ปีนี้ฉันมีขาประจำ(เหยื่อ)ที่สนใจการทำนาในแบบขี้เกี่ยจของฉันแล้ว ฮา..... คนแรก "น้าตาล" แม่ค้าขายพวงมาลัย แกเป็นญาติห่างๆกับทางฝ่ายสามี แกเป็นคนเจ๊าะแจ๊ะเก่ง ตามประสาแม่ค้า น้าตาลมีสามีชื่อ "น้าคำฟอง" นอกจาก 2 คนผัวเมียนี้จะขายพวงมาลัยที่ตลาดแล้ว แก 2คน ก็ทำนาอีก 30 กว่าไร่ ทำเยอะแบบนี้ แกทำเพื่อเอาไว้ขาย แกขายข้าวได้ปีหนึ่งเป็นแสน เห็นเขาว่ากันอย่างนั้นนะ แต่ไม่รู้จริงรึป่าว....แต่ที่ฉันรู้แน่ๆ คือ น้าตาลได้สามีดี ก็ น้าคำฟอง นี่แหละ แกเป็นผู้ชายชาวบ้านที่เพอร์แฟ็กต์ในความคิดของฉัน (พูดงี้ไม่ได้หมายความว่าแอบปลื้มแกนะ ฮา...) เพราะแกร้อยพวงมาลัยสวยจนผู้หญิงต้องชิดซ้าย และเมื่อมาดูการทำไร่ไถนาของแก นั้น ต้องบอกว่า เนี๊ยบและละเอียด ฉันและใครๆถึงว่า น้าตาลโชคดีไง
ฉันเดินผ่านบ้านน้าตาลประจำ เวลาฉันไปซื้อของร้านยายจวง น้าตาลแกเป็นคนชอบชวนคุยแกชอบถามว่าปีนี้ฉันทำนาใส่ปุ๋ยบ้างมั้ย ฉันบอกว่าไม่ใส่ปุ๋ยเคมี ใส่แต่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด (ถั่วพร้า) น้ำหมัก น้าตาลจึงขอลองของจากฉัน เป็นประจำ ปีนี้ก็ได้ลองของจากฉันครบทุกเซ็ตที่ฉันมี ทั้งถั่วพร้า,น้ำหมักผลไม้,น้ำหมักหอยเชอรี่ จำเพาะแค่น้ำหมัก น้าตาลนำมาฉีดพ่นในสวนดอกไม้ของแก หมดแล้วแกก็ขอใหม่ ฉันก็ให้แกเป็นประจำ ก็มีแกคนเดียวนี่แหละที่กล้าขอ ฉันเลยกล้าให้ เพราะว่าคนอื่นๆโดยเฉพาะญาติสนิทกัน พอฉันให้ไปแล้ว ก็เอาไปเก็บไว้เฉยๆ ไม่กล้าใช้ บางคนใช้น้ำหมักผสมไม่ค่อยเจือจางรดต้นไม้ พอต้นไม้ตาย ก็ไม่กล้าใช้อีกเลย ฮา.....
อีกคนนึงที่เริ่มๆหันมาสนใจและเริ่มปรับเข้าสู่การทำนาแบบไม่ลงทุนสูงเกินเหตุแล้ว ก็คือ "พ่อใหญ่ใจ" พ่อใหญ่ใจ ไม่มีที่นาเป็นของตัวเองแล้ว แกเช่านาของย่าพันธุ์และของแม่สามีฉันทำ หากไม่นับรวมปีนี้แล้ว ตลอดเวลาที่พ่อใหญ่ใจทำนามานั้น แกใช้สารเคมีทุกชนิด ทั้งปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ฆ่าหญ้า ,ฆ่าหอย,ปู แต่มาปีนี้เศรษฐกิจตกสะเก็ด สินค้าทุกรายการขึ้นราคาอย่างไม่มีข้อยกเว้นให้สินค้าตัวไหนเลย พ่อใหญ่ใจก็เป็นอีกคนที่เจอพิษเคมีเกษตรขึ้นราคา จากปีที่แล้วตอนหว่านข้าว แกหว่านปุ๋ยยูเรียพร้อมกับข้าวปลูก 2 กระสอบ และมาหว่านอีกรอบตอนข้าวเริ่มตั้งท้องอีก มาปีนี้ตอนหว่านข้าวแกไม่หวานปุ๋ยยูเรียเลย ส่วนฉันไม่หว่านมาตลอด 2 ปีที่เริ่มทำนา ฉันแอบๆเฝ้าดูอยู่เสมอว่า ลุงใจจะเอาปุ๋ยมาหว่านบ้างไหม แต่ไม่เห็น จนฉันเห็นข้าวแกงามผิดหูผิดตา (ปกติข้าวที่แกทำ งามกว่าของฉันอยู่แล้ว เพราะของแกไม่มีหญ้าขึ้นแซมเหมือนของฉันเลย ฮา...) ฉันเลยถามแกเล่นๆว่า
"เอาปุ๋ยมาใส่แล้วบ่?"
"บ่ บ่ ใส่แต่ขี้ไก่ 30 กระสอบ "
"ออ....มันก็งามดีเนาะ"
อืม...ถ้ามันเป็นอย่างที่แกพูด ก็ดีสิ...อย่างน้อยหากฉันคิดแบบเข้าข้างตัวเอง ก็แสดงว่าสิ่งที่ฉันทำๆอยู่ตลอด 2 ปี นี้ ก็มีคนแอบๆมองอยู่เหมือนกัน และหากวิเคราะห์ตามสถานการณ์ ก็อาจเป็นเพราะว่าราคาปุ๋ยพุ่งสูงขึ้นกว่าปีที่แล้วตั้ง 1 เท่า เป็นใครๆก็ต้องปรับตัวกันทั้งนั้น แม้จะยังตัดใจไม่ใส่ปุ๋ยเคมีเลยแบบฉันไม่ได้ ก็ขอให้ได้ใส่ซักนิด ซักหน่อย หรือผสมผสานกับปุ๋ยคอกไปก่อน ก็ยังดี แต่ฉันว่าไม่ว่าจะปรับไปแบบไหน หากปรับแล้วไม่ต้องลงทุนสูงมากเกินความจำเป็น ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีทั้งนั้น และที่สำคัญน่าติดตามด้วยใจระทึกอีกด้วย .....
ฉันว่ากว่าคนเราจะปรับอะไรๆ ในตัวเองได้ อย่างน้อยมันต้องผ่านการคิดใคร่ครวญแล้วระดับนึง โดยเฉพาะเรื่อง "ทัศนคติ" อย่างตอนนี้เรื่องเกษตรกรชาวนาหันมาลดการใช้สารเคมีในแปลงนา มันก็น่าจะเกี่ยวข้องกับการปรับทัศนคติเรื่องการทำนาของเขา แม้ส่วนใหญ่เขาจะยังต้องพึ่งสารเคมีในแปลงนาอยู่อีก แต่ฉันเห็นว่า "เริ่มมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แล้ว"
มันยากนะ...ที่เราจะหวังให้ใครทำอะไรๆ ตามใจที่เราปราถนา แต่ไอ้!ที่ยากกว่า ก็คือ การเอาชนะใจตัวเองให้ได้นี่สิ ยากสุดๆ ทางที่ดีค่อยๆปรับ ค่อยๆก้าวไปอย่างมั่นใจจะดีกว่า มันได้เรียนรู้ทั้งใจของตัวเอง ได้เรียนรู้ความคิดคนรอบข้างด้วย
ฉันว่าพ่อใหญ่ใจ น้าตาล น่าจะเป็นกรณีศึกษาเงียบๆของฉันได้และบางทีทั้งฉันและพ่อใหญ่ใจ น้าตาลอาจจะแอบศึกษาวิธีคิดกันอยู่เงียบๆอีกก็เป็นได้ ฮา.........