นิตติ้ง..ความสุขที่มาทีละนิต จากอนุทินสู่บันทึก
เช้านี้..ลมแห่งปลายฝนต้นหนาวมาเยือน..คิดถึงผ้าพันคอที่เคยทำให้คุณพ่อขายาว
ตอนเช้าแวะเอาไม้นิต และ ไหมพรมไปที่ทำงานด้วย ไว้ทำสลับกับการทำงาน
แว้บ ๆ เนื่องด้วยเห็นภาพคุณโอ๋กำลังทำ..นิตติ้งผ้าพันคอ
ท่าทางมีสุขทั้งผู้ทำและผู้ที่จะได้รับ..คุณเอกและแม่(อ่านพบมาจากใน บันทึกไหน ต้องหาดูน่ะค่ะ)
จึงคิดว่า คุณพ่อขายาวจะไปลุยหนาว ได้ผืนใหม่ใช้ เป็นเซอรไพรส์ น่าจะดี
**** <3 <3 <3 <3 *****
นิตติ้ง..ความสุขที่มาทีละนิด จากอนุทิน สู่บันทึก
ฉันเคยวิ่งเล่นแถว ๆ บ้านฉันเอง และเพื่อน ๆ สมัยเด็ก แม่ของเพื่อนคนหนึ่ง(สมใจ) แม่เธอเป็นแม่บ้าน แม่ค้า กลางวันแม่เพื่อนทำงานตัวเป็นเกลียว เย็นย่ำหน่อยเข็นรถซาเล้ง รับเศษอาหาร เศษข้าวปลาที่แต่ละบ้านกินเหลือ แล้วเททิ้งไว้ในไหแบบที่บ้านคนจีน มีติดบ้านกันทุกหลัง
บ้านฉันก็มี
“ไหขยะ รีไซเคิล” เรียกแบบนี้ หรือจะเรียก “ไหขยะอาหารชีวภาพ” เอาเป็นว่า เรียกว่า
”ไหอาหารเจ้าสุกร” ดีกว่าน่ะ ได้ใจความและตรงความหมายที่สุด
ค่ะ เพราะเขาเอาไปเทไว้ให้หมู ที่เลี้ยงกันตามบ้าน เลี้ยงแบบไม่กี่ตัวนัก ให้เป็นอาหารเจ้าหมูพวกนี้
แม่เพื่อนคนนี้ นอกจากเธอทำหน้าที่ เป็นแม่บ้าน เป็นแม่ค้า เป็นคนเข็น”ไหอาหารเจ้าสุกร” ประจำละแวกบ้านแล้ว เมื่อแม่เพื่อนปฎิบัติภารกิจนี้เสร็จ เธอก็จะมานั่งพักผ่อนหย่อนกาย ที่หน้าบ้าน ฉันเคยอธิบายไว้ในบันทึกหนึ่งแล้วว่า บ้านของฉันเป็นตึกแถวอยู่ติด ๆกัน เด็ก ๆ เพื่อนบ้านกัน สนิทสนมชิดเชื้อกันตามประสาชุมชนคนจีน เด็ก ๆ ก็วิ่งเล่นกันตามประสา ทำการบ้านหน้าบ้าน บรรดาแม่บ้านก็นั่งคุยกัน
แม่เพื่อนคนนี้ แม่ของสมใจ พิเศษกว่าคนอื่นตรงที่ เธอคุยไปด้วย และ นั่งถักนิตติ้ง ไปด้วย
ไม่กี่วันเราก็จะได้เห็นเพื่อน-สมใจ ใส่เสื้อกันหนาวตัวใหม่ไม่ก็ได้ผ้าพันคอผืนใหม่
สมัยน้นประเทศไทยเรายังหนาว..พอได้ใส่เสื้อกันหนาว...กัน
เมื่อแม่ของฉันเห็นแม่เพื่อน-ขอเรียกว่า แม่ของสมใจ แล้วกันนะคะ นั่ง ทำหรือถัก (เขาเรียกว่าอย่างไรจึงจะถูกต้องที่สุดนะ) ทำนิตติ้งก็แล้วกัน
เมื่อแม่ของฉันเห็นแม่ของสมใจ นั่งทำในวันหนึ่ง จึงเดินไปซื้ออุปกรณ์ ไม้นิต และไหมพรมแล้วก็บอกฝากให้แม่ของสมใจ สอนฉันทำบ้าง
หรือจะเป็นที่ตัวฉันเองรบเร้าขอทำ มันราง ๆ เลือน ๆ แล้ว
คงจะขอเรียนด้วยตัวเองมากกว่า เพราะ ฉันชอบทำสิ่งละอันพันละน้อยพวกนี้ค่ะ
แม่ของสมใจ แม้ว่าอาบน้ำมาแล้ว แต่กลิ่นกายของแม่สมใจ ยังกรุ่นอวลด้วยกลิ่นจาก “ไหอาหารเจ้าสุกร”
อยู่ค่ะ นี่เป็นสาเหตุที่แม้จะมีเด็กหญิงรุ่นราวคราวเดียวกัน เกือบหก-เจ็ดคน ในแถวบ้าน แต่มีฉันคนเดียวที่เป็นลูกศิษย์เธอ ค่ะ แม้แต่สมใจยังเคยกระซิบว่า
“ไม่เอาหรอก ลื่อเรียนของลื่อไปคนเดียวแล้วกัน”
เราพูดภาษาไทย ปน จีน กันค่ะ
จากการเรียนในครั้งนั้น แม้ว่าจากความทรงจำ ฉันแทบจำไม่ได้เลยว่ามี เสื้อ ,ผ้าพันคอ หรือ การฝีมือของฉันชิ้นไหนบ้างนะที่มันสวย พิเศษ ประทับใจ
ฉันทำมันได้จนสำเร็จ หรือเปล่า
ฉันจำได้แค่เพียงสีไหมพรมกลุ่มแรกว่า เป็นสีชมพูแปร๋น หรือ สมัยนี้เรียกให้ไพเราะว่า”shocking pink”
ไม่ใช่สีรสนิยมฉัน
นึกได้แล้วว่า คุณครู-แม่ของสมใจนั่นเอง สั่งให้ฉันซื้อสีนี้ เพราะครูบอกว่า จะต้องมีการเราะ รื้อ เพราะเลื่อนห่วงผิด ๆ ถูก ๆ แน่ ๆ ชิ้นงานจะได้ไม่สกปรก เกินไป
ฉันจำรายละเอียดการเรียนไม่ได้นัก หากจดจำความสุขในยามย่ำค่ำ หน้าบ้านของคน,เพื่อนหลาย ๆคนของฉันจากหลาย ๆ บ้าน เพื่อน ๆ แวะเวียนมาดู บางคนมาขอจับ และให้ฉันสอน ถ่ายทอดไปอีกต่อหนึ่ง
บางคนขอลองจับไม้นิต ขอลองเลื่อนห่วง ขอลองลดห่วง เพิ่มห่วง แทงขึ้นหนึ่ง-สลับแทงลงหนึ่ง แทงขึ้นอย่างเดียว แทงลงอย่างเดียว หรือแทงขึ้นสอง-สลับแทงลงสอง หรือ..มีอีกจิปาถะแล้วแต่ลวดลายที่แม่สมใจจะสอน
ที่พูด(เขียน) มานี่พอนึกภาพกันออกนะคะ
หมายถึงแทงไม้นิต จากหนึ่งในสองไม้ แล้วใช้ไม้นิตอีกอันหนึ่งที่เหลือแทงซ้ำลงไปในรูไหมเดิม ต่อจากนั้นอาศัยหลักการ คานดีดคานงัด ทำอย่างไรก็ได้ให้เส้นไหมพรม กลายเป็นห่วง แล้วเลื่อนตัวห่วงนั้น จากห่วงที่อยู่ในไม้นิตทางด้านมือซ้าย ย้ายไปเป็นห่วงที่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งแถว ในไม้นิตที่อยู่ในมือขวาของเรา
ถ้าเป็นคนถนัดขวาอย่างฉันนะคะ
ค่อย ๆ ทำไปอย่างนี้ ซ้ำ ๆ กัน
จากหลายสิบห่วง เป็นหลายร้อย เป็นหลายหมื่น เป็นหลายแสน..ห่วง หลาย ๆ แถว(บรรทัด) แล้วมีส่วนลด ส่วนเพิ่ม ส่วนเว้า ส่วนโค้ง
เกิดเป็นเสื้อไหมพรมกันหนาวขึ้นมาได้
ในตอนนั้นรู้สึกว่าฉันจะเรียนหนังสือราว ๆ ประถมสาม-สี่ อายุน่าจะประมาณเก้า-สิบขวบ เท่า ๆ ลูกชายฉันตอนนี้
เราดูเล่นเป็นชิ้นเป็นอันกว่า..(แอบชมตัวเอง อิ อิ)
ยุคสมัยมันเปลี่ยน นำมาเทียบกันคงไม่ได้กระมังคะ
เพราะ ฉันเองสู้ลูกไม่ได้ในบางเรื่อง เช่นเล่นเกม..อุ๊บส์ ไม่ใช่
เช่นเล่น chat กับเพื่อนเป็นภาษาอังกฤษ เพราะประถมห้าแน่ะค่ะ ฉันถึงได้เรียนภาษาอังกฤษ
เด็ก ๆ ในโกทูโน นี้ จะงง กันไหมคะ ว่าฉันเริ่มเรียนภาษาอังกฤษช้าขนาดนี้ -ประถมห้า (555)
อย่างไรก็ตาม เรียนวิชาอะไรมา ฉันก็ไม่รู้สึกว่า วิชาที่เรียนรู้ ได้ช้า ๆ ๆ ๆ .......มาก ๆๆ ๆๆ ๆ
กว่าจะถนัดและเชี่ยว จนสามารถคิด สร้างสรรค์ แบบ ลวดลายได้ด้วยตัวเอง เท่าวิชานี้......
วิชาทำนิตติ้งนี่แหละค่ะ
ยาก ช้า กว่าวิชาอื่น ๆ เป็นไหน ๆ และต้องอาศัยความอดทนสูง สูงพอสมควร
กว่าจะเลื่อนห่วงเป็น
กว่าจะแก้ห่วงที่ทำผิดเป็น
กว่าจะประคองไม้นิ้ตในมือให้เลื่อนไหลไปกับการเคลื่อนไหวของมือเรา
ให้ไม้นิ้ตทั้งคู่นี้ เป็นหนึ่งเดียวกับข้อมือ ลำแขนสองข้างของเรา เป็น
กว่าจะเกิดความรู้สึกนี้ขึ้นมาได้
มันไม่ง่าย เข้าข่าย ยากมาก และยากมาก ๆ ๆ ๆ....
กว่าจะเลื่อนห่วงไหมพรม ขึ้นลงแบบค้าง หรือ เลื่อนห่วงไหมพรม ให้ค้าง ๆ คา ๆ ไว้ก่อนแล้วใช้ไม้ในมืออีกข้างรวบห่วงทั้งหมด งัดรวบให้เกิดเป็นห่วง ห่วงเดียว และพร้อมกันนั้นก็ย้ายมาสิงสถิตอยู่อีกไม้หนึ่ง เป็นราวกับเจ้ามือไพ่รวบไพ่ทั้งสำรับ..แล้วสับขึ้นสับลงอย่างเชี่ยวชาญ (เหมือนกันมั้ยเนี่ย)
กว่าจะเลื่อนห่วงไปมาสลับไม้ตามลวดลายที่คิดเองหรือบางครั้งลอกความคิดจากตำรา(ฝรั่งบ้าง ไทยบ้าง-ไทยน้อยกว่าค่ะ คงเพราะไทยเป็นประเทศร้อน จึงประดิษฐ์ลวดลายน้อยกว่า)
แต่เมื่อทำได้แล้ว ความรู้มันฝังหัว เหมือนฉันโดนใส่ไมโครชิป ไปแล้ว
ค่ะมันจำได้ขนาดนั้น
แม้เมื่อเราวางมือ(แขวนไม้นิต) ไประยะหนึ่งของห้วงเวลาแล้ว
เมื่อมาเห็นสีหน้าสีตา เปี่ยมสุขของคุณโอ๋ และ คำพูด(เขียน) ที่เปี่ยมสุขของ น้องเอก
ผู้ทำให้ และ ผู้กำลังจะได้รับ..ผ้าพันคอผืนใหม่
ความสุขนี้ มีพลังเหนี่ยวนำให้ฉันลุกขึ้นมา ค้นสิคะ หาอุปกรณ์ และวัสดุหยิบติดมือไปที่ทำงาน
ก่อเกิดเป็นรูปเป็นร่าง คิดว่าคราวนี้น่าจะเป็นผ้าพันคอ (เลียนแบบคุณโอ๋)
ฉันมักขึ้นรูปของสิ่งที่อยากทำ ไว้ก่อน บางครั้งยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะประดิษฐ์เป็นอะไร
ก็เมื่อคราวที่ลูกชายได้หมวกนี่น่ะ ตอนขึ้นรูปไปครึ่งทาง มันออกหน้าตาไปทางกระเป๋าหูรูด แบบที่สาว ๆ ปารีเซียงเค้าใช้กัน
หักมุมเป็น “หมวก” ก็เพราะเด็กภู มากอดและถามว่า
“แม่ แม่ แม่ แม่ทำอะไรให้ลูกแน่เลย”
กระเป๋าจึงต้องเป็นหมวกด้วยประการฉะนี้
ปล. ขอขอบคุณแรงบันดาลใจ
คุณโอ๋และน้องเอก....
ก่อเกิดผลงาน(อย่างน้อยก็เริ่มไปแล้ว) และความสุขค่ะ
อ่านบันทึกเล็กๆนี้
น่ารักมากๆครับ...ผมรับรู้ถึงกลิ่นอายความรัก ความอบอุ่นที่กรุ่นในบันทึกนี้
วันนี้เมื่อช่วงบ่าย ผมออกไปทานข้าวที่ห้างใกล้บ้าน และเดินแบบลืมตัวเข้าไปในร้านขายหนังสือประจำ พร้อมกับหยิบหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่ง (ไม่ยอมปล่อย) ในที่สุดก็ต้องไปคุยกับแคชเชียร์ เพื่อชำระความอยากได้ เป็นเจ้าของ..
ชื่อหนังสือเล่มนี้ เห็นปุ๊บก็ปิ้งเลยครับ "ประมวลความรัก"
โอ้...ข้างในหนังสือ จะกรุ่นหวานแค่ไหนน้อ...
โปรยที่ปก ได้อย่างจับใจว่า
"หากค้นพบความงดงามแห่งรัก ก็เท่ากับค้นพบความงดงามแห่งชีวิต"
ที่พิเศษสำหรับหนังสือเล่มนี้อีกก็คือ ชื่อผู้เขียนตรงหน้าปก
"ประมวล เพ็งจันทร์ และกลุ่มลูกศิษย์"
ผมจึงตัดสินใจ ...โดยใช้เวลาสั้นมากกว่าทุกครั้ง
แม้ว่าหนังสือเล่มสวยจะถูกผนึกด้วยพลาสติกทั่วเล่ม- - -เปิดอ่านไม่ได้ แต่ผมเชื่อแน่ว่า ข้างในมีเรื่องราวที่เป็นแก่นแท้ที่ประมวลความรักเอาไว้อย่างลึกซึ้ง
มีกระดาษเล็กๆโผล่มาส่วนหัวหนังสือ บอกว่า พิเศษ ! โปสการ์ด "ความรัก"ในเล่ม เพื่อหัวใจรักอันงดงาม
ผมไม่ได้กระหายอยากเห็นโปสการ์ดเท่าไหร่ ...แต่เป็นสิ่งเล็กน้อยที่ช่วยแต่งแต้มสีสันของความรัก
ผมเพียงแต่ใจจดจ่อกับชื่อของหนังสือและชื่อของนักเขียนที่ผมชื่นชอบ ท่านนี้
ผมยื่นหนังสือบนเคาเตอร์แคชเชียร์ คนขายหันมายิ้มถามถึง บัตรสมาชิก... ว่ามีหรือไม่?
ผมรีบดึงบัตรสมาชิกออกมา พร้อมกับยื่นให้เขาไป ผมเปรยลอยๆว่า "หมดอายุหรือยังครับ" เขาคว้าบัตรไปดูว่า "ยังไม่หมดครับ" พร้อมกับยิ้มให้ผมอย่างไมตรี ก่อนที่จะขอรับหนังสือจัดการหุ้มปกให้
ผมไม่เคยตรวจดูว่าบัตรสมาชิกผมหมดอายุหรือยัง...และถึงตอนนี้ยังไม่ได้พลิกดูว่าหมดอายุเมื่อไหร่...
แต่ก็ช่างเถอะครับ...
ผมเดินไปพลางหยิบโปสการ์ดออกมาดู เป็นโปสการ์ดสีหวานน่ารักทีเดียวครับ
ความพิเศษที่ทำให้ผมรักกระดาษเล็กๆแผ่นนี้ทวีคูณก็คือ คำงามๆที่อย่หลังกระดาษใบเล็ก
"เราสามารถจะทำอะไรได้หลายอย่าง ที่มหัศจรรย์ด้วยพลังแห่งรัก
ที่เกิดจากพลังแห่งความรู้สึกนึกคิดเชิงจินตนาการที่เราสร้างขึ้นภายในตัวเรา"
ใช่สิครับ...
เราสามารถทำเรื่องมหัศจรรย์ด้วยพลังแห่งรัก...ด้วยพลังเชิงบวกที่อัดแน่นจากศูนย์กลางของเราไปสู่คนอื่นอย่างอ่อนโยน
พลังแบบนี้เป็นพลังที่เรารู้สึกได้ จับจิต ด้วยใจ...
พลิกอ่านคำนิยม จากคุณฐิตินาถ ณ พัทลุง ผู้เขียน "เข็มทิศชีวิต"
ในตอนท้ายเธอเขียนสรุปความว่า
" สิ่งที่อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ เป็นและได้ถ่ายทอดลงใน ประมวลความรัก
จะกล่อมเกลาใจทุกใจที่ผิวเผินกับชีวิตหรือคิดว่าความสนุกคือ ความสุข หาอะไรทำกล่อมใจให้มันชาๆไปวันๆ
จะปลอบประโลม ชุบชู ทุกหัวใจที่อ่อนล้า ต่อความโหดร้ายที่มนุษย์ห้ำหั่นใส่กัน
จะเป็นแรงบรรดาลใจ ให้เรามีกำลังทำในสิ่งบที่เราเชื่อ เชื่อมั่นที่จะทำความดี
แม้ถูกทดสอบยั่วยุ ให้สามารถอดทนเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าคือ การขัดเกลาจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นของจริงเพียงอย่างเดียวในชีวิตเรา
ขอให้มีความสุขในการอ่านประมวลความรัก
ขอให้ความรักเปิดตาเราให้เห็นความสุข ความดีงาม ความบริบูรณ์ที่อยู่ตรงหน้า เพียงใจเราหยุด หยั่งลงภายใน
ขอให้ความรักเป็นพลัง ชุบชูให้คุณมีปัญญามีความสุขยิ้มน้อยๆอยู่ภายในได้ในทุกสถานการณ์"
สำหรับคนแห้งแล้งความรัก ...พื้นที่จิตใจที่แห้งผาก ร้อนรุ่ม ขอให้เปิดใจรับความชุ่มชื้นของความรักจากผู้คน...และซึมซับความรู้สึกที่อ่อนโยน ประทับจิตเป็นพลังในการรังสรรค์โลกของเราต่อไป
"เมื่อความรักงอกงามไปถึงระดับหนึ่งแล้ว เราจะรู้สึกรักเพื่อนมนุษย์ รักมด รักแมลง รักพืชพันธุ์ชนิดต่างๆ
เมื่อนั้นนั่นหละ ที่เรารวมเป็นหนึ่งเดียวกับโลกและจักรวาลแล้ว" [ หน้า ๑๑๓,ประมวลความรัก]
ผมพลิกดูด้านหลังหนังสือ ยังมีหน้ากระดาษว่างๆ ไว้สำหรับบันทึก ประมวลความรัก ในมุมของผมดูบ้าง
เอาละครับ...
ผมคิดว่าไม่นานหรอก ...ประมวลความรักของผม น่าจะเต็มพื้นที่ว่างเปล่าของหน้ากระดาษนี้
ขอได้เริ่มต้นจาก ตรงนี้ ก่อนครับ
--------------------------------------------
"ด้วยรัก"
น้องจตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร
๓๐ ต.ค.๕๑
และคำเขียนขอบคุณของน้องเอกก็ลอยติดหู
พาให้เราคิดอยากทำ และ ทำเลย คั่นเวลาระหว่างพักสายตาจากการงาน
วันนี้เป็นวันที่พี่มีความสุข ขณะค่อย ๆ เลื่อนห่วงทีละห่วง ค่อย ๆ ได้ชิ้นงานเพิ่มขึ้นทีละนิด ๆ (สมชื่อนิตติ้งซะจริงเชียว) พี่นั่งคิดถึง
"ความคิด"ของตัวเอง
รำลึกไปถึงความสุขวัยเด็ก
รำลึกไปถึงแม่ของสมใจ-คุณครูสอนนิตติ้งพี่ที่เป็นหญิงชาวบ้าน เนื้อตัวกรุ่นกลิ่นอาหารเลี้ยงหมูแบบบ้าน ๆ
ขนาดลูกสาวตัวเองยังไม่อยากอยู่ใกล้นาน ๆ(คงเป็นคำแก้ตัวของสมใจ-ซึ่งเธอเป็นเด็กที่แก่นกะโหลก-ว่างั้นเถอะ)
รำลึกถึงไหมพรมกลุ่มแรก สีแรก
และ รำลึกไปถึงอะไร อะไรอีกมากมาย
โดยเฉพาะ ความรักที่บริสุทธิ์ที่เรามีให้แก่ลูกของเรา
(พี่มีเรื่อง-"หมวก"เด็กอ่อนอีกเรื่องนะคะที่อยากเขียนถึง)
ดูสิคะ คุณโอ๋+คุณเอก มีส่วนพาให้พี่ล่องลอยไปในโลกความสุขได้ขนาดนี้
แล้วเราจะไปขุ่นมัวกับ อะไร อะไร ที่มัน"จิ๊บ ๆ" (ขอใช้สำนวนวัยสะรุ่นหน่อย)ทำไมล่ะคะ
ขอแบ่งความสุขที่ได้คิดถึงและเก็บเกี่ยวความสุข จาก"นิตติ้ง"ความสุขที่มาทีละนิด ละนิด (ทีละห่วง..)กับทุกคนที่แวะเวียนมาค่ะ
ขอบคุณข้อคิดดี ๆ ภาพงาม ๆ เดี๋ยวจะคิดว่าขอเพลงอะไรจากคุณน้องดี..ที่เข้ากันกับบันทึก
เอ คุณน้องมอบให้หน่อยสิคะ ขอบคุณล่วงหน้า(ตาเฉย)
เพลงนี้ครับ
ฝนหน้าหนาว
ถักไม่เป็นค่ะพี่ แต่เคยได้รับผ้าพันคอถักจากพี่น้องหมู่บ้านกะเหรี่ยงที่ได้ไปเยี่ยมเยียนที่บ้านแม่ปิง อ.ปาย อึ้งที่เขาเอามาคล้องคอต้อนรับ ดีใจและชอบมาก หมู่บ้านนี้เป็นคริสเตียนเหมือนกัน ตอนไปปายก็ไปนมัสการร่วมกันกับเขา เจอจังหวะช่วงปีใหม่พอดี เขาก็บอกว่าให้เป็นของต้อนรับพี่น้องคริสเตียนจากกทม.และเป็นของขวัญปีใหม่ ทุกวันนี้เวลาหนาวก็ยังหยิบมาใช้อยู่เลย มีคุณค่าทางจิตใจค่ะ
ค่ำแล้วในฤดูหนาว - ล้วน ควันธรรม
ฟังเพลงแบบออริจินัล
พอย่างเข้าเขตหน้าหนาว ลมหนาวก็โชยพัดกระหน่ำ
สายลมเอื่อยมาในเวลาค่ำ ฮือ....ฉ่ำชื่นกว่าทุกวัน
น้ำค้างพร่างพรมลมเย็นรำเพย หนาวโอ้อกเอยหนาวจนสั่น
เสียงเรไรร้องก้องสนั่น ฮือ....ทำให้ฉันเป็นสุขใจ
.
เสียงเพลงค่ำแล้ว ค่ำแล้ว ค่ำแล้ว ดังแว่วมาแต่ไกล
นี่ใครนะใคร ฮืม.....ช่างประดิษฐ์คิดเพลงค่ำ ๆ
หนาวลมยิ่งทำให้ใจคนึง คิดถึงแต่รักที่หวานฉ่ำ
หารักอื่นใดไหนจะหวานล้ำ ฮือ......ฉ่ำเท่ารักเราไม่มี
.
สวนลุมพินีถิ่นที่เคยไป เขาดินถิ่นใกล้ก่อนนี้เคยชื่น
เดี๋ยวนี้ผ่านไปเห็นแล้วขมขื่น ฮือ.....ไม่ชวนชื่นเหมือนก่อนนั้น
นภาสะอาดดูงามสดใส ฉันรักจับใจ สะอาดนะนั่น
หนาวลมเยือกเย็นนั้นทำให้สั่น ฮืม...จิตใจฉันเลื่อนลอยไป
เสียงเพลงค่ำแล้ว ค่ำแล้ว ค่ำแล้ว ดังแว่วมาแต่ไกล
ติดเตือนหัวใจ ฮือ.......ให้คิดถึงยามค่ำ ๆ
คิดถึงร่วมทางเคยเที่ยวด้วยกัน ทุกคืนก่อนนั้นหวานชื่นฉ่ำ
ทุกทีที่ไปฝังใจยังจำ ฮืม....ไม่ลืมคำที่ได้ฝากกัน
(*) แต่วันนี้ฉันก็ไม่รู้ว่าฉันต้องรออีกนานแค่ไหน
แล้ววันเวลาที่เราจะได้พบกันจะมาถึงเมื่อไร
ต้องทำยังไง อยากให้เธอได้เข้าใจ การรอคอยมันนานเกินทนไหว
(ว่าฉันคิดถึงเธอมากแค่ไหน)
(**) ถึงแม้ฉันจะท้อกับการรอคอยเธอตรงนี้
แต่ยังคงมีความหวังตราบที่ฉันยังหายใจ
และไม่ว่านานเพียงใด บอกได้เลยเต็มใจ
เพราะฉันรู้ว่าเธอมีค่ามากเพียงไหน
(แต่ ในวันเวลา และวุฒิภาวะ ขณะนี้-พี่ก้าวล่วง ไปแล้วค่ะ )
อีกอย่างการที่เรามีความรู้สึกดี ๆ ต่อใครสักคน-โดยไม่request อะไรจากคน ๆ นั้นกลับคืน นี่มันดีเสียกว่านะคะ ขอบคุณ สำหรับเพลงค่ะ
เพลงข้างบนที่โพส ฟังแล้วจับใจดีครับ ผมว่าบรรยากาศดีๆ ปลายฝนต้นหนาวแบบนี้ บรรยากาศโรแมนติคมาก
ฟังเพลง...ทำให้ใจเบา เบา มีความสุขกับความรักที่กรุ่นกลิ่น ในครอบครัวพี่หมอเล็กครับ
จะยกผืนที่ถักเองให้ผืนหนึ่งค่ะ (ให้ไปแย่งกันใช้กับน้องทีม..เอ แต่น้องทีมหรือคุณซานเองจะได้ใช้ไหมหนอ ข่าววันนี้เพิ่งออกว่า กทม จะร้อน..คนไทยอาจไม่ได้ใช้เสื้อหนาว..แหะ แหะ)
นี่เป็น เวอร์ชั่น คุณชรินทร์ นันทนาคร ครับ เพราะไปอีกแบบ
ค่ำแล้วในฤดูหนาว
ขอบคุณล่วงหน้าค่ะพี่ ผืนนี้มีให้ดูด้วย น้องทีมก็เคยใช้โพกหัวตอนหนาว สารพัดประโยชน์ มีลิงค์รูปให้ดูค่ะ รูปขวาล่าง ใช้แบบนี้ก็เก๋ดีค่ะ ผ้าพันคอไม่หนาวมากก็ใช้ได้ น้องทีมขี้หนาว เป็นพวกภูมิไวค่ะ ฮีสตามีนสูง ไปไหนก็ต้องพกเสื้อกันหนาวไปด้วย แค่ร้านอาหารแอร์เย็นหรือโรงหนังก็ทนไม่ไหว
คิดว่า เพลงที่จะประกอบ สายลมโชยชายใน..ปลายฝนต้นหนาว
และประกอบฉากถักนิตติ้งของนางเอก(อิอิ อย่าเพิ่งร้องว่า..ยุง ยุง แล้วตบยุง นะคะ)...คิดตรงกันว่า น่าจะเป็น
เพลงเอกประกอบภาพยนต์เรื่อง
1.Somewhere in time หรือ ก็คือ Love Themeในเรื่อง
และ
2.เพลง Rhapsody on a Theme of Paganini
หวาน เหงา หนาว
ซึ้ง ซึมทราบถึงความรักของเขาทั้งสอง(พระเอก-นางเอกในเรื่อง)
รอคอย นิ่งสงบ สมหวัง
พลัน...พลัดพราก
ต้องรบกวนใครสักคนแล้ว..น่าเบื่อตัวเองเหมือนกันนะ หาเพลงไม่เป็น และ ไม่พยายามหา..ซะด้วย
ฮา
ตามคำเรียกร้องครับ
หวาน หนาว เหงา จริงๆครับ...
โอ คุณเอกเก่งจริง ๆ สมกับตำแหน่งที่คุณน้องซูซาน
มอบให้ สองวันก่อน ฮิ ฮิ
แซวตัดอารมณ์หวาน หนาว เหงา จริงๆครับ...หน่อยน่ะ
พินิจพิเคราะห์แล้ว ผ้าพันคอที่ผู้ไดรับคงเป็นผ้าพันคอแบบสองชั้น วง ๆ กลม ๆ เพราะคุณโอ๋ใช้ไม้นิตแบบวง ๆ ไม่ต้องมีรอยตะเข็บหรือรอยเย็บต่อ หรือเย็บเก็บริม
ใช่หรือไม่ใช่ ต้องรอเจ้าตัวคนทำมาเฉลยแล้วล่ะค่ะ
พี่เอกมาไว อิอิ มาไม่ทันครับ
พี่ชอบอ่านประวัติเพลงก่อนหัดเรียน ก่อนหัดร้องหรือฟัง
อยากรู้ว่า เขา-คนแต่งเพลง...คิดถึงอะไร(กินอะไรด้วย อิ อิ) ถึงได้แต่งเหลงได้ไพเราะ คำสวยขนาดนั้น
คืนนี้ค่อนข้างดึก เสียงกรนแห่งชีวิตมาแล้ว
เราคงต้อง รตสว โกทูโน
พรุ่งนี้มาฟัง ทั้งสองท่านที่ร้องค่ะ
มีประวัติเพิ่มจะมาเติมค่ะ ;P
พี่ขอ From the distance ของ Bett Miller หน่อยซีคะ
ไม่เกรงใจหน้าตาเฉยอีกแล้ว ;P