จะเขียนเป็นเรื่องราวอย่างไหน ก็แล้วแต่ความรู้สึกที่อยากเขียน เขียนมันแบบคุยกับตัวเองง่ายๆ เหมือนเล่าเรื่องที่พบเห็นให้ตัวเองฟัง ให้ทำใจกับตัวเองไว้ด้วยว่า ว่าเป็นการฝึกเขียนนะเธอ แล้วการฝึกเขียนนะๆ จะเขียนให้เก่งได้ไง เขียนไปไม่ต้องกลัวผิด-ถูก-ดี-ไม่ดี เพราะไม่ได้เขียนแข่งกับใคร หากแต่เขียนเพื่อฝึกฝนตัวเอง เขียนสั้นเขียนยาวเอาหมด

วันก่อนมีสาวสวยคนหนึ่งโทรมาจากพิษณุโลกและแซวว่า ขยันเขียนบันทึกซะจริง หนูนะคอยเป็นพี่ดันยังไง น้องหนูก็ไม่ใคร่เขียนกันเลย ฉันได้ตอบเธอไปว่า ไม่ต้องเขียนอะไรที่ยากๆหรอก เขียนอะไรก็ได้ที่อยากเขียน ไม่ต้องลังเลว่ามันแค่เรื่องกระจิ๊ดเดียวเอง มันก็จะเขียนได้เอง

น้องชายอัยการชาวเกาะมาเยี่ยมและบอกว่า บันทึกที่ฉันเขียนสะท้อนตัวเองออกไป ทำให้คนอื่นได้สะท้อนตัวเองด้วยในอีกมุม วันนี้เลยเอาคำพูดน้องสาวคนสวยมาเป็นโจทย์สะท้อนถามตัวเอง เออ! ทำไมมันเขียนออกมาได้เยอะแยะจนตาแป๊ะอ่านไม่ทัน ตาแป๊ะที่เอ่ยในที่นี้ หมอแป๊ะอย่าเพิ่งสะดุ้งกายา แค่เป็นคำภาษาพาไปไม่ได้หมายถึงคุณหมอนะค่ะ

ในเมื่อมันมีคำถาม มันก็มีคำตอบซิน่า เวลาที่ฉันบอกให้คนเขียนอะไรที่อยู่ในหัวออกมาเป็นภาษาเขียนให้หน่อย หลายคนจะบอกฉันว่า เขียนไม่ออก ไม่รู้จะเขียนอะไร ที่พูดกันอย่างนี้เพราะว่า คนเขียนพิพากษาไปว่า ภาษาตัวเองไม่ดี เขียนไปแล้วคำตัดสินในหัวมีอยู่ คำพูดที่บอกออกมาจึงเลี่ยงว่า หนูไม่มีอะไรให้เขียน 

ไม่แปลกหรอกนะน้องเอ๋ย แต่ก่อนฉันก็เป็นอย่างนี้ ไอ้ที่ไม่เขียนออกมาใช่ว่าไม่มีอะไรอยู่ มันมีอะไรอยู่เยอะแยะค่ะ แต่ความกลัวจะไม่ไพเราะ ไม่น่าอ่านเหมือนคนอื่นเขา จึงทำให้ไม่กล้าเขียนออกมา  

จนกระทั่งมาถึงวันหนึ่ง พบว่าอะไรที่กลัวนั้น มันก็ตัวเองนั่นแหละที่สร้างม่านสร้างหมอกมาคลุมให้มองไม่เห็นมองไม่ชัดเอาไว้เอง สร้างกรอบขึ้นมากักขังให้ความคิดติดกรอบดี-เลว-ไม่ดี ติดกรอบกับความดีที่เป็นคำตัดสินของคนอื่นเขานั่น ซึ่งบางมุมก็ไม่ใช่ดีที่ตัวเองนั้นทำใจยอมรับมันได้ ด้วยมันสูงกว่าที่ตัวเองจะไปถึง แต่แล้วก็ยังจับตัวเองไปเข้ากรอบและแขวนเอาไว้กับคำตัดสินที่คนอื่นเขาสร้างขึ้นมาใช้กับตัวเขาเอง เมื่อคุณสัญญาคนเก่าที่อยู่ในตัวมาร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ผลลัพธ์ที่ออกมา จึงกลายเป็นว่า ไม่เขียนดีกว่า พร้อมกับคำพูดบอกว่า กลัวๆ กลัวผิด กลัวถูกตำหนิต่อว่า กลัวๆจะเขียนไม่ดี

ไอ้ที่กลัวแล้วตัดสินอย่างนี้ มันยังมีคุณสัญญาอีกคนเข้ามาร่วมตัดสินใจ คุณสัญญาคนนี้สำคัญนัก ฉันดื้อแพ่งกับเขาไม่ใคร่ได้ มันยากมันเย็นแสนเข็ญหากจะดื้อกับเขานะค่ะ เขามีชื่อเล่นว่า คุณหมอค่ะ

เดชะบุญว่าฉันมีคุณสัญญาอีกคนที่เป็นเพื่อนหนุนให้ฉันแกร่งและกล้า คุณสัญญาคนหลังนี้จึง สะท้อนคำถามฉันว่า จะไปติดกรอบทำไม เขียนลงไปแล้วบนบล็อก คนเขาจะมาทำร้ายหรือไร เวลาลงมือทำอะไรอยากจะมีความสุขหรือทุกข์ ทำไมจึงกลัวแปลกจริง ไอ้ที่กลัวนะกลัวอะไร กลัวเสียหน้า อย่างนั้นใช่ไหม จะกลัวเสียหน้าทำไม ถ้ากลัวไปว่าจะเสียหน้า ให้คุยกับคุณหมอให้เข้าใจ เพื่อทำความรู้จักเขาว่าเขามีความสัมพันธ์กับคุณสัญญาคนอื่นอย่างไร เมื่อฉันพอจะรู้ใจเขา ฉันเลยดื้อทำอะไรสบายๆได้ไง ทำไปอย่างที่ทำอยู่ในทุกวันนี้แหละค่ะ

ที่ฉันผ่านคุณหมอมาได้ เพราะว่าฉันอ่อนน้อมให้คุณหมอค่ะ ฉันบอกกับเขาไปว่า ฉันเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ทำผิด ทำถูกได้เหมือนคนอื่น ทำผิด ทำถูกอย่างไร ฉันเป็นคนทำขึ้นกับมือเอง ถ้าหากฉันพิพากษาตัวเองว่าถูกแล้วเกิดผลกระทบให้คุณหมอเสียหายละก็ ฉันขอให้คุณหมอยอมรับมัน ในฐานะที่ฉันเป็นคนแล้วฉันก็บอกเขาว่า ถ้าไม่คิดจะแข่งขัน ก็ไม่มีคำพิพากษา และไม่มีคำว่า ผิด-ถูกนะ  อยากเขียนฉันขอเขียนออกมา อะไรก็ได้ที่อยากจะเขียน เขียนความรู้สึกสดๆที่เขียนแล้วมีความสุข ไม่รบกวนคุณหมอช่วยเขียนให้เลิศหรูแบบที่คุณหมอเขียนตำรา ขอเขียนอะไรง่ายๆที่คนธรรมดาเขาทำกันได้ ซึ่งฉันทำแล้วก็สบายใจ

เมื่อกล่อมจนคุณหมอใจอ่อน และมั่นใจว่าการทำเรื่องง่ายๆเป็นเรื่องที่ทำได้อยู่กับการมาเขียนในโก คุณหมอยอมรับข้อเสนอค่ะ เธอช่วยมาบอกฉันว่า ลองเขียนเรื่องเล่าดูซิ เล่าเรื่องประสบการณ์ที่พบในชีวิตในมุมมองและความคิดของหมอคนหนึ่งและความเป็นคนได้เลย จะเขียนเป็นเรื่องราวอย่างไหน ก็แล้วแต่ความรู้สึกที่อยากเขียน เขียนมันแบบคุยกับตัวเองง่ายๆ เหมือนเล่าเรื่องที่พบเห็นให้ตัวเองฟัง ให้ทำใจกับตัวเองไว้ด้วยว่า ว่าเป็นการฝึกเขียนนะเธอ แล้วการฝึกเขียนนะๆ จะเขียนให้เก่งได้ไง เขียนไปไม่ต้องกลัวผิด-ถูก-ดี-ไม่ดี เพราะไม่ได้เขียนแข่งกับใคร หากแต่เขียนเพื่อฝึกฝนตัวเอง เขียนสั้นเขียนยาวเอาหมด เมื่อคุณหมอตอบว่าเอาด้วยก็หมดกังวลที่จะเขียนแล้วเรา

ทั้งหมดที่บันทึกไว้นี้ เกิดขึ้นเพราะกัลยาณมิตร 2 คน ที่มากระตุกความคิด ขอบคุณนะค่ะน้องทั้ง 2 ที่ช่วยต่อลมหายใจให้บันทึกของพี่มีประเด็นกระตุกให้นำมาฝึกฝนการเขียนของพี่อีกเรื่อง