ผู้เขียนสังเกตว่า กลุ่มชาติที่นุ่งโสร่งจะมีบุคลิกแบบนี้คล้ายๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น พม่า หรือสก๊อต นับเป็นบุคลิกประเภท "ฆ่าได้ หยามไม่ได้" หรืออะไรทำนองนั้น...

คนไทยถือเรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่ คณะ(ผู้เฒ่า)ของเราจึงต้องพูดคุยกันก่อนไปพม่าว่า ใครมีข้อบ่งชี้หรือข้อห้ามในเรื่องอาหารการกินอะไรบ้าง พูดกันราวกับการให้ยาที่จะต้องมีข้อบ่งชี้ (indication) และข้อห้าม (contraindication)

ผู้การฐนัสท่านถือมังสวิรัติ ไม่กินเนื้อ และกินมื้อเย็นน้อย มื้อเย็นของท่านเป็นพวกเมล็ดพืช เช่น เมล็ดทานตะวัน ฯลฯ นี่อาจเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ท่านมีอายุยืน และแข็งแรงมาจนได้ไปพม่าตอนอายุ 75 ปี ภาษาพม่าเรียกมังสวิรัติว่า “เต็ดตะโละ (Tet-ta-lok) ไม่ออกเสียงว่า “เต็ดตะลก” ภาษาพม่าเดิมนั้นพัฒนาจากภาษากลุ่ม “เมียนม่า-ธิเบต” ทำให้การออกเสียงไม่ค่อยตรงกับภาษาเขียน

ถ้าลองฟังเสียงชื่อภาษาพม่าจะเห็นว่า การออกเสียงบางทีก็ฟังดูคล้ายชื่อธิเบต ถ้าถามว่า ทำไมผู้เขียนคุ้นกับชื่อธิเบต ขอตอบว่า ไปนมัสการสังเวชนียสถานที่อินเดีย-เนปาลมา 7 ครั้งแล้ว

ไปอินเดียครั้งหลังๆ พบมีลูกศิษย์ท่านดะไล ลามะปฏิบัติธรรมในบริเวณพุทธคยาเต็มไปหมด

พระและแม่ชีธิเบตจะสวมมนต์ สาธยาย เดินเร็ว ทำอัฏฐางคประดิษฐ์หรือกราบแบบยืนแล้วหมอบราบลงทั้งตัว ทำอย่างนี้ทั้งวัน บางท่านเดินไปกราบไป คืบไปข้างหน้าทีละน้อยบริเวณลานเดินรอบนอกของลานพระเจดีย์และต้นโพธิ์พุทธคยา

ท่านเหล่านี้สวดมนต์แทบจะทั้งวันไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใด สวดด้วยเสียงอันดัง และสวดซ้ำหลายรอบ บางท่านก็ใช้ลูกประคำนับรอบว่า ตอนนี้สวดได้กี่จบแล้ว ผู้เขียนไปทำพุทธคยามาหลายรอบจึงจำสำเนียงได้

ตัวอย่างเช่น วัดที่เราจะไปพักชื่อ “แฒยเย่” ฟังอย่างไรก็คล้ายธิเบต ถ้าไปพูดกับคนพม่า บอกเขาว่า ภาษาพม่าจัดอยู่กลุ่มเดียวกับภาษาธิเบต เขาจะรีบเถียงทันที เขาบอกว่า ภาษาพม่ามาจากภาษาบาลี ไม่ใช่ธิเบตแน่นอน ท่าทางดูจะมีอารมณ์โกรธปนอยู่ด้วย

เรื่องอย่างนี้เถียงไปก็อาจจะเสี่ยงแข้งพม่าโดยไม่จำเป็น เพราะพม่าเขาก็มีมวยคาดเชือกคล้ายๆ กับมวยไทย

ความจริงที่เขากล่าวก็มีส่วนถูก เพราะพัฒนาการของภาษาพม่าในระยะต่อมาได้รับอิทธิพลจากภาษาบาลีมากขึ้น และคนพม่าก็นิยมศึกษาเล่าเรียนบาลี

คนพม่าเป็นคนพูดจริงทำจริง บทจะใจดีก็ใจดี บทจะโกรธก็โกรธ เรื่องนี้คล้ายคนญี่ปุ่นซึ่งอาจารย์ท่านสอนตอนที่ผู้เขียนเรียนโทสายบริหารอย่างนี้...

เมื่ออเมริกาทำสงครามกับญี่ปุ่น ไม่รู้จักนิสัยใจคอคนญี่ปุ่น ทำให้ต้องรีบศึกษาวิจัย เกิดเป็นสาขาวิชาญี่ปุ่นศึกษาขึ้นมา มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงเรื่องนี้มากคือ มหาวิทยาลัยคอร์เนล

ปัญหาใหญ่ที่นักวิชาการสนใจคือ เมื่อรบกับญี่ปุ่นถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้วจะต่อรองประนีประนอมดี จะได้ไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อมากนัก หรือจะตีให้แตกไปเลย(ใช้ความรุนแรง)

อาจารย์ท่านบอกว่า ต้องตีให้แตก ต่อรองประนีประนอมไม่ได้ เพราะคนญี่ปุ่นมีความเป็นชาตินิยมสูงมาก ไม่อย่างนั้นสงครามจะยิ่งยืดเยื้ออะไรทำนองนั้น

ท่านเปรียบนิสัยคนญี่ปุ่นว่าคล้ายกับ “ดอกเบญจมาศและซามูไร (chrysanthemum & sword) คือ ปกติดูสุภาพ อ่อนโยน ใจดี(คล้ายดอกไม้) แต่ถ้ารบแล้วจะสู้ตาย(คล้ายการรบด้วยดาบที่ต้องตายไปข้างหนึ่ง)

ผู้เขียนสังเกตว่า กลุ่มชาติที่นุ่งโสร่งจะมีบุคลิกแบบนี้คล้ายๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น พม่า หรือสก๊อต นับเป็นบุคลิกประเภท “ฆ่าได้ หยามไม่ได้” หรืออะไรทำนองนั้น

อย่างไรก็ตาม... ชาติที่นุ่งโสร่งทั้งหมดคงต้องนับถือพม่าว่า เก่งที่สุด เพราะชาติอื่นถึงจะเก่งอย่างไรก็ต้องสวมเข็มขัด คนพม่านุ่งโสร่ง ไม่สวมเข็มขัด ชาติอื่นจึงนับว่า ด้อยกว่าพม่าทั้งนั้น

ตอนที่ผู้เขียนไปพม่าได้บอกคนพม่าว่า ภาษาพม่าเป็นภาษานักปราชญ์ (scholar language) ไม่ใช่ภาษาของคนสามัญ (not people language) ทำให้ภาษาเขียนกับภาษาพูดไม่ตรงกัน คราวนี้คนพม่ายิ้มออก

วิธีชนะโดยไม่ต้องเสี่ยงแข้งพม่าทำให้ผู้เขียนนึกถึงภาพยนต์เรื่อง “กังฟู” ตอนเด็กๆ อาจารย์กังฟูจะพูดย้ำอยู่เสมอๆ ว่า “หลีกเลี่ยงดีกว่าต้านทาน” หรือการรบนั้นไม่จำเป็นจริงๆ อย่ารบ เก็บฝีไม้ลายมือไว้ใช้ในคราวจำเป็นจริงๆ เท่านั้น

เรื่องชีวิตนี่หลายๆ เรื่องไม่จำเป็นต้องชนะ แพ้เสียตั้งแต่ต้นเพื่อที่จะชนะเรื่องอื่นในวันต่อไปดีกว่า

ข้อมูลจากศูนย์พม่าศึกษากล่าวว่า การออกเสียงของพม่าคล้ายกับชาวเขา ตัวสะกดจะหายไป เช่น ผู้เขียนอยากมีชื่อพม่า อาจารย์วิเชียรท่านเลยให้พนักงานยกกระเป๋าโรงแรม (bell boy) ที่เก่งภาษาพม่าและบาลีตั้งชื่อให้

อาจารย์พนักงานยกกระเป๋าเก่งจริง ผู้เขียนตั้งใจว่า ถ้าพระพม่าที่วัดแฒมเย่ไม่ทักท้วงแสดงว่า ชื่อนี้เป็นชื่อที่ดี

ตอนนั้นผู้เขียนตากแดดที่มัณฑเลย์ อมรปุระ และพุกามไปไม่กี่วัน ผิวดูเข้มขึ้นคล้ายคนพม่า โสร่งก็นุ่งชำนาญจนสวมขึ้นเครื่องบินจากมัณฑเลย์ไปย่างกุ้งได้โดยไม่กลัวหลุด

เมื่อไปวัดปรากฏว่า ท่านพระอาจารย์โตภิตะ(บาลีคือ โสภิสะ)นึกว่า ผู้เขียนเป็นพม่า ท่านถามว่า นี่คนพม่าหรือเปล่า พอท่านรู้ว่า เป็นคนไทยที่ชอบใช้ชื่อพม่า(ขิ่น หม่าว วิน)ก็ชอบใจ เลยเรียกผู้เขียนด้วยชื่อพม่ามาตลอด

ถ้าท่านผู้อ่านมีโอกาสไปพม่า ลองหาโอกาสให้คนพม่าตั้งชื่อพม่าดู คนพม่าเขาชอบแสดงความสามารถทางภาษา ดูเหมือนเขาจะภูมิใจที่ได้ตั้งชื่อให้คนอื่น

อาจารย์พนักงานยกกระเป๋าท่านตั้งชื่อผู้เขียนว่า “ขิ่น หม่าว มยิต์ (Khin Maung Myint)” คำต้น “ขิ่น (Khin) เป็นชื่อของคนเกิดวันจันทร์ <p>คำกลาง “หม่าว (Maung / ย่อว่า “Mg”) ตรงกับภาษาไทยว่า หม่อง เป็นชื่อผู้ชาย แต่พม่าไม่ออกเสียง “ง” คล้ายการออกเสียงละตัวสะกดของชาวเขา คำหลัง “มยิต์ (Myint)” ละตัวสะกดไว้อีก แปลว่า สูงส่งอะไรทำนองนั้น</p><p>เรื่องภาษาพม่าไม่ค่อยออกเสียงตัวสะกดคล้ายภาษาชาวเขายิ่งพูดกับคนพม่าไม่ได้ใหญ่ เพราะคนพม่าไม่ค่อยชอบคนกลุ่มน้อย ไม่ว่าจะเป็นชาวเขาหรือชาวเรา</p>อาจารย์วิเชียรกินง่าย อยู่ง่าย ส่วนใหญ่ไม่กินมื้อเย็นแล้ว ทำให้ไม่มีปัญหาอะไร ส่วนผู้เขียนนั้นกินง่ายก็จริง แต่กินจุ เห็นผอมๆ อย่างนี้อย่านึกว่ากินน้อย <p>คณะของเรากินข้าวมื้อเย็นกันทั่วหน้า ทำให้ประหยัด และส่งผลดีกับสุขภาพผู้เฒ่าทั้งสาม คนเฒ่าคนแก่นั้นยิ่งอ้วนมากก็จะยิ่งเดินลำบาก โดยเฉพาะทัวร์พม่าเป็นทัวร์ที่เดินกันวันละหลายชั่วโมง</p>อาจารย์วิเชียรผู้มีประสบการณ์บวชในพม่ามาแล้วถึง 1 พรรษากล่าวว่า อาหารพม่านั้นไม่นิยมเนื้อสัตว์ใหญ่ กินเนื้อน้อยและมักจะเป็นเนื้อสัตว์ปีก โดยเฉพาะไก่ <p>อาหารพม่าคล้ายอาหารเมือง(ภาคเหนือ) โดยเฉพาะแกงจะมีแกงที่คล้ายแกงฮังเลหลายอย่าง พม่าถือกันว่า ถ้าอาหารชั้นดีต้องมีน้ำมัน เพราะฉะนั้นแกงที่ทำขายต้องโชว์น้ำมัน มีผักให้กินบ้าง มีอาหารทำจากถั่วหลายชนิด และตบท้ายด้วยขนมหวานจัด เช่น ก้อนน้ำตาลโตนด ฯลฯ</p><p>สาเหตุที่อาหารพม่าคล้ายอาหารเมือง(ภาคเหนือ)น่าจะเป็นจากการที่หัวเมืองทางเหนือเป็นเมืองขึ้นพม่าติดต่อกันนานกว่า 200 ปี ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกัน</p><p>พม่าเองก็ทิ้งมรดกล้ำค่าไว้ในไทยมากมาย เช่น ศิลปะวัดทางเหนือดูๆ ไปมีส่วนคล้ายศิลปะพม่า โดยเฉพาะวัดในลำปางมีคนพม่าเข้ามาทำป่าไม้ และสร้างวัดไว้หลายแห่ง ฯลฯ</p><p>วัดพม่านั้นสังเกตได้ง่ายว่า จะมีหลังคาซ้อนกันหลายชั้น นับเป็นชาติที่ใช้สังกะสีเปลืองที่สุด พม่าจะใช้สังกะสีทำหลังคาวัดและทางเดินซ้อนกันหลายชั้น วัดพม่าเน้นความอลังการที่พระเจดีย์และหลังคา ส่วนวัดไทยจะเน้นความอลังการที่โบสถ์และฝาผนัง</p><p>อาจารย์วิเชียรท่านว่า พระพม่าชอบมาชมวัดไทย ท่านว่า วัดไทยมีโบสถ์สวย เวลาคนไทยส่วนหนึ่งก็ชอบไปชมวัดพม่า ท่านว่า วัดพม่ามีพระเจดีย์สวย นับว่าสวยกันไปคนละแบบ</p><p>อาหารพม่าประกอบด้วยข้าวสวย ไปที่ไหนก็ไม่เห็นข้าวกล้อง มีแกงใส่กะทิที่บอกได้เลยว่า มันย่อง น้ำพริกที่ไม่ค่อยเผ็ด ผักเคียง มีอาหารทำจากถั่วหลายชนิดปนกัน เนื้อที่เห็นเป็นเนื้อไก่</p><p>อาจาย์วิเชียรบอกว่า คนพม่าเป็นคน “จริงจัง” ทำอะไรจริงจัง บุคลิกนี้จะต่างจากบุคลิก “สบายๆ” ของคนงานพม่าในไทย เพราะคนพม่าในเมืองท่องเที่ยวใจกลางประเทศส่วนใหญ่เป็นชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ เป็นกลุ่มชนที่มีอารยธรรมติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายพันปี คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 2 ใน 3 ของประชากร</p><p>คนกลุ่มน้อยของพม่าอยู่รอบนอกของประเทศ มีสัดส่วนประมาณ 1 ใน 3 ของประชากร คนงานพม่าที่เข้ามาทำงานในไทยส่วนใหญ่เป็นคนกลุ่มน้อยได้แก่ ไทยใหญ่ซึ่งเขียนชื่อในภาษาพม่าว่า “สยาม” แต่ออกเสียงเป็น “ฉาน” กะเหรี่ยง และมอญ</p><p>เมื่อเป็นคนจริงจัง ทำอะไรก็ต้องจริงจังไปด้วย... รวมทั้งเรื่องกิน อาจารย์วิเชียรบอกว่า คนพม่ากินจริงจัง ไม่ค่อยคุยกัน อิ่มแล้วค่อยคุย กินหนักแน่น(กินจุ) พอฟังว่า คนพม่ากินหนักแน่นนี่ผู้เขียนโล่งใจทันที เพราะผู้เขียนก็เป็นคนหนักแน่น(กินจุ)เหมือนกัน</p><p>ผู้เขียนสังเกตคนขับแท็กซี่(อาจารย์ตุน ตุน) อาจารย์วิเชียรเลือกคนขับที่พูดอังกฤษเก่ง และขอให้ท่านช่วยสอนภาษาพม่าให้อาจารย์ไปด้วย ท่านขับแท็กซี่ให้จากมัณฑะเลย์ไปพุกาม และจากพุกามกลับมัณฑะเลย์</p><p>เวลาอาจารย์ตุน ตุนกินนี่หนักแน่นมาก เพราะท่านจะตักน้ำมันที่ลอยย่องอยู่บนแกงมาคลุกข้าวก่อนจนมันย่อง ความจริงเรียกว่า "ย่อง" คงจะยังไม่ถูก ที่ถูกน่าจะเรียกว่า "เยิ้ม" หลังจากนั้นจึงใช้มือเปิบข้าวพร้อมกับข้าวอีกหลายขนาน</p><p>ถึงตอนนี้ชาวพม่าจะขี่จักรยานกันมาก ทำให้ไม่ค่อยอ้วน แต่ถ้ากินแบบนี้ ต่อไปคงจะมีโรคอ้วนระบาดแน่</p><p>ศาสตราจารย์นายแพทย์ขิ่น หม่าว วิน (Khin Maung Win) อาจารย์แพทย์หัวหน้าหน่วยโรคตับ โรงพยาบาลย่างกุ้ง (Yangon General Hospital) ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์เมียนม่า ไทมส์ว่า คนพม่ากินมาก ทำให้อ้วนง่าย</p><p>ชื่อของอาจารย์ท่านนี้(ขิ่น หม่าว วิน)ซ้ำกับชื่อพม่าของอาจารย์วิเชียร ท่านเคยเรียนภาษาพม่าที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีพระภิกษุรูปหนึ่งไปสอนภาษาพม่า และตั้งชื่อให้</p><p>คนพม่านี่มีชื่อซ้ำกันมาก และไม่มีนามสกุล จึงต้องเทียบกันแบบไทยโบราณคือ ต้องดูว่า พ่อแม่ชื่ออะไร บ้านอยู่ที่ไหน จึงจะไม่ผิดฝาผิดตัว</p><p>รองศาสตราจารย์นายแพทย์ติน ส่วน ลัต อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์กล่าวว่า โรคอ้วนกำลังเป็นปัญหาสำคัญในพม่า</p><p>จากการสำรวจประชากรมากกว่า 5,000 คนในเมืองย่างกุ้งพบว่า มีคนที่อ้วนมาก (BMI = 30-34.9) มากกว่า 23 % และมีคนที่อ้วนมากเหลือเกิน (BMI = 35-39.9) มากถึง 7 %</p><p>ขอเชิญท่านผู้อ่านชมรายการอาหารบุฟเฟต์เที่ยงแบบพม่าที่ร้านอาหารข้างถนนแห่งหนึ่งในพุกามแล้วท่านจะรู้ว่า อาหารพม่านี่ “หนักแน่น” ไม่น้อยทีเดียว</p><p>ภาพที่ 3: อาหารบุฟเฟต์เที่ยงแบบพม่าที่พุกาม
(แนะนำให้ชมภาพจากลิงค์นี้จะเห็นภาพรวมทั้งหมด > http://www.gotoknow.org/file/wullopporn/PaganLunch.jpg</p><p>อาหารเที่ยงแบบพม่าที่พุกาม</p><p>แหล่งข้อมูล:</p><ul>

  • ขอขอบคุณ > Phyu Lin Wai. Obesity becomes bigger problem in Myanmar. The Myanmar Times. March 20-26, 2006. Vol.16, No.309. > http://www.myanmar.com/myanmartimes/MyanmarTimes16-309/n015.htm > March 30, 2006.
  • ขอขอบคุณ > ภาษากับเชื้อชาติพม่าในมุมมองนักภาษาศาสตร์, อาหารการกินของชาวพม่า, ชาติพันธุ์พม่าและชาวพม่าท้องถิ่น ศูนย์พม่าศึกษา > http://www.myanmar.nu.ac.th
  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ ศูนย์มะเร็งลำปาง จัดทำ > ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๙ > สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๔๙.
  • </ul>