บทที่ ๑ ก้าวแรก
สาระสำคัญ
การเข้าใจวัตถุประสงค์ของหลักสูตร การเคารพซึ่งกันและกัน ไว้ใจกัน ตลอดจนการยอมรับกติกาการเรียนรู้ร่วมกันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับกระบวนการเรียนรู้ในรายวิชานี้
จุดประสงค์การเรียนรู้
๑. อธิบายวัตถุประสงค์ของหลักสูตรได้
๒. ตระหนักถึงความสำคัญและบทบาทของตนเองต่อกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม
3. สร้างข้อตกลงในการเรียนรู้ร่วมกัน
ภาพรวมกิจกรรมการเรียนรู้
กิจกรรม “ก้าวแรก” เป็นกิจกรรมที่ต้องการละลายพฤติกรรมให้ผู้เรียนรู้สึกผ่อนคลาย เกิดความ
ไว้วางใจและเชื่อมั่นทั้งต่อผู้ดำเนินกิจกรรมและเพื่อนร่วมชั้นเรียน ในการเคารพและยอมรับกติกาการเรียนรู้ร่วมกัน
เพศศึกษา
ในปัจจุบันสังคมไทยโดยส่วนใหญ่แล้ว ยังมีความเห็นว่าเรื่องเพศ เป็นสิ่งต้องห้ามเป็นของสกปรกต่ำช้า น่าอับอายที่จะให้ความสนใจ และแม้จะเอ่ยถึง ความคิดเช่นนี้มีพื้นฐานมาจากการเข้าใจที่ว่า เรื่องเพศเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการร่วมเพศเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นอื่นเลยแท้จริงแล้วคำว่า”เพศ” เป็นคำที่มีความหมายกว้างขวางและลึกซึ้งมาก ดังคำพูดที่ว่า เรื่องเพศเป็นเรื่องอะไรก็ได้ที่อยู่ระหว่างหูซึ่งหมายถึงสมอง ไม่ใช่เรื่องเรื่องระหว่างขาซึ่งหมายถึงอวัยวะเพศ จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช ๒๕๒๕ ให้ความหมายว่าเพศ คือรูปที่แสดงให้รู้ว่าเป็นหญิงเป็นชาย รูปในที่นี้หมายถึง รูปร่าง กิริยาท่าทาง อารมณ์ พฤติกรรมและบุคลิกภาพ ที่เป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละเพศ
ความหมายของเพศศึกษา
ประทักษ์ โอประเสริฐสวัสดิ์. http://www.ramacme.org/articles.htm 2550. เพศศึกษา หมายถึง กระบวนการเรียนรู้ที่จะทำให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ และมีพฤติกรรมทางเพศที่ถูกต้อง ในด้านกายวิภาค สรีรวิทยา จิตวิทยา สังคมวิทยา และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้จากการมีพฤติกรรมทางเพศ โดยการเรียนการสอนเพศศึกษานั้นจะเน้นในเรื่องของสำนึกรับผิดชอบ และทัศนคติที่เหมาะสมกับเรื่องเพศ เพื่อที่จะได้นำความรู้ไปใช้ในการปรับตัวและพัฒนาบุคลิกภาพ ทำให้สามารถควบคุมพฤติกรรมและปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้องเหมาะสม เพื่อให้การดำเนินชีวิตทางเพศเป็นไปอย่างมีความสุข
องค์การอนามัยโลก(Wolrd Health Organization หรือ WHO) ได้นิยามคำว่าเพศศึกษาไว้ดังนี้ “เพศศึกษาหรือSexuality Education หมายถึง เพศศาสตร์ศึกษา คือ การสอนความเป็นชาย ความเป็นหญิง พัฒนาการของร่างกายและการแสดงออกในเรื่องเพศตามวัย ตามเพศ เมื่อพัฒนาไปถึงจุดหนึ่งจะเกิดอะไร เปลี่ยนแปลงอย่างไร ควรประพฤติปฏิบัติอย่างไร ป้องกันอย่างไร แก้ไขอย่างไร เมื่อถึงวัยฮอร์โมนหมด สมรรถภาพหย่อนยาน ควรปฏิบัติอย่างไร เรียกได้ว่าเป็นการเรียนรู้เรื่องความเป็นเพศตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยชรา
นิกร ดุสิตสิน.(คู่มือการสอนเพศศาสตร์ศึกษา.2545:3) เพศศาสตร์ศึกษาคือ หลักสูตรการเรียนที่มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมความสมดุลทางเพศเข้ากับบุคลิกภาพของบุคคล
ดังนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่าเพศศึกษา เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้เกี่ยวกับเพศ(Sexuality) ที่ครอบคลุมพัฒนาการทางร่างกาย จิตใจ การทำงานของสรีระและการดูแลสุขอนามัย ทัศนคติ ค่านิยม สัมพันธภาพ พฤติกรรมทางเพศ มิติทางสังคมและวัฒนธรรมที่มีต่อวิถีชีวิตทางเพศ เป็นกระบวนการพัฒนาทั้งด้านความรู้ ความคิด ทัศนคติ อารมณ์ และทักษะที่จำเป็นสำหรับบุคคลที่จะช่วยให้สามารถเลือกดำเนินชีวิตทางเพศได้อย่างเป็นสุขและปลอดภัย สามารถพัฒนาและดำรงความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้อย่างมีความรับผิดชอบและสมดุลย์
จุดมุ่งหมายของการจัดเพศศึกษา
เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดผลในทางทางลบอันเนื่องมาจากพฤติกรรมทางเพศ เช่น การตั้งครรภ์ที่ไม่ตั้งใจ การติดเชื้อHIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
· เพื่อสร้างเสริมคุณภาพของความสัมพันธ์ทั้งระหว่างเพศ เพื่อน คู่รัก ครอบครัว บนพื้นฐานของการเคารพและให้เกียรติทั้งต่อตนเองและผู้อื่น
· พัฒนาความสามารถในการคิด การตัดสินใจ การสื่อสาร ที่จะช่วยดำเนินชีวิตได้อย่างรู้เท่าทันความต้องการของตนเอง สามารถหาทางออกกับแรงกดดัน สิ่งชักจูงใจทั้งจากเพื่อน สิ่งแวดล้อมได้อย่างผู้ที่รู้คิด สามารถรับผิดชอบและมีความสุขกับสิ่งที่ตนเองเลือก
เพศศึกษาครอบคลุมเรื่องอะไรบ้าง
ไม่ว่าเราจะจัดการเรียนรู้เพศศึกษาหรือไม่ วัยรุ่นส่วนใหญ่สนใจ และเรียนรู้เรื่องเพศจากเพื่อน สิ่งพิมพ์ หนัง วีดีโอ และอินเตอร์เน็ตอยู่แล้ว แต่เราไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าสิ่งที่วัยรุ่นเรียนรู้จากช่องทางเหล่านั้นเป็นข้อมูลหรือข้อเท็จจริงแบบใด ส่งผลต่อการรับรู้ในเรื่องเพศของเยาวชนอย่างไร การจัดการเรียนรู้เรื่องเพศศึกษาจึงเป็นโอกาสที่จะแก้ไขความเข้าใจที่ผิด ให้ความรู้ที่ถูกต้องอย่างเพียงพอและครอบคลุมเกี่ยวกับ
· พัฒนาการของมนุษย์ การเปลี่ยนแปลงทางสรีระเมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาว พัฒนาการทางเพศ การสืบพันธ์ ภาพลักษณ์ต่อร่างกาย (body image) ตัวตนทางเพศและรสนิยมทางเพศ(sexual identity and orientation)
· สัมพันธภาพ ในมิติของครอบครัว เพื่อน การคบเพื่อนต่างเพศ ความรัก การใช้ชีวิตคู่ การแต่งงาน การเป็นพ่อแม่
· พฤติกรรมทางเพศที่พัฒนาไปตามช่วงชีวิต การเรียนรู้อารมณ์เพศ การจัดการอารมณ์เพศ การช่วยตัวเอง จินตนาการทางเพศ การแสดงออกทางเพศ การละเว้นการมีเพศสัมพันธ์ การตอบสนองทางเพศ การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
· สุขภาพทางเพศ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์จากสัมพันธ์ทางเพศ เพศศึกษาควรให้ความรู้เกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย วิธีการคุมกำเนิด การทำแท้ง การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเอดส์ การล่วงละเมิดทางเพศ ความรุนแรงทางเพศ และอนามัยเจริญพันธ์
· สังคมและวัฒนธรรม วิธีการเรียนรู้และแสดงออกในเรื่องเพศของบุคคลได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อม และบรรยากาศทางสังคมและวัฒนธรรม เพศศึกษาจึงควรเปิดโลกทัศน์ให้เข้าใจบทบาททางเพศ เรื่องเพศในบริบทของสังคม วัฒนธรรม กฎหมาย ศิลปะและสื่อต่างๆ
· ทักษะที่จำเป็นในการดำรงชีวิต เพราะความรู้และข้อมูลที่ได้รับเกี่ยวกับเพศนั้นไม่เพียงพอที่จะช่วยให้เยาวชนสามารถรับมือกับเหตุการณ์และแรงกดดันต่างๆที่ประสบในชีวิตจริง เพศศึกษาควรนำไปสู่การพัฒนาให้เยาวชนเกิดทักษะที่จำเป็นในการดำเนินชีวิต ได้แก่
- การให้คุณค่ากับสิ่งต่างๆซึ่งระบบการให้คุณค่านี้เป็นตัวชี้นำพฤติกรรม เป้าหมายและการดำเนินชีวิตของเรา
- การสื่อสาร การรับฟัง การแลกเปลี่ยนความรู้สำนึกคิดที่สอดคล้องหรือแตกต่างกัน
- การตัดสินใจ การต่อรอง การทำความตกลงเพื่อบรรลุความตั้งใจหรือทางเลือกที่ตนสามารถรับผิดชอบได้
- การรักษาและยืนยันการเป็นตัวของตัวเอง สามารถแสดงความรู้สึก ความต้องการของตนเอง โดยเคารพในสิทธิของผู้อื่น
- การจัดการกับแรงกดดันจากเพื่อน สิ่งแวดล้อมและอคติทางเพศ
- การแสวงหาคำแนะนำ ความช่วยเหลือ การจำแนกแยกแยะข้อมูลที่ถูกต้องออกจากที่ไม่ถูกต้อง
การสร้างกติกาการเรียนรู้ร่วมกัน
การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการกำหนดกติกาการเรียนรู้ เป็นการแสดงตัวและ เจตจำนงของผู้ดำเนินกิจกรรม ที่จะช่วยให้นักเรียนเห็นถึงการยอมรับฟังและการเคารพความคิดเห็นเป็นเบื้องแรก กติกาบางเรื่อง แม้จะไม่ถูกนำเสนอโดยผู้เรียน แต่เป็นประโยชน์ยิ่งต่อการเรียนรู้ในเรื่องเพศศึกษาที่ผู้ดำเนินกิจกรรมควรต้องพิจารณาหยิบยกขึ้นมาในห้องเรียน ได้แก่
๑. การรักษาความลับ
เป็นเรื่องสำคัญที่จะก่อให้เกิดความเชื่อมั่นต่อกันในการพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ จึง
เป็นเรื่องสำคัญที่จะไม่นำเรื่องต่าง ๆ ที่ได้รับการเปิดเผยแบ่งปันเพื่อการเรียนรู้ในห้องเรียน ไปเล่าต่อให้คนอื่นฟัง
๒. การเปิดใจกว้าง
ในการรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างของผู้อื่น และพร้อมแลกเปลี่ยนความรู้สึก และความ
คิดเห็นของตนเองในประเด็นต่าง ๆ จะช่วยให้เกิดบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุกสนาน ตลอดจนเป็นการพัฒนามุมมองต่อเรื่องต่าง ๆ ของตนเองด้วย
๓. การไม่ด่วนตัดสินคุณค่า
เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะมีความเห็นไม่ตรงกัน หรือมีการโต้แย้งกัน ดังนั้น การที่คิดเห็น
แตกต่างกัน ไม่ควรนำมาซึ่งการตัดสินถูกผิด หรือการดูถูกเหยียดหยามคนที่เห็นต่างจากเรา
๔. สิทธิในการไม่ตอบคำถาม
กิจกรรมส่วนใหญ่ในหลักสูตรนี้ ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในทุกกิจกรรม แต่ทุกคนยังมี
สิทธิที่จะไม่ตอบคำถาม หรือไม่ต้องการแลกเปลี่ยนในบางประเด็น หากรู้สึกไม่พร้อม
๕. ทุกคำถามมีคุณค่า
ผู้เรียนควรให้ความสำคัญกับคำถามทุกคำถาม แม้บางคำถามอาจจะมีปฏิกิริยาจากผู้เรียนบางคนว่าไม่น่าถามก็ตาม ซึ่งผู้ดำเนินกิจกรรมควรชี้ให้เห็นว่า เราอาจรู้ไม่เท่ากันทุกคน และการไม่รู้แล้วถาม เป็นการเรียนรู้แบบหนึ่ง ดังนั้น จึงเป็นโอกาสที่เราควรเรียนรู้ด้วยกัน คนที่รู้แล้วสามารถแบ่งปันความรู้กับเพื่อนได้
๖. บอกความคิดเห็นหรือความรู้สึกของตนเอง
ในกรณีที่ต้องการแสดงความคิดเห็น ควรบอกว่าตนเองรู้สึกอย่างไรหรือคิดอย่างไร มากกว่า
การกล่าวโทษ หรือพูดถึงผู้อื่น
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ
ขอนำไปปรับใช้กับละอ่อน ทางภาคเหนือเน้อเจ๊า