกณฑ์ 3 กลุ่มครับ นั่นคือ กลุ่มที่ 1 นักเรียนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้เลย กลุ่มที่ 2 นักเรียนอ่านเขียนได้แต่อ่านเขียนผิดมาก กลุ่มที่ 3 นักเรียนอ่านเขียนได้แต่อ่านเขียนผิดน้อย ใช้เวลาในการซ่อมเสริม 2 คาบต่อสัปดาห์ครับ เทอมที่แล้วกิจกรรมต่างๆเยอะมาก ทำให้งานที่ผมวางเป้าหมายไว้ยังไม่บรรลุวัตถุประสงค์ เทอมนี้กะว่าจะพยายามทำให้ดีที่สุด ผมไม่เข้าใจเหมือนกันครับว่าทำไมนักเรียนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้จึงมีเยอะเหลือเกิน ไม่ทราบว่าที่อื่นมีหรือเปล่านะครับ บางคนอาจคิดว่าเกิดจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ที่ทำให้ครูมีเวลาสอนน้อยลง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ปัญหานักเรียนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้มีมาก่อนเหตุการณ์ความไม่สงบด้วยซ้ำ พอเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ขึ้น ยิ่งทำให้ซ้ำเติมปัญหานักเรียนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แล้วสาเหตุที่แท้จริงมันอยู่ที่ไหนล่ะ   บางคนอาจคิดว่าเกิดจากครูผู้สอนบางคนที่ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม โดยไม่สนใจว่าเด็กจะได้ความรู้หรือไม่ หรือครูผู้สอนบางคนมัวแต่ทำงานเอกสาร เพราะปัจจุบันการเลื่อนขั้นอยู่ที่เอกสารไม่ได้ขึ้นอยู่ที่นักเรียนว่าจะอ่านเขียนได้หรือไม่ ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงแค่ข้อสันนิษฐานเท่านั้นนะครับ แต่สิ่งสำคัญที่สุดครูผู้สอนต้องมีจิตวิญญาณความเป็นครู โดยเฉพาะครูที่สอนในระดับปฐมวัย และประถมศึกษาต้องมีจิตวิญญาณความเป็นครูอย่างยิ่ง เพราะถ้าท่านละเลยแล้ว ปัญหาก็จะตกอยู่ที่ครูมัธยม ถ้าครูมัธยมละเลยอีก ก็ทำให้ผลผลิตที่จะออกไปสู่สังคม ไม่มีคุณภาพ มีอาจารย์ท่านหนึ่งเคยพูดให้ผมฟังว่า “นักเรียนไม่ได้โง่หรอกที่เรียนไม่รู้เรื่อง  คนที่โง่คือครูที่ไม่รู้จักหาวิธีสอน"