ชลบุรีเมืองที่ประวัติศาสตร์และเป็นส่วนหนึ่งของการกู้ชาติไทย

ดังที่ได้เล่าไปในตอนที่ 4 ว่า ชลบุรีเมืองเป็นเมืองประวัติศาสตร์ เรามารู้จักชลบุรีเพิ่ขึ้นนะคะ

(ที่มาของข้อมูลมาจากสำนักวัฒนธรรมจ.ชลบุรีค่ะ)

    สมัยกรุงศรีอยุธยา

          
เมืองชลบุรีปรากฎเป็นหลักฐานในทำเนียบศักดินาหัวเมือง ตราเมื่อมหาศักราช 1298 ตรงกับ พ.ศ.1919  ชลบุรีมีฐานะ     เป็นเมืองจัตวาผู้รักษาเมืองเป็นที่ "ออกเมืองชลบุรีศรีมหาสมุทร" ศักดินา 2,400 ไร่ส่งส่วยไม้แดงในรัชกาลสมเด็จพระ     บรมราชาธิราช (ขุนหลวงพะงั่ว) ในปี พ.ศ. 2309 ขณะที่กรุงศรีอยุธยาถูกกองทัพพมาล้อมอยู่นั้น กรมหมื่นพิพิธซึ่งเป็น     พระเจ้าลูกยาเธอ องค์หนึ่งในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ แต่ถูกเนรเทศไปลังกาได้กลับมาเกลี้ยกล่อมรวบรวม     ชายฉกรรจ์ทางหัวเมืองภาคตะวันออก ได้แก่ จันทบุรีระยอง บางละมุง ชลบุรี และปราจีนบุรี เข้าร่วมกองทัพอ้างว่า จะยก     ไปช่วยกรุงศรีอยุธยารบพม่า  ในครั้งนั้น  ชาวชลบุรีได้ให้การสนับสนุนเข้าร่วมในกองทัพเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งเมือง     ชลบุรีแทบจะกลายเป็นเมืองร้าง  เมื่อกรมหมื่นเทพพิพิธยกไพร่พลไปตั้งมั่นที่ปราจีนบุรีแล้วจึงมีหนังสือกราบบังคมทูล     พระเจ้าอยู่หัวเอกทัศน์ ณ กรุงศรีอยุธยา  ขออาสาช่วยป้องกันพระนคร  แต่พระเจ้าอยู่หัวเอกทัศน์ทรงพระราชดำริว่า     กรมหมื่นเทพพิพิธเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูงจนถูกเนรเทศ  มาแล้วครั้งหนึ่ง   การที่มาเรียกระดมผู้คนเข้าเป็นกองทัพ โดย     พลการครั้งนี้ก็เป็นการทำผิดกฎมณเทียรบาล จึงโปรดเกล้าฯให้         ยกกองทัพจากกรุงศรีอยุธยา ไปปราบกรมหมื่น     เทพพิพิธจนบอบช้ำจากนั้นพม่ายังได้ส่งกองทัพออกไปโจมตีกองทัพกรมหมื่นเทพพิพิธจนแตกกระจายไป  จนกระทั่ง     กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าข้าศึก เมื่อ พ.ศ.2310  ชาวจังหวัดชลบุรีได้ให้ความร่วมมือกับ  สมเด็จพระเจ้าตากสิน     มหาราช ในการกอบกู้อิสรภาพอย่างใกล้ชิด   จนสามารถกอบกู้เอกราชกลับคืนมา

สมัยกรุงรัตโกสินทร์

          
ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมาพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ได้เสด็จประพาสชลบุรี หลายครั้งหลายหน     เพราะ     ชลบุรีเป็นเมืองชายทะเล เหมาะแก่การพักผ่อนมีทัศนียภาพงดงามและไม่ไกลจากกรุงเทพมหานครมากนัก     ในจดหมายเหตุพระราชกิจประจำวัน มีหลักฐานปรากฎชัดว่า รัชกาลที่ 4-5-6 ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ ได้เสด็จ     ประพาสชลบุรีเมื่อไร   ทรงมีพระราชกรณียกิจใดๆ บ้าง ล้วนแต่เป็นพระราชกรณียกิจพื้นฐาน สร้างชลบุรี ให้เจริญ     รุ่งเรืองมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ ในยุค กรุงรัตโกสินทร์ เมื่อปี พ.ศ.2350 พระสุนทรโวหาร หรือสุนทรภู่ รัตนกวีของไทย  ได้      เดินทางจากกรุงเทพมหานคร  เพื่อไปเยี่ยมบิดาที่เมืองแกลง จังหวัดระยอง ได้เขียนไว้ในนิราศเมืองแกลง กล่าวถึง     เมืองต่างๆ เมื่อเข้าถึงเขตจังหวัดชลบุรีแล้ว ไปตามลำดับ จากเหนือไปใต้ คือบางปลาสร้อย หนองมน บ้านไร่  บางพระ     บางละมุง นาเกลือ พัทยา   นาจอมเทียนห้วยขวาง หนองชะแง้ว  (ปัจจุบันเรียก บ้านชากแง้ว อยู่ในเขตอำเภอบางละมุง     ซึ่งเป็นทางที่จะไปอำเภอแกลง จังหวัดระยองได้ ) ในรัชสมัยพระบาท     สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ  พ.ศ.2437     ได้ทรงเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองราชอาณาจักร ที่เป็นหัวเมืองต่างๆ แบบโบราณที่แยกกันอยู่ในบังคับบัญชาของ     กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม  และกรมท่าดูไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ยากแก่การปกครองดูแลให้ทั่วถึง และ     เสมอเหมือนกันได้ โดยให้หัวเมืองต่างๆ  ทั่วราชอาณาจักรขึ้นอยู่กับกระทรวง มหาดไทยเพียงกระทรวงเดียว  หรือหน่วย     งานเดียว คือ การรวบรวมหัวเมืองทั้งหลายขึ้นเป็นมณฑลนั้น สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ      องค์ปฐมเสนาบดี     กระทรวงมหาดไทย (พ.ศ.2435-2458) ได้ทรงนิพนธ์ไว้ใน "บันทึกความทรงจำ" ซึ่งมีตอนที่ กล่าวถึงเมืองชลบุรี     ไว้ว่า     "รวมหัวเมืองทางลำน้ำบางปะกง คือ เมืองปราจีนบุรี 1 เมืองนครนายก 1 เมืองพนมสารคาม 1  เมืองฉะเชิงเทรา 1 รวม 4     หัวเมือง เป็นเมืองมณฑล 1 เรียกว่า "มณฑลปราจีน"   ตั้งที่ว่าการมณฑล ณ เมืองปราจีน (ต่อเมื่อโอนหัวเมือในกรมท่ามาขึ้น     กระทรวง มหาดไทย จึงย้ายที่ทำการมณฑลลงมาตั้งที่เมืองฉะเชิงเทราเพราะขยายอาณาเขตมณฑลต่อลงไปทางชายทะเล     รวม เมืองพนัสนิคม เมืองชลบุรีและเมืองบางละมุง เพิ่มให้อีก 3 รวมเป็น 7  เมืองด้วยกัน)  แต่คงเรียกชื่อว่ามณฑลปราจีน     อยู่ตามเดิม"  การปกครองหัวเมืองหรือที่รู้จักในปัจจุบันว่าเป็นราชการส่วนภูมิภาค นั้น  ได้เริ่มเปลี่ยนแปลงจากระบบเดิม     มาเป็นระบบมณฑลหรือระบบเทศาภิบาลจริงจัง ตั้งแต่ปี   พ.ศ.2437 เป็นต้นมา กล่าวคือจากมณฑลแบ่งย่อยออกมา เป็น     เมือง   เป็นอำเภอ    ตำบลหมู่บ้านโดยมีผู้ปกครองบังคับบัญชา เรียกว่า สมุหเทศาภิบาล ผู้ว่าราชการเมืองนายอำเภอ     กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน     ตามลำดับ     ครั้นถึง พ.ศ.2458  ในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้รวมมณฑลจัดตั้งขึ้น เป็นภาค โดยมีอุปราชเป็น     ผู้ปกครองมีอำนาจเหนือสมุหเทศาภิบาล  มีด้วยกัน 4 ภาค คือ ภาคพายัพ ภาคปักษ์ใต้  ภาคอีสานและภาคตะวันตก     สำหรับภาคกลางให้คงเป็นมณฑลอยู่  อย่างเดิม  เรียกว่า  มณฑลอยุธยา  มีอุปราช ปกครองแทนสมุหเทศาภิบาล การ     ปกครองหัวเมืองแบบแบ่งเป็นภาค และมีตำแหน่งอุปราช เช่นว่านี้  ได้ยกเลิกเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2468 ในสมัยรัชกาลที่ 7     โดยกลับไปใช้ในลักษณะเป็นมณฑลอย่างเดิมในลักษณะที่มีจำนวนมากขึ้นจนถึงสูงสุดถึง 20 มณฑล และภายใน 10 ปี     ต่อมา คือก่อนพ.ศ.2475 ได้ยุบและยกเลิกหลายๆ  มณฑล ลง เหลือเพียง 10  มณฑลเป็นครั้งสุดท้าย

    
สรุปความเป็นมาของจังหวัดตามลำดับดังนี้

          1.
ยุคก่อนกรุงศรีอยุธยามีมีเมืองศรีพะโรและเมืองพระรถตั้งอยู่แล้ว โดยปัจจุบันยังมีหลักฐานความเป็นเมืองบาง     อย่างปรากฎอยู่

          2. ยุคกรุงศรีอยุธยาเมืองศรีพะโร และเมืองพระรถอาจเสื่อมไปแล้วและมีชุมชนที่รวมกันอยู่หลายจุด  ในลักษณะ     เป็นบ้านเมือง อาทิบางทราย บางปลาสร้อย บางพระเรือ บางละมุง ฯลฯ เป็นต้น

          3. ยุคกรุงรัตนโกสินทร์

              ช่วงแรก (ก่อน พ.ศ.2440 หรือ ร.ศ.115) ช่วงนี้จังหวัดชลบุรียังไม่เกิด แต่ได้มีเมืองต่างๆ ในพื้นที่เกิดขึ้นแล้วคือ
    
เมืองบางปลาสร้อย เมืองพนัสนิคม และเมืองบางละมุง

              ช่วงสอง ( หลัง พ.ศ. 2440-2475 ) ขณะนั้นคำว่าจังหวัดมีใช้แห่งเดียวในราชอาณาจักร คือ  จังหวัดกรุงเทพมหานคร     เข้าใจว่าคำว่าเมืองชลบุรีมีชื่อเรียกในช่วงนี้ โดยมีอำเภอเมืองบางปลาสร้อย (ที่ตั้งตัวเมือง)  อำเภอพานทอง  อำเภอบางละมุง     อำเภอพนัสนิคมอยู่ในเขตการปกครองในระยะต้น และในระยะหลังปี 2460  มีอำเภอศรีราชา ฯลฯ  เกิดขึ้นรวมอยู่ใน เขต     เมืองชลบุรีตามมา

              ช่วงสาม (ตั้งแต่ พ.ศ. 2475 - ปัจจุบัน)มีการเปลี่ยนแปลงในรูปการปกครองประเทศครั้งใหญ่ โดยพระราชบัญญัติ     ระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2476 ได้ยกเลิกเขตการปกครองแบบเมืองทั่วราชอาณาจักร  แล้วตั้ง     ขึ้น เป็นจังหวัดแทนมีข้าหลวงประจำจังหวัดเป็นผู้ปกครองบังคับบัญชาเมืองชลบุรีจึงเป็น จังหวัดชลบุรี  (แต่เปลี่ยนข้าหลวง     ประจำจังหวัดเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด)

    
เหตุการณ์สำคัญติดตามได้ในตอนที่ 6 ค่ะ