ช้างเกเรกลับใจ...

ในรัชกาลของพระเจ้าพรหมทัต มีช้างมงคลตัวหนึ่งเกิดอาการบ้าคลั่ง วิ่งไล่ฆ่าควานช้างและผู้ที่มาพบเห็น

ครั้งนั้นพระพุทธเจ้าของเราเกิดเป็นอำมาตย์ของพระเจ้าพรหมทัตได้หาวิธีแก้ไขจนพญาช้างมหิฬามุขกลับใจมาประพฤติตัวดีได้สำเร็จ

พญาช้างมหิฬามุขเป็นช้างมงคลมีลักษณะดีสง่างามที่สำคัญ คือ เป็นช้างมีศีล ไม่ทำร้ายใครพระเจ้าพรหมทัตเองก็ทรงโปรดปรานช้างมงคลตัวนี้มากทรงมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและนสยควานช้างเลี้ยงดูอย่างดี

โรงที่อยู่ของพญาช้างพระเจ้าพรหมทัตก็ทรงรับสั่งให้ตกแต่งสวยงาม มีกลิ่นหอมอบอวลด้วยเครื่องหอมชนิดเลิศประดับประดาด้วยพวงดอกไม้ห้อยระย้า เห็นแล้วชวนให้รื่นรมณ์ใจพญาช้างเองก็เป็นสัตว์แสนรู้ วางตัวได้เหมาะสม ละเว้นพฤติกรรมต่างๆ ที่ไม่ดีอันจะทำให้พระเจ้าพรหมทัตไม่โปรดปราน

บริเวณโรงเลี้ยงช้างเงียบสงบ ตกกลางคืนก็มืดมิดแม้จะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลรักษาความปลอดภัย ก็ไม่สู้จะเข้มงวดนักเนื่องจากไม่เคยมีเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้นเลยเป็นโอกาสให้พวกโจรมาอาศัยเป็นที่มั่วสุมกัน

นอกจากจะใช้เป็นที่มั่วสุมพูดคุยเรื่องต่างๆแล้วพวกโจรยังใช้บริเวณนั้นเป็นที่วางแผนปล้น รวมทั้งสอนวิชาโจรด้วยพวกโจรรุ่นใหม่จะถูกนำมาอบรมที่นี่ ซึ่งการอบรมนั้นมีทั้งนิสัยใจคอและวิธีปล้นให้ได้ผล

"เฮ้ย..ไอ้น้อง เป็นโจรนี่มันต้องเหี้ยม ต้องหยาบคายต้องตัดสินใจเร็ว ชักช้าไม่ได้"หัวหน้าโจรจะเริ่มต้นอบรมด้วยน้ำเสียงดุดัน

"การจะเข้าปล้นบ้านไหน ต้องศึกษาลู่ทางให้ดีก่อนให้รู้จักทางเข้าไปและทางหนีทีไล่ ไม่อย่างงั้นเดี๋ยวเสร็จ"รองหัวหน้าโจรเสริมต่อ

"บ้านเศรษฐีมันเข้ายาก คุ้มกันแข็งแรง มีทางหนึ่งคือต้องขุดอุโมงค์ลงไปใต้ดินให้ไปทะลุกลางบ้านเลยเรื่องการขุดอุโมงค์คงต้องฝึกหัดกันต่อไป" โจรพี่เลี้ยงแนะนำเป็นอันดับต่อมา

"การปล้นจะขนเอาทรัพย์ส่งของที่เราต้องการไปได้ง่ายนี่ ต้องฆ่าเจ้าทรัพย์จึงจะขนไปได้เพราะเมื่อตายแล้ว ก็จะไม่มีคนขัดขวาง"โจรพี่เลี้ยงอีกคนแนะนำถึงวิธีการขนทรัพย์สิน

เมื่อสอนวิชาโจรกันพอสมควรแก่เวลาแล้วหัวหน้าโจรก็กล่าวสำทับอีกครั้งว่า
"
จำไว้นะ...ไอ้น้อง เป็นโจรมันต้องเหี้ยมฆ่าได้เป็นฆ่า ความเมตตาสงสารไม่มีในหมู่โจร"

จบคำ หัวหน้าโจรก็หัวเราะหึหึอยู่ในลำคออย่างใจเย็นแต่สายตาแข็งกร้าวเอาจริงเอาจัง

พวกโจรจะมั่วสุมกันที่แถวบริเวณโรงช้างเป็นประจำพญาช้างมหิฬามุขได้ยินคำพูดทุกคำของพวกมันและเข้าใจความหมายได้ดีครั้งแรกก็ไม่ได้คิดอะไร แต่ต่อมาได้ยินเสียงพูดบ่อยเข้าๆก็เกิดคิดคล้อยตาม

"โจรพวกนี้สอนกันให้เหี้ยมโหด หยาบคาย ฆ่าได้เป็นฆ่าเราก็น่าจะเป็นเช่นนั้นบ้าง"

นับแต่นั้นมา พญาช้างก็เปลี่ยนิสัยกลายเป็นสัตว์ดุร้าย กระทืบโรงดังโครมคราม รุ่งเช้าพอนายควานช้างมาถึงก็อาละวาดเอางวงจับควานฟาดที่พื้นจนขาดใจตายพญาช้างฆ่าคนทุกคนที่เข้ามาใกล้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ความทราบถึงพระเจ้าพรหมทัตพระองค์ทรงรับสั่งให้อำมาตย์เข้าเฝ้า

"ช้างมหิฬามุขเกิดบ้าคลั่ง ฆ่าควานช้างตายเมื่อเช้านี้ท่านทราบไหม" พระองค์ตรัสถามเขาอย่างร้อนรนพระทัย
"
ทราบ พะย่ะค่ะ"อำมาตย์กราบทูล
"
ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว อาจารย์ช่วยไปดูทีว่ามันบ้าคลั่งอย่างนั้นไปได้เพราะอะไร " ทรงรับสั่งอย่างแข็งขัน

อำมาตย์รับกระแสพระดำรัสแล้วก็กราบถวายบังคมลาไปยังโรงช้างพอดีเวลานั้นพญาช้างเพิ่งจะสงบอำมาตย์ได้ถามหมอหลวงถึงสาเหตุที่พญาช้างบ้าคลั่ง

"ตรวจดูแล้วก็ไม่พบโรคอะไรที่จะทำให้บ้าคลั่งถึงขนาดนั้นไปได้ "หมอหลวงรายงานพร้อมทั้งสันนิษฐานว่า "น่าจะเป็นอาการแปรปรวนทางจิตใจ"

อำมาตย์รับทราบรายงานจากหมอหลวงอย่างนั้นแล้วก็คิดหาสาเหตุต่อไปเขาเห็นด้วยกับหมอหลวงว่าน่าจะเป็นอาการแปรปรวนทางจิตเขาสันนิษฐานลึกต่อไปว่าอาการแปรปรวนทางจิตนี้น่าจะเกิดมาจากที่ได้เห็นหรือได้ยินเรื่องที่ยั่วยุให้เกิดบ้าคลั่ง

"เรื่องเห็นนี่ ไม่น่าเป็นไปได้"นายควานช้างอีกคนหนึ่งชี้แจง "สิ่งแวดล้อมที่นี่ก็สวยงามทั้งนั้น"

"แล้วเรื่องได้ยินล่ะ" อำมาตย์ซักถามต่อ
"
ไม่แน่ใจ" นายควานช้างตอบ "แต่ก็คิดว่าไม่น่ามีปัญหาเพราะพวกเราก็ไม่ได้พูดคำหยาบคายอะไรกัน"
"
เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน" อำมาตย์สรุป "ขอให้สังเกตดูว่า มีเสียงอะไรมาทำให้ช้างเปลี่ยนไปบ้าง"

นับแต่นั้นมา นายควานช้างก็คอยสังเกตดูพฤติกรรมของช้างจนกระทั่งคืนหนึ่ง เขาสังเกตเห็นช้างยืนหูผึ่ง เหมือนกับตั้งใจฟังเสียงอะไรเขาค่อยๆ หลบตัวอยู่ในความมืดและคอยตั้งใจฟังว่าจะมีเสียงอะไรดังขั้น

"เฮ้ย...เป็นโจร มันต้องเหี้ยม หยาบคาย ฆ่าได้เป็นฆ่า"เขาได้ยินเสียงโจรพูดอบรมกันชัดเจน

นายควานช้างสังเกตดูช้างและฟังเสียงโจรไปด้วยจนในที่สุดก็แน่ใจว่าเสียงโจรนี่เองที่ทำให้ช้างมีนิสัยเปลี่ยนไปจึงได้ไปแจ้งให้อำมาตย์ทราบอำมาตย์ก็ได้กราบทูลพระเจ้าพรหมทัตพระเจ้าพรหมทัตตบพระหัตถ์ฉาดใหญ่พร้อมกับตรัสว่า

"อย่างนี้นี่เล่า ช้างดีดี จึงมาเป็นช้างเกเรไปได้แล้วอาจารย์จะหาทางแก้ไขอย่างไร"
"
เมื่อได้ทราบสาเหตุอย่างนี้แล้วก็แก้ไขไม่ยากหรอก พะย่ะค่ะ"อำมาตย์กราบทูลด้วยความเชื่อมั่น
"
อาจารย์จะแก้ไขอย่างไร"
"
ขอเดชะเมื่อช้างมีนิสัยเปลี่ยนไปไม่ดีเพราะฟังเรื่องไม่ดีก็ต้องแก้ให้นิสัยเปลี่ยนไปในทางที่ดีด้วยการให้ฟังเรื่องที่ดี"
"
นั้นซีอาจารย์จะทำอย่างไร"
"
ขอเดชะนับแต่นี้ข้าพระองค์จะให้เจ้าหน้าที่กวดขันไม่ให้พวกโจรหลบมามั่วสุมใกล้โรงช้างแล้วจะให้นิมนต์สมณพราหมณ์ผู้มีศีล มานั่งสนทนากันเรื่องศีล เรื่องเมตตา กรุณาช้างได้ฟังเรื่องดีดีมากเข้าๆ ข้าพระองค์เชื่อว่าจะทำให้นิสัยกลับมาดีได้ พะย่ะค่ะ"

"เอ้า...ลองดู เผื่อว่าจะได้ผล"

ครั้นได้รับพระราชานุญาตแล้วอำมาตย์ก็ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไปนิมนต์สมณพราหมณ์มานั่งใกล้โรงช้างแล้วขอให้สนทนากันเรื่องศีลเรื่องเมตตากรุณาวันแรกๆ พญาช้างยังมีท่าทีเฉยเมย แต่ต่อเมื่อได้ฟังทุกวัน จิตใจที่หยาบคายร้ายกาจและแข็งกระด้าง ก็เริ่มอ่อนโยนแล้วในที่สุดก็กลายมามีเมตตากรุณาและสงบเยือกเย็นดุจเดิม

 

นิทานธรรมเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าสิ่งแวดล้อมมีส่วนสำคัญให้คนดีหรือเลวได้
เหมือนพญาช้างมหิฬามุขได้ยินเสียงโจรพูดคุยบ่อยครั้งจนทำให้นิสัยดุร้ายไปได้ฉะนั้น

Mr.PK  ขอขอบคุณเรื่องจาก: นิทานธรรม ฉบับพิเศษโดย: ธรรมสภา

http://www.dhammathai.org/dhammastory/story22.php