ในช่วงเวลาแห่งความแตกแยกของชาวสยามขณะนี้  มีเรื่องเกี่ยวเนื่องมายังชีวิตประจำวันของข้าพเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ   และตอนนี้ลามปามมาถึงในสถานที่ทำงานของข้าพเจ้าแล้ว  สถานที่ที่ไม่น่าจะมีเรื่องการเมืองมาเกี่ยวข้อง  แต่ก็เกี่ยวจนได้ในที่สุด

ปกติแล้วข้าพเจ้าไม่ค่อยจะกล่าวจะเล่าถึงงานที่ทำมากมายนัก  แต่ช่วงนี้มีเรื่องราวที่น่าเป็นห่วงเกิดขึ้นอยู่หลายเรื่อง  และดูเหมือนจะเกิดความเข้าใจผิดกันมากมาย  ในสายงานอาชีพที่ข้าพเจ้าทำงานอยู่ เพราะตอนนี้มีคนไข้มาตั้งคำถามเราทำนองว่า ที่นี่รักษาตำรวจหรือไม่ ? หมออยู่ฝ่ายไหน สีเหลือง หรือสีแดง  ข้าพเจ้าก็เลยถามว่าเกิดอะไรกันขึ้นจึงถามมาแบบนั้น  ก็ได้ความว่า  มีบางโรงพยาบาลในจังหวัดนี้ขึ้นป้ายว่า ไม่รับรักษาตำรวจ   ..........

พอได้ยินดังนั้นข้าพเจ้าก็เลยยิ้มๆ พร้อมกับบอกว่า หมอเขาก็ติดไปงั้นแหละ  ถึงเวลาจริงๆ เขาก็รักษา  ไม่มีใครจะปฎิเสธการช่วยชีวิตคนไข้ได้ เพราะนี่เป็นหน้าที่ของเขา แต่ฝ่ายผู้เล่าก็ทำหน้าจริงจัง และมีความวิตกกังวล  และบ่นด่าเรื่องนี้ไปพอประมาณ  ในความคิดเห็นของคนทั่วๆไป  ต่างมองว่านี่เป็นเรื่องใหญ่มากที่บรรดาหมอๆ ปฎิเสธการรักษาคนไข้ได้ลงคอ  ช่างใจร้ายและไร้จริยธรรมเสียจริงๆ อะไรทำนองนี้    ในช่วงที่มีข่าวว่าบรรดาหมอๆและอาจารย์แพทย์หลายสถาบันออกมาประกาศว่า จะไม่ยอมรักษาคนไข้บางคนที่พวกเขาไม่พึงใจ โดยเฉพาะตำรวจและ สส.จากฝ่ายรัฐบาลนั้น  ก็มีคนบ่นด่าอยู่มากมายทางสื่อ  หลายคนอาจตกใจที่หมอๆ ทั้งหลายช่างกล้าทำเช่นนั้น   แต่ข้าพเจ้ากลับเข้าใจ และรู้นิสัยเพื่อนร่วมวิชาชีพว่า  ส่วนใหญ่ก็พูดไปงั้นแหละ พอถึงเหตุการณ์เกี่ยวกับความเป็นความตายของคนไข้ พวกเขาก็จะลืมเรื่องนี้ไปเสียสิ้น  แล้วจะเกิดสภาวะที่เรียกว่า วิญญานหมอเข้าสิง  กระโดดเข้าไปช่วยชีวิตคนไข้จนได้  ข้าพเจ้านึกภาพว่า ถ้ามีตำรวจนายหนึ่งถูกยิงอาการสาหัสมาที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลจุฬา ฯ   โรงพยาบาลสวนดอก  ข้าพเจ้าเข้าใจว่าบรรดาหมอๆ ทั้งหลายที่นั่นคงต่างวิ่งวุ่นไปกับการช่วยชีวิตคนไข้รายนี้  เมื่อถึงนาทีชีวิตนาทีวิกฤตเกี่ยวกับความเป็นความตายขึ้นมา  หมอส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจหรอกว่า  คนไข้จะเป็นใครมาจากไหน  มีตำแหน่งอะไร  อยู่ฝ่ายแดงหรือเหลือง สิ่งที่พวกเขาสนใจก็คือช่วยชีวิตคนไข้ไว้ก่อน  พวกเขาถูกสอนมาแบบนั้น และถูกฝึกมาแบบนั้นจากโรงเรียนแพทย์  และดูเหมือนจะเป็นโปรแกรมพื้นฐานสำหรับหมอที่ต้องจดจำเรื่องนี้  พวกเขาคือผู้ช่วยชีวิต   เอาให้รอดก่อน  เรื่องอื่นค่อยว่ากัน ...

หลายคนที่อยู่วงนอกอาจจะมองเห็นเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่ด้วยช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าใช้ชีวิตแบบหมอๆมาเป็นสิบๆ ปี   หมอทั้งหลายที่ข้าพเจ้ารู้จักเป็นแบบนั้น  คือเมื่อถึงเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับความเป็นความตายของคนไข้  สิ่งที่หมอสนใจกันคือรักษาชีวิต   ดังนั้นการที่มีผู้วิตกกังวลว่าหมอจะไม่รักษา และจะปล่อยให้ตำรวจหรือปล่อยคนที่บรรดาหมอๆไม่ชอบหน้าให้ตายไปโดยไม่ช่วยเหลือเมื่อป่วยหนัก ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้เลย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงเรียนแพทย์ ซึ่งเป็นสถานที่สอนนักศึกษาแพทย์ด้วยแล้ว  ยิ่งเป็นไปไม่ได้ การที่พวกเขาประกาศเจตจำนงไปแบบนั้น ก็เพราะอยากจะบอกกล่าวกับสังคมว่า หมอไม่ชอบการใช้ความรุนแรงกับประชาชนเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม เพราะความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นมันคือชีวิต มันคือความสูญเสีย  หมอจึงมีสิทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็นในสิ่งร้ายแรงที่เกิดขึ้น   และมีสิทธิ์ที่จะเสียใจ ไม่พอใจ และมีอารมณ์ร่วมในสถานะการณ์ได้  เพราะหมอไม่ใช่พระ  จะได้ไม่รู้สึกใดๆ กับการตายของผู้บริสุทธิ์ในวันนั้น (ขนาดพระท่านก็ยังรู้สึกเป็นห่วงในสถานการณ์เช่นกัน ) แต่มาตรการที่ออกมานั้นข้าพเจ้าก็เข้าใจว่า เมื่อถึงที่สุดแล้วไม่มีหมอคนไหนปฎิเสธคนไข้ได้ลงคอ  มันคือมาตรการณ์ที่ไม่อาจเป็นจริงได้ในทางปฎิบัติ   แต่ก็ทำให้ประชาชนหมู่หนึ่งบ่นด่าหมอทั้งหลายไปหลายวัน และยังมาคาดคั้นเอาคำตอบกับโรงพยาบาลที่ข้าพเจ้าทำงานด้วย  ทั้งๆที่โรงพยาบาลที่ข้าพเจ้าทำงานอยู่ก็ไม่ได้ขึ้นป้ายที่ว่าแม้แต่น้อย

ข้าพเจ้านึกย้อนหลังไปเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่รับราชการ  ข้าพเจ้าได้มีโอกาสรักษาคนไข้รายหนึ่ง  เรื่องราวของคนไข้รายนี้น่าจะบอกเล่าเรื่องงานของหมอๆ ได้เป็นอย่างดี

ในช่วงเวลานั้น ตำรวจได้นำส่งคนไข้รายหนึ่งมายังห้องฉุกเฉิน เป็นคนไข้ชายวัยสามสิบปี  ตำรวจที่นำส่งให้ประวัติว่า ชายผู้นี้เชือดคอตัวเอง และก่อนหน้าที่เขาจะเชือดคอตัวเองนั้น เขาได้เชือดคอผู้หญิงคนหนึ่งถึงแก่ชีวิต  ตอนที่ตำรวจไปพบ เห็นเขานอนจมกองเลือดอยู่ และยังไม่ตายก็เลยนำมาส่งโรงพยาบาล   ชายผู้นี้เชือดคอตัวเองจนหลอดลมขาด  มีแผลขนาดใหญ่ที่คอและมีการบาดเจ็บต่อหลอดเลือดที่คอด้านซ้ายด้วย  เขาหายใจลำบากเพราะหลอดลมขาด  มีเลือดไหลนองจากแผล เขาต้องได้รับการใส่ท่อหายใจทางหลอดลมที่ขาด  ห้ามเลือดเบื้องต้นที่ห้องฉุกเฉิน  ใส่น้ำเกลือ แล้วต้องรีบนำเข้าห้องผ่าตัดไปเย็บซ่อมหลอดลมที่ขาดและห้ามเลือดที่ไหลพุงออกมาจากเส้นเลือดสำคัญบริเวณคอทางด้านซ้าย เป็นการด่วน   ในระหว่างผ่าตัด เกิดอุบัติเหตุเลือดของชายผู้นี้พุ่งไปโดนตาของน้องหมอท่านหนึ่งที่เข้าช่วยผ่าตัดกับข้าพเจ้า  และมาเจาะเลือดเช็คภายหลังว่า ชายผู้นี้ติดเชื้อ HIV  หมอรุ่นน้องที่ว่าต้องทานยา Anti HIV เป็นเดือน ๆ   เนื่องจากเขาโดนเลือดเข้าที่เยื่อบุตา  เรื่องนี้ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกเสียใจไม่น้อยที่ทำให้เขาต้องมาเสี่ยงกับเรื่องนี้ ด้วยกัน

  ชายคนนี้รอดชีวิต  หลังผ่าตัดตำรวจก็นำโซ่มาล่ามเขาไว้กับเตียงคนไข้  เพราะเขาคือผู้ต้องหาฆ่าคนตาย  ส่วนคนที่เขาฆ่าด้วยการเชือดคอนั้นเป็นผู้หญิงไร้ทางสู้คนหนึ่ง ดูเหมือนจะเป็นแฟนเก่าหรือเมียเก่าก็ไม่ทราบได้  ทั้งสองมีเรื่องราวทะเลาะกันและชายผู้นี้ก็ฆ่าเธอด้วยการเชือดคอ น้องหมอที่ออกไปชันสูตรพลิกศพเล่าว่า  ผู้หญิงคนนั้นถูกเชือดคออย่างอำมหิต  หลอดลมขาด เส้นเลือดใหญ่ข้างคอขาด บาดแผลลึกไปจนถึงกระดูกคอที่อยู่ด้านหลัง  ประหนึ่งว่าคอจะหลุดออกมาอยู่แล้ว

ในสถานการณ์นี้  แม้หมอจะขึ้นป้ายว่า  เราจะไม่รับรักษาฆาตรกร แต่ในทางปฎิบัติก็ทำไม่ได้เช่นกัน  ในนาทีนั้น ทีมผู้รักษาไม่ได้สนใจว่าชายผู้นี้จะเป็นใคร ทำอะไรมาก่อน  แต่ที่สนใจก็คือชายผู้นี้กำลังจะตายและเราต้องช่วยชีวิตเขา  เรามีหน้าที่นั้น เราไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินว่าเขามีคุณค่าที่จะอยู่หรือจะตาย หรือไม่  ภารกิจเดียวของเราก็คือการช่วยชีวิต  เวลานั้นไม่มีการเลือกข้าง ไม่มีเวลาที่จะคิดเรื่องใดๆ 

หลังการรักษา  ชายผู้นี้ก็ยังยกมือไหว้ข้าพเจ้า  เขาไม่ได้มีท่าทางดุร้ายจะเชือดคอข้าพเจ้าแต่อย่างใด   พออาการดีขึ้นแผลตัดไหมแล้ว  ตำรวจก็พาเขาไปดำเนินคดีตามกฏหมาย  นั่นก็หมดหน้าที่ของผู้รักษา  เรื่องถูกผิดก็ว่ากันไปตามกฏหมายต่อไป   เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน  และแม้จะเกิดขึ้นกับหมอคนไหนในขณะนี้  ข้าพเจ้าก็เชื่อว่า หมอทุกคนก็ทำเหมือนกัน เหมือนดังที่ข้าพเจ้าปฎิบัติ  ภารกิจของเราคือการช่วยชีวิต  และเราไม่มีสิทธิ์ตัดสินว่า ใครสมควรจะอยู่หรือจะตาย  เราไม่มีสิทธิ์จะเลือกข้างใดในเวลาที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของคนไข้แบบนั้น  แต่หลังจากเหตุการณ์  เราอาจจะเริ่มมีความคิดเห็นบางอย่าง รู้สึกไม่ดีบางอย่างต่อคนไข้บางคนที่ไม่น่ารัก แต่หน้าที่เราคือผู้รักษา เราก็ทำอย่างดีที่สุด

และเมื่อมานึกย้อนหลังดูข้าพเจ้าก็พบว่า  ตำรวจเองก็ทำหน้าที่อย่างดีที่สุด  เมื่อพบฆาตรกรฆ่าคนตายบาดเจ็บสาหัส แบบนั้น  ถ้าพวกเขาจะนำส่งโรงพยาบาลช้ากว่านั้น หรือไม่นำมาส่ง ชายผู้นี้คงจะตายภายในไม่ถึงชั่วโมง  แต่ตำรวจก็ตัดสินใจนำเขามาส่งโรงพยาบาลอย่างรวดเร็วและทันเวลา  เขาจึงรอดชีวิต   ชายผู้นี้รอดชีวิตเพราะทั้งตำรวจและทีมผู้รักษาในโรงพยาบาลต่างทำหน้าที่ของตนอย่างดีที่สุด และมีคุณธรรมเพียงพอ และเห็นคุณค่าของชีวิตของคนคนหนึ่ง  แม้จะเป็นชีวิตของผู้ร้ายฆ่าคนตายก็ตาม 

 ดังนั้นการเลือกข้างของหมอโดยทั่วไป  เมื่อถึงคราวคับขัน  สิ่งที่พวกเขาจะเลือกข้างจริงๆก็คือ   เลือกที่จะช่วยชีวิต แทนที่จะปล่อยให้คนไข้ตาย