อ่านนิตยสารธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ ๕๓ ประจำวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๑มีข้อความที่เตือนสติไว้ตอนหนึ่งว่า
    
...ถ้าความสุขของเรา แขวนไว้แต่กับโลกภายนอกจนเต็มเหนี่ยว  อยากจะให้มันสุข อยากจะให้มันดี อยู่อย่างนั้นเพียงถ่ายเดียว  ไม่นาน เราก็คงไม่เหลือความสุขให้เก็บเกี่ยวในหัวใจอีกเลย    
       พระพุทธเจ้าท่านตรัสถึงความจริงอย่างหนึ่งไว้ตั้งสองพันกว่าปีมาแล้ว และสิ่งนั้นก็ยังเป็นความจริงอยู่จนถึงวันนี้ว่า 
        ที่จริงแล้ว โลกนี้มีธรรมชาติที่ตรงข้ามกันอยู่ ๘ อย่าง ๔ คู่ เป็นของมีประจำโลกที่หนีไม่พ้น ท่านเรียก โลกธรรม ๘ คือ
  ได้ลาภ เสื่อมลาภ  ได้ยศ เสื่อมยศ  มีสรรเสริญ มีนินทา  มีสุข มีทุกข์
      
ใครได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ ได้ความสุข ก็มีแต่ ความยินดี หลงครอบครองด้วยความเผลอเพลิน หลงคิดว่าความน่ายินดีจะคงอยู่อย่างนี้ตลอดไป 
       ใครเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทา เป็นทุกข์ ก็มีแต่ ความยินร้าย  ทนอยู่กับสภาพนั้นด้วยความไม่พอใจ ดิ้นรนแต่จะทำยังไงให้ผลักไสมันออกไปเร็ว ๆ

      อยู่กับโลก อย่างไรก็ต้องถูกแกว่งไปแกว่งมากับของคู่กันสองด้านนี้ อย่างหนีไม่พ้นเราจึงไม่เคยได้อะไรมาครอบครองจริง และไม่เคยสูญเสียอะไรไปจริง...
      ก็เมื่อสิ่งใดมีแต่ธรรมชาติแห่งความปรวนแปร    เราจะหวังยึดเหนี่ยวให้สิ่งนั้นเป็นเครื่องพึ่งพิงที่แท้ได้หรือ  เพียงแค่มองเห็นทุกสิ่งตามที่เป็น และยอมรับความจริงนี้ได้  ใจเราก็เบาคลายลงไปจากสิ่งที่ยึดเหนี่ยวเกาะกุม คลายจากความคาดหวังอันหนักแน่น อันเป็นเหตุของความทุกข์ไปได้ไม่น้อยแล้ว
     แท้จริงแล้ว ลำพัง ลาภ ยศ อำนาจ ทรัพย์สิน ชื่อเสียง ฯลฯ โดยตัวมันเอง ไม่ได้มีฤทธิ์ครอบงำผู้คนอะไรนัก  แต่ตัวการที่ทำให้เราถูกเหวี่ยงซ้ายเหวี่ยงขวาจนบอบช้ำ เมื่อได้มาเสียไปนั้น เป็นเพราะความ "หลง" เข้าไปยึดมั่นว่า มันเป็น "ตัวเรา ของเรา" ต่างหาก  การน้อมคิดพิจารณาทุกสิ่งว่าไม่เที่ยงแท้ แปรปรวน ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ก็นับเป็นอุบายที่ช่วยให้กิเลสในใจเราเบาบางลงไปได้จริงอยู่เหมือนกัน
       เพียงแต่... มันอาจช่วยเราได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว  หากต้องการทางออกที่ยั่งยืนกว่านั้น ชนิดขุดรากถอนโคน ไม่ต้องทุกข์เพราะการได้มาเสียไปของสิ่งเหล่านี้อีกแล้ว โดยไม่กลับกำเริบอีกพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า มีอยู่เพียงทางเดียวเท่านั้นค่ะ คือ  การลงมือเจริญสติ รู้กาย รู้ใจ จน "เห็น" ความไม่มีแก่นสารสาระของสิ่งเหล่านั้นอย่างแท้จริง  ผ่าน "ใจ" ไม่ใช่ผ่านสมอง ไม่ใช่ผ่านความคิด
        เพราะ สิ่งที่มีความหมายที่สุดกับเรา คือ 'ความรู้ทันปฏิกิริยาทางใจ'
         ถ้ารู้ทัน ก็ไม่หลงเตลิด ถ้าไม่รู้ ก็วิ่งพล่านไปอย่างไร้จุดหมาย...