เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2551 ได้มีโอกาสไปฟังการบรรยายพิเศษเรื่อง "Plagiarism ในการเขียนบทความวิจัย" จัดโดย สกอ. และบวท.- มูลนิธิบัณฑิตยสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ร่วมกับคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ณ ห้องสัมมนา 1 ชั้น 9 ตึกเพียรวิจิตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน มาบรรยายให้ความรู้ได้แก่ ศ.ดร.ประพนธ์ วิไลรัตน์ จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นพ.กิตติศักดิ์ กุลวิชิต จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเรื่องราวที่ได้รับฟังยิ่งทำให้บรรณารักษ์อย่างเราๆ ต้องตระหนักถึงหน้าที่ ที่จะช่วยส่งเสริมให้บัณฑิตเป็นบัณฑิตที่พึงประสงค์ในด้านจริยธรรมในการใช้ข้อมูลมาอ้างอิงในการศึกษาค้นคว้า
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่า วรรณกรรมนั้นหมายถึง งานเขียน โน๊ตเพลง ภาพประกอบ แผนภูมิ ตาราง บทเพลง ต่างๆ วรรณกรรมที่เผยแพร่ในสื่อต่างๆ นั้นมีอายุยาวนาน แม้ว่าเจ้าของตายไปแล้ว การคุ้มครองวรรณกรมยังครอบคลุมไปอีก 50 ปี การขโมยหรือโจรกรรม และการผิดจริยธรรมในการใช้ข้อมูลหรือวรรณกรรมนั้น ซึ่งในการโจรกรรมหรือขโมยนั้นทำได้ทั้งการขโมยแนวความคิด และการขโมยผลงาน มีหลายวิธีการ ได้แก่
- การลอกเลียน ซึ่งรวมถึงการคัดลอกมาแล้วไม่อ้างอิง
- การทำให้เกิดความเข้าใจผิดเมื่อนำข้อมูลต้นฉบับมาอ้างและไม่ระบุให้ชัดเจนว่าประโยคใดผู้เขียนเขียนขึ้นมาเองและประโยคใดเป็นของเอกสารที่นำมาอ้าง
- การสร้างข้อมูลเท็จ
- และการตกแต่งข้อมูล
สมัยนี้หากผู้ใช้ข้อมูลไม่มีจริยธรรมแล้ว การละเมิดย่อมเกิดขึ้นง่าย ส่วนใหญ่ที่พบแบบตั้งใจโดยการใช้คำสั่งที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายเช่น Copy-Paste, Find-Replace ยกตัวอย่างแค่เรื่องชิลด์ๆ ตรงนี้หากนักศึกษาใช้ ก็คงจะห้ามไม่ได้ แต่คงต้องบอกถึงแนวคิดเชิงจริยธรรม และอย่าลืมการอ้างอิง แต่ที่สำคัญเราควรจะปลูกฝังนักศึกษาใช้เชื่อมั่นในศัยกภาพที่นำข้อมูลมาเป็น Idea ให้เค้าเชื่อว่าเขาทำได้ อย่าทำลายศักยภาพตนเองด้วยการ ลอก...ซึ่งตรงนี้ห้องสมุด take action ได้เต็มๆ
การขโมยความคิดของผู้อื่นซึ่งทางวิชาการถือว่าเป็นความไม่สุจริตทางวิชาการ (วิกิพีเดีย) แม้ว่าไม่ผิดกฎหมายแต่เป็นที่น่ารังเกียจของสังคม ซึ่งการผิดจริยธรรมโดยการโจรกรรมสามารถเกิดขึ้นได้จากสาเหตุดังนี้
1. ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
2. เจตนาเลยหล่ะ
เรื่องราวของการผิดจริยธรรมด้านการใช้ข้อมูลนี้ คงต้องมีคนบอก...สถาบันอุดมศึกษาหลายๆ แห่งทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยแต่งตั้งกรรมการมาตรวจสอบการจัดทำผลงาน โดยเพาะผลงานวิจัย มีการนำเอาเอาโปรแกรมคอมพิวเตอร์เช่นโปรแกรม Deja vu มาใช้ในการเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างเอกสารที่สงสัยว่า "ไม่รู้ว่าใครอ้างใคร" โดยเปรียบเทียบคำต่อคำ
แม้ว่าเรื่องการปลูกฝังจริยธรรมนี้ไม่ใช่ความรับผิดชอบของห้องสมุดแต่เพียงผู้เดียว แต่ห้องสมุดเองก็มีบทบาทอย่างมากในการทำหน้าที่ส่งเสริมการรู้สารสนเทศ ซึ่งมาตรฐานการรู้สารสนเทศ (Information Literacy) ของ ALA และมาตรฐานของสมาคมห้องสมุดห้องสมุดวิทยาลัยและวิจัยแห่งสหรัฐอเมริกา (ACRL) กำหนดให้มีการส่งเสริมการใช้สารสนเทศอย่างมีจริยธรรมไว้ในมาตรฐานที่ 5 ห้องสมุดต้องส่งเสริมให้นักศึกษาตระหนักถึงการเขียนอ้างอิง โดยไม่ว่าจะเป็นงานชิ้นเล็กหรือชิ้นใหญ่ หากมีการนำผลงานของผู้อื่นมาใช้แม้แต่เพียงบางส่วน ต้องทำการอ้างอิง ซึ่งนอกจากจะไม่เป็นการละเมิดแล้ว ยังเป็นผู้ดี...ที่รู้จักให้เกียรติผู้อื่นด้วย ... นอกจากนั้นห้องสมุดต้องแนะนำให้นักศึกษาสามารถเลือกรูปแบบการอ้างอิงที่เหมาะสมมาใช้งานได้ เช่น การอ้างอิงคำสัมภาณ์ การอ้างอิงวาทะเด็ด การอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ หรือจะเป็นการอ้างอิงแบบเชิงอรรถ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้นักศึกษาเป็นผู้มีความรู้และไม่ละเมิดวรรณกรรมของผู้อื่น แม้จะไม่ตั้งใจก็ตาม
สาระสำคัญอีกประการหนึ่งที่ได้จากการฟังบรรยาย คือ ได้รู้จักเดจาวู Deja Vu ซึ่งแพร่หลายในปี 2007 ทำการเปรียบเทียบคำในบทความที่ตีพิมพ์ในฐานข้อมูล Medline ซึ่งเป็นฐานข้อมูลทางด้านการแพทย์ ทำให้ตรวจสอบความซ้ำซ้อนของคำเปรียบเทีบความเหมือนออกมาเป็นค่าร้อยละ ทำให้เนข้อมูลประกอบในการตรวจสอบว่าใครอ้างใคร ในการทำงานใช้ระบบ eTBLAST หรือ text similarity-based engine รู้จักกับเดจาวูมากขึ้นจากเว็บไซต์ http://spore.swmed.edu/dejavu/
- ดูรายละเอียดและตัวอย่างการละเมิดจริยธรรมจาก วิกิพีเดีย โดยใช้คำค้นว่า โจรกรรมทางวรรณกรรม
- และบันทึกของ นพ.วิจารญ์ พานิช ใน g2k เรื่อง "โจรกรรมวิชาการ "