พระพุทธเจ้ากับพระเยซูคริสต์
ผมได้อ่านหนังสือแปลเล่มหนึ่งชื่อภาษาไทยว่า “มหาวาทะโต้วาทีแห่งเมืองปานาทุรา ระหว่างศาสนาพุทธ-ศาสนาคริสต์” พิมพ์ชื่อเดิมเป็นภาษาอังกฤษด้วยว่า Panadura Mahavadaya ผู้แปลใช้นามว่า “สุคน” อ่านพบข้อความแปลกใหม่ที่ผมไม่เคยทราบ จะว่าไม่เคยทราบเลยก็ไม่เชิง เพราะเคยได้ยินมาบ้าง แต่ไม่ได้อ่านรายละเอียด จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟัง ว่าหนังสือเล่มนี้พูดไว้อย่างไร
อาจจะเก็บความไม่ตรงตามต้นฉบับก็ได้ เพราะสำนวนการแปลของ “สุคน” มีกลิ่นเนยโชยฉุนกึกทีเดียว อ่านไปมองเห็นโครองสร้างภาษาฝรั่งไป
“มันไม่มีทางสามารถพิสูจน์ได้เลยว่า......แต่เราสามารถมาสู่ข้อสรุปที่ว่า”....อะไรทำนองนี้ อ่านแล้วปวดหัว
อย่างไรก็ตามเนื้อหาในหนังสือนี้ตอนท้าย ๆ (ตอนต้น ๆ ผมยังไม่ได้อ่าน ) น่าสนใจมาก ได้เล่าประวัติของ โจซาอาฟ โยเซฟ โจซาฟัด (ผมขอสะกดชื่อตามต้นฉบับของเขานะครับ)
มีดินแดนแห่งหนึ่งชื่อศรีอินเดีย (Serindia) ปกครองโดยพระราชานามว่าอะวีเนียร์ (Avenir) พระองค์มีพระราชโอรสพระองค์หนึ่งนาม โจอาซาฟ (Joasaph) โหราจารย์ทำนายว่าเจ้าชายจะมีอำนาจยิ่งใหญ่กว่าบรรพบุรุษ แต่โหรคนหนึ่งทำนายว่าเจ้าชายจะมีอำนาจยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทางจิตวิญญาณโดยไม่มีขอบเขต
พระเจ้าอะวีเนียร์สร้างวังที่สวยงามให้เจ้าชายอยู่ ไม่อนุญาตให้ออกไปพบเห็นชีวิตข้างนอกบ้าง เจ้าชายถามพระบิดาว่าทำไมไม่อนุญาตให้ออกไปข้างนอกบ้าง พระราชาบอกว่าต้องการ ให้องค์ชายมีความสุข ไม่อยากให้ไปเผชิญกับทุกข์ยากนอกวัง
ด้วยความยากรู้อยากเห็น เจ้าชายจึงลอบออกไปเที่ยวนอกวัง ก็ได้เห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย เหมือนที่เล่าไว้ในพุทธประวัติไม่มีผิดเพี้ยน เจ้าชายกลับมาเล่าให้ครูผู้สอนศิลปวิทยาแก่ตนทราบแล้วถามว่าทำไมคนจึงเป็นเช่นนั้น มีใครทราบไหมว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นหลังจากตายไป ครูตอบว่าผู้รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ ได้ถูกพระเจ้าอยู่หัวขับไล่ออกจากเมืองไปแล้ว
ในช่วงนี้เทวดาได้ส่งภิกขุรูปหนึ่งมาชื่อ วาร์ลัม (Varlam) มาหาเจ้าชาย ได้มอบอัญมณีมีอำนาจรักษาคนตาบอดหูหนวกและเป็นใบ้ให้หายได้แก่เจ้าชาย วันหนึ่งเจ้าชายได้ออกจากพระราชวังเข้าป่า ระหว่างเดินทางพบชายคนหนึ่งได้แลกผ้านุ่งกับชายคนนั้นแล้วพระองค์ก็แต่งกายด้วยเสื้อผ้าของชายคนนั้น ขณะนั่งทำสมาธิในป่าก็มองเห็นเมืองสวรรค์ ได้ยินเสียงกล่าวว่านั้นเป็นสถานที่ของผู้มีคุณงามความดี
สี่สิบวันหลังจากเจ้าชายหายไปจากพระราชวัง พระเจ้าอะวีเนียร์ก็สิ้นพระชน เจ้าชายกลับยกราชบัลลังก์ให้เหล่าอำมาตย์แล้วสละโลกออกบวช ในคืนวันหนึ่ง ทรงบำเพ็ญทุกรกริยาทรมานตนเองจนกระทั่งพลังจิตพัฒนาขึ้น เมื่อพระองค์ขึ้นไปบนสวรรค์เหล่าเทพธิดามอบพวงมาลัยให้สองพวง บอกว่าพวงหนึ่งสำหรับปลดปล่อยสัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย อีกพวงหนึ่งสำหรับสละความสุขทางโลกและเพื่อบรรลุภาวะสูงสุดเหนือโลก
นี่คือประวัติของโจซาอาฟ หรือโจซาฟัด มีกล่าวไว้ในคัมภีร์วินัยของคริสต์โดยนักบุญคริสต์ ชื่อ เจตสิ มีเนอิ (Chetxi Minei)
ปราชญ์ตะวันตกหลายคนกล่าวว่าประวัติโจซาอาฟ หรือ โจซาฟัด ก็คือประวัติพระพุทธเจ้านั่นเอง แม้จะบิดเบี้ยวไปมากก็มีเค้าเดิมอยู่ และกล่าวด้วยว่าคำว่า โจซาอาฟก็คือ “สิทธัตถะ” นั่นเอง
ศาสตารจารย์ริส เดวิดส์ กล่าวว่าคำบาลีว่า โพธิสัตตะ (Bodhisatta) ถูกเปลี่ยนเป็นภาษาปาร์ซีว่า โวสัต (Vosat) จากนั้นก็กลายเป็น โยซาฟท์ (Yosaft) เป็น โยแซปท์ (Yosapt) และโยซาฟ (Yosaph) และโจซาฟัด (Josaphat) ในที่สุด
เท่าที่ผมจับความได้ ทั้งหมดนี้ต้องการจะกล่าวว่า ผู้ที่ถูกกล่าวถึงในเรื่องนี้โดยชื่อ ซึ่งออกเสียงต่าง ๆ กันว่า โจซาอาฟ, โยซาฟท์, โยแซปท์, โจซาฟัด, โจเซฟ คือพระโพธิสัตว์หรือพระพุทธเจ้าในเวลาต่อมาของชาวพุทธนั้นเอง
และก็มีข้อกล่าวที่น่าตกใจว่า พระเยซูคริสต์ก็คือชาวพุทธคนหนึ่ง มีหนังสือเล่มหนึ่งเขียนเป็นภาษาทิเบตเล่าเรื่องราวของบุคคลคนหนึ่งชื่อว่า อิสสา (ISSA) เอกสารนี้มีอายุ ๑,๕๐๐ ปี ได้มาจากวัดเฮมิส (Hemis Monastery) ในทิเบต
พระเยซูในวัยเด็กได้เดินทางไปกับกองคาราวานไปยังอินเดียได้เรียนรู้พระพุทธศาสนาที่นั่น เวลานั้นอินเดียมีมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาที่โด่งดังมากชื่อ มหาวิทยาลัยนาลันทา พระเยซูได้ศึกษาที่นั่น ฝึกโยคะปฏิบัติสมาธิจนได้ฌานและอิทธิฤทธิ์จากอินเดียเดินทางไปทิเบต จนอายุ ๒๙ ปีจึงเดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอน
คัมภีร์ไบเบิลเองก็ไม่ได้พูดถึงช่วงชีวิตของพระเยซูตอนหนุ่มพระเยซูท่านไปไหนไม่มีใครทราบ แต่เอกสารภาษาทิเบตฉบับดังกล่าวได้ยืนยันว่าท่านไปอินเดียและทิเบต
หนังสือเล่มหนึ่งชื่อ The Story of Crucifiction* by an Eyewitness พิมพ์ที่อเมริกา ให้ข้อมูลน่าสนใจอีกว่า พระเยซูมิได้เสียชีวิตบนไม้กางเขน พระองค์ดูคล้ายสลบไป พระองค์ถูกเคลื่อนย้ายออกจากไม้กางเขน จากนั้นได้หนีไปอยู่ที่แคชเมียร์ ที่นั่นใคร ๆ เรียกพระองค์ว่า อิสสา (ISSA) บ้าง ยูสา (Yusa) บ้าง
พระองค์สิ้นพระชนที่แคชเมียร์ พระศพถูกฝังอยู่ที่ศรีนาคาร์ชาวพุทธยุคหลัง ๆ ยังถือว่าพระเยซูเป็นพุทธ และกราบไหว้พระศพของพระเยซูต่อ ๆ กันมา
หนังสือเล่มดังกล่าวบอกด้วยว่า นางมาเรียได้ตามบุตรชายมาอยู่ที่แคชเมียร์ด้วย และอยู่ที่นั้นจนสิ้นอายุขัย
นักเขียนคนหนึ่งชื่อพลีนี (Plini) ได้เล่าว่า ศาสนาพุทธมีอยู่ที่ปาเลสไตน์ก่อนสมัยเกิดศาสนาคริสต์ มีพระกลุ่มหนึ่งชื่อว่า เอสเซนส์ (Essenses) ชอบดำรงชีวิตอยู่ตามป่าและไม่จับจ่ายใช้เงิน ตื่นแต่เช้าตรู่ ทำสมาธิหันหน้าไปทางทิศตะวันออก
จอห์น หรือโยฮัน เป็นพระในนิกายนี้ ว่ากันอย่างนั้น แล้วก็อธิบายคำศัพท์ว่า “เอสเซนส์” นั้นเป็นคำเดียวกับ อิสิ หรือ ฤษี อันเป็นนามเรียกพระในพุทธศาสนาอย่างหนึ่งนั่นเอง
เท่ากับจะบอกว่า จอห์น เดอะแบบติสต์ หรือโยฮันผู้ทำพิธีแบบติสต์ให้พระเยซูในแม่น้ำจอร์แดนเป็นพุทธ
แล้วพระเยซูผู้ได้รับพิธีบวชจากพระจอห์น จะเป็นใครได้เล่านอกจากพระในศาสนาพุทธ ในหนังสือที่แปลโดยคุณ “สุคน” ได้พิมพ์ตัวเน้นไว้ดังนี้
จอห์นซึ่งเป็นพระภิกษุสงฆ์ของศาสนาพุทธนิกายเอสเซนส์ทำพิธีอุปสมบทให้แก่เยซูภายหลังที่ได้อาบน้ำชำระกายให้สะอาดตามประเพณีแล้ว
ยิ่งอ่านไปก็ยิ่งตื่นเต้นครับที่ค้นคว้าทางตะวันตกยืนยันว่าพระเยซูเป็นพุทธ เดินทางไปศึกษาพระพุทธศาสนาที่มหาวิทยาลัยนาลันทา เผลอ ๆ จะบวชมาแต่บัดนั้น ถ้าไม่ถือว่าบวชมาจากโยฮัน
หนังสือเล่มหนึ่งชื่อ Commerce Between the Roman Empire and India กล่าวถึงความมีอยู่ของพุทธศาสนานิกายมหายานว่ามีความเจริญแพร่หลายที่สุดในปาเลสไตน์และอียิปต์ รากฐานของมหายานคือความเชื่อเรื่อง อาทิพุทธ คำว่า ก๊อด (God) เป็นภาษาต่างชาติที่เข้ามาอยู่ในภาษาซีเรียน ซึ่งเป็นภาษาพูดของมารดาพระ เยซู และคำนี้พระเยซูท่านนำมาใช้ในการเทศน์สอนประชาชน
คำว่า ก๊อด ในพระคัมภีร์ใหม่จริง ๆ แล้วหมายถึงพระพุทธเจ้าศาสตราจารย์เดวิดส์บอกว่า คำนี้ย่อมมาจากคำว่า ก๊อตตะมะ (Godtama) ซึ่งเป็นชื่อโคตรของพระพุทธเจ้า แม้คำว่า อิลิยาห์ (Elijah) ในพระคัมภีร์ใหม่ก็เลือนมาจากคำว่า อริยะ ว่าไปทำไมมี คำว่า บุตรพระเจ้า (The Son of God) ก็เลียนแบบการพูดถึงพระในพระพุทธศาสนาว่า “พุทธบุตร” นั่นเอง
อ่านและฟังตามนี้ท่านคิดอย่างไรครับ แทนที่พระเยซูจะเป็นศาสดาของศาสนาคริสต์ก็กลับเป็นว่า พระเยซูเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า The Son of God ก็คือบุตรของพระพุทธเจ้านั่นเอง ศาสนาคริสต์มิได้ตั้งโดยพระเยซู หากเกิดหลังพระเยซูสิ้นชีพแล้ว ตั้งโดยเปาโลศิษย์ผู้เคยปฏิเสธพระเยซูด้วยซ้ำไป
**************************************************************************
ข้อมูลที่ใช้ในการเรียบเรียง : บางแง่มุมเกี่ยวกับพระพุทธองค์
โดย ศาสตราจารย์พิเศษ เสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต
Re: พระพุทธเจ้ากับพระเยซูคริสต์
« ตอบ เมื่อ: ธันวาคม 05, 2008, 07:24:18 PM »
------------------------------------------------------
ผมจะขอลำดับเหตุผลตามข้อมูลที่นำเสนอให้ฟัง เอาเป็นว่าเป็นหลักที่เราพิจารณาโดยคาดว่า...ทั้งนั้นนะครับ เพราะเราหาข้อมูลความจริงมาอธิบายประวัติพระเยซูชัดเจนใดๆ ไม่ได้เลย + ถ้าเราคาดว่า ในสมัยหนุ่มๆ ช่วงที่ไม่ปรากฏประวัติว่าพระเยซูทำอะไรอยู่ แต่ข้อมูลที่นำเสนอกล่าวว่า พระเยซูมาถึงนาลันทามาศึกษาพุทธศาสนาจนได้อภิญญา เมื่อท่านกลับไปดินแดนเกิด ท่านอาจจะต้องการเผยแผ่ความรู้ที่ได้เล่าเรียนมา แต่พบปัญหาว่า ดินแดนเกิดของท่าน มีแต่ผู้นับถือศาสนายิวตามหลักพระคัมภีร์เก่า ความเชื่อนี้เป็นทุนเดิมมานานแล้ว ยากที่จะแก้ไขให้มาเข้าใจหลักพุทธศาสนาได้ ท่านจึงศึกษาเรื่องพระเจ้าจากคัมภีร์เก่า แล้วก็นำหลักศาสนาพุทธซึ่งก็เป็นพุทธมหายานเพราะสมัยนั้นประมาณ พ.ศ.๕๔๓ นาลันทาเต็มไปด้วยพระภิกษุมหายานแล้ว และคำสอนของมหายานดัดแปลงแก้ไขให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ง่าย...
+ เมื่อประกาศความรู้มหายานอิงความเชื่อเดิมของคนพื้นเมือง ก็เกิดมีคนชอบใจ บวกกับอภิญญาที่มีมาก่อนเก่าตอนไปฝึกที่นาลันทาและทิเบต พระเยซูก็นำมาใช้ในการแก้ทุกข์ร้อนให้ประชาชนทั่วไป แล้วก็สั่งสอนความรู้ของท่านแทรกเข้าไปด้วย แต่เดิมนั้นเชื่อกันว่าพระเยซูเพียงแค่เทศนาสั่งสอนความเชื่อใหม่ประสมกับความเชื่อในลัทธิยูดาเดิม ยังมีผู้ศรัทธาไม่มากนัก ต่อมาถูกขัดขวางอย่างรุนแรงจากนักบวชในศาสนายิว และทหารโรมันผู้ปกครองดินแดนในตอนนั้นจึงจับพระเยซูแล้วสำเร็จโทษ
+ ความจริงเรื่องของพระเยซูก็ควรหายไปกับกาลเวลา เพราะระยะเวลาที่พระเยซูเผยแผ่ศาสนาก็เป็นช่วงสั้นๆ และมีผู้ยอมรับนับถือไม่มากนัก เพราะท่านได้สาวกเพียง ๑๓ คน และหลังจากท่านสิ้นชีวิตแล้ว สาวกของท่าน ๑๒ คนก็กลับไปอยู่หมู่บ้านนาธาเรธ เป็นนักบวชสังกัดอยู่ในศาสนายูดา
+ แต่เพราะนักบุญซอล(ปอน)ผู้ซึ่งได้นำเอาคำสอนของพระเยซูไปปรับปรุงสั่งสอนที่ประเทศโรมัน
...ซอลก็เป็นชาวยิวเมื่อกลับไปเยี่ยมบ้านดินแดนปาเลสไตน์ก็ได้ทราบกิติศัพท์ของพระเยซูที่ชาวโรมันฆ่าตายในฐานะเป็นกบฏ ความรู้สึกของซอลก็คงจะเห็นใจพระเยซู เพราะเป็นคนเชื้อชาติเดียวกัน ซอลพยายามไปพบกับสาวกของพระเยซูที่หมู่บ้านนาธาเรธ เมื่อได้คุยกันกับสาวกของพระเยซูแล้วก็เกิดช่องทางที่จะเผยแพร่ศาสนาของพระเยซู โดยคิดปรับปรุงความเชื่อของยิวเสียใหม่ กล่าวคือ ขณะที่ชาวยิวเชื่อว่าพระยะโฮวา เป็นพระเจ้าของชาวยิวก็เปลี่ยนเป็นว่าพระยะโฮวาเป็นพระเจ้าสากลสร้างโลกให้มนุษย์ทุกคน สร้างมนุษย์ขึ้นมาในโลก หลักการนี้ซอลได้นำไปสั่งสอนในอาณาจักรโรมันตะวันออก แล้วได้ตั้งนามพระเยซูว่า "คริสโต" ซึ่งเป็นภาษากรีก แปลว่า "ผู้เจิมแล้ว" คงหมายถึงผู้บริสุทธิ์แล้วทำนองนั้น ผลสุดท้ายอาณาจักรโรมันตะวันตกและตะวันออกก็นับถือศาสนาที่ซอลนำไปเผยแพร่ และศาสนานั้นก็ได้นามว่าศาสนาคริสต์มาตั้งแต่นั้น ซอลก็ได้นามใหม่ว่า นักบุญเซนต์ปอน ที่ถือกันว่า เป็นผู้วางรากฐานของศาสนาคริสต์คนแรก
คูณรู็ได้ไงว่าคัมภีร์ไบเบิลไม่ได้เขียวเกี่ยวกับชีวิตของพระเยซูตอนหนุ่มๆ
ก่อนที่จะมาเขียนบทความบ้าๆ ก็ลองไปอานดูจิงๆซะก่ิอนๆที่ทจะมาเชื่อแค่การอ่านหนังสือเล่นเดียวที่แต่งขึ้น คุณน่าจะลองไปอ่านไบเบิ้ลดีกว่า
และก็ไอที่บอกว่าพระเยซูไม่ได้ตายจริงแค่สลบ มีหลักฐานพิสูจน์ทุกอย่างว่าพระเยซูนั้นได้สิ้นพระชมน์บนไม้กางเขนจริงๆลองไปห่าอ่านได้ซึ่งไบเบิ้ลก็ได้เขียนไว้
และที่คุณบอกว่า "พระองค์สิ้นพระชนที่แคชเมียร์ พระศพถูกฝังอยู่ที่ศรีนาคาร์ชาวพุทธยุคหลัง ๆ ยังถือว่าพระเยซูเป็นพุทธ และกราบไหว้พระศพของพระเยซูต่อ ๆ กันมา"
ผมถามว่าแล้วตอนนี้หาศพพระเยซุเจอไหม!!!
หนังสือไม่น่าเชื่อถือค่ะ มั่วซั่วได้ใจทั้งทางพุทธและคริสต์ หลักฐานที่ว่าก็ไม่มีการนำมาแสดงเชื่อมโยง เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ หรือถ้ามีชื่อก็ไม่สามารถบอกได้ว่าหนังสือที่กล่าวอ้างนั้นเขียนโดยใคร มีคววามน่าเชื่อถือแค่ไหน อันที่จริงสองศาสนาไม่ควรนำมาเขียนในลักษณะนี้ การศึกษาศาสนาเปรียบเทียบเขาศึกษากันในเรื่องของความเชื่อ ตรรกะ พิธีกรรม ไม่ได้นำบุคคลมาเปรียบเทียบหรือโยงกัน แบบนี้มันไม่ค่อยสร้างสรรค์ค่ะ
ก่อนจะฟันธงใดๆ หรือเขียนเผยแพร่ต่อ ควรไปอ่านและศึกษาให้ละเอียดทั้งสองศาสนา อ่านทั้งพระไตรปิฎกและไบเบิ้ลแล้วค่อยนำมาเขียน การนำหนังสือหรือบทความหนึ่งมาถ่ายทอดโดยไม่ศึกษาเอกสารปฐมภูมิที่น่าเชื่อถือกว่าประกอบนี่เสี่ยงมาก ในบทความมีข้อบกพร่องมากมาย แม้แต่ตัวคุณเองซึ่งเป็นผู้เรียบเรียงก็ยังขาดความรู้ในข้อมูลพื้นๆ จากเท่าที่อ่าน
เรื่องนี้ที่นำมาเรียบเรียง คนเขียนอาจจะเป็นพวกจินตนาการล้ำลึก นอนหลับฝันไปแล้วก็นำเรื่องราวมาผูกโยงกันเองตามความเชื่อของตน นำหลักฐานที่เลื่อนลอยมาเป็นตัวกล่าวอ้าง แถมผ่านการแปลมาอีกทอดแล้วด้วย แนะนำว่าควรหาต้นฉบับก่อนแปลมาอ่านค่ะ แล้วดูบรรณานุกรมเพื่อตรวจสอบที่มาของหลักฐานเพื่อยืนยันความชัดเจน คนศึกษาจริงๆ ต้องทำแบบนั้นค่ะ ถ้าแค่ไปหยิบเอกสารเลื่อนลอยมาเล่าต่อก็ไม่ต่างอะไรกับการส่ง fwd mail เรื่องศาสนาเขียนดี วิเคราะห์ดี ข้อมูลครบถ้วนก็ดีไป เขียนไม่ดี ข้อมูลแย่ อิงจากความเชื่อส่วนตัวก็รังแต่จะก่อความเดือดร้อนเข้าตัว ยิ่งเอาสองศาสนามารวมกันยิ่งเจอสองเด้ง
อ่านเป็นความรู้เสริมก็แล้วกันนะครับ อย่าใจร้อน เนื้อหาในหนังสือเขาบอกมาเช่นนี้ อาจไม่ตรงกับใจท่าน ก็ต้องขออภัยด้วย นำเสนอเพื่อให้ท่านหาข้อมูลมาหักล้างก็ได้ ถ้าท่านกล่าวว่าคัมภีร์นั้นคัมภีร์นี้กล่าวถึงพระเยซูตอนหนุ่มๆ ก็ยกมาให้อ่านกันบ้างก็ดีครับ
ความจริงจะเป็นอย่างไร มันยากที่จะพิสูจน์ แต่ถ้าเราเอาเฉพาะความพึงพอใจที่จะรับฟัง ก็อาจจะไม่ถึงความจริงแท้ก็ได้นะครับ
ไม่ได้มีใครใจร้อนมั้งคะ แต่การเขียนอะไรลอยๆ ที่หาที่มาที่ไปซึ่งเป็นหลักฐานที่น่าเชื่อถือมาอ้างอิงไม่ได้นี่ก็ไม่รู้ว่าจะหาอะไรมาหักล้าง จุดไหนอ่านแล้วก็มั่วๆ หมด ไม่ได้เครียดเกี่ยวกับศาสนาไหน แต่ที่บอกว่าเนื้อหาหนังสือเขาบอกมาเช่นนี้นี่ หนังสือนั้นมีบรรณานุกรมอ้างอิงอะไรบ้าง การกล่าวอ้างลอยๆ มาเขียนหนังสือใครก็ทำได้ คนที่เอามาเขียนต่อก็ควรมีความรับผิดชอบในการเผยแพร่สู่สาธารณะด้วย
มันเหมือนกับการอ่านนิยายมาเล่มนึงแล้วก็เชื่อที่เขาสรุปว่าโลกแบน ทั้งๆ ที่มีทฤษฎีมากมายทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงการพิสูจน์แล้วว่าโลกกลม แต่คุณก็บอกว่าอาจจะมีทฤษฎีอื่นที่น่าเชื่อถือกว่าก็ได้ เอาไปป่าวประกาศให้คนอื่นได้รู้ การไม่คิดจะศึกษาอย่างอื่นประกอบก่อนนำเสนอ แล้วบอกว่าคนอื่นต้องเปิดใจนี่ฟังดูเพี้ยนๆ นะคะ
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นนะครับ การที่เราจะเดาสุ่มไปว่าใครคิดอย่างไร นั่นก็เป็นเพียงความเห็นของท่านนะครับ
ถามว่าเราไม่เคยรู้จักกัน จู่ๆ มาบอกกันว่าผู้นำเสนอป่าวประกาศโดยไม่คิดจะศึกษาอย่างอื่นประกอบ อย่างนี้ก็แปลว่าเดาแบบตีขลุมกันไปนะครับ
การคุยกันลักษณะเพ่งโทษกันเช่นนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นในโลกแห่งข้อมูลข่าวสารนะครับ ถ้าท่านมีเหตุผลที่น่าเชื่อถือ ท่านก็นำเสนอเข้ามาเรื่องมันก็ง่ายเข้า เราก็จะคุยกันได้ชัดเจนขึ้น เรายอมรับฟังเหตุผลกันได้นะครับ
บทความนี้แจ้งรายละเอียดว่ามาจากหนังสือชื่ออะไร และใครเป็นผู้เขียนบทความ โปรดพิจารณาว่าท่านผูเขียนบทความมีความรู้และศึกษาความรู้มาหลากหลายเพียงใด เราไม่ทราบว่าใครรู้มากรู้น้อย จนกว่าท่านจะนำเสนอข้อความที่น่าสนใจเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กันนะครับ
พระคริสต์คือพระผู้ช่วยให้รอด และนั่นคือพระเยซู ไม่เกี่ยวกับเรื่องศาสนาใดๆ
ขอให้แนวคิดในอีกรูปแบบหนึ่งนะครับ ก่อนอื่นผมขอออกตัวก่อนนะครับว่าผมเป็นชาวคริสต์ และก็เป็นนิกายคาทอลิกด้วยครับ ผมว่าทั้งหมดทั้งมวลนี้ผู้เขียนหนังสือเล่นนี้ต้องการให้เป็นประเด็นของโลกเลยนะครับ กะว่าจะให้เป็นเหมือนแดน บราวน์ ผู้ที่เขียนเรื่อง รหัสรับดาวินชี่ แต่หนังสือเล่มนี้กลับไม่เป็นประเด็นครับ ก่อนอื่นนะครับ แดน บาวน์ ก็เป็นคนหนึ่งที่นับถือนางมารี มักดาลา อยู่แล้วด้วย แดน บาวน์จึงต้องการให้นางมารี มักดาลา มีความเกี่ยวข้องกับศาสนาคริสต์และมีส่วนสำคัญมากกับการก่อตั้งศาสนาคริสต์ด้วย เหมือนเช่นคนเขียนหนังสือเล่นนี้ ที่ทุนเดินนับถือและรักในศาสนาพุทธอยู่แล้วจึงต้องการให้พระพุทธเจ้ามาอยู่เหนือทุกสิ่งในโลก และต้องการให้ทุกคนนับถือศาสนาพุทธ และต้องการให้พระพุทธเป็นหนึ่งเดียวที่มีคนนับถือ
ผมว่าแค่คิดก็ผิดแล้วหล่ะครับ ทุกอย่างที่ผมอ่านล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ ถ้าคุณได้อ่านไบเบิ้ลแล้วคุณจะหัวเราะนะครับ คนเขียนพยยามจะโยงเหตุการณ์ ผมใช้คำว่าพยยามนะครับ ให้พระเยซูไปเที่ยวข้องกับพระพุทธและประเทศอินเดีย ทั้งๆ ที่ความจริงผมก็ไม่รู้ว่าผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ได้อ่านไบเบิ้ล และพระไตยปิฏกรึเปล่าก็ไม่รู้ เพราะพระพุทธเองก็ไม่ได้รับความนิยมในอินเดียเลยนะครับ ในขณะที่พระองค์สิ้นพระชนไปแล้วก็ตาม จนถึงขณะนี้ ในอินเดียก็ไม่ได้นับถือพระองค์เท่ากับศาสนาพรามที่นับถือพระศิวะ เลยนะครับ
คำถามจึงมีอยู่ว่า แล้วทำไมพระเยซูจึงไปเรียนศาสนาที่ประเทศอินเดียครับ หรือธิเบตก็ตาม เพราะศาสนาพุทธ ที่อินเดียกับที่ธิเบต ต่างก็ไม่เหมือนกันและเป็นคนละเรื่องกันเลยนะครับ สองพระเยซูเจ้าตอนอายุสิบสอง ในไบเบิ้ลนะครับก็บอกเอาไว้ว่า พระองค์ได้เดินทางไปที่วัดในสมัยนั้น ขณะที่พระองค์มีอายุแค่สิบสองขวบเท่านั้น พระองค์ก็สนทนากับนักบวชในสมัยนั้น และก็สอนนักบวชในสมัยนั้นด้วยซ้ำไป ว่าสิ่งที่นักบวชสอนให้กับประชานนั้นผิด ที่จริงแล้วต้องเป็นแบบนี้ ซึ้งมันก็ขัดกับของคุณอีกนะครับ เพราะคุณบอกว่าพระองค์เดินทางไปเรียนธรรมมะในวัยหนุ่น แต่แท้จริงแล้วพระองค์รู้จักธรรมตั้งแต่อายุสิบสองแล้วนะ และทำไมถึงช่วงชีวิตในวัยหนุ่มถึงไม่มีในไบเบิ้ล จุดนี้ก็เป็นจุที่ แดน บราวน์ ใช่โจมตีเช่นกันครับ แท้จริงแล้ว ไบเบิ้ลก็บอกแล้วครับว่า วันนั้นที่พระเยซูไปสั่งสอนนักบวช และพระองค์ไม่ได้กลับบ้านจนพระนางมารีอา ต้องตามหา พอพระนางเจอก็ต่อว่าพระองค์ว่าทำไมทำแบบนี้ พระองค์ตอบว่า แม่ก็รู้ไม่ใช่หรือว่าเราเป็นใคร แล้วทำไมแม่ต้องห่วงเราด้วย พระนางตอบว่า ถึงเราจะรู้ว่าพระองค์เป็นใครแต่เราก็เป็นห่วงเพราะท่านคือลูกของเรา พระองค์จึงตอบว่า ก็ได้ถ้าแม่ต้องการอย่างนั้น เราจะอยู่ดูแลแม่และเชื่อฟันท่านในฐานะที่ท่านเป็นแม่เรา พระเยซูจึงอยู่ดูแลแม่เป็นเวลาถึง 30 ปี มันยังเป็นนัยอีกตังหาก ว่าเราควรจะนับถือและเชื่อฟังบิดามารดา ไม่ใช่ไบเบิ้ลไม่ได้กล่าวนะครับ กล่าวแล้ว แต่คนกลับไม่เชื่อไงครับว่า ระยะเวลา 30 ปี พระองค์ทำอะไร และใช่เวลา 3 ปี ทำไมถึงเผยแพร่ได้จนมีคนนับถือมากที่สุด ต่างจากพระพุทธที่ใช่ระยะเวลาเกือบ 80 ปี กว่าจะบรรลุ และออกสั่งสอนมนุษย์ได้ สามนะครับ พระองค์ได้บอกสาวกคนหนึ่งว่า ให้ไปเผยแพร่ศาสนาในอินเดียซะด้วยซ้ำไป ถ้าคุณอ่านคุณจะเจอครับ ประวัติศาสตร์ก็มีอยู่ครับ
คนเขียนหนังสือเล่นนี้ ผมถือว่าใจแคบครับ เขาไม่ได้มองที่จุดประสงค์ของแกร่งแท้ของศาสนา แต่มองที่ตัวบุคคลซะมากกว่า เหมือน แดน บราวน์ เคยสงสัยกันมั้ยครับว่าทำไม ศาสนาคริสต์ถึงได้ถูกโจมตีมากที่สุด ตอบนะครับ เพราะศาสนานี้มีบรรทึกที่ยาวนานมากก็พระเยซูด้วยซ้ำไป ตั้งแต่สมัยของท่านอับบาฮำ โนอา จนถึงโมเสด และมาต่อที่พระเยซู ศาสนานี้จึงมีก่อนศาสนาพุทธนะครับ ถ้าใครยังไม่รู้โปรดรู้ด้วยนะครับ ศาสนานี้ไม่ได้เริ่มต้นที่พระเยซูนะครับ เพราะประวัติ และความเป็นมาในไบเบิ้ลจึงเป็นเหมือนประวัติศาสตร์ ที่เราต้องตามพิสูทธ์ และหลายอย่างก็พิสูทธ์แล้วว่าจริง โดยเฉพราะคนในไบเบิ้ล ต่างมีอยู่จริง และบางอย่างก็พิสูทธ์แล้วว่ามีจริง เช่นเหตุการณ์น้ำท่วมโลก ในสมัยของโมอา และอีกหลายๆ อย่างเช่นสถานที่ และบุคคลและก็ยุคสมัยต่างก็มีและตรงตามยุคสมัยนั้นจริงๆ ต่างจากศาสนาพุทธ ที่จะไม่ได้มีใครไปพิสูทธ์และอยากจะพิสูทธ์เลยด้วยซ้ำไป เช่น จริงมั้ยที่พระพุทธเจ้าเกิดมาวันแรกก็ เดินได้เลย 7 กร้าว แถมยังมีดอกบัวขึ้นตามรอยเท้าของท่านอีก
ไม่ว่าจะยังไงผมว่า ถ้าเราเชื่อว่ามีพระเจ้าจริง แม้แต่พระพุทธองค์ก็เช่นกันครับ ต่อที่พระองค์ท้อแท้ว่าพระองค์จะบรรลุธรรม เห็นธรรมหรือไม่ ถึงขณะที่พระองค์ต้องเอาบาตไปลอยถวนน้ำ และอธิฐานขอว่า ถ้าพระองค์จะทำสำเร็จของให้บาตนี้ลอยถวนน้ำด้วย ผมถามว่าพระองค์ถามใคร แต่ขอกำลังใจจากใคร แต่พระองค์ยังไม่รู้จักพระเจ้าหรือที่ชาวคริสต์เรียกว่าพระบิดาซะมากกว่า พระองค์รู้จักแต่พระศิวะ พระราม พระอิน ซึ้งพระองค์ไม่เชื่อว่ามีอยู่จริง แต่นะขณะนั้นพระองค์ถามใครครับ สิ่งที่ผมอยากพูดก็คือ ไม่ว่าจะเป็นศาสนาใดๆ หรือผู้นำของศาสนาใดๆ มันไม่ได้มีความสำคัญถึงขณะที่เราต้องมาเทียงกันว่าใครมีกว่ากัน เพราะผมเชื่อโดยมีสิ่งที่ยืนยั่นแล้วแต่ยังไม่เป็นศาสนาใหม่ยังไงล่ะครับว่า โลกนี้มีพระเจ้าอยู่จริงและองค์เดียว แต่พระองค์ไม่ได้ส่งผู้ช่วยให้รอดมาเพรียงคนเดียวหลอกครับ พระองค์ส่งมาทุกเวลาจนถึงขณะนี้พระองค์ก็ยังส่งบุคคลเหล่านั้นมาอยู่ ไม่ว่าจะเป็นหลวงพ่อโต หลวงพ่อชา หลวงตามหาบัว หรือหลวงพ่อใคๆ ก็ได้ที่มีผู้คนศักธานับถือท่าน และท่านก็สั่งสอนให้คนทำดี ศาสนาคริสต์ก็ยังมีนักบุญอยู่จนถึงวันนี้ ทุกๆ ศาสนาแล้วผมว่ามีรากฐานเดียวกันครับ ศาสนาคริสต์ก็รอให้พระผู้ช่วยให้รอดลงมาอีกครั้ง ศาสนาพุทธก็รอและมีบอกเอาไว้ในพระไตยปิฏกด้วยซ้ำไปเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ทำนายเอาไว้ด้วยซ้ำไป ผมเชื่อว่าวันหนึ่งเราจะมีบุคคลที่จะเป็นที่นับถือของคนทั่วโลก และเขาคนนั้นแหละจะมารวมศาสนาทุกๆ ศาสนาให้เป็นหนึ่งเดียว และเขาจะสามารถอธิบายได้ว่ามันเป็นมายังไง จนทุกศาสนาเข้าใจและรวมกันเป็นหนึ่ง สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลครับ สิ่งสำคัญมันอยู่ที่การกระทำครับ เหมือนดังเช่นที่พระพุทธเจ้าบอกว่า ตนเป็นที่พึ้งแห่ตน คือพระองค์สอนได้ แต่ถ้ามนุษย์อยากจะรอดก็ต้องทำด้วยน้ำมือของตัวเอง ไม่ใช่มาฟังเราแล้วจะรอด
อยากรู้ความจริงเกี่ยวพระประวัติของพระเยซูให้ท่านศึกษาใน พระคริสต์ธรรมภีร์ หรือ HOLY BIBLE (ไปที่คริสจักรทุกวันอาทิตย์แล้วท่านได้รู้จริงที่ท่านสงสัย หรือความเชื่อผิดๆของคุณที่เคยเชื่อมา)
ขอบคุณอีกครั้งสำหรับความเห็นของทุกท่านนะครับ ข้อมูลเหล่านี้เป็นเพียงมุมมองของผู้นำเสนอบทความ ซึ่งแน่นอนว่าผู้อ่านอาจเห็นหรือไม่เห็นด้วย ดังนั้นจึงไม่ใช่จุดมุ่งหมายว่าท่านอ่านข้อมูลนี้แล้วต้องเชื่อตาม เป็นเพียงมุมมองหนึ่งของผู้นำเสนอเท่านั้นนะครับ
และต้องขออภัยด้วยที่อาจทำให้ผู้มีความศรัทธาเกิดความไม่เห็นด้วยและไม่ถูกใจนักในเนื้อหาที่นำเสนอ ก็ขอให้คิดว่าเป็นเพียงมุมมองหนึ่งเท่านั้น ซึ่งปัญหาทางประวัติศาสตร์นักเขียนนักวิจารณ์และนักประวัติศาสตร์อาจมีมุมมองที่แตกต่างจากศาสนิกชนในแต่ละศาสนาได้ เพียงแต่ทุกอย่างย่อมต้องถูกหักล้างด้วยข้อมูลที่ชัดเจนและมีหลักฐานปรากฏชัดเจนกว่าความคิดเห็นหรือข้อมูลนั้นๆ ก็จะตกไปเองนะครับ
ผมเป็นคริสตเตียนในนิกายโปรแตสแตนครับ ก่อนอื่นเลยต้องขอบคุณผู้ที่เสนอหัวข้อในเรื่องนี้ครับเพราะว่าทำให้เราชาวคริสต์ได้ตื่นตัวและมั่นคงในความเชื่อมากขึ้น ในส่วนตัวของผมเชื่อเหลือเกินว่าผู้ที่เขียนหนังสือนี้ ผู้ที่แปล หรือแม้แต่ผู้ที่นำเสนอก็รู้อยู่แก่ใจว่าอะไรคือความจริง แม่อผมและครอบครัวได้อ่านบทความนี้ก็ถึงกลับ หัวเราะออกว่าทั้งหมด เพราะว่ามันโจ๊กจริงๆเลยครับไม่นึกไม่ฝันว่าคนเราจะมีจินตนาการเอาคนละเรื่องมารวมเป็นเรื่องเดียวกันได้อย่างไม่มีเค้ามีมูลอะไรเลย อย่างที่คุณ นัยสิทธิ์ ได้อธิบายไว้ก็ชัดเจนแล้ว ผมอยากจะเสริมสักนิดว่า ทุกอย่างทั้งประวัติศาสตร์,ภูมิศาสตร์,เวลา,สถานที่ หรือแม้แต่การอัศจรรย์และบุคคลในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลได้กล่าวไว้นั้นเป็นความจริงทั้งหมดและมีการพิสูจแล้วด้วย(ไม่ได้โม๊)เช่น การที่โมเสดพาประชาชนอิสเอลออกจากอียิปต์ข้ามทะเลแดงโดยการแยกน้ำนะเลนั้น นักวิทยาศาสตร์ นักธรณีวิทยา นักโบราณคดีก็ได้ร่วมมือกันพิสูจโดยการดำไปดูที่ได้ทะเลและได้เห็นโครงรถรบและซากเหล็กและเกือกม้าที่นั้นและตรวจสอบเวลาก็ตรงตามพระคัมภีร์ และอีกอย่างหนึ่ง คือ ตอนที่โยชูว่าอธิษฐานต่อพระเจ้าว่าอย่าให้ดวงอาทิตย์ตกเลยจนกว่าจะได้แก้แค้นศัตรูก่อนและเวลานั้นดวงอาทิตย์ก็หยุดนิ่งตามที่ขอ(โยชูวา 10:12-14) นี่คืออัศจรรย์ที่พิสูจโดยนักวิทยาศาสตร์แล้วว่าวันของเราหายไปวันหนึ่งจริงๆ
สิ่งที่ผมพูดมาทั้งหมด อาจจะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงแต่ผมต้องการแสดงให้ผู้นำเสนอบทความนี้ได้เห็นถึงความเชื่อที่เป็นความจริงไม่ใช่ความเชื่อที่งมงายหรือเชื่อแบบโง่ๆ เพราะว่าความเชื่อในพระเจ้าของคริสตเตียนเรานั้นเป็นความเชื่อระดับสูงครับ จึงยากที่จะถูกบิดเบือนด้วยข้อความหรือบทความที่มั่วๆครับผม
แม้บทความนี้จะอ้างอิงกับสิ่งที่เลื่อนลอยหรือคาดเดาเอาเองและก่อผลกระทบความเชื่อมากมายจนก่อให้เกิดความแตกแยกให้สังคม
แต่มันก็ทำให้เราต้องย้อนกลับมาพิจรณาความเชื่อของตนเองว่าน่าเชื่อถือในความเป็นจริงหรือไม่หรือสมเหตุสมผลเช่นเดียวกับความเชื่อในทางวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆที่มีหลักฐานหนักแน่น
สังคมของเราเป็นสังคมของความเชื่อที่มักจะเชื่ออย่างสุดกำลังจนขาดการพิจรณาถึงหลักความเป็นจริงและความสมเหตุสมผลจึงง่ายต่อการที่จะถูกชักจูงและมักจะถูกหลอกอย่างง่ายดายเช่นบอกว่ากว่า70เปอร์เซ็นต์ของนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังเชื่อว่ามีพระเจ้าแต่ส่วนใหญ่ก็ยังค้นคว้าหาคำตอบที่เป็นจริงกันต่อไปแทนที่จะหยุดคำตอบที่พระเจ้าหรือมีหลักฐานทางโบราณคดีว่าพบหลักฐานเกี่ยวกับใต้ทะเลนั้นถ้านักโบราณคดีเจอหลักฐานเช่นนั้นจริงพวกเขาก็คงไม่บอกอายุโลกที่ห่างไกลจากในพระคัมภีร์ที่มีอายุเพียงไม่กี่ชั่วอายุคนหรือพวกนักวิทยาศาสตร์ก็คงไม่เชื่อหลักวิวัฒธนาการของชาร์ล ดาวินส์หลอกนะ
หนู เป็นชาวพุทธค่ะ แต่แฟนเป็นคริสต์และหนูก็กำลังศึกษาเรื่องคริสต์อยู่
มาเจอข้อมูลนี้ มันก้อแล น่าจะจริง แต่ไม่ก้อได้ เพราะในไบเบิ้ลก้อบอกไว้ว่าช่วงวัยหนุ่ม
พระเยซูไปไหนไม่มีใครรู้จริงๆ ...
แต่ บทความที่พี่นำเสนอมันก็ไม่ได้ทำให้สับสนหรอกค่ะ เพียงแต่เขาแค่นำเสนอเฉยๆ
มาให้เราพิจารณา ก็ถือเป็นความรู้แปลกๆใหม่ๆ แต่ถ้าคุณ เชื่อ!!ในพระเจ้า และ พระ
พุทธเจ้า ต่อให้ใครนินทาว่าร้ายพระองค์อย่างไร
คุณก็ไม่เปลี่ยนใจ เพราะ คุณเชื่อ!!ในพระองค์
ขอเพียงแต่เรา อย่าได้หวั่นไหว ก็เท่านั้นเอง!!
เด็ก อมมือ
พี่คะ
ลงเพลง ที่ไว้ นมัสการที่โบสถ์ด้วยได้ไหมค๊ะ
พร้อมคอร์ดกีต้าร์ด้วยได้ป่าว
จะเอาไปซ้อมคู่กับไวโอลิน
ขอเพลง จะวางมือไว้ที่ใจ อะค่ะ
ใครรู้ เว็ปบอกด้วยนะค๊ะ
คนที่โพสต์บทความนี้
รู้จริงทั้ง 2 ศาสนาหรือเปล่า ขนาดผมมีประสบการณ์ทั้ง 2 ศาสนาผมยังฟันธงอย่างคุณไม่ได้
กลับไปอ่านตำราหลายๆเล่มนะ หูตาจะได้สว่างขึ้น ค่อยเรียนรู้ไป อย่าใจร้อน ทุกอย่างเกิดขึ้นแล้ว ล้วนแต่ดีเสมอครับ
ผมรู้มาว่าในศาสนาคริสต์ เมื่อผู้ใดได้กระทำผิด เขาสามารถสารภาพบาปและได้รับการยกโทษจากพระเจ้า ถ้าหากเขาคนนั้นสารภาพบาปด้วยความสำนึกผิดอย่างจริงใจ และพร้อมจะให้อภัยกับคนอื่นที่ได้กระบาปแบบเดียวกันนี้กับเขา ไม่รู้ว่าผมเข้าใจถูกต้องไหมคับ ถ้าผมเข้าไม่ผิด กระบวนการนี้ก็จะคล้ายๆกับการ อโหสิกรรมต่อกัน ในศาสนาพุทธ แต่ตอนที่เราจะอโหสิกรรมจิตเราตอนนั้น ก็ต้อง ให้อภัยทั้งในด้านเป็นผู้ถูกกระทำ และเป้นผู้กระทำกรรมนั้นเอง
สรุปแล้ว ศาสดาของทุกศาสนา เขาสั่งสอนให้คนเป็นคนดี มีสังคมที่ดีนะคับ และศาสดาของทุกศาสนาไม่เคยคุยทับหรือหักล้างกันเองเลย หากจะมีก็เพียงแต่เหล่าสาวกชั่นต่ำเข้าใจหลักธรรมแค่หางอึ่งเท่านั้น ที่นำเอาศาสนาที่ตนนับถือมาหักล้างโจมตีศาสนาอื่นๆและที่ผมใช้คำว่าเหล่าสาวกชั้นต่ำก็เพราะ คนเหล่านี้ถึงจะเป็นแค่บุคคลธรรมดา หรือผู้ที่มีตำแหน่งในศาสนานั้นๆใหญ่โตสักเพียงใดก็ตาม ถ้าหากไม่เข้าใจในคำสอนอย่างแท้จริงก็มักจะทำอะไรโง่ๆแบบนี้เอง ส่วนท่านใดที่ศึกษาเรียนรู้ และปฏิบัติเคร่งครัดในศาสนาที่ตนนับถืออย่างจริงจังท่านเหล่านั้นก็จะรู้แจ้งในหลักธรรม รู้แจ้งในปริศนาธรรมเพื่อเป็นความเป็นไปในโลกอมตะ หรือรู้ทางที่จะกลับคืนสู่พลังงานเดิมอันบริสุทธิ์
และการที่ในโลกนี้มีหลายศาสนาก็เนื่องจาก วัฒนธรรม สังคม ประเพณี ความเป้นอยู่ รวมถึงความเจริญทางด้านจิตใจของผู้คน มันต่างกัน แนวคิดต่างกัน ดังนั้นแต่ละศาสนาจึงมีหลักคำสอนและข้อวัตรปฏิบ้ติที่แตกต่างกัน เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตในพื้นที่นั้นๆ และเนื่องจากว่า ถ้าในโลกนี้แรกเริ่มมีศาสนาเพียงหนึ่งเดียว ท่านลองคิดดูว่าโลกจะเป้นอย่างไร ความโหดร้ายป่าเถื่อนจะสิ้นสุดลงตอนไหน เพราะพระศาสดาเพียงองค์เดียว ไม่อาจแพร่หลักธรรมไปได้ทั่วโลกได้ตลอดพระชนชีพของท่าน เพราะขนาดเพื่อท่านละโลกไปแล้ว เหล่าสาวกของท่านบางส่วนยังไม่เข้าใจคำสอนมิหนำซ้ำยังนำไปใช้ในทางที่ผิดหรือเพื่อหาผลประโยชน์ใส่ตัวเอง ดังนั้นโลกเราจึกต้องมี เหล่าศาสดาหลายๆองค์ เพื่อช่วยกันสร้างสรรค์สังคมโลกให้เจริญในด้านความเป็นมนุษย์ ละออกจากความเป้นเดรฉานสัตว์ และแนะแนวทางเพื่อความหลุดพ้น
บางพื้นที่ที่จิตใจผู้คนยังไม่เจริญ หลักศาสนาในพื้นที่นั้นๆก็จะสั่งสอนเพื่อให้คนมีจิตใจที่สูงขึ้น มีสังคมที่อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข หรือเรียกว่า จะเน้นสั่งสอนธรรมเพื่อการดำรงอยู่ของ ฆราวาส หรือปุถุชนทั่วไป จุดหมายสูงสุดคือการไปอยู่กับพระเจ้า การเป็นเทพ เทวดา ฯลฯ
และบางพื้นที่ที่ผู้คนมีพื้นฐานจิตใจที่สูงแล้ว เข้าใจมโนธรรมกันเป็นส่วนใหญ่แล้ว ศาสนาในพื้นที่นี้ ก็จะสั่งสอนหลักธรรมขั้นสูงขึ้นไปอีก เน้นเพื่อความหลุดพ้นเป็นจุดหมายสูงสุด เพื่อการกลับคืนไปเป็นส่วนหนึ่งกับพระเจ้า การเข้าสู้สภาวะนิพพาน การทำตนให้บริสุทธิ์ปราศจากมลทินใดๆ เพื่อกลับเข้าสูงพลังงานสากลแห่งจักรวาลที่เราแตกตัวออกมาอยู่บนโลก
โดยส่วนตัวผมนับถือศาสนาพุทธ ไม่ได้นับถือเพราะว่าครอบครัวเป็นชาวพุทธ แต่ผมชอบเพราะศาสนาพุทธมีหลักคำสอนที่เป็นเหตุ เป็นผล ในทุกๆเรื่อง ไม่ว่าจะทำกรรมอันใด ถ้าเราเข้าใจเราก็จะรู้ว่ามันจะเกิดผลอย่างไรกับเรา และที่สำคัญ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาเดียวที่มีหลักคำสอนและหลักปฏิบัติที่ความเป้นไปสู่การหลุดออกจากการเวียนว่ายตายเกิดหรือการเข้าสู่นิพพาน ที่ปุถุชนทั่วไปสามารถทำได้แม้ไม่ได้บวชเป้นพระ (แต่การบวชและใช้ชีวิตแยกจากสังคมโลกจะเข้าสู่สภาวะนิพพานได้ง่ายที่สุด) แต่ผมไม่ได้หมายความว่าศาสนาอื่นๆไม่มีนะคับ ศาสนาอื่นๆก็มีแต่ก็จะต้องเป็นผู้ที่เคร่งครัดยึดหลักปฏิบัติอย่างจริงจัง อย่างเหล่าโยคี และฤษี หรือนักพรต ผู้บำเพ็ญ ขั้นสูง ต่างก็ปฏิบัติจนสามารถมีธรรมและณานขั้นสูจดุจเดียวกับพระอรหันได้ ตั้งมากมาย
สรุปแล้วไม่ว่าใครจะได้ชื่อว่านับถือศาสนาที่เป็นเลิศที่สุดบนโลกนี้แล้วก็ตาม แต่ถ้าหากคนๆนั้นไม่เข้าใจหลักคำสอน หรือไม่ปฏิบัตินำพา คนๆนั้นก็ได้ชื่อว่าเป็นเถื่อนไร้ศาสนา
ตาเหลิม พูดตรงประเด็นมากครับ
ต่างคนต่างจิตใจ
คิดอะไรก็แล้วแต่ แต่ไม่ควรจะว่าร้าย หรือ เสียดสีผู้อื่นนะครับ
โดยส่วนตัวผมเป็นชาวพุทธครับ ในฐานะที่ผมเป็นชาวพุทธ ผมก็จะทำหน้าที่เป็นชาวพุทธที่ดีซึ่งก็คือ การปกป้องพระพุทธศาสนา ในการบรรยายต่อไปนี้ผมไม่ได้มีเจตนาจะดูถูกเหยียดหยามหรือเปรียบเทียบศาสนาพุทธกับศาสนาใดแต่อย่างใด แต่ผมทำเพื่อไม่ให้มีคนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นคนพุทธหรือไม่ใช่พุทธก็ตามที่เขาได้เข้ามาเว็บนี้เกิดความเข้าใจในพระพุทธศาสนาผิดเพี้ยนไปตามความเป็นจริงก็เท่านั้นเอง
สืบเนื่องมาจากที่มีใครหลาย ๆ คนได้กล่าวถึงพระพุทธศาสนาบางสิ่งก็ตรงตามความเป็นจริง แต่บางอย่างก็ไม่ ทำให้บางคนอาจจะมองพระพุทธศาสนาในแง่ลบ คือ คนที่มองในแง่ลบอยู่แล้วมาเจอคนสนับสนุนก็ยิ่งลบไปใหญ่ ส่วนคนไหนที่มองในแง่บวกก็จะมองบวกน้อยลง หรือไม่ก็มองเป็นแง่ลบไปเลย ผมจึงไม่อยากให้มันเป็นอย่างนั้น ก็เลยจำเป็นต้องทำความเข้าใจที่ผิดให้ถูก ถ้ามองศาสนาพุทธในว่าดีก็จะได้ดีไม่ผิดเพี้ยน ถ้ามองศาสนาพุทธว่าเป็นศาสนาที่ไม่ดีก็จะได้ก็จะได้เป็นไม่ดีแบบไม่ผิดเพี้ยนไปจากความจริง
ก็เข้าเรื่องกันเลยก็แล้วกันนะครับ ผมจะชี้แจงเป็นข้อ ๆ ไป
ความเข้าใจผิดข้อที่ 1. พระพุทธเจ้าไม่ได้รับความนิยมจากคนอินเดีย? :
หลังจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระองค์ก็ได้ทรงประกาศศาสนา ในตอนแรกจากที่ยังไม่เป็นที่รู้จักเพราะเป็นลัทธิความเชื่อที่เกิดใหม่ต่อมาไม่นานก็กลายมาเป็นที่นิยมนับถือของคนทั่วไปครับ เพราะหลักธรรมของพระพุทธเจ้าสามารถหักล้างความเชื่อเก่าแก่ดั้งเดิมซึ่งเป็นความเชื่อที่งมงายของเจ้าลัทธิความเชื่อที่มีอยู่มากมายหลายลัทธิเหล่านั้นได้ จึงดึงดูให้ผู้คนจึงหันมานับถือลัทธิของพระพุทธเจ้าเป็นจำนวนมาก หลังจากพุทธปรินิพพานก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้นกับศาสนาพุทธมากมายที่ทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมลงจนถึงที่สุด ทั้งจากพวกเจ้าลัทธิที่เป็นศัตรูกับศาสนาพุทธ และจบท้ายลงด้วยการยกทัพมาตีอินเดียของชาวเติร์ก ได้ทำลายมหาวิทยาลัยสงฆ์ และวัดวาอารามต่าง ๆ บังคับให้คนเลิกนับถือพุทธแล้วเปลี่ยนมานับถืออิสลามแทน ศาสนาพุทธจึงล่มสลายไปจากอินเดียในที่สุด ชาวพุทธบางส่วนต้องหนีอพยพโยกย้ายไปสู่ที่อื่นเช่น ทางเหนือเข้าสู่เทือกเขาหิมาลัย และศรีลังกา ทำให้ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ได้โอกาสจากการที่ศาสนาพุทธเสื่อมมาทำการเผยแพร่ศาสนาตนเอง จึงทำให้ปัจจุบันชาวอินเดียนับถือพราหมณ์-อินดู ไม่ใช่เพราะคนไม่นิยมครับ แต่สรุปก็คือ หลังจากที่พระองค์ปรินิพพานไปศาสนาพุทธก็โดนทำลายและทำร้ายมาตลอดเวลาจนต้องถึงกาลย่อยยับไป