ก่อนอื่น ขอออกตัวว่า จะเล่าคร่าวๆ ก่อนสำหรับการได้ไปดูงานkmที่โรงพยาบาล ตาคลี จ.นครสวรรค์ ภายใต้เครือข่ายจัดการความรู้ 17 โรงพยาบาล จ.นครสวรรค์ ที่ไปดูรพ.ตาคลี นั้นไม่ได้เฉพาะเจาะจง แต่เลือกเอาความสะดวกในการดูตัวอย่าง รพ.ที่นำkm ไปใช้กับDM

วันนั้นเป็นวันที่ 4 ส.ค. 48 (หลังจากที่ได้ฟังเรื่องเล่าจาก KF ทั้ง 15 รพ.ที่นำความรู้ที่ได้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไปใช้จริง ที่ สสจ. นครสวรรค์)

น้ำ และ อ้อ  ทีมงานสคส. แยกกันไปดูคลินิคเบาหวานของ น้ำไปดูที่ รพ.ตาคลี อ้อไปดูที่รพ.พยุหคีรี

เดินทางไปถึงเวลาประมาณ 9.20 น.สิ่งที่น้ำเห็นในคลินิคเบาหวานของรพ.ตาคลีคือ ผู้ป่วยซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงสูงอายุ รูปร่างไม่อ้วน แต่ดูท้วมๆ เดินเหิรกันไม่ค่อยไหว กำลังเรียงคิวกันชั่งน้ำหนัก และวัดความดัน หลังจากเจาะเลือดมาก่อนหน้าที่น้ำจะไปถึง และระหว่างรอผลเลือดเพื่อหาค่าน้ำตาลในเลือด ก็จะมีนักกายภาพบำบัด น่าตาและท่าทางสดใน จำชื่อไม่ได้ขอโทษด้วยน่ะค่ะ ..มาชวนผู้ป่วยออกกำลังกายกันแบบไม่เคลียด เหมือนเป็นลูกหลาน ที่สำคัญคือถ้าใครไม่ยิ้มเธอจะไปยั่วแหย่จนป้า ยายทั้งหลายยิ้มออก

หลังจากนั้นพอผลเลือดออก ทีมสหวิชาชีพ (เภสัช พยาบาล นักกายภาพบำบัด) ก็จะเรียกผู้ป่วยที่มีน้ำตาลในเลือดสูงประมาณ 10 คน เข้ามานั่งทำกลุ่ม โดยมีแม่ของพยาบาลซึ่งป่วยเป็นเบาหวานแต่สามารถควบคุมน้ำตาลได้ดีมาเป็นตัวอย่าง สิ่งที่น้ำได้เห็นในกระบวนการกลุ่มคือการถามสารทุกข์สุขดิบ มีการเล่ากันไปถึงสภาวะครอบครัว ปัญหาที่ทำให้น้ำตาลสูงขึ้น

ป้าคนหนึ่งน้ำตาลขึ้นสูงถึง 460 บอกพยาบาลว่าป้าไม่กินอะไรเล๊ย...ยาก็กินไม่ได้ขาด ...หวานก็ไม่ได้กิน...เมื่อเช้าก็กินน้ำกินจังเลยกินไปขวดหนึ่ง...หมอก็บอกว่างั้นเดี๋ยวคุยกันอีกครั้ง หลังจากนั้นผู้ป่วยคนอื่นๆ ก็ถูกซักแบบนุ่มนวลว่าทำไม เพราะอะไร ไปกินอะไรมา กินข้าวเยอะไหม กินยาตรงเวลาไหม กินข้าวตรงเวลาไหม...(ขอข้าวไปจะเล่าเร็วๆ) ป้าแกก็เริ่มนึกออกว่าเมื่อวานก่อนมาหาหมอ กินสไปร์ไป 3 แก้ว เพราะที่บ้านมีงานเลี้ยงสีงา กินลาบ กินอาหารเงอะไปหน่อย แล้วป้าแกก็กินข้าวทีละ 2 ชามใหญ่ๆ อีกทั้งกินยาก็ไม่ได้เป็นเวลา อันนี้สารภาพเพราะกลัวเข็มฉีดยา

จากนั้นพยาบาลก็สรุปประเด็นสำคัญในการดูแลตัวเองให้ผู้ป่วยที่น้ำตาลสูงฟัง

 (ไว้แค่นี้ก่อนค่ะ ...แล้วจะมาสรุปประเด็นสำคัญของKM ต่อค่ะ รู้สึกปวดหัว)