โรคที่เกิดกับวัยรุ่น (สิว)
ในสหรัฐ คนที่เป็นสิวมีประมาณ 20 ล้านคน พูดง่ายๆ เกือบทุกคนเมื่อวัยรุ่น เป็นสิวด้วยกันทั้งนั้น แต่หน้าที่ไร้สิว คือสิ่งสำคัญ ในการแสดงภาพพจน์ของคนคนนั้น 10% ของผู้เป็นสิว กล่าวว่า ภาวะการเป็นสิว เป็นสิ่งเลวร้ายที่สุดในชีวิตวัยรุ่น ทำให้การเรียนตกต่ำ เข้าสังคมไม่ใคร่ได้ การพิจารณาตัวเอง ว่าต่ำต้อย เมื่อเป็นนานๆ มีการเก็บกด เศร้า เกิดความกังวลใจในการเข้าสังคม และมีสิทธิ์ไม่ได้งาน หลังจากการสอบสัมภาษณ์ อย่างไรก็แล้วแต่ มีเพียง 7% เท่านั้น ที่ปรึกษาแพทย์ผิวหนัง เพื่อการรักษา
การเป็นสิว มีผลต่อจิตใจ ของเด็กวัยรุ่น บางคนกล่าวว่า เขากลัวที่จะออกไปนอกบ้าน ไม่อยากแม้แต่จะไปโรงเรียน บางทีต้องสวมหมวก เพื่อบังใบหน้า เพื่อไม่ให้ใครเห็นสิว วัยรุ่น ควรรู้เรื่องความจริงเกี่ยวกับสิว เพื่อศึกษาและเข้าใจ จะได้คลายกังวลใจ
สิวเป็นเรื่องธรรมดา ในบรรดาโรคผิวหนัง พบประมาณ 5% ของโรคผิวหนังทั้งหมด ที่มาปรึกษาแพทย์ผิวหนัง แต่ในคลีนิกสิว ฝ้า เรื่องความงาม พบว่า 70% ของผู้ที่มารักษา เป็นสิว สิว เป็นโรคของวัยรุ่น ใครไม่เป็นสิวถือว่า เป็นโชคดี แต่แพทย์พบว่า ถ้าใครไม่เป็นสิวในวัยรุ่น อาจเป็นในวัยผู้ใหญ่ เพราะฉะนั้น 100% ทุกคนต้องเป็นสิว ในชั่วชีวิตของคนเรา สิวเป็นทั้งชาย และหญิง แต่ชายมักเป็นรุนแรงมากกว่า สิวขึ้นตามใบหน้า คอ หน้าอก หลัง นานๆ ขึ้นตามแขน สิวเป็นกรรมพันธุ์ พ่อแม่เป็นสิว ลูกมักเป็นรุนแรงกว่า บางคนบอกว่า พ่อแม่ไม่เป็น ต้องไปดูคุณทวดอาจเป็น เมื่อคนในครอบครัวเป็นสิว ทำให้เศรษฐกิจครอบครัว กระทบกระเทือน เพราะต้องซื้อยา เครื่องสำอาง ค่ารักษาของแพทย์ และการรักษาต้องใช้เวลานาน ถึง 3 เดือน โดยเฉลี่ย ชาวอเมริกัน ซื้อยารักษาสิว จากร้านขายยาเอง ปีละ 4,000 ล้านบาท ยังไม่รวมสบู่ และโฟมล้างหน้า ค่าหมอ ค่ายาจากร้านหมอ และเวลาที่เสียไป ในการไปหาแพทย์ ค่าเดินทาง พบบ่อยๆ ผู้ที่เป็นสิว บินมาจากต่างจังหวัด เพื่อมารักษากับแพทย์ผิวหนังอย่างเดียว หรือบางคนบอกว่า ขับรถแค่บางนา รถติด มาหาหมอใช้เวลา 4 ชั่วโมง กว่าจะถึงแพทย์ บางวันฝนตก น้ำท่วม ยังไงๆ ต้องมาให้ได้ เพื่อมาพบแพทย์ เพียง 2-3 นาที เวลาที่สูญเสียไป น่าจะทำประโยชน์อื่นๆได้มากกว่า คิดเป็นเงินออกมา มีค่ามหาศาล ที่จำใจต้องมา เพราะอาย ถ้ายังเป็นสิวอยู่
ลองมาดูปัญหาวัยรุ่น ของชาวอเมริกันบ้างว่า ในสถานการณ์บางกรณี ควรจะทำอย่างไร
ให้เลือกเอา ว่า ขอมีหน้าสวยไม่มีสิว กับการเลิกนัดกับดาราสาว ซินดี้ โครฟอร์ด หรือดาราชาย แบรท พิทท์ 1ใน3 คนตอบว่า ขอหน้าไร้สิว ดาราไม่สนใจ คงคิดแล้ว ขืนไปก็ไม่ได้อะไร เพราะดาราไม่เอาด้วย ให้เลือกเอา ว่า มีหน้าสวยไร้สิว กับเงินรางวัล 40,000 บาท หนึ่งใน 5 คนตอบว่า ไม่รับเงิน ต้องคำนวณให้ดีว่า ค่ารักษาสิว จะถึง 40,000 บาทหรือไม่ ถ้าคุณเป็นสิว รุนแรงปานกลาง ค่ารักษาครั้งละ 500-800 บาท x 12 ครั้ง = 960,000 บาท (เมืองไทย) แต่ถ้ารักษาที่สหรัฐ บวกค่าหมอผิวหนัง 50-80 เหรียญ รวมอีก
40%ของวัยรุ่นคิดว่า คนที่ไร้สิว เป็นบุคคลน่าสนใจ น่าปรารถนา
1ใน 3 ของวัยรุ่นว่า คนเป็นสิวไม่ดัง ไม่มีใครให้ความสนใจ
วัยรุ่นคิดอย่างไร กับตัวเอง
1 ใน 8 ไม่กล้าส่องกระจก
12% คิดว่า เป็นสิ่งทรมานใจที่สำคัญอย่างหนึ่ง
1 ใน 3 รู้สึกต้องระวัง และวุ่นกับตัวเอง ว่าต้องอย่างนั้น อย่างนี้ แทนที่จะปล่อยวาง
วัยรุ่นชาย 30% และวัยรุ่นหญิง 22% พอยอมรับว่า สิวต้องอยู่กับตัวเองแน่นอน
วัยรุ่นชาย 28% หญิง 20% ขอไม่มีนัดกับคนที่เป็นสิว อันนี้สำคัญ ยิ่งคนที่ไม่สวยอยู่แล้ว
วัยรุ่นหญิง 36% ชาย 19% กังวลกับตัวเอง
วัยรุ่นหญิง 13% ชาย 6% ไม่ชอบตัวเองเมื่อเป็นสิว ไม่สวยแล้วยังจะเป็นสิวอีก พอๆกับความคิด ของสาววัยรุ่นบางคน ที่โทษมารดาของตัวเองว่า แม่ทำไมไม่แต่งงานกับฝรั่ง เขาจะได้มีหน้าตา ดีๆ สวยๆ แทนที่มีตาตี่แบบนี้
ความรู้เรื่องสิว
4ใน 5 คน ไม่ทราบว่าสิวเกิดขึ้นได้อย่างไร คิดว่าเกิดจากฝุ่นสกปรกของผิวหนัง ความจริงสิวเกิดจาก ต่อมไขมันผลิตไขมัน ที่มีกรดออกมา ทำให้ระคายผิวหนัง ตามด้วยรูขุมขนอุดตัน เชื้อโรคธรรมดา และเชื้อโรคแทรกซ้อน เช่นเชื้อกรัมลบ ทำให้เกิดการอักเสบรุนแรง
80% ของวัยรุ่นคิดว่า การล้างหน้าบ่อยๆ จะช่วยลดการเป็นสิว การล้างหน้าที่พอควรพอเหมาะ ต่างหาก ที่ลดการเป็นสิว การเลือกใช้ สบู่ โฟม หรือเจลล้างหน้า ที่ถูกต้อง คุณไม่จำเป็นต้องใช้ สบู่ที่มีราคาแพง ก้อนละ 800 บาท แล้วจะดีกว่าก้อนละ 5 บาท ความคิดของคุณเท่านั้นที่บอกว่าดีกว่า
วัยรุ่นส่วนมาก คิดว่าสิวรักษาหายแน่นอน เมื่อพบหมอ แต่เพียง 7% เท่านั้น ที่มาหาหมอเพื่อรักษา ที่เหลือคงไปซื้อยาหรือเครื่องสำอาง ตามร้านขายยาเอง ซึ่งอาจจะหายก็ได้ คุณควรลองดูสักพัก ถ้าไม่ได้ผล จิตวิทยาของคุณเริ่มเปลี่ยนแปลง ถึงตอนนั้น อาจต้องทำใจ หรือจำใจไปรักษากับแพทย์
แพทย์ผิวหนัง ได้ทำการวิจัยสภาพจิตใจ ของคนที่เป็นสิวว่า กลัวหรือไม่ กับการเป็นแผลเป็น บนใบหน้า ก่อนและหลังรักษา เช่น การถามว่า กังวลใจไหม เวลาไปนั่งในร้านอาหาร หรือที่สาธารณะ นั่งอยู่สุขสบายดีไม่กลุ้มใจ ความรู้สึกเมื่อมองภาพถ่าย หรือกระจก อยากให้หน้าตาดีขึ้น หรือความพอใจหลังการรักษา ความสนุกร่าเริงเมื่อเล่นกีฬา การเห็นใครขวางหู ขวางตา พูดจาระคายหูง่ายหรือไม่ ความรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า การเข้าสังคมกับเพื่อน การไปเที่ยว การรับประทานอาหาร การว่ายน้ำในสระ การสมัครเข้าทำงาน
จากการวิจัยพบว่า คนที่เป็นสิวนานๆ ความกังวลใจ ในเรื่องเหล่านี้ มีมากกว่าคนเพิ่งเป็น และผู้หญิงมีความกังวล มากกว่าผู้ชาย และถ้าเป็นรุนแรงมาก ความกังวลก็มีมาก หลังจากการรักษาแล้ว ความกังวลใจในเรื่องเหล่านี้ ลดลงไป ประมาณ 25% เมื่อใช้ยาธรรมดา และประมาณ 50% เมื่อใช้ยากลุ่มเรตินอยด์ เพราะถึงแม้ว่าหน้าจะหาย จากการเป็นสิว แต่ก็ยังมีริ้วรอยของแผลเป็น ส่วนผู้ที่เป็นรุนแรงมาก ๆ ความกังวลใจก็ยังไม่ลดลง เพราะพบว่ามีแผลเป็นมาก งานวิจัยนี้ แสดงว่าผู้ที่เป็นสิว มีความกังวลใจ ในระดับหนึ่ง แพทย์ผิวหนังต้องให้ความมั่นใจ ที่จะรักษาผู้ที่เป็นสิวให้หาย สมกับที่เขามาขอพึ่งบริการ เพื่อเขาจะได้มี กำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อไป
สุดท้าย แถมอีกนิด วัยรุ่นชาวอังกฤษฆ่าตัวตายหลายคน เนื่องจากไปรักษาสิว กับแพทย์ประจำครอบครัว แล้วไม่หาย เนื่องจากระบบอังกฤษ ต้องไปรักษาสิว กับแพทย์ประจำครอบครัวก่อน และแพทย์ประจำครอบครัว ไม่ส่งต่อแพทย์ผิวหนัง เพราะคิดว่า เป็นสิวแค่นี้เอง ถ้าไม่ส่งต่อ ผู้ป่วยจะไปรักษากับผู้เชี่ยวชาญไม่ได้ ถ้าไปเองต้องจ่ายเงินเอง ประกันไม่จ่ายทำนองนั้น
ดังนั้น อย่าคิดว่าเป็นสิว แล้วไม่สำคัญ