อ่านข่าว นสพ.เรื่องรัฐอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยน้ำท่วมแล้วก็ทำให้ตัวเองย้อนนึกถึงบรรยากาศในวันลงทะเบียนรับเงินช่วยเหลือภัยน้ำท่วมขึ้นมาตะหงิดๆ
กลางเดือนกันยายน ผู้ใหญ่บ้านประกาศทางหอกระจายข่าวว่าให้พี่น้องชาวนาในหมู่ 8 ซึ่งทำนาทุกคน มาลงทะเบียนประสบภัยแล้งและภัยน้ำท่วม ข่าวที่ประกาศนี้ปลุกให้ชาวบ้านตื่นตัวกันมากพอๆกับปีที่ผ่านมา แต่ปีนี้มีสิ่งที่พิเศษกว่าปีที่แล้วหลายอย่าง ฉันเรียกว่า"พิเศษ" แต่ชาวบ้านเรียกว่ายุ่งยาก เนื่องจากการจะลงทะเบียนรับเงินภัยแล้งและภัยน้ำท่วมปีนี้นั้น ไม่ได้ทำกันง่ายๆเหมือนปีที่ผ่านมา ก็คือ แค่นำบัตรประชาชน,สำเนาทะเบียนบ้าน แล้วไปแจ้งว่าทำนากี่ไร่ หรือ เช่าทำนากี่ไร่ เรื่องก็เสร็จ และรอให้เขาส่งเรื่องไปยังเกษตรฯ ปีถัดไปก็จะได้รับเงิน
มาปีนี้ไม่ได้ง่ายแบบที่ทำๆกันมาแล้ว เพราะหน่วยงานที่สนับสนุนงบประมาณต้องการหลักฐานที่แน่ชัดเพื่อยืนยันว่าคนทำนาประสบปัญหาน้ำท่วมหรือภัยแล้งจริงๆ ไม่ได้ขี้ตั๊วกัน หลักฐานที่เด็ดๆ ต้องมีรูปถ่ายที่นาซึ่งประสบภัย มีสำเนาโฉนดที่นา ส่วนบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านนั้นมีตายตัวอยู่แล้ว
เช้าวันที่เขาเริ่มรับลงทะเบียนบรรยากาศในหมู่บ้านดูวุ่นวายกว่าทุกๆวันที่ผ่านๆมา เพราะพ่อใหญ่แม่ใหญ่ต่างวิ่งวุ่นหาช่างถ่ายภาพกันให้ควั่ก จะไม่วุ่นได้อย่างไร ก็ทำนามาตั้งหลายปี ไม่เคยคิดถ่ายรูปนาเอาไว้เลย ไม่ว่าจะฝนแล้งน้ำท่วม มันถูกบันทึกไว้ในความทรงจำเสียมากกว่าบันทึกไว้เป็นภาพถ่ายแบบคนสมัยใหม่เขาทำกัน พ่อใหญ่ใจวิ่งโร่มาหาฉันแต่เช้าตรู่ เพื่อมาขอให้ฉันไปถ่ายเอกสารโฉนดที่นาซึ่งแกเช่าทำให้ ย่าพันธุ์ก็วิ่งวุ่นไปหาตากล้องมาถ่ายภาพนาที่มีแต่หญ้าของแก ฉันเลยถามพ่อใหญ่ใจว่า ทำไมปีนี้เขาจึงต้องการรูปถ่ายและโฉนดด้วย แกเลยเล่าให้ฟังว่า
"มันเป็นจังซี่ คือว่าไทเฮาเวลาไปแจ้งเรื่องจำนวนที่นา ก็ไปแจ้งเกินกว่าที่ตัวเองทำ เพราะอยากได้เงินเยอะๆ เจ้าของนาบางคนไม่ทำนาด้วยซ้ำ ให้เขาเช่าทำหมด แต่ตัวเองก็ไปแจ้ง คนเช่าก็ไปแจ้ง พอทางการเขาตรวจดูข้อมูล มันก็เห็นว่าจำนวนที่นาที่ประสบภัยมีมากผิดปกติ "
"อ๋อ..ไปขี้ตั๊ว(โกหก)เขา"
"หากเขาจับได้ โทษทั้งจำทั้งปรับ "
"โอ๊ย...อันนี้ข่อยบ่ย่าน ของข่อย...เจ้าว่าท่วมเสียแท้ๆ ซักกี่ไร่ได้
"กะสิประมาณ 2 ไร่ นี่ล่ะ"
ฉันพยักหน้า และคิดว่าฉันจะไปแจ้งความจำนงขอรับเงินช่วยเหลือนาน้ำท่วมแค่ 2 ไร่ เท่านี้แหละ แต่ตอนแรกๆที่เห็นๆเขาวุ่นวายกัน ฉันก็ขี้เกียจจะไปแจ้งเหมือนกัน เพราะมันดูวุ่นวายเสียเหลือเกิน แต่ย่าพันธุ์บอกว่า ให้ไปลงไว้บ้างก็ดี ถึงเสียหายนิดหน่อยก็ลงเอาไว้
หลายคนที่รู้จักฉันแซวฉันเรื่องไปแจ้งน้ำท่วม อย่างเช่น น้าวัฒน์
"บ่ย่านบ่ เขาจับแด๊...หากไปตั๊วเขา ติดคุก 3 เดือน ปรับ 3 หมื่น"
"บ่ บ่ได้ย่าน สิไปย่านหยัง เฮาบอกข้อมูลจริง"
น้าวัฒน์แกทำนา 30 ไร่ เป็นนามูนมังของพ่อแม่ แต่จริงๆแล้วนาแกไม่ได้เสียหายถึง 30 ไร่ ตอนที่ไปลงทะเบียนฉันนั่งบอกข้อมูลกรรมการอยู่ใกล้ๆกับแก เลยเห็นว่าแกไปถ่ายรูปที่น้ำท่วมในนาของคนอื่น ตรงที่น้ำท่วมถึงเอว แล้วแกก็แจ้งตั้ง 30 ไร่ ฉันนั่งฟังแกแจ้งอยู่เงียบๆ แหม....ทำเป็นมาขู่เรา ฮา...
ส่วนใหญ่ของคนที่ไปแจ้งภัยน้ำท่วมจะแจ้งจำนวนที่นาที่ประสบภัยตามจำนวนที่ดินที่ปรากฏในโฉนด ไม่ได้แจ้งตามที่มันประสบภัยจริงๆ แต่บางรายก็ประสบภัยเต็มพื้นที่จริงๆก็มี แต่เป็นคนส่วนน้อย เรื่องภาพถ่ายนี่ก็อีกอย่าง หลายรายหรือจะบอกว่าเป็นส่วนใหญ่ ไปหาถ่ายภาพบริเวณที่มีน้ำขังเช่นในหนองน้ำ ในคลอง ซึ่งบางทีฉันรู้สึกว่า มันก็เกินไป อะไรจะต้องขนาดนั้น
ถึงคิวฉันแจ้งจำนวนที่นาประสบภัยน้ำท่วมบ้าง ที่นาที่ฉันทำทั้งหมด 12 ไร่ ฉันแจ้งเสียหาย 2 ไร่ กรรมการที่นั่งกรอกข้อมูลและคนที่มารอคิวทั้ง3-4 คน พากันมองหน้า กรรมการผู้ชายคนนึงถามฉันว่า
"บ่อยากได้หลายๆติ คือแจ้งน้อยแท้"
"ข่อยก็แจ้งตามความเป็นจริง บ่ เกี่ยวกับอยาก บ่ อยาก"
คนที่มารอคิวและกรรมการทั้งหมดพากันหัวเราะฉัน
กลับมาถึงบ้านฉันมาเล่าให้ย่าพันธุ์ฟังว่า มีแต่คนขี้ตั๊วทั้งนั้นเลย แกเลยเล่าให้ฟังว่า
ลุงคาน(ญาติ)ก็เอากะเขาด้วย แกเพิ่งไล่ให้ป้านี ไปยืนแช่น้ำถ่ายรูปที่หนองควายตาย เมื่อตะกี๊ ดูสิ ตัวแกเองก็ไปแจ้งมาแล้ว ยังดันให้เมียไปแจ้งอีก ที่จริงนาทุ่งนั้นของแกไม่ท่วมเลยซักกะตี๊ด ทุ่งที่แกไปแจ้งเองข้าวก็ไม่ตายซักต้น มันสิได้น้อยเหรอเงินน้ำท่วมแกน่ะ"
ฉันฟังก็ได้แต่ถอนใจ....เฮ่อ...อะไรจะขนาดนี้
เย็นวันนั้นพ่อใหญ่ใจเข้ามาหาย่าพันธุ์อีกรอบ เพื่อมาขอโฉนดที่นาย่าพันธุ์ไปถ่ายเอกสาร แกบอกว่าพอไปดูจิรงๆแล้วข้าวของแกเน่า หึๆ ตอนเช้าแกยังบอกเลยว่าแกจะไม่แจ้งนาทุ่งนี้ เพราะเสียหายนิดเดียวไม่ถึงไร่ ไปแจ้งก็อายเขา ฉันก็เห็นว่าดีแล้ว เพราะมันไม่ได้เสียหายเท่าของฉันด้วยซ้ำ แต่ไม่รู้แกคิดยังไง ถึงเปลี่ยนใจไปแจ้งอีก
ตลอดเช้าถึงเย็นคนพูดกันแต่เรื่องน้ำท่วมและภัยแล้ง บ้างก็ว่าทางขาดเข้าไปถ่ายรูปที่นาของตังเองไม่ได้ เลยต้องไปหาถ่ายรูปเอาตามหนองน้ำ บ้างก็พูดขู่กัน ส่วนฉันไม่มีอะไรให้ห่วงเพราะไม่ได้ขี้ตั้วใคร ฉันได้แต่ทอดถอนใจว่า ถ้าคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ของเราเป็นคนไม่ซื่อตรง ซื่อสัตย์ เสียอย่างนี้แล้ว แล้วคนรุ่นลูกรุ่นหลานจะเป็นอย่างไร อันนี้คิดในมิติของความเป็นครอบครัวมิติเดียวเอง
ตอนน้ำท่วมที่จันหลายปีก่อน ผมเสียหายไปเป็นแสน ได้กลับมาจากรัฐช่วย หมื่นห้า อ่ะครับ
สวัสดีค่ะพี่กบ
สบายดีนะคะ
แถวนั้นหน้าหนาวแล้วดูแลตัวเองด้วย
แถวนี้ฝนตกทุกวัน เป็นหวัดครับพี่น้อง
สวัสดีค่ะ
คุณประจักษ์ : ขอบคุณมากคะที่เข้ามาแวะเยี่ยมให้กำลังใจ ขอให้โชคดีและมีความสุขทั้งกายใจและอายุยืนคะ
คุณsuksom : ตอนนี้ยังทำนาอยู่มั้ยคะ ขอให้กำลังใจนะคะ เราต้องพึ่งตัวเองเป็นหลักมากกว่ารอความหวังจากรัฐจริงมั้ยคะ สู้ สู้ บนลำแข้งเราเองภูมิใจกว่ากันเยอะเลยคะ
น้องมารียา : แถบอีสานเริ่มหนาวบ้างแล้วแต่ยังไม่เรียกว่าหน้าหนาวซะทีเดียว เพราะบางวันแดดแร๊ง แรง มันแรงซะจนกล้วยไม้ของพี่ใบไหม้ไปหลายต้นแล้วอ่ะคะ ทางใต้ฝนตก รักษาสุขภาพด้วยนะคะ ว่าแต่ปี้นี้น้ำจะท่วมหาดใหญ่อีกอ่ะป่าว พูดแล้วก้คิดถึงบ้านจังเลย.....
อ่านเรื่องที่กบเขียน ทำนาก็สนุกนะ แล้วได้อะไรหลายอย่าง พี่มีที่นาอยู่นิ๊ดนึง ปล่อยให้ร้างมาหลายปี แต่ตอนนี้อยากทำแล้วล่ะ ไว้ถ้าปีหน้าทำจะขอคำปรึกษา ก็เป็นกำลังใจให้นะ
พี่ส้ม
ระเบียบ วินัยความซื่อสัตย์เป็นเพียงตัวหนังสือเขียนไว้ในตำรา..อ่านก็สักแต่ว่าอ่านทำจริงไม่เป็น....ก็เหมือนกินข้าวเป็น..ปลูกข้าวกินมันลำบาก..ไม่ต้องปลูกข้าวกับได้กินแถมมีเครื่องแกล้มสารพัดอย่างที่เงินซื้อได้....เมื่อปลาตัวสุดท้ายหมดไปจากหนอง...ข้าวเม็ดสุดท้ายหมดไปจากนา....เงินๆๆๆทองๆๆๆจะช่วยได้แค่ไหนฉศ
พี่ส้ม :ดีใจจัง ที่ได้ยินพี่ส้มบอกว่าจะทำนา ทำเมื่อไหร่บอกกันบ้างนะคะ
ยายธี : เห็นด้วยมั๊ก มาก คะ อย่าลืมเข้ามาอ่านอีกนะคะ จะลงเรื่องใหม่อีกแล้ว
สวัสดีค่ะ
* มาเก็บเงิน เงิน เงิน
* และชวนไปดูออกมาเต้นค่ะ