ทฤษฎีหรือเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ CAI
ประวัติของ
แนวคิดในการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ทางาการศึกษาเริ่มขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
ช่วงปลาย ค.ศ. 1950 ถึงต้นปี ค.ศ. 1960 นำมาใช้ในด้านการเรียนการสอน
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนที่เรียนไม่ทันคนอื่นในชั้นเรียนได้เรียนซ่อมเสริมนอกเวลาเรียน
แต่บทเรียนแบบโปรแกรมยังใช้หนังสือเป็นตัวนำเสนอ
ซึ่งทำให้เกิดความน่าเบื่อหน่าย
ช่วงต้นปี ค.ศ. 1960 มหาวิทยาลัยสแตมฟอร์ดและมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ได้นำเอกคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเข้ามามีบทบาทในการเรียนการสอน โดยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดได้พัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ช่วยในการฝึกฝนทักษะด้านคณิตศาสตร์และการใช้ภาษาของเด็กในระดับประถมศึกษา ส่วนมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนไม่จำกัดเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์และภาษาไทยเท่านั้น แต่ใช้ครอบคลุมไปเกือบทุกวิชาและใช้ได้กับผู้เรียนในวัยเด็กและสิสิตนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาด้วย แต่ก็มีข้อจำกัดที่ว่าฮาร์ดแวร์และซอฟ์ตแวร์ที่ใช้มีลักษระตายตัว คือจะต้องเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ออกแบบมาสำหรับระบบนี้โดยเฉพาะและต้องเขียนโปรแกรมด้วยภาษาติวเตอร์
(TUTOR)เท่านั้น
ต่อมา
ค.ศ. 1971 มหาวิทยาลัยบริกคัมยังและเท็กซัส
ได้คิดพัฒนานำโปรแกรม CAI
มาใช้กับมินิคอมพิวเตอร์ โดยผสมคอมพิวเตอร์และโทรทัศน์เข้าด้วยกัน
ผลิตออกมาเป็นรายวิชาทาง
คณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ โปรแกรมนี้ชื่อว่า ทิกซิต (TICCIT : Time Share Instructive Computer Controller
Information Television)
นับเป็นโปรแกรมที่ประสบความสำเร็จพอสมควร
แนวคิดในการหาเครื่องมือใช้ในโรงเรียนเริ่มจากนักจิตวิทยาชื่อ บี เอฟ สกินนอร์(B.F.Skinner) ซึ่งพบว่า บุตรสาวของตนเรียนบางวิชาไม่รู้เรื่องเพราะครูสอนไม่เป็น สกินเนอร์จึงค้นหาวิธีการสอนใหม่โดยใช้วิธีการแบบใหม่เข้าช่วย เครื่องมือของเขาเรียกว่า “ เครื่องช่วยสอน
” (Teaching Machine)บทเรียนที่ทำขึ้นเรียกว่า “ Program Lesson ”
การใช้เครื่องช่วยสอนและการสอนแบบโปรแกรมนี้เองเป็นจุดสนใจที่นักคอมพิวเตอร์ทั้งหลายนำไปคิดปรับปรุงใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์
ไม่นานต่อมาการสอนแบบนี้
คือการพยายามที่จะสอนโดยไม่ให้ผู้สอนมีบทบาทโดยตรง
บทเรียนและวิธีการสอนมีลักษณะดังนี้
เริ่มต้นจากสิ่งรู้ไปยังสิ่งที่ไม่รู้ (From the know
to the unknow) จัดการสอนในเนื้อหาเรียงกันไปตามลำดับ
(Linear exquence)
เริ่มจากเรื่องที่ผู้เรียนรู้ ๆ
อยู่แล้วไปจนถึงเรื่องใหม่ที่ยังไม่เคยรู้ โดยทำเป็นกรอบ (Frame) หลายๆ กรอบ ผู้เรียนค่อยๆ
เรียนไปทีละกรอบตามลำดับของความง่ายไปสู่ความยาก
เนื้อหาที่ค่อยเพิ่มขึ้นนั้นจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละน้อยๆ ค่อนข้างง่ายๆ
และมีสาระใหม่ไม่มากนัก
ความเปลี่ยนแปลงในแต่ละกรอบจะต้องสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
แต่ละกรอบจะต้องมีการแนะนำความรู้ใหม่เพียงอย่างเดียว
การแนะนำความรู้หรืออยู่
ไม่ใหม่ๆ ทีละมากๆ จะทำให้ผู้เรียนสับสนได้ง่าย
ในระหว่างการเรียนแต่ละคนมีส่วนร่วมในการทำอะไรตามไปด้วย เช่น
ตอบคำถาม ทำแบบฝึกหัด ฯลฯ
ไม่ใช่ติดตามอย่างเดียวเพราะจะทำให้เกิดความน่าเบื่อหน่าย
การเลือกคำตอบที่ผิดอาจจะทำให้กลับไปทบทวนกรอบของบทเรียนเก่าหรือ
ไม่ก็เป็นกรอบใหม่ที่จะอธิบายถึงการเข้าใจผิด
หรือความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นการเพิ่มเนื้อหาเข้าไปในตัว
หรือถ้าเป็นคำตอบที่ถูกต้องผู้เรียนจะได้เรียนเรื่องใหม่เพิ่มเติม
การได้รู้เฉลยและคำตอบหรือรู้ผลในทันทีทำให้ผู้เรียนเกิดความสนุกสนานไปด้วย
คำตอบที่มักได้ถูกรับคำชมที่ทำให้ผู้เรียนมีกำลังใจ
ส่วนคำตอบที่ผิดบางทีอาจตำหนิซึ่งก็ไม่มีใครได้ยินทำให้ไม่รู้สึกอายหรือหมดกำลังใจ
การเรียนวิธีนี้ทำให้ผู้เรียนเรียนได้ตามความเร็วของตน
จะใช้เวลาทบทวนบทเรียนหรือคิดตอบคำถามแต่ละข้อนานเท่าใดก็ได้
ผู้เรียนจะรู้สึกถูกกดดันด้วยการกำหนดเวลาที่ต้องรอเพื่อนหรือตามเพื่อนให้ทัน
การเรียนในลักษณะนี้เป็นการเรียนด้วยตนเองที่เน้นความถนัดของแต่ละบุคคล
(Individaulized)แต่ละคนมีความถนัดต่างกันแม้ในวิชาเดียวกัน
การเรียนบทเรียนแต่ละบทก็ใช้ดวลาไม่เท่ากัน
บางคนเรียนคณิตศาสตร์เรื่องการบวกใช้เวลาน้อยแต่เรื่องการคูณต้องใช้เวลามาก
ในการสอนบทเรียนในลักษณะนี้
การทำท้ายบทสรุปบทเรียนแต่ละบทจะช่วยให้ผู้เรียนได้วัดผลได้ด้วยตนเอง
การสรุปนั้นหมายถึงการสรุปด้วยเนื้อหา
และการสรุปติดตามผลของการเรียนด้วยว่าผู้เรียนใช้เวลามากหรือน้อย
หรือใช้งานอะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่ในการเรียนในห้องเรียน
ยิ่งครูทดสอบบ่อยเท่าไรการเรียนก็ยิ่งผลเท่านั้น
แต่การทดสอบธรรมดามีปัญหาในเรื่องการตรวจช้า
การทำกรอบบทเรียนแต่ละบทนั้นถ้าเราทำได้ดี
เราจะสามารถวิเคราะห์คำตอบไปได้ด้วยประสบการณ์ของนักเรียนแต่ละคน
ทำให้คำตอบแตกต่างกันเราสามารถที่จะวิเคราะห์ได้จากคำตอบของนักเรียนได้ว่า
การที่เลือกคำตอบนั้นๆ ถ้าเป็นคำตอบที่ผิดเป็นเพราะอะไร
อาจเป็นเพราะสับสนกับเรื่องอื่นตีความคำถามผิดไปหรือไม่เข้าใจเลย
การทำแบบทดสอบที่ดีผู้เรียนสามารถเรียบเรียงเนื้อหาเป็นขั้นตอนจริงๆ
ผู้เรียนควรจะทำได้ทั้งหมด
แต่การทำถูกไปหมดบางครั้งก็ทำให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่ายได้
การกำหนดวัตถุประสงค์ไว้ปลายทางว่าต้องากรให้ผู้ใช้รู้อะไรบ้าง
จะช่วยในการแบ่งเนื้อหาซึ่งจะต้องเรียนไปตามลำดับ
ทำให้ดีขึ้นไม่หันเหออกไปเรื่องอื่นโดยไม่จำเป็น
ต่อมาได้มีการพัฒนาปรับปรุงและออกแบบ
CAIให้มีประสิทธิภาพและมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น โดยนำสื่อหลายๆ รูปแบบหรือที่เรียกว่า “ มัลติมีเดีย
”เข้ามาช่วยให้เกิดความน่าสนใจ เช่น รูป ภาพ
แสง สี เสียง จนในขณะนีสามารถกล่าวได้ว่า
มัลติมีเดียได้กลายเป็นองค์ประกอบหลักของคอมพิวเตอร์ไปแล้ว
เมื่อพิจารณาถึงความเป็นมาของการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนน่าจะมีความสัมพันธ์กับการเรียนการสอนแบบโปรแกรม
ซึ่งในระยะเวลากว่า
20ปีที่ผ่านมา การเรียนการสอนแบบโปรแกรมได้รับความสนใจว่าเป็นวิธีการที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้น เนื่องจากการเรียนการสอนวิธีนี้มีหลักการพื้นฐานของการใช้ทฤษฎีและหลักจิตวิทยาการเรียนรู้ที่คำนึงถึงความแตกต่างระหว่าบุคคล
(Individaul Differences)มีการใช้แรงเสริม
(Reinforcement)
และการให้ข้อมูลป้อนกลับแก่ผู้เรียน (Feedback)
การเรียนการสอนลักษณะนี้นอกจากจะใช้สื่อการเรียนการสอนในรูปเอกสารแล้ว
ได้มีผู้พยายามสร้างเครื่องสอน (Teaching
Machine) เพื่อนำเสนอบทเรียนแบบโปรแกรมอีกด้วย
และเมื่อคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทในการศึกษา
บทเรียนแบบโปรแกรมจึงมีการพัฒนามาอยู่บนคอมพิวเตอร์