เนื่องด้วยเห็นภาพคุณโอ๋กำลังทำ..นิตติ้งผ้าพันคอท่าทางมีสุขทั้งผู้ทำและผู้ที่จะได้รับ..คุณเอกและแม่

นิตติ้ง..ความสุขที่มาทีละนิต จากอนุทินสู่บันทึก


เช้านี้..ลมแห่งปลายฝนต้นหนาวมาเยือน..คิดถึงผ้าพันคอที่เคยทำให้คุณพ่อขายาว

 

ตอนเช้าแวะเอาไม้นิต และ ไหมพรมไปที่ทำงานด้วย ไว้ทำสลับกับการทำงาน

 

แว้บ ๆ เนื่องด้วยเห็นภาพคุณโอ๋กำลังทำ..นิตติ้งผ้าพันคอ

ท่าทางมีสุขทั้งผู้ทำและผู้ที่จะได้รับ..คุณเอกและแม่(อ่านพบมาจากใน บันทึกไหน ต้องหาดูน่ะค่ะ)

 

จึงคิดว่า คุณพ่อขายาวจะไปลุยหนาว  ได้ผืนใหม่ใช้ เป็นเซอรไพรส์ น่าจะดี

**** <3     <3     <3      <3   *****

 

 นิตติ้ง..ความสุขที่มาทีละนิด    จากอนุทิน สู่บันทึก


 

ฉันเคยวิ่งเล่นแถว ๆ บ้านฉันเอง และเพื่อน ๆ สมัยเด็ก  แม่ของเพื่อนคนหนึ่ง(สมใจ)   แม่เธอเป็นแม่บ้าน  แม่ค้า กลางวันแม่เพื่อนทำงานตัวเป็นเกลียว เย็นย่ำหน่อยเข็นรถซาเล้ง รับเศษอาหาร เศษข้าวปลาที่แต่ละบ้านกินเหลือ   แล้วเททิ้งไว้ในไหแบบที่บ้านคนจีน มีติดบ้านกันทุกหลัง 

 

บ้านฉันก็มี

 

“ไหขยะ รีไซเคิล” เรียกแบบนี้ หรือจะเรียก “ไหขยะอาหารชีวภาพ” เอาเป็นว่า เรียกว่า  

 

 ไหอาหารเจ้าสุกร”  ดีกว่าน่ะ  ได้ใจความและตรงความหมายที่สุด  

 

ค่ะ เพราะเขาเอาไปเทไว้ให้หมู  ที่เลี้ยงกันตามบ้าน  เลี้ยงแบบไม่กี่ตัวนัก  ให้เป็นอาหารเจ้าหมูพวกนี้

 

แม่เพื่อนคนนี้ นอกจากเธอทำหน้าที่  เป็นแม่บ้าน เป็นแม่ค้า เป็นคนเข็น”ไหอาหารเจ้าสุกร”   ประจำละแวกบ้านแล้ว  เมื่อแม่เพื่อนปฎิบัติภารกิจนี้เสร็จ เธอก็จะมานั่งพักผ่อนหย่อนกาย ที่หน้าบ้าน  ฉันเคยอธิบายไว้ในบันทึกหนึ่งแล้วว่า บ้านของฉันเป็นตึกแถวอยู่ติด ๆกัน  เด็ก ๆ เพื่อนบ้านกัน  สนิทสนมชิดเชื้อกันตามประสาชุมชนคนจีน เด็ก ๆ ก็วิ่งเล่นกันตามประสา ทำการบ้านหน้าบ้าน  บรรดาแม่บ้านก็นั่งคุยกัน 

 

แม่เพื่อนคนนี้  แม่ของสมใจ พิเศษกว่าคนอื่นตรงที่ เธอคุยไปด้วย และ นั่งถักนิตติ้ง ไปด้วย  

 

ไม่กี่วันเราก็จะได้เห็นเพื่อน-สมใจ   ใส่เสื้อกันหนาวตัวใหม่ไม่ก็ได้ผ้าพันคอผืนใหม่

  

สมัยน้นประเทศไทยเรายังหนาว..พอได้ใส่เสื้อกันหนาว...กัน

 

เมื่อแม่ของฉันเห็นแม่เพื่อน-ขอเรียกว่า แม่ของสมใจ แล้วกันนะคะ  นั่ง ทำหรือถัก (เขาเรียกว่าอย่างไรจึงจะถูกต้องที่สุดนะ)  ทำนิตติ้งก็แล้วกัน    

 เมื่อแม่ของฉันเห็นแม่ของสมใจ  นั่งทำในวันหนึ่ง  จึงเดินไปซื้ออุปกรณ์  ไม้นิต และไหมพรมแล้วก็บอกฝากให้แม่ของสมใจ  สอนฉันทำบ้าง 

 

หรือจะเป็นที่ตัวฉันเองรบเร้าขอทำ มันราง ๆ เลือน ๆ แล้ว 

 

คงจะขอเรียนด้วยตัวเองมากกว่า เพราะ ฉันชอบทำสิ่งละอันพันละน้อยพวกนี้ค่ะ 

 

แม่ของสมใจ  แม้ว่าอาบน้ำมาแล้ว แต่กลิ่นกายของแม่สมใจ  ยังกรุ่นอวลด้วยกลิ่นจาก “ไหอาหารเจ้าสุกร”

อยู่ค่ะ  นี่เป็นสาเหตุที่แม้จะมีเด็กหญิงรุ่นราวคราวเดียวกัน  เกือบหก-เจ็ดคน  ในแถวบ้าน  แต่มีฉันคนเดียวที่เป็นลูกศิษย์เธอ   ค่ะ  แม้แต่สมใจยังเคยกระซิบว่า

 

 “ไม่เอาหรอก ลื่อเรียนของลื่อไปคนเดียวแล้วกัน”

เราพูดภาษาไทย ปน จีน กันค่ะ

 

จากการเรียนในครั้งนั้น  แม้ว่าจากความทรงจำ  ฉันแทบจำไม่ได้เลยว่ามี เสื้อ ,ผ้าพันคอ หรือ การฝีมือของฉันชิ้นไหนบ้างนะที่มันสวย พิเศษ  ประทับใจ

  

ฉันทำมันได้จนสำเร็จ หรือเปล่า   

 

ฉันจำได้แค่เพียงสีไหมพรมกลุ่มแรกว่า เป็นสีชมพูแปร๋น  หรือ สมัยนี้เรียกให้ไพเราะว่า”shocking pink”

 

ไม่ใช่สีรสนิยมฉัน

  

นึกได้แล้วว่า คุณครู-แม่ของสมใจนั่นเอง  สั่งให้ฉันซื้อสีนี้ เพราะครูบอกว่า จะต้องมีการเราะ รื้อ เพราะเลื่อนห่วงผิด ๆ ถูก ๆ แน่ ๆ ชิ้นงานจะได้ไม่สกปรก เกินไป 

 

ฉันจำรายละเอียดการเรียนไม่ได้นัก หากจดจำความสุขในยามย่ำค่ำ  หน้าบ้านของคน,เพื่อนหลาย ๆคนของฉันจากหลาย ๆ บ้าน เพื่อน ๆ แวะเวียนมาดู  บางคนมาขอจับ และให้ฉันสอน ถ่ายทอดไปอีกต่อหนึ่ง

   

บางคนขอลองจับไม้นิต  ขอลองเลื่อนห่วง  ขอลองลดห่วง เพิ่มห่วง แทงขึ้นหนึ่ง-สลับแทงลงหนึ่ง  แทงขึ้นอย่างเดียว  แทงลงอย่างเดียว  หรือแทงขึ้นสอง-สลับแทงลงสอง  หรือ..มีอีกจิปาถะแล้วแต่ลวดลายที่แม่สมใจจะสอน 

 

ที่พูด(เขียน) มานี่พอนึกภาพกันออกนะคะ

 

หมายถึงแทงไม้นิต   จากหนึ่งในสองไม้  แล้วใช้ไม้นิตอีกอันหนึ่งที่เหลือแทงซ้ำลงไปในรูไหมเดิม  ต่อจากนั้นอาศัยหลักการ คานดีดคานงัด ทำอย่างไรก็ได้ให้เส้นไหมพรม  กลายเป็นห่วง   แล้วเลื่อนตัวห่วงนั้น   จากห่วงที่อยู่ในไม้นิตทางด้านมือซ้าย ย้ายไปเป็นห่วงที่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งแถว  ในไม้นิตที่อยู่ในมือขวาของเรา 

 

ถ้าเป็นคนถนัดขวาอย่างฉันนะคะ 

 

ค่อย ๆ ทำไปอย่างนี้ ซ้ำ ๆ กัน

 

จากหลายสิบห่วง เป็นหลายร้อย เป็นหลายหมื่น เป็นหลายแสน..ห่วง  หลาย ๆ แถว(บรรทัด)  แล้วมีส่วนลด ส่วนเพิ่ม ส่วนเว้า ส่วนโค้ง 

 

เกิดเป็นเสื้อไหมพรมกันหนาวขึ้นมาได้   

 

ในตอนนั้นรู้สึกว่าฉันจะเรียนหนังสือราว ๆ ประถมสาม-สี่  อายุน่าจะประมาณเก้า-สิบขวบ เท่า ๆ ลูกชายฉันตอนนี้ 

เราดูเล่นเป็นชิ้นเป็นอันกว่า..(แอบชมตัวเอง อิ อิ) 

 

ยุคสมัยมันเปลี่ยน  นำมาเทียบกันคงไม่ได้กระมังคะ

 

  

เพราะ ฉันเองสู้ลูกไม่ได้ในบางเรื่อง เช่นเล่นเกม..อุ๊บส์ ไม่ใช่ 

  

เช่นเล่น chat กับเพื่อนเป็นภาษาอังกฤษ  เพราะประถมห้าแน่ะค่ะ  ฉันถึงได้เรียนภาษาอังกฤษ

 

เด็ก ๆ ในโกทูโน นี้  จะงง กันไหมคะ  ว่าฉันเริ่มเรียนภาษาอังกฤษช้าขนาดนี้  -ประถมห้า (555) 

 

อย่างไรก็ตาม  เรียนวิชาอะไรมา  ฉันก็ไม่รู้สึกว่า  วิชาที่เรียนรู้   ได้ช้า ๆ  ๆ ๆ .......มาก ๆๆ ๆๆ ๆ 

 กว่าจะถนัดและเชี่ยว  จนสามารถคิด สร้างสรรค์ แบบ ลวดลายได้ด้วยตัวเอง  เท่าวิชานี้...... 

 

วิชาทำนิตติ้งนี่แหละค่ะ

 

ยาก ช้า กว่าวิชาอื่น ๆ เป็นไหน ๆ และต้องอาศัยความอดทนสูง สูงพอสมควร

 

กว่าจะเลื่อนห่วงเป็น

กว่าจะแก้ห่วงที่ทำผิดเป็น

 

กว่าจะประคองไม้นิ้ตในมือให้เลื่อนไหลไปกับการเคลื่อนไหวของมือเรา 

 

ให้ไม้นิ้ตทั้งคู่นี้ เป็นหนึ่งเดียวกับข้อมือ ลำแขนสองข้างของเรา เป็น

 

 

 

กว่าจะเกิดความรู้สึกนี้ขึ้นมาได้

มันไม่ง่าย  เข้าข่าย ยากมาก และยากมาก ๆ ๆ ๆ....

 

กว่าจะเลื่อนห่วงไหมพรม ขึ้นลงแบบค้าง  หรือ  เลื่อนห่วงไหมพรม ให้ค้าง ๆ คา ๆ ไว้ก่อนแล้วใช้ไม้ในมืออีกข้างรวบห่วงทั้งหมด  งัดรวบให้เกิดเป็นห่วง ห่วงเดียว และพร้อมกันนั้นก็ย้ายมาสิงสถิตอยู่อีกไม้หนึ่ง  เป็นราวกับเจ้ามือไพ่รวบไพ่ทั้งสำรับ..แล้วสับขึ้นสับลงอย่างเชี่ยวชาญ  (เหมือนกันมั้ยเนี่ย)

  

กว่าจะเลื่อนห่วงไปมาสลับไม้ตามลวดลายที่คิดเองหรือบางครั้งลอกความคิดจากตำรา(ฝรั่งบ้าง ไทยบ้าง-ไทยน้อยกว่าค่ะ  คงเพราะไทยเป็นประเทศร้อน  จึงประดิษฐ์ลวดลายน้อยกว่า)      

 

แต่เมื่อทำได้แล้ว   ความรู้มันฝังหัว เหมือนฉันโดนใส่ไมโครชิป ไปแล้ว

ค่ะมันจำได้ขนาดนั้น

 

แม้เมื่อเราวางมือ(แขวนไม้นิต)  ไประยะหนึ่งของห้วงเวลาแล้ว

 

เมื่อมาเห็นสีหน้าสีตา เปี่ยมสุขของคุณโอ๋   และ  คำพูด(เขียน)  ที่เปี่ยมสุขของ น้องเอก

ผู้ทำให้ และ  ผู้กำลังจะได้รับ..ผ้าพันคอผืนใหม่

 

ความสุขนี้  มีพลังเหนี่ยวนำให้ฉันลุกขึ้นมา  ค้นสิคะ  หาอุปกรณ์ และวัสดุหยิบติดมือไปที่ทำงาน

 

ก่อเกิดเป็นรูปเป็นร่าง   คิดว่าคราวนี้น่าจะเป็นผ้าพันคอ  (เลียนแบบคุณโอ๋)

 

ฉันมักขึ้นรูปของสิ่งที่อยากทำ ไว้ก่อน  บางครั้งยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะประดิษฐ์เป็นอะไร

 

 

ก็เมื่อคราวที่ลูกชายได้หมวกนี่น่ะ  ตอนขึ้นรูปไปครึ่งทาง  มันออกหน้าตาไปทางกระเป๋าหูรูด  แบบที่สาว ๆ ปารีเซียงเค้าใช้กัน

 

หักมุมเป็น “หมวก”  ก็เพราะเด็กภู  มากอดและถามว่า 

 

“แม่ แม่ แม่   แม่ทำอะไรให้ลูกแน่เลย”

 

กระเป๋าจึงต้องเป็นหมวกด้วยประการฉะนี้

 

 

 

 

ปล.  ขอขอบคุณแรงบันดาลใจ

คุณโอ๋และน้องเอก.... 

ก่อเกิดผลงาน(อย่างน้อยก็เริ่มไปแล้ว)  และความสุขค่ะ