"...ชาวบ้าน มักพยายามสื่อสารให้เห็นความเป็นทั้งหมดในชีวิต เพื่อได้ความบริสุทธิ์ใจ ความจริงใจ ความวางใจ และความรู้สึกร่วมทุกข์สุข ฉันท์เพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้ ..."

              การวิจัย ทำงาน และเชื่อมโยงบทบาทการทำงานกับชาวบ้าน  ให้มีมิติการแลกเปลี่ยนเรียนรู้  จนถึงระดับสามารถรู้สึกทุกข์ร้อน เข้าใจ  เห็นใจ  นับถือจิตใจ และเห็นความเป็นมนุษย์ของปัจเจกและชุมชน  พ้นไปจากรูปแบบภายนอกที่ผิวเผิน เป็นการสร้างความเป็นซึ่งกันและกันของภาคีทางวิชาการกับภาคสังคม ซึ่งปัจจัยและองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่ง  ในการถักทอและสร้างสาสังคมให้เกิดโครงสร้างเชิงวัฒนธรรมอย่างนี้ได้ก็คือ การเข้าถึงภาษาระหว่างถ้อยคำ

             เห็นจิตใจและความเป็นมนุษย์จากสถานการณ์ทั้งหมด  ซึ่งอยู่เหนือสิ่งที่ผู้คนพยายามสื่อสารถึงกัน บางทีเราเรียกความสามารถดังกล่าวนี้ว่า  การได้คุณค่าและความหมายร่วมกับจุดเยือนและทรรศนะของชุมชน  / การเข้าถึงความหมายระหว่างบรรทัด  / การเข้าถึงบริบท / การเห็นมิติที่ถ้อยคำและการพูดเอื้อมไม่ถึง

            ในทางการสื่อสารและการเรียนรู้ทางสังคม อาจจัดมิตินี้ว่าเป็นการสื่อให้สัมผัสและหยั่งโดยรวมจากสถานการณ์และบริบท       ซึ่งเป็นหลักการสื่อสารเรียนรู้ ที่ให้ความสำคัญต่อการสร้างประสบการณ์และการมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้คนที่เกี่ยวข้อง  มีความเหมาะสมกับการทำงานในเรื่องที่ปัจเจก ภาคประชาชน และชุมชน ต้องเป็นพระเอก หรือเป็นผู้นำการคิดริเริ่ม

            การเข้าถึงการสื่อสารเรียนรู้ระดับนี้ ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจมิติทางสังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และความรอบด้านในสถานการณ์การพูดคุย สื่อสาร และสร้างสังคมกัน  ณ  เหตุการณ์นั้นๆ จึงจัดว่าเป็นชุดความหมายของการสื่อสารเรียนรู้ที่อิงอยู่กับบริบท ซึ่งบางครั้งมิได้ปรากฏอยู่ที่ถ้อยคำและสิ่งที่พูด  เรื่องนี้มีความสำคัญมากสำหรับนักวิจัยและงานบริการทางวิชาการ  ในเรื่องที่ถือเอาชุมชนและกลุ่มคนในพื้นที่เป็นตัวตั้ง 

           ผมมีบทเรียนและตัวอย่าง ซึ่งมักเจออยู่เสมอในการทำงานกับภาคประชาชน และในรูปแบบการทำงานที่ถือเอาชุมชนเป็นฐาน (Community-Based Development Approach)

           ครั้งหนึ่ง  ผมจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของเครือข่ายสร้างองค์ความรู้ท้องถิ่น  เพื่อขับเคลื่อนประชาคมอำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม  ซึ่งเป็นเวทีที่จัดขึ้นหลังจากเราทำงานกับกลุ่มชาวบ้านและปัจเจกจากสาขาอาชีพต่างๆมาแล้วกว่าหนึ่งปี  มีผู้คนมาร่วมเวทีกว่า 100 คน และหนึ่งในนั้น เป็นลุงชาวนาบัว และเป็นกลุ่มร่วมวิจัยสร้างความรู้ท้องถิ่นเรื่องนาบัวกับผมด้วย สมมุติว่าชื่อลุง ก

            ลุง ก อยู่ในชุดกางเกงขาก๊วย มาร่วมเวทีที่ผมจัดขึ้นในมหาวิทยาลัย  ผู้ร่วมเวทีของลุงมีทั้งชาวบ้านชายหญิง นักธุรกิจ  ครูอาจารย์จากสถานศึกษาในพื้นที่  ข้าราชการในท้องถิ่น นักศึกษามหาวิทยาลัย และอาจารย์มหาวิทยาลัย 

           ก่อนกิจกรรมเวทีจะเริ่มขึ้น ลุงก็เดินมาหาผม พูดคุยสารทุกข์สุขดิบกับ และเล่าเรื่องราววันนี้ (วันที่กำลังมาร่วมเวทีประชุม) ของแก  ซึ่งเป็นการสื่อให้เห็นความหมายของจิตใจ  ด้วยการนำเสนอสถานการณ์และบริบทของลุงเองในวันที่มาร่วมเวที.....ลุงแกพูด สรุปได้อย่างนี้ครับ

            "...วันนี้ว่าจะตื่นแต่เช้า ได้ออร์เดอร์จากเมืองนอก 2-3 พันดอก แต่ต้องช่วยกันเก็บ แล้วก็เอาไปแพ็คส่ง เลยไม่ไปแล้ว มาที่นี่ก่อน จะอยู่ทั้งวัน วันหลังก็ยังมีอย่างนี้อยู่อีก.." 

            นี้เป็นตัวอย่างที่ดีอย่างหนึ่งในการสื่อสารและเรียนรู้กันให้เห็นความหมายระดับบริบท และสัมผัสสถานการณ์  ให้เกิดการสื่อจากหัวใจ ถึงจิตใจของกันและกัน  เพราะ.......

            หากเราจะจัดค่าเบี้ยเลี้ยงตอบแทนชาวบ้านผู้ร่วมประชุม ในระยะยาวเราก็จะไม่มีกำลังทำ  อีกทั้งอัตราการจ่ายตอบแทนชาวบ้านตอนนั้น  อย่างมากก็ได้วันละ  70-150 บาท เท่านั้น

            ทว่า  กรณีของลุง ก ชาวนาบัวนี้  หากเป็นการทำบัวส่งออกนอก มักจะเป็นดอกบัวฉัตรแดง  ซึ่งจะส่งออกดอกละ 7-10 บาท การมีออร์เดอร์ 2-3 พันดอก  ก็จะทำให้แกได้เงินเกือบหนึ่งหมื่นบาทของเช้าวันนั้น จ่ายเบี้ยเลี้ยงลุงแกไป นอกจากจะทดแทนกันไม่ได้แล้ว ก็จะเป็นการหมิ่นน้ำใจแกเสียมากกว่า เงินเราขี้ปะติ๋วเหลือเกิน

           ในอีกด้านหนึ่ง การมาร่วมกิจกรรมที่เราจัดขึ้นนี้  ลุง ก  เสียรายได้ไปนับหมื่นบาท  และทุกๆวัน ชาวนาบัวหากไม่รับออร์เดอร์ส่งออกดอกบัวไปนอก เอาแค่ในประเทศ ใช้เวลาเก็บและกำดอกบัวในตอนเช้า 2-3 ชั่วโมง ก็จะมีรายได้อย่างต่ำทุกวัน 1,500-3,000 บาท เกษตรกรชาวนาบัวในพุทธมณฑลเลยไม่เป็นหนี้เหมือนเกษตรกรสาขาอื่น

           แกหมายความตามที่พูดเท่านั้นหรือ  ไม่ใช่แน่  ลุงแกเป็นผู้ใหญ่และรู้ความเป็นชีวิตมากกว่าผมมากมาย แกไม่พูดสื่งที่ขาดความเชื่อมโยง เหมือนคนไม่มีอะไรจะพูดในสถานการณ์นั้นหรอก มันผิวเผินไป

           แกบ่นเสียดายและขอให้เราจ่ายค่าตอบแทนอย่างเหมาะสมรึ ยิ่งไม่ใช่แน่นอน หากเอาเงินและการได้ผลตอบแทนเป็นตัวตั้ง  เราจ่ายได้ไม่ถึงอัตราที่แกหาได้ในเวลาเท่ากันหรอกครับ  อีกทั้งการเดินเข้ามาร่วมเวทีของลุงแก  ก็ไม่มีอะไรเป็นตัวยึดโยงที่เป็นการตีกรอบให้ตัดสินใจเลย  ลุงแกไม่ได้เป็นลูกน้องใคร และในเวทีก็ไม่มีใครจะเป็นจ้าวนายบังคับชีวิตแกได้

           การประมวลทางความคิดอย่างนี้  เรียกว่าหาแก่นสาร และคิดวิเคราะห์เพื่อซาบซึ้งและเข้าใจไปตามบริบทของลุง ร่วมกับลุงครับ ภาษาการวิจัยเรียกว่า การวิเคราะห์หาประเด็นหลัก หรือ Thematic analysis และ สอบทานมิติเชิงเนื้อหาให้รอบด้าน  ซึ่งเรียกว่า Content analysis อย่างที่ชาวบ้านและชุมชนเป็น มิใช่อย่างทฤษฎีและความรู้ของเราต้องการให้เป็น ไม่อย่างนั้น  จะไม่สามารถจับประเด็น ที่เป็นประเด็นของชาวบ้าน และสื่อจากใจถึงใจกันได้

           กรณีนี้  หลังจากทำในใจให้แยบคายดีแล้ว  ผมเห็นความหมายว่า  "..ลุงอาจจะพูดไม่เก่ง  หรือไม่ได้พูด  แต่จะอยู่ร่วมเวทีทั้งวัน  เพราะลุงเห็นว่า ลุงและเวทีนี้เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน...." 

            "...ลุงให้ความจริงใจ...."  ทำนองนั้น

            ด้วยการเข้าถึงความหมายและคุณค่าของกันและกันอย่างนี้  ลุง ก และลูกชายของลุง  รวมไปจนถึงเมียของลุง ก็ชวนผมไปเที่ยวบ้านกลางสวนและนาบัว  นั่งกินข้าว  นอนเล่นและคุยกัน  โดยต่างคนต่างก็ไม่ต้องระมัดระวังตน และต่อมาผมได้ทราบว่า ลุง ก ซึ่งแต่เดิมเป็นชาวนาตัวเล็กๆ เปิ่นๆ  ก็กลายเป็นวิทยากรการเรียนรู้ให้กับชาวนาและชุมชนด้วยกันเอง  ในอำเภอและของจังหวัดนครปฐมครับ

            ให้บทเรียนได้ดีมากว่า พลังการวิจัยและวิธีการทางความรู้ที่แยบคาย เหมาะสม ก็สามารถช่วยให้ชาวบ้านและชุมชน เชื่อมั่นความเป็นมนุษย์และมีความสง่างามขึ้นบนวิถีชีวิตตนเองได้

            ชาวบ้านและในวิถีประชาชนนั้น  มักคำนึงถึงการอยู่ร่วมกันและความเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันในระยะยาวของผู้คนในสังคม มากกว่าจะสื่อสาร แลกเปลี่ยรเรียนรู้ และสร้างสังคมร่วมกับผู้อื่นแบบฉาบฉวย การมีความจริงใจต่อกัน  มักพยายามสื่อสารให้เห็นความเป็นทั้งหมดในชีวิต  เพื่อได้ความบริสุทธิ์ใจ  ความจริงใจ ความวางใจ และความรู้สึกร่วมทุกข์สุข  ฉันท์เพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้ 

            การเห็นบทบาทและความสำคัญ ของมิติทางสังคม  วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมในความเป็นจริงแห่งชีวิตอย่างนี้ ทฤษฎีและองค์ความรู้แบบทั่วไป จะเข้าไม่ถึง นักวิจัยและคนทำงานชุมชนในสาขาต่างๆ ต้องเรียนรู้ที่จะอ่านเอาจากสังคม หรือไปเรียนรู้กับชาวบ้านและชุมชนด้วยวิถีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวราบ วางความติดยึดตัวตนและเคารพโลกความเป็นจริงที่แตกต่างหลากหลาย  ชุมชนและสังคมจะเข้มแข็งยิ่งๆขึ้นครับ.