ยอมรับผลของการกระทำ เพราะเราไม่สามารถหนีตัวเองได้

  

 

          อย่าเข้าใจผิดว่า "คนรุ่นใหม่" คือคำที่ผู้ใหญ่มักจะนำมาดุเด็กที่มักจะทำอะไรจนเกินเลย เกินความพอดี

          คนรุ่นใหม่ มีทั้งด้านดีและไม่ดี

          ด้านดีในความมุมมองของฉันก็คือความมั่นใจ กล้าตัดสินใจ แต่นั่นแหล่ะในอีกด้านสิ่งเหล่านี้ถ้าไม่ระวัง คุณจะทำอย่างไรกับความมั่นใจและความกล้าตัดสินใจอย่างมีสติหล่ะ

          เรามักจะโดนหล่อหลอมจากสภาวะสิ่งแวดล้อมที่เราคุ้นเคยให้หลงฟุ้งเฟ้อโดยคิดว่าสิ่งนั้นคือสิ่งจำเป็น แต่ถ้าหลงไปกับมันและคิดว่าควรจะทำ ควรจะมี สิ่งเหล่านั้น คุณเคยมองย้อนกลับหรือไม่ เป็นสิ่งจำเป็นหรือไม่

          เมื่อเวลาผ่านไป ฉันได้มามองย้อนกลับมาทบทวนสิ่งกระทำต่างๆ ของตัวเองในอดีตมากพอสมควร ทั้งการกล้าตัดสินใจ กล้าที่จะนำเสนองานใหม่ๆ กล้าที่จะพูด และหลายๆ คนในแวดวงเพื่อนพ้องที่ทำงานของฉันก็มักจะมีความมั่นใจอย่างนี้ด้วยสิ

          แต่อยากจะบอกเพื่อนๆ ทั้งหลายว่า เคยมองย้อนกลับหรือไม่ การกระทำของเรานั้นใช่การกระทำที่ถูกต้องหรือไม่ ถูกต้องหล่ะนั่นคือวิถีทางของการทำงานที่ต้องมีการแก่งแย่งแข่งขันชิงดีชิงเด่น แต่คุณทำไปอย่างมีอะไรเคลือบแฝงหรือเปล่า หรือคิดว่า ลงสนามรบ ถ้าไม่รบก็ต้องรบแล้วหล่ะ

          ถ้าคิดอย่างนั้น เคยคิดหรือไม่ว่า

          สนามรบคืออะไร ถ้าคิดว่าคือ วิถีการทำงาน นั่นย่อมส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างทั้งกายและใจ แต่ถ้าคิดว่า สนามรบคือตัวเอง การพัฒนาตัวเองในทางที่ดีจะเริ่มเกิดขึ้นและคนรอบข้างก็จะชื่นชม คุณจะมีกัลยาณมิตรเกิดขึ้นมากมายรอบกายคุณ เพราะจิตดีนั้นมันจะส่งพลังออกมาเอง โดยที่คุณไม่ต้องป่าวประกาศหรือใช้เงินหว่านซื้อเพื่อนให้มาอยู่ข้างกายคุณ

          แต่คนเรามักจะหนีความเป็นจริงและตัวตนที่แท้จริงของตัวเองไม่ได้ ถึงแม้เราคิดเสมอว่า เราได้ระวังตัวตนของตัวเองอย่างดีพร้อมแล้วก็ตาม

          เคยสังเกตการวางตัว ทั้งวิธีคิด วิธีทำงานของรุ่นพี่ๆ ในแวดวงเหมือนกันนะ ได้เห็นถึงการให้อภัย ความเมตตา การให้โอกาสกับคนรุ่นต่อๆ มา อย่างไม่มีอะไรแอบแฝงด้วยซ้ำ นั่นคือ ผู้รับสามารถสัมผัสได้ถึงจิตดีที่ส่งออกมา

          แต่นั่นแหล่ะ สีขาวก็ย่อมมีสีดำ แต่ชีวิตเรานั้นมักจะเป็นสีเทาไม่ใช่หรือ เพราะเราคงไม่สามารถทำให้ขาวสะอาดในสายตาทุกคนได้ หรือ ดำสนิทในสายตาทุกคนได้ คนหนึ่งคนนั้นย่อมมีทั้งสีขาวและสีดำปะปนกัน ถ้าเรายอมรับว่านั่นคือเรา ก็นั่นแหล่ะคือเรา