
นักการทูตไทยในแดนธรรม
ตอนที่ 4
ในที่สุดคณะพระนวกะเดินทางถึงตำบลสารนาถ ชานเมืองพาราณสี
ชื่อสารนาถนั้นเดิมเรียกว่า “ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน” ที่ได้ชื่อ “สารนาถ “เนื่องมาจากจริยาวัตรของพระพุทธองค์ครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ได้เป็นที่พึ่งของกวาง ซึ่งมาจากคำว่า “สารังคนาถ” แปลว่า “ตำบลซึ่งเป็นที่พึ่งของกวาง”
สารนาถ สังเวชนียสถานแห่งที่ 2
คณะพระนวกะได้ไปนมัสการและเจริญจิตภาวนา ณ ธรรมเมกขสถูป ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช ประมาณพุทธศตวรรษที่ 3 เป็นสถานที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ในบทที่ชื่อว่า ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร ซึ่งทำให้ท่านโกณฑัญญะได้เห็นธรรมและขออุปสมบทเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา ส่งผลให้รัตนตรัยสมบูรณ์คือมีพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ และเมื่อทรงแสดง อนัตตลักขณสูตร ทำให้ปัญจวคีย์ทั้งหมดได้อุปสมบทแล้วได้บรรลุเป็นพระอรหันต์
เมื่อเราถึงพาราณสีนั้น ก็เป็นเวลาค่ำแล้ว จึงได้เข้าพักที่วัดไทยสารนาถซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากธรรมเมกขสถูป วัดไทยสารนาถนี้เป็นวัดไทยอีกวัดหนึ่งที่ร่มรื่น น่าพักมาก มีโรงอาหารที่ใหญ่โต โดยมีพ่อครัวไทยทำอาหารถวายพระและฆราวาส เป็นที่เลื่องลือถึงความอร่อย
คืนแรกในพาราณสีเมืองเก่า ผมและพระพ่อหลับสบายไร้กังวล
ล่องคงคา ลอยเส้นผม
วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 วันนี้เป็นวันที่ผมรู้สึกว่าตื่นเต้นที่สุด เพราะว่าจะได้ไปล่องเรือในแม่น้ำคงคาที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกคณะพระนวกะออกเดินทางแต่เช้าตรู่เพื่อไปยังตัวเมืองพาราณสีเพื่อล่องแม่น้ำคงคาชมการอาบน้ำล้างบาป การบูชาสุริยเทพ การเผาศพ อย่างไรก็ดีรถบัสพาคณะพระนวกะไปได้แค่ตลาด เนื่องจากเป็นขบวนรถใหญ่ ไม่สามารถจอดตรงทางเข้าริมท่าน้ำได้ จึงต้องลงรถและเดินเท้าเข้าไปยังริมน้ำไกลประมาณสัก 200 เมตรผ่านตลาดที่จอแจ
ผมเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติหลายกลุ่มเดินไปในทางเดียวกับเรา มีขบวนขอทานมากมายที่เข้ามารุมล้อมและตามตื้อนักท่องเที่ยวรวมทั้งกลุ่มพระนวกะที่เรียกความสนใจจากผู้คนรอบข้างได้มากพอสมควร เพราะเราเป็นกลุ่มใหญ่ ห่มจีวรเหลือง หัวโล้นเดินกันเป็นแถว เห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติหลายคนแอบถ่ายภาพพวกเราด้วยคงเห็นเป็นหนึ่งในความประหลาดของเมืองนี้มั้ง
การที่ต้องเดินผ่านตลาดเพื่อไปยังท่าน้ำนั้นยิ่งทำให้ความตื่นเต้นทวีคูณเป็นหลายเท่าตัวเพราะเสมือนต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ นานา ทั้งกองขยะทั้งหลุ่มบ่อ ทั้งวัว ทั้งรถเข็นและคนสารพัดสีสัน กว่าจะไปถึงจุดหมายปลายทาง
พอเดินถึงทางเข้าท่าน้ำก็เป็นบันไดที่มีชั้นบันไดต่ำลงทอดยาวไปข้างล่างริมน้ำ จากจุดต้นบันได สามารถมองเห็นทัศนียภาพเบื้องหน้าในมุมกว้างในลักษณะพาโนรามาก็อดที่จะอุทานด้วยความตื่นเต้นไม่ได้ว่านี่คือแม่น้ำคงคาที่ศักดิ์สิทธิ์และ คือโรงละครชีวิตโรงใหญ่จริงๆ
แม่น้ำคงคานั้นถือเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู โดยถือเป็นแม่น้ำในการล้างบาปของผู้ตายและนำผู้ตายไปสู่สวรรค์ จึงมีการนำศพคนตายมาเผาและลอยไปในแม่น้ำตลอดวันตลอดคืน
คณะพระนวกะของเราได้ลงไปยึดริมน้ำคงคาที่คราคร่ำไปด้วยผู้คนที่มาทำพีธีของตน การใช้ชีวิตของผู้คนในเมืองพาราณสีนั้นยังคงรักษาวัฒนธรรมเอกลักษณ์และความเป็นมานับพันปีไว้จนทุกวันนี้
ภาพชีวิตของผู้คนมากมาย ริมฝั่งแม่น้ำแห่งนี้ ที่เต็มไปด้วยสีสันที่เติมแต้มจากหินสีแดงราวกับสีน้ำหมาก และเสื้อผ้าที่ฉูดฉาดของสตรีอินเดียแห่งเมืองพาราณสี
สารพัดมนุษย์ที่พบเห็น ณ ริมแม่น้ำคงคาที่ศักดิ์สิทธิ์นี้ มีทั้งขอทาน ชาวบ้าน หญิงชรา ฤาษีเครายาวนั่งสมาธิในชุดหนังเสือนั่งสมาธิอวดสายตาผู้ที่ผ่านไปมา เหมือนที่เราเห็นในภาพนิยายสมัยโบราณไม่มีผิด ผมจ้องมองดูฤาษีด้วยความทึ่ง สงสัยฤาษีจะเห็นยิ้มจากนัยตาของผม จึงยิ้มตอบและพยักหน้าให้เล็กน้อยทำนองทักทาย ผมก็ยกมือทักทายตอบไปเหมือนกัน ก็ในฐานะนักบวชเหมือนกัน ก็ต้องมีมารยาทกันหน่อย ผมคิดในใจ
ก็น่าแปลกใจที่แม้จะมีสารพัดคน ณ ริมน้ำแต่ไม่ได้มีเสียงใดดังรบกวนโสตประสาทเหมือนในตลาดที่เพิ่งผ่านมาเลย
นอกจากนั้น ผมเห็นคนขายดอกไม้ (ดอกดาวเรือง) คนขายของที่ระลึก คนขายขวดน้ำที่ระลึก ซึ่งพระท่านบอกว่าคนอินเดียนิยมบูชาน้ำจากแม่น้ำคงคาและปรารถนาที่จะนำกลับไปบูชาที่บ้าน จึงเกิดอาชีพคนขายน้ำศักดิ์สิทธิ์นี้ บรรจุขวดอย่างดีมาเร่ขาย ผมนึกในใจว่าอยากจะลองซื้อน้ำศักดิ์สิทธ์กลับไปสักขวด คงจะดี ถ้าหูไม่แว่วเสียงพระนวกะองค์หนี่งพูดให้ได้ยินว่าโฮ นี่หรือแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ ดำและ.....เหมือนกันนะ
พระนวกะรู้สึกจะตื่นเต้นกับบรรยากาศริมแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์นี้กันทุกคน กล้องดิจิตัลเกือบร้อยกล้องถูกนำออกมาใช้งานคุ้มค่าก็ตอนนี้เอง เป็นภาพที่ต้องบันทึก มิฉะนั้นถือว่าเสียเที่ยวที่ได้มาเยือนพาราณสี
ณ ริมตลิ่งแม่น้ำคงคา เรือยนตร์ไม้ลำขนาดกลางจำนวนมากจอดเรียงรายรอผู้โดยสาร ซึ่งก็แน่นอนว่าหลายลำนั้นได้ถูกเตรียมไว้สำหรับคณะของเราแล้ว ลำหนึ่งจุได้ประมาณ 25 คน ในไม่ช้า คณะพระนวกะตระกูลโพธิ์ทั้งหมดก็ลงไปนั่งในเรือจนครบ
เรือที่เรานั่งค่อยๆ ออกไปท่องแม่น้ำคงคาด้วยความเบิกบานใจเป็นที่สุดเพราะอากาศในยามเช้าตรู่ยังเจือไปด้วยความเย็นและสดชื่นอยู่ พระอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า ท้องฟ้ายามนี้จึงเป็นสีแดงระเรื่อ เหมาะสมยิ่งนักที่จะถ่ายภาพเก็บความประทับใจเอาไว้
พาราณสีมีสีสันก็ตรงนี้เอง วิถีชีวิตของคน การแต่งกายและพิธีกรรม และที่น่าตื่นเต้นที่สุดของการล่องเรือคือการได้ล่องไปใกล้ท่าที่มีการเผาศพซึ่งเรียกว่าท่าราชฆาต ซึ่งในเช้าวันนั้นมีศพหนึ่งวางตรงบันไดสุดท้ายเตรียมที่จะเผา ผมเห็นศพถูกห่อด้วยผ้าขาวประดับด้วยผ้าสีทองคลุมอีกชั้นหนึ่ง ฟืนกำลังถูกสุมเข้าไปในกองไฟที่ลุกโชน กล่าวกันว่าไฟนี้ไม่เคยดับเลยมาเป็นเวลา 3 พันกว่าปีแล้วและอีกไม่นานหลังจากเผาแล้วก็จะนำสิ่งที่เหลือจากการเผาไปลอยแม่น้ำคงคา ซึ่งก็คือพื้นน้ำที่เรากำลังล่องเรืออยู่นี้
ในระหว่างที่ล่องเรือไปนั้น พระที่ประจำเรือก็ได้นำสวดมนต์โมรปริตตคาถา ด้วยซึ่งทำให้บรรยากาศ ณ ที่นั้นขลังขึ้นอีกมาก พระพี่เลี้ยงได้บอกให้พวกเรานำเส้นผมที่เก็บไว้จากการปลงผมในวันโกนมาลอยในแม่น้ำคงคานี้ด้วย
ผมนำห่อใบโพธ์ที่ห่อเส้นผมที่เก็บไว้ในย่ามไว้อย่างดีตั้งแต่วันบวชวันแรกออกมา ค่อยๆแกะใบโพธิ์ที่เริ่มแห้งเหลืองแล้วทีละด้าน เห็นเส้นผมก้อนใหญ่ ค่อยๆ หยิบออกมาโปรยลงไปในแม่น้ำคงคาแห่งนี้ พร้อมกับวางกระทงเล็กที่ได้รับแจกในเรือเป็นการบูชาแม่พระคงคาให้แตะพื้นน้ำและผลักให้ลอยตามเส้นผมไปด้วย
ไหนๆ ก็มาถึงคงคาเจ้าแล้ว จึงถือโอกาสเอามือขวากวักน้ำข้างกาบเรือเล่นสบายใจ ไม่สนใจใครแล้ว มือสัมผัสน้ำในแม่น้ำคงคารู้สึกได้ถึงความใส ความเย็นยะเยือกและที่ไหลอยู่ตลอดเวลา คงเป็นบุญเก่าหรือในอดีตชาติคงเคยเกิดเป็นคนเมืองพาราณสีกระมั้ง ที่ทำให้ได้กลับมาลอยเส้นผมและมาสัมผัสกับสายน้ำที่ศักดิ์สิทธิ์ในชาตินี้ อีกครั้ง
หมู่เรือพระนวกะล่องมาจนถึงท่าที่เผาศพ มณีกรรนิการฆาฎซึ่งเป็นฆาฎหรือท่าน้ำเผาศพที่ใหญ่ที่สุดริมแม่น้ำคงคา ผมยกกล้องขึ้นถ่ายภาพได้นิดหน่อยเพราะได้รับการเตือนว่าอย่าไปถ่ายภาพให้ประเจิดประเจ้อนักโดยเฉพาะในเวลาเผา หากเขาเห็นชาวบ้านจะร้องตระโกนห้ามถ่ายภาพและบางรายถึงกับว่ายน้ำมาห้ามที่เรือเลย แต่กระนั้นผมก็เห็นพวกเราหลายองค์ก็แอบถ่ายกันได้พอสมควร
แม่น้ำคงคามีเสน่ห์และคงเอกลักษณ์ดั่งเดิมไว้ได้เช่นนี้เองจึงทำให้มีคนจากทั่วโลกมาเที่ยวกันมากมายและตลอดทั้งปีผมคิดในใจว่าจะต้องหาโอกาสกลับมาพาราณสีอีกแน่นอนโดยเฉพาะแม่น้ำคงคานี้ซึ่งเป็นที่มาของศิวาราตรีการบูชาพระศิวะที่โด่งดังไปทั่วโลก
จากนั้นคณะพระนวกะได้กลับไปฉันเช้าที่วัดไทยสารนาถและเดินทางไปสู่เมืองลุมพินี ประเทศเนปาล สังเวชนียสถานจุดที่สาม โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 10 ชม.
วันนี้ฉันเพลระหว่างทางเช่นเคย โดยมีญาติโยมที่ตามคณะไปถวายและได้สวดมนต์ ฟังธรรมบรรยาย พระสูตร พระวินัยและพระอภิธรรมตลอดการเดินทางก่อนข้ามชายแดนที่เนปาล คณะได้หยุดพักที่พุทธวิหารสาลวโนทยานเพื่อฉันน้ำปานะและเข้าห้องสุขา
…………………………
สุขาอยู่ที่นี่
พุทธวิหารสาลวโนทยานแห่งนี้ถือเป็นพุทธศรัทธาสถานที่ต้องเล่า สร้างขึ้นด้วยเงินบริจาคของพุทธบริษัทไทยที่เคยเดินทางไปยังสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่งด้วยตระหนักถึงความยากลำบากและระยะเวลาอันยาวนานในการเดินทางจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่งที่ไม่มีความสะดวกโดยเฉพาะในเรื่องห้องสุขา จึงได้ร่วมกันสร้างขึ้นมา ถือเป็นการทำบุญที่สำคัญเพราะได้เปลื้องทุกข์ให้ผู้คนมากมายที่ไปแสวงบุญ โดยเฉพาะถ้าเป็นผู้แสวงบุญชาวไทยก็ใช้ได้ฟรี
พระนวกะเพลิดเพลินกับการเยือนวัดนี้มากเพราะมีการบอกว่าห้องน้ำที่สวยที่สุดในอินเดียหรือในโลกอยู่ที่นี่เอง หลายองค์รวมทั้งผมก็ได้ทดลอง เห็นว่าดีจริง ใช้เครื่องสุขภัณฑ์อย่างดี มีระบบเซนเซอร์ด้วย ห้องน้ำมีลักษณะเหมือนห้องน้ำในสปาชั้นดี มีผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กใส่ในตระกร้าหวายอย่างเป็นระเบียบไว้บริการ เรียกว่าหลังจากเดินทางกันมาอย่างเหน็ดเหนื่อยมาเจอแบบนี้ ก็ราวกับได้ขึ้นสวรรค์กันทีเดียว ก็นับเป็นการสร้างความสุขให้ผู้คนได้เป็นอย่างดี
ในช่วงที่อยู่ที่วัดนี้ พระนวกะได้ร่วมกันส่งอิฐให้ช่างก่อสร้างกุฏิหลังใหม่ซึ่งจะทำให้มีสถานที่เพิ่มขึ้นในการอำนวยความสะดวกให้กับผู้แสวงบุญ นอกจากนั้นยังมีการจัดน้ำชา กาแฟถวายพระนวกะทุกองค์ด้วย นับว่าเป็นสถานที่สร้างความสุขให้กับผู้แสวงบุญที่น่าชื่นชมโดยแท้
เราเดินทางถึงวัดไทยลุมพินีก็เป็นเวลาค่ำแล้ว ความมืดและหมอกปกคลุมไปทั่วบริเวณสวนพุทธซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดไทยลุมพินี หลังจากเข้าที่พัก คณะพระนวกะได้สวดมนต์ถวายเป็นพระราชกุศลและทำวัตรเย็นเช่นเคย ผมและพระพ่อยังมีกำลังเข้มแข็งเช่นเคย ครั้นมองหาโยมแม่ ที่ติดตามคณะไปด้วยก็ดูสดชื่นและเข้มแข็งไม่แพ้กัน ทำให้ผมค่อนข้างจะสบายใจและมีกำลังใจปฏิบัติกิจของสงฆ์ต่อไป.......
............................................
โปรดติดตามตอนต่อไป
สวัสดีค่ะ
มาอนูโมทนาบุญค่ะ
ในส่วนของโยคีน้อยเอง วันกลับได้ไปที่สารนาถเช่นกัน
รับประทานอาหารกลางวันที่วัดจีน แต่ขณะนั้น พระไทย เป็นผู้ดูแลอยู่
เนื่องจาก กรณีมีการขัดแย้ง ระหว่างอินเดียและจีน
จึงไม่อนุญาตให้พระจีน อาศัยอยู่ในแผ่นดินต่อไป
ขอบคุณกับบันทึกที่มีคุณค่า และเล่าเรื่องน่าติดตามมาก
และสุดท้าย ทำให้เห็นภาพของเมืองอินเดียอีกครั้ง
สวัสดีค่ะ
โยคีน้อย ตันติราพันธ์
เป็นประวัติศาสตร์ส่วนตัวที่ไม่ลืมนะ
ผลบุญกำลังจะบังเกิดผลนะ
ท่านมหาคมสรณ์ได้เมล์บอกแล้วนะว่าได้ทำหนังสือถึงมูลนิธิแล้ว
อีกหน่อยน่าจะได้เห็นโครงการอาสาสมัครแพทย์/พยาบาลไทยไปกุสินาราและคลินิคตามวัดไทยในอินเดียด้วย
นี่คืออีกหนึ่งประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำ
สาธุกับกัลยาณมิตรทุกท่าน
สัปดาห์หน้า ดร.อโลก หนึ่งชาวพุทธอินเดียที่ยังหลงเหลืออยู่ ก็จะไปเชื่อมใจ สายใยบุญ 2 แผ่นดินกันอีกคนหนึ่ง
ฝากกัลยาณมิตรที่เมืองไทยด้วยนะ
อนุโมทนาบุญครับพี่
คุณ suksom
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและทักทายเป็นประจำ
บุญ เมื่อใดที่อนุโมทนาก็ได้ทันที
สะสมเอาไว้ นานๆ ก็มากขึ้นเองครับ
เจริญสุขครับ