พระพุทธเจ้ากับพระเยซูคริสต์


 

ระพุทธเจ้ากับพระเยซูคริสต์



ผมได้อ่านหนังสือแปลเล่มหนึ่งชื่อภาษาไทยว่า  “มหาวาทะโต้วาทีแห่งเมืองปานาทุรา  ระหว่างศาสนาพุทธ-ศาสนาคริสต์”  พิมพ์ชื่อเดิมเป็นภาษาอังกฤษด้วยว่า Panadura  Mahavadaya   ผู้แปลใช้นามว่า  “สุคน”   อ่านพบข้อความแปลกใหม่ที่ผมไม่เคยทราบ  จะว่าไม่เคยทราบเลยก็ไม่เชิง  เพราะเคยได้ยินมาบ้าง  แต่ไม่ได้อ่านรายละเอียด  จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟัง  ว่าหนังสือเล่มนี้พูดไว้อย่างไร


อาจจะเก็บความไม่ตรงตามต้นฉบับก็ได้  เพราะสำนวนการแปลของ  “สุคน”  มีกลิ่นเนยโชยฉุนกึกทีเดียว   อ่านไปมองเห็นโครองสร้างภาษาฝรั่งไป


“มันไม่มีทางสามารถพิสูจน์ได้เลยว่า......แต่เราสามารถมาสู่ข้อสรุปที่ว่า”....อะไรทำนองนี้   อ่านแล้วปวดหัว


อย่างไรก็ตามเนื้อหาในหนังสือนี้ตอนท้าย ๆ  (ตอนต้น ๆ  ผมยังไม่ได้อ่าน  )  น่าสนใจมาก  ได้เล่าประวัติของ  โจซาอาฟ   โยเซฟ  โจซาฟัด  (ผมขอสะกดชื่อตามต้นฉบับของเขานะครับ)


มีดินแดนแห่งหนึ่งชื่อศรีอินเดีย (Serindia)  ปกครองโดยพระราชานามว่าอะวีเนียร์  (Avenir)  พระองค์มีพระราชโอรสพระองค์หนึ่งนาม   โจอาซาฟ   (Joasaph)  โหราจารย์ทำนายว่าเจ้าชายจะมีอำนาจยิ่งใหญ่กว่าบรรพบุรุษ  แต่โหรคนหนึ่งทำนายว่าเจ้าชายจะมีอำนาจยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทางจิตวิญญาณโดยไม่มีขอบเขต


พระเจ้าอะวีเนียร์สร้างวังที่สวยงามให้เจ้าชายอยู่  ไม่อนุญาตให้ออกไปพบเห็นชีวิตข้างนอกบ้าง   เจ้าชายถามพระบิดาว่าทำไมไม่อนุญาตให้ออกไปข้างนอกบ้าง  พระราชาบอกว่าต้องการ ให้องค์ชายมีความสุข  ไม่อยากให้ไปเผชิญกับทุกข์ยากนอกวัง


ด้วยความยากรู้อยากเห็น  เจ้าชายจึงลอบออกไปเที่ยวนอกวัง  ก็ได้เห็นคนแก่  คนเจ็บ  คนตาย   เหมือนที่เล่าไว้ในพุทธประวัติไม่มีผิดเพี้ยน  เจ้าชายกลับมาเล่าให้ครูผู้สอนศิลปวิทยาแก่ตนทราบแล้วถามว่าทำไมคนจึงเป็นเช่นนั้น มีใครทราบไหมว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นหลังจากตายไป  ครูตอบว่าผู้รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้  ได้ถูกพระเจ้าอยู่หัวขับไล่ออกจากเมืองไปแล้ว


ในช่วงนี้เทวดาได้ส่งภิกขุรูปหนึ่งมาชื่อ   วาร์ลัม  (Varlam)  มาหาเจ้าชาย  ได้มอบอัญมณีมีอำนาจรักษาคนตาบอดหูหนวกและเป็นใบ้ให้หายได้แก่เจ้าชาย   วันหนึ่งเจ้าชายได้ออกจากพระราชวังเข้าป่า  ระหว่างเดินทางพบชายคนหนึ่งได้แลกผ้านุ่งกับชายคนนั้นแล้วพระองค์ก็แต่งกายด้วยเสื้อผ้าของชายคนนั้น   ขณะนั่งทำสมาธิในป่าก็มองเห็นเมืองสวรรค์   ได้ยินเสียงกล่าวว่านั้นเป็นสถานที่ของผู้มีคุณงามความดี


สี่สิบวันหลังจากเจ้าชายหายไปจากพระราชวัง  พระเจ้าอะวีเนียร์ก็สิ้นพระชน  เจ้าชายกลับยกราชบัลลังก์ให้เหล่าอำมาตย์แล้วสละโลกออกบวช   ในคืนวันหนึ่ง   ทรงบำเพ็ญทุกรกริยาทรมานตนเองจนกระทั่งพลังจิตพัฒนาขึ้น   เมื่อพระองค์ขึ้นไปบนสวรรค์เหล่าเทพธิดามอบพวงมาลัยให้สองพวง  บอกว่าพวงหนึ่งสำหรับปลดปล่อยสัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย   อีกพวงหนึ่งสำหรับสละความสุขทางโลกและเพื่อบรรลุภาวะสูงสุดเหนือโลก



นี่คือประวัติของโจซาอาฟ  หรือโจซาฟัด  มีกล่าวไว้ในคัมภีร์วินัยของคริสต์โดยนักบุญคริสต์ ชื่อ  เจตสิ  มีเนอิ  (Chetxi  Minei)  


ปราชญ์ตะวันตกหลายคนกล่าวว่าประวัติโจซาอาฟ   หรือ โจซาฟัด  ก็คือประวัติพระพุทธเจ้านั่นเอง   แม้จะบิดเบี้ยวไปมากก็มีเค้าเดิมอยู่  และกล่าวด้วยว่าคำว่า  โจซาอาฟก็คือ  “สิทธัตถะ”  นั่นเอง


ศาสตารจารย์ริส   เดวิดส์  กล่าวว่าคำบาลีว่า  โพธิสัตตะ  (Bodhisatta)   ถูกเปลี่ยนเป็นภาษาปาร์ซีว่า   โวสัต  (Vosat)  จากนั้นก็กลายเป็น  โยซาฟท์  (Yosaft)  เป็น  โยแซปท์  (Yosapt)   และโยซาฟ  (Yosaph)  และโจซาฟัด  (Josaphat)  ในที่สุด


เท่าที่ผมจับความได้  ทั้งหมดนี้ต้องการจะกล่าวว่า  ผู้ที่ถูกกล่าวถึงในเรื่องนี้โดยชื่อ  ซึ่งออกเสียงต่าง ๆ กันว่า  โจซาอาฟ,   โยซาฟท์,  โยแซปท์,  โจซาฟัด,  โจเซฟ  คือพระโพธิสัตว์หรือพระพุทธเจ้าในเวลาต่อมาของชาวพุทธนั้นเอง


และก็มีข้อกล่าวที่น่าตกใจว่า  พระเยซูคริสต์ก็คือชาวพุทธคนหนึ่ง  มีหนังสือเล่มหนึ่งเขียนเป็นภาษาทิเบตเล่าเรื่องราวของบุคคลคนหนึ่งชื่อว่า  อิสสา  (ISSA)  เอกสารนี้มีอายุ  ๑,๕๐๐  ปี  ได้มาจากวัดเฮมิส (Hemis  Monastery)   ในทิเบต


พระเยซูในวัยเด็กได้เดินทางไปกับกองคาราวานไปยังอินเดียได้เรียนรู้พระพุทธศาสนาที่นั่น  เวลานั้นอินเดียมีมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาที่โด่งดังมากชื่อ  มหาวิทยาลัยนาลันทา  พระเยซูได้ศึกษาที่นั่น  ฝึกโยคะปฏิบัติสมาธิจนได้ฌานและอิทธิฤทธิ์จากอินเดียเดินทางไปทิเบต  จนอายุ  ๒๙  ปีจึงเดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอน


คัมภีร์ไบเบิลเองก็ไม่ได้พูดถึงช่วงชีวิตของพระเยซูตอนหนุ่มพระเยซูท่านไปไหนไม่มีใครทราบ  แต่เอกสารภาษาทิเบตฉบับดังกล่าวได้ยืนยันว่าท่านไปอินเดียและทิเบต


หนังสือเล่มหนึ่งชื่อ  The  Story  of  Crucifiction* by an  Eyewitness  พิมพ์ที่อเมริกา  ให้ข้อมูลน่าสนใจอีกว่า  พระเยซูมิได้เสียชีวิตบนไม้กางเขน  พระองค์ดูคล้ายสลบไป  พระองค์ถูกเคลื่อนย้ายออกจากไม้กางเขน จากนั้นได้หนีไปอยู่ที่แคชเมียร์ ที่นั่นใคร ๆ  เรียกพระองค์ว่า  อิสสา  (ISSA)  บ้าง  ยูสา  (Yusa)  บ้าง


พระองค์สิ้นพระชนที่แคชเมียร์  พระศพถูกฝังอยู่ที่ศรีนาคาร์ชาวพุทธยุคหลัง ๆ   ยังถือว่าพระเยซูเป็นพุทธ  และกราบไหว้พระศพของพระเยซูต่อ ๆ  กันมา


หนังสือเล่มดังกล่าวบอกด้วยว่า  นางมาเรียได้ตามบุตรชายมาอยู่ที่แคชเมียร์ด้วย  และอยู่ที่นั้นจนสิ้นอายุขัย


นักเขียนคนหนึ่งชื่อพลีนี  (Plini)  ได้เล่าว่า ศาสนาพุทธมีอยู่ที่ปาเลสไตน์ก่อนสมัยเกิดศาสนาคริสต์  มีพระกลุ่มหนึ่งชื่อว่า  เอสเซนส์  (Essenses)   ชอบดำรงชีวิตอยู่ตามป่าและไม่จับจ่ายใช้เงิน ตื่นแต่เช้าตรู่   ทำสมาธิหันหน้าไปทางทิศตะวันออก


จอห์น  หรือโยฮัน   เป็นพระในนิกายนี้  ว่ากันอย่างนั้น  แล้วก็อธิบายคำศัพท์ว่า  “เอสเซนส์”   นั้นเป็นคำเดียวกับ  อิสิ  หรือ  ฤษี อันเป็นนามเรียกพระในพุทธศาสนาอย่างหนึ่งนั่นเอง


เท่ากับจะบอกว่า  จอห์น  เดอะแบบติสต์  หรือโยฮันผู้ทำพิธีแบบติสต์ให้พระเยซูในแม่น้ำจอร์แดนเป็นพุทธ


แล้วพระเยซูผู้ได้รับพิธีบวชจากพระจอห์น  จะเป็นใครได้เล่านอกจากพระในศาสนาพุทธ ในหนังสือที่แปลโดยคุณ  “สุคน”  ได้พิมพ์ตัวเน้นไว้ดังนี้



จอห์นซึ่งเป็นพระภิกษุสงฆ์ของศาสนาพุทธนิกายเอสเซนส์ทำพิธีอุปสมบทให้แก่เยซูภายหลังที่ได้อาบน้ำชำระกายให้สะอาดตามประเพณีแล้ว


ยิ่งอ่านไปก็ยิ่งตื่นเต้นครับที่ค้นคว้าทางตะวันตกยืนยันว่าพระเยซูเป็นพุทธ  เดินทางไปศึกษาพระพุทธศาสนาที่มหาวิทยาลัยนาลันทา  เผลอ ๆ  จะบวชมาแต่บัดนั้น ถ้าไม่ถือว่าบวชมาจากโยฮัน


หนังสือเล่มหนึ่งชื่อ  Commerce   Between  the  Roman  Empire  and  India  กล่าวถึงความมีอยู่ของพุทธศาสนานิกายมหายานว่ามีความเจริญแพร่หลายที่สุดในปาเลสไตน์และอียิปต์   รากฐานของมหายานคือความเชื่อเรื่อง  อาทิพุทธ   คำว่า ก๊อด (God)  เป็นภาษาต่างชาติที่เข้ามาอยู่ในภาษาซีเรียน  ซึ่งเป็นภาษาพูดของมารดาพระ เยซู   และคำนี้พระเยซูท่านนำมาใช้ในการเทศน์สอนประชาชน


คำว่า  ก๊อด  ในพระคัมภีร์ใหม่จริง ๆ  แล้วหมายถึงพระพุทธเจ้าศาสตราจารย์เดวิดส์บอกว่า  คำนี้ย่อมมาจากคำว่า  ก๊อตตะมะ  (Godtama)  ซึ่งเป็นชื่อโคตรของพระพุทธเจ้า  แม้คำว่า  อิลิยาห์  (Elijah)  ในพระคัมภีร์ใหม่ก็เลือนมาจากคำว่า  อริยะ   ว่าไปทำไมมี  คำว่า  บุตรพระเจ้า  (The Son  of  God)  ก็เลียนแบบการพูดถึงพระในพระพุทธศาสนาว่า  “พุทธบุตร”  นั่นเอง

อ่านและฟังตามนี้ท่านคิดอย่างไรครับ แทนที่พระเยซูจะเป็นศาสดาของศาสนาคริสต์ก็กลับเป็นว่า  พระเยซูเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า  The  Son  of  God  ก็คือบุตรของพระพุทธเจ้านั่นเอง  ศาสนาคริสต์มิได้ตั้งโดยพระเยซู  หากเกิดหลังพระเยซูสิ้นชีพแล้ว  ตั้งโดยเปาโลศิษย์ผู้เคยปฏิเสธพระเยซูด้วยซ้ำไป


**************************************************************************

ข้อมูลที่ใช้ในการเรียบเรียง  :  บางแง่มุมเกี่ยวกับพระพุทธองค์  
โดย ศาสตราจารย์พิเศษ เสฐียรพงษ์  วรรณปก  ราชบัณฑิต

หมายเลขบันทึก: 216024เขียนเมื่อ 12 ตุลาคม 2008 14:48 น. ()แก้ไขเมื่อ 21 มิถุนายน 2012 11:50 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (247)

Re: พระพุทธเจ้ากับพระเยซูคริสต์

 

« ตอบ เมื่อ: ธันวาคม 05, 2008, 07:24:18 PM »

------------------------------------------------------

 

 ผมจะขอลำดับเหตุผลตามข้อมูลที่นำเสนอให้ฟัง เอาเป็นว่าเป็นหลักที่เราพิจารณาโดยคาดว่า...ทั้งนั้นนะครับ เพราะเราหาข้อมูลความจริงมาอธิบายประวัติพระเยซูชัดเจนใดๆ ไม่ได้เลย + ถ้าเราคาดว่า ในสมัยหนุ่มๆ ช่วงที่ไม่ปรากฏประวัติว่าพระเยซูทำอะไรอยู่ แต่ข้อมูลที่นำเสนอกล่าวว่า พระเยซูมาถึงนาลันทามาศึกษาพุทธศาสนาจนได้อภิญญา เมื่อท่านกลับไปดินแดนเกิด ท่านอาจจะต้องการเผยแผ่ความรู้ที่ได้เล่าเรียนมา แต่พบปัญหาว่า ดินแดนเกิดของท่าน มีแต่ผู้นับถือศาสนายิวตามหลักพระคัมภีร์เก่า ความเชื่อนี้เป็นทุนเดิมมานานแล้ว ยากที่จะแก้ไขให้มาเข้าใจหลักพุทธศาสนาได้ ท่านจึงศึกษาเรื่องพระเจ้าจากคัมภีร์เก่า แล้วก็นำหลักศาสนาพุทธซึ่งก็เป็นพุทธมหายานเพราะสมัยนั้นประมาณ พ.ศ.๕๔๓ นาลันทาเต็มไปด้วยพระภิกษุมหายานแล้ว และคำสอนของมหายานดัดแปลงแก้ไขให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ง่าย...

 

+ เมื่อประกาศความรู้มหายานอิงความเชื่อเดิมของคนพื้นเมือง ก็เกิดมีคนชอบใจ บวกกับอภิญญาที่มีมาก่อนเก่าตอนไปฝึกที่นาลันทาและทิเบต พระเยซูก็นำมาใช้ในการแก้ทุกข์ร้อนให้ประชาชนทั่วไป แล้วก็สั่งสอนความรู้ของท่านแทรกเข้าไปด้วย แต่เดิมนั้นเชื่อกันว่าพระเยซูเพียงแค่เทศนาสั่งสอนความเชื่อใหม่ประสมกับความเชื่อในลัทธิยูดาเดิม ยังมีผู้ศรัทธาไม่มากนัก ต่อมาถูกขัดขวางอย่างรุนแรงจากนักบวชในศาสนายิว และทหารโรมันผู้ปกครองดินแดนในตอนนั้นจึงจับพระเยซูแล้วสำเร็จโทษ

 

+ ความจริงเรื่องของพระเยซูก็ควรหายไปกับกาลเวลา เพราะระยะเวลาที่พระเยซูเผยแผ่ศาสนาก็เป็นช่วงสั้นๆ และมีผู้ยอมรับนับถือไม่มากนัก เพราะท่านได้สาวกเพียง ๑๓ คน และหลังจากท่านสิ้นชีวิตแล้ว สาวกของท่าน ๑๒ คนก็กลับไปอยู่หมู่บ้านนาธาเรธ เป็นนักบวชสังกัดอยู่ในศาสนายูดา

 

+ แต่เพราะนักบุญซอล(ปอน)ผู้ซึ่งได้นำเอาคำสอนของพระเยซูไปปรับปรุงสั่งสอนที่ประเทศโรมัน

...ซอลก็เป็นชาวยิวเมื่อกลับไปเยี่ยมบ้านดินแดนปาเลสไตน์ก็ได้ทราบกิติศัพท์ของพระเยซูที่ชาวโรมันฆ่าตายในฐานะเป็นกบฏ ความรู้สึกของซอลก็คงจะเห็นใจพระเยซู เพราะเป็นคนเชื้อชาติเดียวกัน ซอลพยายามไปพบกับสาวกของพระเยซูที่หมู่บ้านนาธาเรธ เมื่อได้คุยกันกับสาวกของพระเยซูแล้วก็เกิดช่องทางที่จะเผยแพร่ศาสนาของพระเยซู โดยคิดปรับปรุงความเชื่อของยิวเสียใหม่ กล่าวคือ ขณะที่ชาวยิวเชื่อว่าพระยะโฮวา เป็นพระเจ้าของชาวยิวก็เปลี่ยนเป็นว่าพระยะโฮวาเป็นพระเจ้าสากลสร้างโลกให้มนุษย์ทุกคน สร้างมนุษย์ขึ้นมาในโลก หลักการนี้ซอลได้นำไปสั่งสอนในอาณาจักรโรมันตะวันออก แล้วได้ตั้งนามพระเยซูว่า "คริสโต" ซึ่งเป็นภาษากรีก แปลว่า "ผู้เจิมแล้ว" คงหมายถึงผู้บริสุทธิ์แล้วทำนองนั้น ผลสุดท้ายอาณาจักรโรมันตะวันตกและตะวันออกก็นับถือศาสนาที่ซอลนำไปเผยแพร่ และศาสนานั้นก็ได้นามว่าศาสนาคริสต์มาตั้งแต่นั้น ซอลก็ได้นามใหม่ว่า นักบุญเซนต์ปอน ที่ถือกันว่า เป็นผู้วางรากฐานของศาสนาคริสต์คนแรก

ผู้ที่รู้ความจิง

คูณรู็ได้ไงว่าคัมภีร์ไบเบิลไม่ได้เขียวเกี่ยวกับชีวิตของพระเยซูตอนหนุ่มๆ

ก่อนที่จะมาเขียนบทความบ้าๆ ก็ลองไปอานดูจิงๆซะก่ิอนๆที่ทจะมาเชื่อแค่การอ่านหนังสือเล่นเดียวที่แต่งขึ้น คุณน่าจะลองไปอ่านไบเบิ้ลดีกว่า

และก็ไอที่บอกว่าพระเยซูไม่ได้ตายจริงแค่สลบ มีหลักฐานพิสูจน์ทุกอย่างว่าพระเยซูนั้นได้สิ้นพระชมน์บนไม้กางเขนจริงๆลองไปห่าอ่านได้ซึ่งไบเบิ้ลก็ได้เขียนไว้

และที่คุณบอกว่า "พระองค์สิ้นพระชนที่แคชเมียร์ พระศพถูกฝังอยู่ที่ศรีนาคาร์ชาวพุทธยุคหลัง ๆ ยังถือว่าพระเยซูเป็นพุทธ และกราบไหว้พระศพของพระเยซูต่อ ๆ กันมา"

ผมถามว่าแล้วตอนนี้หาศพพระเยซุเจอไหม!!!

หนังสือไม่น่าเชื่อถือค่ะ มั่วซั่วได้ใจทั้งทางพุทธและคริสต์ หลักฐานที่ว่าก็ไม่มีการนำมาแสดงเชื่อมโยง เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ หรือถ้ามีชื่อก็ไม่สามารถบอกได้ว่าหนังสือที่กล่าวอ้างนั้นเขียนโดยใคร มีคววามน่าเชื่อถือแค่ไหน อันที่จริงสองศาสนาไม่ควรนำมาเขียนในลักษณะนี้ การศึกษาศาสนาเปรียบเทียบเขาศึกษากันในเรื่องของความเชื่อ ตรรกะ พิธีกรรม ไม่ได้นำบุคคลมาเปรียบเทียบหรือโยงกัน แบบนี้มันไม่ค่อยสร้างสรรค์ค่ะ

ก่อนจะฟันธงใดๆ หรือเขียนเผยแพร่ต่อ ควรไปอ่านและศึกษาให้ละเอียดทั้งสองศาสนา อ่านทั้งพระไตรปิฎกและไบเบิ้ลแล้วค่อยนำมาเขียน การนำหนังสือหรือบทความหนึ่งมาถ่ายทอดโดยไม่ศึกษาเอกสารปฐมภูมิที่น่าเชื่อถือกว่าประกอบนี่เสี่ยงมาก ในบทความมีข้อบกพร่องมากมาย แม้แต่ตัวคุณเองซึ่งเป็นผู้เรียบเรียงก็ยังขาดความรู้ในข้อมูลพื้นๆ จากเท่าที่อ่าน

เรื่องนี้ที่นำมาเรียบเรียง คนเขียนอาจจะเป็นพวกจินตนาการล้ำลึก นอนหลับฝันไปแล้วก็นำเรื่องราวมาผูกโยงกันเองตามความเชื่อของตน นำหลักฐานที่เลื่อนลอยมาเป็นตัวกล่าวอ้าง แถมผ่านการแปลมาอีกทอดแล้วด้วย แนะนำว่าควรหาต้นฉบับก่อนแปลมาอ่านค่ะ แล้วดูบรรณานุกรมเพื่อตรวจสอบที่มาของหลักฐานเพื่อยืนยันความชัดเจน คนศึกษาจริงๆ ต้องทำแบบนั้นค่ะ ถ้าแค่ไปหยิบเอกสารเลื่อนลอยมาเล่าต่อก็ไม่ต่างอะไรกับการส่ง fwd mail เรื่องศาสนาเขียนดี วิเคราะห์ดี ข้อมูลครบถ้วนก็ดีไป เขียนไม่ดี ข้อมูลแย่ อิงจากความเชื่อส่วนตัวก็รังแต่จะก่อความเดือดร้อนเข้าตัว ยิ่งเอาสองศาสนามารวมกันยิ่งเจอสองเด้ง

อ่านเป็นความรู้เสริมก็แล้วกันนะครับ  อย่าใจร้อน  เนื้อหาในหนังสือเขาบอกมาเช่นนี้  อาจไม่ตรงกับใจท่าน  ก็ต้องขออภัยด้วย  นำเสนอเพื่อให้ท่านหาข้อมูลมาหักล้างก็ได้  ถ้าท่านกล่าวว่าคัมภีร์นั้นคัมภีร์นี้กล่าวถึงพระเยซูตอนหนุ่มๆ ก็ยกมาให้อ่านกันบ้างก็ดีครับ 

 

ความจริงจะเป็นอย่างไร  มันยากที่จะพิสูจน์  แต่ถ้าเราเอาเฉพาะความพึงพอใจที่จะรับฟัง  ก็อาจจะไม่ถึงความจริงแท้ก็ได้นะครับ

ไม่ได้มีใครใจร้อนมั้งคะ แต่การเขียนอะไรลอยๆ ที่หาที่มาที่ไปซึ่งเป็นหลักฐานที่น่าเชื่อถือมาอ้างอิงไม่ได้นี่ก็ไม่รู้ว่าจะหาอะไรมาหักล้าง จุดไหนอ่านแล้วก็มั่วๆ หมด ไม่ได้เครียดเกี่ยวกับศาสนาไหน แต่ที่บอกว่าเนื้อหาหนังสือเขาบอกมาเช่นนี้นี่ หนังสือนั้นมีบรรณานุกรมอ้างอิงอะไรบ้าง การกล่าวอ้างลอยๆ มาเขียนหนังสือใครก็ทำได้ คนที่เอามาเขียนต่อก็ควรมีความรับผิดชอบในการเผยแพร่สู่สาธารณะด้วย

มันเหมือนกับการอ่านนิยายมาเล่มนึงแล้วก็เชื่อที่เขาสรุปว่าโลกแบน ทั้งๆ ที่มีทฤษฎีมากมายทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงการพิสูจน์แล้วว่าโลกกลม แต่คุณก็บอกว่าอาจจะมีทฤษฎีอื่นที่น่าเชื่อถือกว่าก็ได้ เอาไปป่าวประกาศให้คนอื่นได้รู้ การไม่คิดจะศึกษาอย่างอื่นประกอบก่อนนำเสนอ แล้วบอกว่าคนอื่นต้องเปิดใจนี่ฟังดูเพี้ยนๆ นะคะ

ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นนะครับ  การที่เราจะเดาสุ่มไปว่าใครคิดอย่างไร นั่นก็เป็นเพียงความเห็นของท่านนะครับ 

 

ถามว่าเราไม่เคยรู้จักกัน  จู่ๆ มาบอกกันว่าผู้นำเสนอป่าวประกาศโดยไม่คิดจะศึกษาอย่างอื่นประกอบ  อย่างนี้ก็แปลว่าเดาแบบตีขลุมกันไปนะครับ

 

การคุยกันลักษณะเพ่งโทษกันเช่นนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นในโลกแห่งข้อมูลข่าวสารนะครับ  ถ้าท่านมีเหตุผลที่น่าเชื่อถือ  ท่านก็นำเสนอเข้ามาเรื่องมันก็ง่ายเข้า  เราก็จะคุยกันได้ชัดเจนขึ้น  เรายอมรับฟังเหตุผลกันได้นะครับ

 

บทความนี้แจ้งรายละเอียดว่ามาจากหนังสือชื่ออะไร  และใครเป็นผู้เขียนบทความ  โปรดพิจารณาว่าท่านผูเขียนบทความมีความรู้และศึกษาความรู้มาหลากหลายเพียงใด  เราไม่ทราบว่าใครรู้มากรู้น้อย  จนกว่าท่านจะนำเสนอข้อความที่น่าสนใจเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กันนะครับ

 

 

 

พระคริสต์คือพระผู้ช่วยให้รอด และนั่นคือพระเยซู ไม่เกี่ยวกับเรื่องศาสนาใดๆ

ขอให้แนวคิดในอีกรูปแบบหนึ่งนะครับ ก่อนอื่นผมขอออกตัวก่อนนะครับว่าผมเป็นชาวคริสต์ และก็เป็นนิกายคาทอลิกด้วยครับ ผมว่าทั้งหมดทั้งมวลนี้ผู้เขียนหนังสือเล่นนี้ต้องการให้เป็นประเด็นของโลกเลยนะครับ กะว่าจะให้เป็นเหมือนแดน บราวน์ ผู้ที่เขียนเรื่อง รหัสรับดาวินชี่ แต่หนังสือเล่มนี้กลับไม่เป็นประเด็นครับ ก่อนอื่นนะครับ แดน บาวน์ ก็เป็นคนหนึ่งที่นับถือนางมารี มักดาลา อยู่แล้วด้วย แดน บาวน์จึงต้องการให้นางมารี มักดาลา มีความเกี่ยวข้องกับศาสนาคริสต์และมีส่วนสำคัญมากกับการก่อตั้งศาสนาคริสต์ด้วย เหมือนเช่นคนเขียนหนังสือเล่นนี้ ที่ทุนเดินนับถือและรักในศาสนาพุทธอยู่แล้วจึงต้องการให้พระพุทธเจ้ามาอยู่เหนือทุกสิ่งในโลก และต้องการให้ทุกคนนับถือศาสนาพุทธ และต้องการให้พระพุทธเป็นหนึ่งเดียวที่มีคนนับถือ

ผมว่าแค่คิดก็ผิดแล้วหล่ะครับ ทุกอย่างที่ผมอ่านล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ ถ้าคุณได้อ่านไบเบิ้ลแล้วคุณจะหัวเราะนะครับ คนเขียนพยยามจะโยงเหตุการณ์ ผมใช้คำว่าพยยามนะครับ ให้พระเยซูไปเที่ยวข้องกับพระพุทธและประเทศอินเดีย ทั้งๆ ที่ความจริงผมก็ไม่รู้ว่าผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ได้อ่านไบเบิ้ล และพระไตยปิฏกรึเปล่าก็ไม่รู้ เพราะพระพุทธเองก็ไม่ได้รับความนิยมในอินเดียเลยนะครับ ในขณะที่พระองค์สิ้นพระชนไปแล้วก็ตาม จนถึงขณะนี้ ในอินเดียก็ไม่ได้นับถือพระองค์เท่ากับศาสนาพรามที่นับถือพระศิวะ เลยนะครับ

คำถามจึงมีอยู่ว่า แล้วทำไมพระเยซูจึงไปเรียนศาสนาที่ประเทศอินเดียครับ หรือธิเบตก็ตาม เพราะศาสนาพุทธ ที่อินเดียกับที่ธิเบต ต่างก็ไม่เหมือนกันและเป็นคนละเรื่องกันเลยนะครับ สองพระเยซูเจ้าตอนอายุสิบสอง ในไบเบิ้ลนะครับก็บอกเอาไว้ว่า พระองค์ได้เดินทางไปที่วัดในสมัยนั้น ขณะที่พระองค์มีอายุแค่สิบสองขวบเท่านั้น พระองค์ก็สนทนากับนักบวชในสมัยนั้น และก็สอนนักบวชในสมัยนั้นด้วยซ้ำไป ว่าสิ่งที่นักบวชสอนให้กับประชานนั้นผิด ที่จริงแล้วต้องเป็นแบบนี้ ซึ้งมันก็ขัดกับของคุณอีกนะครับ เพราะคุณบอกว่าพระองค์เดินทางไปเรียนธรรมมะในวัยหนุ่น แต่แท้จริงแล้วพระองค์รู้จักธรรมตั้งแต่อายุสิบสองแล้วนะ และทำไมถึงช่วงชีวิตในวัยหนุ่มถึงไม่มีในไบเบิ้ล จุดนี้ก็เป็นจุที่ แดน บราวน์ ใช่โจมตีเช่นกันครับ แท้จริงแล้ว ไบเบิ้ลก็บอกแล้วครับว่า วันนั้นที่พระเยซูไปสั่งสอนนักบวช และพระองค์ไม่ได้กลับบ้านจนพระนางมารีอา ต้องตามหา พอพระนางเจอก็ต่อว่าพระองค์ว่าทำไมทำแบบนี้ พระองค์ตอบว่า แม่ก็รู้ไม่ใช่หรือว่าเราเป็นใคร แล้วทำไมแม่ต้องห่วงเราด้วย พระนางตอบว่า ถึงเราจะรู้ว่าพระองค์เป็นใครแต่เราก็เป็นห่วงเพราะท่านคือลูกของเรา พระองค์จึงตอบว่า ก็ได้ถ้าแม่ต้องการอย่างนั้น เราจะอยู่ดูแลแม่และเชื่อฟันท่านในฐานะที่ท่านเป็นแม่เรา พระเยซูจึงอยู่ดูแลแม่เป็นเวลาถึง 30 ปี มันยังเป็นนัยอีกตังหาก ว่าเราควรจะนับถือและเชื่อฟังบิดามารดา ไม่ใช่ไบเบิ้ลไม่ได้กล่าวนะครับ กล่าวแล้ว แต่คนกลับไม่เชื่อไงครับว่า ระยะเวลา 30 ปี พระองค์ทำอะไร และใช่เวลา 3 ปี ทำไมถึงเผยแพร่ได้จนมีคนนับถือมากที่สุด ต่างจากพระพุทธที่ใช่ระยะเวลาเกือบ 80 ปี กว่าจะบรรลุ และออกสั่งสอนมนุษย์ได้ สามนะครับ พระองค์ได้บอกสาวกคนหนึ่งว่า ให้ไปเผยแพร่ศาสนาในอินเดียซะด้วยซ้ำไป ถ้าคุณอ่านคุณจะเจอครับ ประวัติศาสตร์ก็มีอยู่ครับ

คนเขียนหนังสือเล่นนี้ ผมถือว่าใจแคบครับ เขาไม่ได้มองที่จุดประสงค์ของแกร่งแท้ของศาสนา แต่มองที่ตัวบุคคลซะมากกว่า เหมือน แดน บราวน์ เคยสงสัยกันมั้ยครับว่าทำไม ศาสนาคริสต์ถึงได้ถูกโจมตีมากที่สุด ตอบนะครับ เพราะศาสนานี้มีบรรทึกที่ยาวนานมากก็พระเยซูด้วยซ้ำไป ตั้งแต่สมัยของท่านอับบาฮำ โนอา จนถึงโมเสด และมาต่อที่พระเยซู ศาสนานี้จึงมีก่อนศาสนาพุทธนะครับ ถ้าใครยังไม่รู้โปรดรู้ด้วยนะครับ ศาสนานี้ไม่ได้เริ่มต้นที่พระเยซูนะครับ เพราะประวัติ และความเป็นมาในไบเบิ้ลจึงเป็นเหมือนประวัติศาสตร์ ที่เราต้องตามพิสูทธ์ และหลายอย่างก็พิสูทธ์แล้วว่าจริง โดยเฉพราะคนในไบเบิ้ล ต่างมีอยู่จริง และบางอย่างก็พิสูทธ์แล้วว่ามีจริง เช่นเหตุการณ์น้ำท่วมโลก ในสมัยของโมอา และอีกหลายๆ อย่างเช่นสถานที่ และบุคคลและก็ยุคสมัยต่างก็มีและตรงตามยุคสมัยนั้นจริงๆ ต่างจากศาสนาพุทธ ที่จะไม่ได้มีใครไปพิสูทธ์และอยากจะพิสูทธ์เลยด้วยซ้ำไป เช่น จริงมั้ยที่พระพุทธเจ้าเกิดมาวันแรกก็ เดินได้เลย 7 กร้าว แถมยังมีดอกบัวขึ้นตามรอยเท้าของท่านอีก

ไม่ว่าจะยังไงผมว่า ถ้าเราเชื่อว่ามีพระเจ้าจริง แม้แต่พระพุทธองค์ก็เช่นกันครับ ต่อที่พระองค์ท้อแท้ว่าพระองค์จะบรรลุธรรม เห็นธรรมหรือไม่ ถึงขณะที่พระองค์ต้องเอาบาตไปลอยถวนน้ำ และอธิฐานขอว่า ถ้าพระองค์จะทำสำเร็จของให้บาตนี้ลอยถวนน้ำด้วย ผมถามว่าพระองค์ถามใคร แต่ขอกำลังใจจากใคร แต่พระองค์ยังไม่รู้จักพระเจ้าหรือที่ชาวคริสต์เรียกว่าพระบิดาซะมากกว่า พระองค์รู้จักแต่พระศิวะ พระราม พระอิน ซึ้งพระองค์ไม่เชื่อว่ามีอยู่จริง แต่นะขณะนั้นพระองค์ถามใครครับ สิ่งที่ผมอยากพูดก็คือ ไม่ว่าจะเป็นศาสนาใดๆ หรือผู้นำของศาสนาใดๆ มันไม่ได้มีความสำคัญถึงขณะที่เราต้องมาเทียงกันว่าใครมีกว่ากัน เพราะผมเชื่อโดยมีสิ่งที่ยืนยั่นแล้วแต่ยังไม่เป็นศาสนาใหม่ยังไงล่ะครับว่า โลกนี้มีพระเจ้าอยู่จริงและองค์เดียว แต่พระองค์ไม่ได้ส่งผู้ช่วยให้รอดมาเพรียงคนเดียวหลอกครับ พระองค์ส่งมาทุกเวลาจนถึงขณะนี้พระองค์ก็ยังส่งบุคคลเหล่านั้นมาอยู่ ไม่ว่าจะเป็นหลวงพ่อโต หลวงพ่อชา หลวงตามหาบัว หรือหลวงพ่อใคๆ ก็ได้ที่มีผู้คนศักธานับถือท่าน และท่านก็สั่งสอนให้คนทำดี ศาสนาคริสต์ก็ยังมีนักบุญอยู่จนถึงวันนี้ ทุกๆ ศาสนาแล้วผมว่ามีรากฐานเดียวกันครับ ศาสนาคริสต์ก็รอให้พระผู้ช่วยให้รอดลงมาอีกครั้ง ศาสนาพุทธก็รอและมีบอกเอาไว้ในพระไตยปิฏกด้วยซ้ำไปเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ทำนายเอาไว้ด้วยซ้ำไป ผมเชื่อว่าวันหนึ่งเราจะมีบุคคลที่จะเป็นที่นับถือของคนทั่วโลก และเขาคนนั้นแหละจะมารวมศาสนาทุกๆ ศาสนาให้เป็นหนึ่งเดียว และเขาจะสามารถอธิบายได้ว่ามันเป็นมายังไง จนทุกศาสนาเข้าใจและรวมกันเป็นหนึ่ง สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลครับ สิ่งสำคัญมันอยู่ที่การกระทำครับ เหมือนดังเช่นที่พระพุทธเจ้าบอกว่า ตนเป็นที่พึ้งแห่ตน คือพระองค์สอนได้ แต่ถ้ามนุษย์อยากจะรอดก็ต้องทำด้วยน้ำมือของตัวเอง ไม่ใช่มาฟังเราแล้วจะรอด

อยากรู้ความจริงเกี่ยวพระประวัติของพระเยซูให้ท่านศึกษาใน พระคริสต์ธรรมภีร์ หรือ HOLY BIBLE (ไปที่คริสจักรทุกวันอาทิตย์แล้วท่านได้รู้จริงที่ท่านสงสัย หรือความเชื่อผิดๆของคุณที่เคยเชื่อมา)

ขอบคุณอีกครั้งสำหรับความเห็นของทุกท่านนะครับ ข้อมูลเหล่านี้เป็นเพียงมุมมองของผู้นำเสนอบทความ ซึ่งแน่นอนว่าผู้อ่านอาจเห็นหรือไม่เห็นด้วย ดังนั้นจึงไม่ใช่จุดมุ่งหมายว่าท่านอ่านข้อมูลนี้แล้วต้องเชื่อตาม เป็นเพียงมุมมองหนึ่งของผู้นำเสนอเท่านั้นนะครับ

และต้องขออภัยด้วยที่อาจทำให้ผู้มีความศรัทธาเกิดความไม่เห็นด้วยและไม่ถูกใจนักในเนื้อหาที่นำเสนอ ก็ขอให้คิดว่าเป็นเพียงมุมมองหนึ่งเท่านั้น ซึ่งปัญหาทางประวัติศาสตร์นักเขียนนักวิจารณ์และนักประวัติศาสตร์อาจมีมุมมองที่แตกต่างจากศาสนิกชนในแต่ละศาสนาได้ เพียงแต่ทุกอย่างย่อมต้องถูกหักล้างด้วยข้อมูลที่ชัดเจนและมีหลักฐานปรากฏชัดเจนกว่าความคิดเห็นหรือข้อมูลนั้นๆ ก็จะตกไปเองนะครับ

ผมเป็นคริสตเตียนในนิกายโปรแตสแตนครับ ก่อนอื่นเลยต้องขอบคุณผู้ที่เสนอหัวข้อในเรื่องนี้ครับเพราะว่าทำให้เราชาวคริสต์ได้ตื่นตัวและมั่นคงในความเชื่อมากขึ้น ในส่วนตัวของผมเชื่อเหลือเกินว่าผู้ที่เขียนหนังสือนี้ ผู้ที่แปล หรือแม้แต่ผู้ที่นำเสนอก็รู้อยู่แก่ใจว่าอะไรคือความจริง แม่อผมและครอบครัวได้อ่านบทความนี้ก็ถึงกลับ หัวเราะออกว่าทั้งหมด เพราะว่ามันโจ๊กจริงๆเลยครับไม่นึกไม่ฝันว่าคนเราจะมีจินตนาการเอาคนละเรื่องมารวมเป็นเรื่องเดียวกันได้อย่างไม่มีเค้ามีมูลอะไรเลย อย่างที่คุณ นัยสิทธิ์ ได้อธิบายไว้ก็ชัดเจนแล้ว ผมอยากจะเสริมสักนิดว่า ทุกอย่างทั้งประวัติศาสตร์,ภูมิศาสตร์,เวลา,สถานที่ หรือแม้แต่การอัศจรรย์และบุคคลในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลได้กล่าวไว้นั้นเป็นความจริงทั้งหมดและมีการพิสูจแล้วด้วย(ไม่ได้โม๊)เช่น การที่โมเสดพาประชาชนอิสเอลออกจากอียิปต์ข้ามทะเลแดงโดยการแยกน้ำนะเลนั้น นักวิทยาศาสตร์ นักธรณีวิทยา นักโบราณคดีก็ได้ร่วมมือกันพิสูจโดยการดำไปดูที่ได้ทะเลและได้เห็นโครงรถรบและซากเหล็กและเกือกม้าที่นั้นและตรวจสอบเวลาก็ตรงตามพระคัมภีร์ และอีกอย่างหนึ่ง คือ ตอนที่โยชูว่าอธิษฐานต่อพระเจ้าว่าอย่าให้ดวงอาทิตย์ตกเลยจนกว่าจะได้แก้แค้นศัตรูก่อนและเวลานั้นดวงอาทิตย์ก็หยุดนิ่งตามที่ขอ(โยชูวา 10:12-14) นี่คืออัศจรรย์ที่พิสูจโดยนักวิทยาศาสตร์แล้วว่าวันของเราหายไปวันหนึ่งจริงๆ

สิ่งที่ผมพูดมาทั้งหมด อาจจะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงแต่ผมต้องการแสดงให้ผู้นำเสนอบทความนี้ได้เห็นถึงความเชื่อที่เป็นความจริงไม่ใช่ความเชื่อที่งมงายหรือเชื่อแบบโง่ๆ เพราะว่าความเชื่อในพระเจ้าของคริสตเตียนเรานั้นเป็นความเชื่อระดับสูงครับ จึงยากที่จะถูกบิดเบือนด้วยข้อความหรือบทความที่มั่วๆครับผม

แม้บทความนี้จะอ้างอิงกับสิ่งที่เลื่อนลอยหรือคาดเดาเอาเองและก่อผลกระทบความเชื่อมากมายจนก่อให้เกิดความแตกแยกให้สังคม

แต่มันก็ทำให้เราต้องย้อนกลับมาพิจรณาความเชื่อของตนเองว่าน่าเชื่อถือในความเป็นจริงหรือไม่หรือสมเหตุสมผลเช่นเดียวกับความเชื่อในทางวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆที่มีหลักฐานหนักแน่น

สังคมของเราเป็นสังคมของความเชื่อที่มักจะเชื่ออย่างสุดกำลังจนขาดการพิจรณาถึงหลักความเป็นจริงและความสมเหตุสมผลจึงง่ายต่อการที่จะถูกชักจูงและมักจะถูกหลอกอย่างง่ายดายเช่นบอกว่ากว่า70เปอร์เซ็นต์ของนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังเชื่อว่ามีพระเจ้าแต่ส่วนใหญ่ก็ยังค้นคว้าหาคำตอบที่เป็นจริงกันต่อไปแทนที่จะหยุดคำตอบที่พระเจ้าหรือมีหลักฐานทางโบราณคดีว่าพบหลักฐานเกี่ยวกับใต้ทะเลนั้นถ้านักโบราณคดีเจอหลักฐานเช่นนั้นจริงพวกเขาก็คงไม่บอกอายุโลกที่ห่างไกลจากในพระคัมภีร์ที่มีอายุเพียงไม่กี่ชั่วอายุคนหรือพวกนักวิทยาศาสตร์ก็คงไม่เชื่อหลักวิวัฒธนาการของชาร์ล ดาวินส์หลอกนะ

หนู เป็นชาวพุทธค่ะ แต่แฟนเป็นคริสต์และหนูก็กำลังศึกษาเรื่องคริสต์อยู่

มาเจอข้อมูลนี้ มันก้อแล น่าจะจริง แต่ไม่ก้อได้ เพราะในไบเบิ้ลก้อบอกไว้ว่าช่วงวัยหนุ่ม

พระเยซูไปไหนไม่มีใครรู้จริงๆ ...

แต่ บทความที่พี่นำเสนอมันก็ไม่ได้ทำให้สับสนหรอกค่ะ เพียงแต่เขาแค่นำเสนอเฉยๆ

มาให้เราพิจารณา ก็ถือเป็นความรู้แปลกๆใหม่ๆ แต่ถ้าคุณ เชื่อ!!ในพระเจ้า และ พระ

พุทธเจ้า ต่อให้ใครนินทาว่าร้ายพระองค์อย่างไร

คุณก็ไม่เปลี่ยนใจ เพราะ คุณเชื่อ!!ในพระองค์

ขอเพียงแต่เรา อย่าได้หวั่นไหว ก็เท่านั้นเอง!!

เด็ก อมมือ

พี่คะ

ลงเพลง ที่ไว้ นมัสการที่โบสถ์ด้วยได้ไหมค๊ะ

พร้อมคอร์ดกีต้าร์ด้วยได้ป่าว

จะเอาไปซ้อมคู่กับไวโอลิน

ขอเพลง จะวางมือไว้ที่ใจ อะค่ะ

ใครรู้ เว็ปบอกด้วยนะค๊ะ

คนที่โพสต์บทความนี้

รู้จริงทั้ง 2 ศาสนาหรือเปล่า ขนาดผมมีประสบการณ์ทั้ง 2 ศาสนาผมยังฟันธงอย่างคุณไม่ได้

กลับไปอ่านตำราหลายๆเล่มนะ หูตาจะได้สว่างขึ้น ค่อยเรียนรู้ไป อย่าใจร้อน ทุกอย่างเกิดขึ้นแล้ว ล้วนแต่ดีเสมอครับ

ผมรู้มาว่าในศาสนาคริสต์ เมื่อผู้ใดได้กระทำผิด เขาสามารถสารภาพบาปและได้รับการยกโทษจากพระเจ้า ถ้าหากเขาคนนั้นสารภาพบาปด้วยความสำนึกผิดอย่างจริงใจ และพร้อมจะให้อภัยกับคนอื่นที่ได้กระบาปแบบเดียวกันนี้กับเขา ไม่รู้ว่าผมเข้าใจถูกต้องไหมคับ ถ้าผมเข้าไม่ผิด กระบวนการนี้ก็จะคล้ายๆกับการ อโหสิกรรมต่อกัน ในศาสนาพุทธ แต่ตอนที่เราจะอโหสิกรรมจิตเราตอนนั้น ก็ต้อง ให้อภัยทั้งในด้านเป็นผู้ถูกกระทำ และเป้นผู้กระทำกรรมนั้นเอง

สรุปแล้ว ศาสดาของทุกศาสนา เขาสั่งสอนให้คนเป็นคนดี มีสังคมที่ดีนะคับ และศาสดาของทุกศาสนาไม่เคยคุยทับหรือหักล้างกันเองเลย หากจะมีก็เพียงแต่เหล่าสาวกชั่นต่ำเข้าใจหลักธรรมแค่หางอึ่งเท่านั้น ที่นำเอาศาสนาที่ตนนับถือมาหักล้างโจมตีศาสนาอื่นๆและที่ผมใช้คำว่าเหล่าสาวกชั้นต่ำก็เพราะ คนเหล่านี้ถึงจะเป็นแค่บุคคลธรรมดา หรือผู้ที่มีตำแหน่งในศาสนานั้นๆใหญ่โตสักเพียงใดก็ตาม ถ้าหากไม่เข้าใจในคำสอนอย่างแท้จริงก็มักจะทำอะไรโง่ๆแบบนี้เอง ส่วนท่านใดที่ศึกษาเรียนรู้ และปฏิบัติเคร่งครัดในศาสนาที่ตนนับถืออย่างจริงจังท่านเหล่านั้นก็จะรู้แจ้งในหลักธรรม รู้แจ้งในปริศนาธรรมเพื่อเป็นความเป็นไปในโลกอมตะ หรือรู้ทางที่จะกลับคืนสู่พลังงานเดิมอันบริสุทธิ์

และการที่ในโลกนี้มีหลายศาสนาก็เนื่องจาก วัฒนธรรม สังคม ประเพณี ความเป้นอยู่ รวมถึงความเจริญทางด้านจิตใจของผู้คน มันต่างกัน แนวคิดต่างกัน ดังนั้นแต่ละศาสนาจึงมีหลักคำสอนและข้อวัตรปฏิบ้ติที่แตกต่างกัน เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตในพื้นที่นั้นๆ และเนื่องจากว่า ถ้าในโลกนี้แรกเริ่มมีศาสนาเพียงหนึ่งเดียว ท่านลองคิดดูว่าโลกจะเป้นอย่างไร ความโหดร้ายป่าเถื่อนจะสิ้นสุดลงตอนไหน เพราะพระศาสดาเพียงองค์เดียว ไม่อาจแพร่หลักธรรมไปได้ทั่วโลกได้ตลอดพระชนชีพของท่าน เพราะขนาดเพื่อท่านละโลกไปแล้ว เหล่าสาวกของท่านบางส่วนยังไม่เข้าใจคำสอนมิหนำซ้ำยังนำไปใช้ในทางที่ผิดหรือเพื่อหาผลประโยชน์ใส่ตัวเอง ดังนั้นโลกเราจึกต้องมี เหล่าศาสดาหลายๆองค์ เพื่อช่วยกันสร้างสรรค์สังคมโลกให้เจริญในด้านความเป็นมนุษย์ ละออกจากความเป้นเดรฉานสัตว์ และแนะแนวทางเพื่อความหลุดพ้น

บางพื้นที่ที่จิตใจผู้คนยังไม่เจริญ หลักศาสนาในพื้นที่นั้นๆก็จะสั่งสอนเพื่อให้คนมีจิตใจที่สูงขึ้น มีสังคมที่อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข หรือเรียกว่า จะเน้นสั่งสอนธรรมเพื่อการดำรงอยู่ของ ฆราวาส หรือปุถุชนทั่วไป จุดหมายสูงสุดคือการไปอยู่กับพระเจ้า การเป็นเทพ เทวดา ฯลฯ

และบางพื้นที่ที่ผู้คนมีพื้นฐานจิตใจที่สูงแล้ว เข้าใจมโนธรรมกันเป็นส่วนใหญ่แล้ว ศาสนาในพื้นที่นี้ ก็จะสั่งสอนหลักธรรมขั้นสูงขึ้นไปอีก เน้นเพื่อความหลุดพ้นเป็นจุดหมายสูงสุด เพื่อการกลับคืนไปเป็นส่วนหนึ่งกับพระเจ้า การเข้าสู้สภาวะนิพพาน การทำตนให้บริสุทธิ์ปราศจากมลทินใดๆ เพื่อกลับเข้าสูงพลังงานสากลแห่งจักรวาลที่เราแตกตัวออกมาอยู่บนโลก

โดยส่วนตัวผมนับถือศาสนาพุทธ ไม่ได้นับถือเพราะว่าครอบครัวเป็นชาวพุทธ แต่ผมชอบเพราะศาสนาพุทธมีหลักคำสอนที่เป็นเหตุ เป็นผล ในทุกๆเรื่อง ไม่ว่าจะทำกรรมอันใด ถ้าเราเข้าใจเราก็จะรู้ว่ามันจะเกิดผลอย่างไรกับเรา และที่สำคัญ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาเดียวที่มีหลักคำสอนและหลักปฏิบัติที่ความเป้นไปสู่การหลุดออกจากการเวียนว่ายตายเกิดหรือการเข้าสู่นิพพาน ที่ปุถุชนทั่วไปสามารถทำได้แม้ไม่ได้บวชเป้นพระ (แต่การบวชและใช้ชีวิตแยกจากสังคมโลกจะเข้าสู่สภาวะนิพพานได้ง่ายที่สุด) แต่ผมไม่ได้หมายความว่าศาสนาอื่นๆไม่มีนะคับ ศาสนาอื่นๆก็มีแต่ก็จะต้องเป็นผู้ที่เคร่งครัดยึดหลักปฏิบัติอย่างจริงจัง อย่างเหล่าโยคี และฤษี หรือนักพรต ผู้บำเพ็ญ ขั้นสูง ต่างก็ปฏิบัติจนสามารถมีธรรมและณานขั้นสูจดุจเดียวกับพระอรหันได้ ตั้งมากมาย

สรุปแล้วไม่ว่าใครจะได้ชื่อว่านับถือศาสนาที่เป็นเลิศที่สุดบนโลกนี้แล้วก็ตาม แต่ถ้าหากคนๆนั้นไม่เข้าใจหลักคำสอน หรือไม่ปฏิบัตินำพา คนๆนั้นก็ได้ชื่อว่าเป็นเถื่อนไร้ศาสนา

  • ผมว่า หลายคนจิตใจคับแคบมากกว่าผู้เขียนบทความซะอีกครับ 
  • หลายคนบอกถึงศาสนาของตนเอง ก่อนที่จะโจมตีด้วยตัวอักษรอย่างไรความปรานี และเหตุผล 
  • จะพุทธ หรือคริสต์ หรือพราหมณ์ หรือเต๋า หรือยิว หรือนับถือผีห่า ซาตานตนใด สุดท้ายก็จบลงที่ตาย ตายแล้วไปไหน ก็ไ่ม่รู้ ไม่เคยตาย จะให้เชื่อคนที่ฟื้นขึ้นมาเหรอ ก็ยังไม่เคยคุยกันซักที  
  • ถ้าเชื่อว่าคำสอนใดดี ก็พึงระลึกปฏิบัติ 
  • ศาสนา ไม่ได้สอนให้เรา มีเหตุผลกันดอกหรือ 
  • อ่านแล้ว ก็พึงน้อมนำสิ่งดีเข้ามาใส่ตน พบข้อคลางแคลงใจ ก็จงไขว่คว้าหาความรู้เพิ่มเติม 
  • สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องที่รู้ไปแล้วชีวิตดีขึ้น 
  • ดังนั้น ความศรัทธา ก็เป็นเรื่องของบุคคล เป็นเหตุผลส่วนบุคคล 
  • บทความก็เป็นเรื่องแบ่งปัน ... คิดมาก ระวังศรัทธาที่มีจะกลายเป็นบาปไปซะก่อนนะพี่น้อง 
  • ขอให้ีมีความสุข กับศรัทธา ... แต่อย่าปล่อยให้ศรัทธาอันแก่กล้าของท่าน ทำร้ายศรัทธาคนอื่น ... นั่นละ ศาสนา 

ตาเหลิม พูดตรงประเด็นมากครับ

ต่างคนต่างจิตใจ

คิดอะไรก็แล้วแต่ แต่ไม่ควรจะว่าร้าย หรือ เสียดสีผู้อื่นนะครับ

โดยส่วนตัวผมเป็นชาวพุทธครับ ในฐานะที่ผมเป็นชาวพุทธ ผมก็จะทำหน้าที่เป็นชาวพุทธที่ดีซึ่งก็คือ การปกป้องพระพุทธศาสนา ในการบรรยายต่อไปนี้ผมไม่ได้มีเจตนาจะดูถูกเหยียดหยามหรือเปรียบเทียบศาสนาพุทธกับศาสนาใดแต่อย่างใด แต่ผมทำเพื่อไม่ให้มีคนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นคนพุทธหรือไม่ใช่พุทธก็ตามที่เขาได้เข้ามาเว็บนี้เกิดความเข้าใจในพระพุทธศาสนาผิดเพี้ยนไปตามความเป็นจริงก็เท่านั้นเอง

สืบเนื่องมาจากที่มีใครหลาย ๆ คนได้กล่าวถึงพระพุทธศาสนาบางสิ่งก็ตรงตามความเป็นจริง แต่บางอย่างก็ไม่ ทำให้บางคนอาจจะมองพระพุทธศาสนาในแง่ลบ คือ คนที่มองในแง่ลบอยู่แล้วมาเจอคนสนับสนุนก็ยิ่งลบไปใหญ่ ส่วนคนไหนที่มองในแง่บวกก็จะมองบวกน้อยลง หรือไม่ก็มองเป็นแง่ลบไปเลย ผมจึงไม่อยากให้มันเป็นอย่างนั้น ก็เลยจำเป็นต้องทำความเข้าใจที่ผิดให้ถูก ถ้ามองศาสนาพุทธในว่าดีก็จะได้ดีไม่ผิดเพี้ยน ถ้ามองศาสนาพุทธว่าเป็นศาสนาที่ไม่ดีก็จะได้ก็จะได้เป็นไม่ดีแบบไม่ผิดเพี้ยนไปจากความจริง

ก็เข้าเรื่องกันเลยก็แล้วกันนะครับ ผมจะชี้แจงเป็นข้อ ๆ ไป

ความเข้าใจผิดข้อที่ 1. พระพุทธเจ้าไม่ได้รับความนิยมจากคนอินเดีย? :

หลังจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระองค์ก็ได้ทรงประกาศศาสนา ในตอนแรกจากที่ยังไม่เป็นที่รู้จักเพราะเป็นลัทธิความเชื่อที่เกิดใหม่ต่อมาไม่นานก็กลายมาเป็นที่นิยมนับถือของคนทั่วไปครับ เพราะหลักธรรมของพระพุทธเจ้าสามารถหักล้างความเชื่อเก่าแก่ดั้งเดิมซึ่งเป็นความเชื่อที่งมงายของเจ้าลัทธิความเชื่อที่มีอยู่มากมายหลายลัทธิเหล่านั้นได้ จึงดึงดูให้ผู้คนจึงหันมานับถือลัทธิของพระพุทธเจ้าเป็นจำนวนมาก หลังจากพุทธปรินิพพานก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้นกับศาสนาพุทธมากมายที่ทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมลงจนถึงที่สุด ทั้งจากพวกเจ้าลัทธิที่เป็นศัตรูกับศาสนาพุทธ และจบท้ายลงด้วยการยกทัพมาตีอินเดียของชาวเติร์ก ได้ทำลายมหาวิทยาลัยสงฆ์ และวัดวาอารามต่าง ๆ บังคับให้คนเลิกนับถือพุทธแล้วเปลี่ยนมานับถืออิสลามแทน ศาสนาพุทธจึงล่มสลายไปจากอินเดียในที่สุด ชาวพุทธบางส่วนต้องหนีอพยพโยกย้ายไปสู่ที่อื่นเช่น ทางเหนือเข้าสู่เทือกเขาหิมาลัย และศรีลังกา ทำให้ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ได้โอกาสจากการที่ศาสนาพุทธเสื่อมมาทำการเผยแพร่ศาสนาตนเอง จึงทำให้ปัจจุบันชาวอินเดียนับถือพราหมณ์-อินดู ไม่ใช่เพราะคนไม่นิยมครับ แต่สรุปก็คือ หลังจากที่พระองค์ปรินิพพานไปศาสนาพุทธก็โดนทำลายและทำร้ายมาตลอดเวลาจนต้องถึงกาลย่อยยับไป

ความเข้าใจผิดข้อที่ 2. พระพุทธเจ้าใช้เวลาเกือบ 80 ปีกว่าจะบรรลุธรรมและประกาศพระศาสนา

ผมขอบอกว่าไม่ใช่ครับ พระองค์ใช้เวลาแค่คืนเดียวครับ

ในยามแรกท่านสามารถในการระลึกชาติได้นับชาติไม่ถ้วน

ยามที่ 2 สามารถมองเห็นการเวียนว่ายตายเกิดของคนอื่นได้จากจิตของท่าน

ยามที่3 จึงสิ้นกิเลสโดยสิ้นเชิง ทั้งหมดนี้ก็คือการตรัสรู้

และหลังจากการตรัสรู้พระองค์ก็ได้ใช้เวลา 7 สัปดาห์ในการพิจารณาทบทวนสิ่งที่ได้จากการตรัสรู้ของพระองค์ แล้วจึงนำหลักธรรมที่ได้เผยแผ่แก่ประชาชนครับ ซึ่งคนกลุ่มแรกเลยที่พระองค์ไปสั่งสอนคือ เหล่าปัญจวัคคีย์ และทรงใช้เวลา 45 ปี คือตั้งแต่ที่ตรัสรู้จนถึงวินาทีสุดท้ายก่อนปรินิพพานในการเผยแผ่ศาสนา

ความเข้าใจผิดข้อที่ 3. จากที่ผมอ่าน ๆ มามีคนพยายามยืนยันสถานที่ที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ไบเบิล ในความคิดของผม เท่าที่เห็นก็คือ พยายามบอกว่าศาสนาของตนเองน่าเชื่อถือนั่นแหละครับ ซึ่งผมไม่ได้ต้องการจับผิดอะไรนะครับ แต่บังเอิญว่าตามันไปเห็น แล้วผมคงไม่ปล่อยให้ศาสนาที่ตนเองนับถือถูกบิดเบือนหรอกครับไม่ว่าศาสนาพุทธจะดีหรือไม่ดีใครคิดยังไงผมไม่วา แต่ขออย่าบิดเบือนก็พอ อย่าว่าแต่คริสต์มีเลย พุทธก็มีเหมือนกัน อย่างเช่น สถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ ก็คือ สวนลุมพินีวันพระเจ้าอโศกของได้ปักเสาอโศกเอาไว้เพื่อเป็นการทำสัญลักษณ์บอกว่านี้คือที่ประสูตินะ พระราชวังกบิลพัสดุ์ที่ท่านอาศัยก็ปรากฏมีซากปรักหักพังให้เห็น สถานที่ที่แสดงธรรมพระเจ้าอโศกก็ได้สร้างธัมเมกขสถูปครอบเอาไว้ ที่ที่ตรัสรู้ก็มีการสร้างพุทธคยาไว้เคียงข้าง ต้นโพธิ์และแท่นที่นั่งที่พระไตรปิฎกได้อ้างเอาไว้ บ้านเกิดของพระสารีบุตรผู้เป็นพระอัครสาวกเบื้องขวา สถานที่ปรินิพพาน ฯลฯ อีกมากมาย

ความเข้าใจผิดข้อที่ 4. มีคนพิสูจน์ไม่ได้ว่า พระพุทธเจ้าในตอนที่เกิดมานั้นเดินได้ 7 ก้าว แล้วดอกบัวผุดขึ้นตามรอยเท้าของท่าน

ผมจะอธิบายอย่างนี้นะครับว่า มีคนได้ตั้งข้อสันนิษฐานไว้เป็น 2 แง่มุมครับ (ในหนังสือพระพุทธ ม.1 ของ อจท. ก็มีเขียนไว้ ถ้าจำไม่ผิด) คือ 1. อาจจะเป็นจริงอย่างที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎกก็เป็นได้

2. พระอรรถกถาจารย์อาจจะแต่งขึ้นเองทีหลัง พระอรรถกถาจารย์ก็คือ พระอาจารย์ที่เขียนแต่งแก้เนื้อหาในพระไตรปิฎกเพื่ออธิบายหลักธรรมให้เข้าใจง่ายขึ้น

ความเข้าใจผิดข้อที่ 5. ศาสนาพุทธไม่เชื่อในพระเจ้า ใช่ครับศาสนาพุทธถ้าว่ากันตามหลักวิชาการก็คือ เป็นศาสนาอเทวนิยม คือ ไม่เชื่อว่า พระเจ้าเป็นคนรังสรรค์สรรพสิ่งขึ้นมา แต่ถ้าพระเจ้าในความหมายที่คุณตรงกับคำว่า เทวดา อย่างนี้ศาสนาพุทธเชื่อครับ

ความเข้าใจผิดข้อที่ 6. ในพุทธประวัติ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่กล่าวถึงเรื่องราวก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ว่า พระองค์รับข้าวมธุปายาสคือ ข้าวต้มเจือน้ำนมมาจากนาง หลังจากที่พระองค์ฉันแล้ว ก็ได้นำภาชนะที่ใส่ข้าวมธุปายาสนั้น ไปลอยทวนน้ำและอธิษฐานว่า ถ้าพระองค์จะตรัสรู้ก็ขอให้ภาชนะนั้นลอยทวนน้ำ

พระองค์ไม่ได้ท้อแท้ใจในการบรรลุธรรมแต่อย่างใด การที่พระองค์เลิกอดข้าวอดน้ำ หันมาฉันอาหารก็แสดงว่า พระองค์ทรงคิดได้ ว่าการทรมานตนอย่างนี้ไม่เกิดประโยชน์มันเกินความพอดี ดังนั้นจึงควรปฏิบัติตามสายกลาง นี่ไงครับ เห็นไหมครับ จะเห็นว่าตรงนี้ไม่ได้แสดงถึงความท้อแท้อะไร และตอนนั้นพระองค์ยังไม่รู้จักกับคำว่า บรรลุธรรมด้วยซ้ำ ท่านจะท้อแม้ได้ไง ท่านพึ่งมารู้จักกับคำว่า ธรรม ก็ตรงช่วงที่ท่านตรัสรู้นั่นแหละ

ถามว่า พระองค์อธิษฐานกับใคร พระองค์ถามใครหรือขอกับใครอย่างนั้นเหรอ พระเจ้ารึเปล่า ไม่ใช่ครับ พระองค์อธิษฐานกับจิตตัวเอง จิตมันทำงานบันดาลให้เกิดตามคำอธิษฐานครับ มันจะเป็นจริงหรือไม่จริงนั้นก็ขึ้นบุญบารมีเก่าที่ท่านได้สั่งสมมาด้วยว่ามีมากพอที่จะส่งผลให้เป็นจริงได้หรือเปล่า ซึ่งมันเป็นเรื่องของจิต

บางคนอาจจะไม่เชื่อว่า จิตมันทำอะไรได้ขนาดนี้เชียวเหรอ หรืออาจจะไม่เข้าใจเรื่องจิตดีพอ เอาเป็นว่าใครอยากรู้เพิ่มเติมก็ไปศึกษา เรื่องของ ขันธ์5 ฌาน อภิญญา พวกนั้นแหละครับ

ความเข้าใจผิดข้อที่ 7. มีคนพยายามจะเชื่อมโยงว่าศาสนาพุทธก็เป็นส่วนหนึ่งของศาสนาคริสต์ว่า พระพุทธเจ้าก็คือคนของพระยะโฮวา และศาสนาพุทธมีเป้าหมาย คือ อาณาจักรพระเจ้า

ความจริงแล้วมันไม่ใช่ครับ อย่าได้กล่าวว่าพระพุทธเจ้าเป็นคนของพระยะโฮวาเลย เพราะมันเป็นแค่ความคิดที่คุณพยายามที่เชื่อมโยงศาสนาพุทธกับคริสต์เข้าด้วยกัน มันก็คล้าย ๆ บทความที่เจ้าของบล็อกเอามาให้อ่านนั่นแหละครับ คำสอนของศาสนาพุทธก็ได้กล่าวถึงเป้าหมายสูงสุดของศาสนาไว้ คือ การเข้าถึงสภาวะสุขชั่วนิรันดร์ คือพระนิพพาน ซึ่งเป็นระดับที่พ้นโลก พ้นสวรรค์ไปอีก จะเห็นว่ามันขัดแย้งกันนะครับ ถ้าเป็นคนของพระเจ้า จริงแล้วทำไมหลักธรรมคำสอนของคริสต์กับพุทธจึงไม่เหมือนกัน วิธีปฏิบัติในการเข้าถึงจุดหมายสูงสุดของศาสนาของต่างกัน เป้าหมายก็ต่างกัน แล้วอย่างนี้จะเรียกว่าคนของพระเจ้าได้อย่างไรกันครับ

ถ้าถามว่านิพพานกับอาณาจักรของพระเจ้ามันต่างกันตรงไหน มันก็สุขชั่วนิรันดร์เหมือนกัน

ตอบ : ต่างกันตรงที่อาณาจักรพระเจ้ามันคือที่ที่พระเจ้าอยู่กับเทวดา และนางฟ้า แต่นิพพาน คือ สภาวะของธรรมชาติ ที่เป็นความสุขชั่วนิรันดร์ เป็นสภาวะที่ไร้ร่างกาย ไร้ตัวตน เทวดา พรหม หรือใครก็ไม่สามารถมองเห็นคนเหล่านั้นได้

และพระนิพพานตั้งอยู่ที่ไหน ?

ตอบ : มันไม่มีที่ตั้งหรอกครับ เปรียบเหมือนกับเปลวไฟที่บอกไม่ได้ว่ามันตั้งอยู่ที่ไหนกันแน่ คนที่จะเห็นเปลวไฟได้ก็จะต้องจุดมันขึ้นมาเอง นิพพานก็เช่นกัน บอกที่ตั้งไม่ได้ว่าตั้งอยู่ไหน คนที่จะเข้าถึงพระนิพพานได้ก็คือ คนที่ทำพระนิพพานให้แจ้งแล้ว

ขอเสริมอีกนิดนึงนะครับ

บางคนอาจจะคิดว่าศาสนาพุทธมีหลักธรรมที่ซับซ้อนยุ่งยากมากมาทำไมตั้ง 84,000 หลักธรรม มันยุ่งยากยากแก่การปฏิบัติและยากแก่การเข้าใจ นั่นก็เป็นเพราะว่า พระพุทธเจ้าไม่ใช่คนบัญญัติขึ้นเอง แต่พระองค์ไปทรงค้นพบมา ซึ่ง 84,000 หลักธรรมเหล่านี้เป็นสิ่งที่อยู่ในธรรมชาติอยู่แล้วทั้งนั้น ดังนั้น พระองค์ก็อยู่ในฐานะเป็นเพียงบุคคลผู้หนึ่งที่เคยอยู่ในวังวนที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมาเพื่อทดสอบมนุษย์ และพระองค์ก็สามารถผ่านด่านทดสอบที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมาได้ พระองค์จึงได้ไปอยู่ในที่ที่พ้นจากวังวนเหล่านั้น คนเราก็เหมือนกันตราบใดที่เราพ้นจากด่านทดสอบของธรรมชาติไปไม่ได้เราก็จะต้องท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ(วังวนของธรรมาชาติ) ไม่สิ้นสุดสักที นี่แหละคือสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมา พระพุทธเจ้าไม่ได้โมเมคิดขึ้นเอง แต่ถ้าถามว่าใครเป็นคนสร้างธรรมชาตินี้ขึ้นมา ธรรมชาติได้สร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมาหลาย ๆ อย่าง หลักธรรมจึงมีมากมายไปตามธรรมชาติ

พระพุทธเจ้าได้เคยตรัสแก่สาวกของพระองค์ว่า หลักธรรมที่พระองค์ตรัสรู้มานั้นมีมากมายเหลือคณานับ แต่พระองค์ทรงเลือกเอาเฉพาะ 84,000 หลักธรรมมาแสดง เพราะความรู้อื่นนอกจาก 84,000 นี้ ใครได้รู้แล้วมันก็ไม่เกิดประโยชน์ รู้ไปก็เท่านั้น เพราะไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้น ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน ส่วนธรรม 84,000 ที่พระองค์ทรงเลือกมาแสดงนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ เป็นไปเพื่อนิพพาน เมื่อรู้แล้วนำไปปฏิบัติทำให้ชีวิตดีขึ้นได้

ถามว่าพระองค์รู้ได้อย่างไร แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่ท่านพูดเป็นความจริง ก็ไม่ยากครับ ก็แค่คุณลองปฏิบัติตามหลักคำสอนของท่าน คือ มรรค 8 และปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ท่านก็จะได้เห็นนิพพานเหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าได้เห็น เพียงแต่ความรู้ที่ท่านบรรลุจะรู้ไม่เท่าพระพุทธเจ้า ซึ่งมันก็เป็นกฎที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมา คือ คนเราต้องมีผู้นำและผู้นำย่อมได้อะไรที่พิเศษกว่าผู้ตาม ก็เท่านั้นเอง

เรื่องของนิพพาน คนที่ได้เห็นเองจะไม่รู้ว่าเป็นสถานที่แบบไหน ผมก็ไม่สามารถบอกอะไรได้ไปมากกว่านี้ อันนี้ก็ต้องศึกษากันเอาเอง แล้วก็ปฏิบัติกันเอาเอง

ขอเสนอบ้างนะคะ เท่าที่ดิฉันรู้มาคือพระเยซูกับพระพุทธเจ้าเป็นละคนคะขอเล่าตามตรงก่อนหน้านี้ดิฉันได้มีโอกาศศึกษาทั้งสองศาสนาเลยทีแรกเลยดิฉันค่อนข้างเคร่งศาสนาพุทธมากตามคุณพ่อคุณแม่ และได้มีโอกาศเข้าไปปฏิบัติธรรมที่วัดพระธรรมกายมาด้วยก็รู้สึกสงบขึ้นศึกษาพุทธประวัติมาก็รู้สึกได้ว่าพระพุทธเจ้าเป็นคนดีมากๆคนหนึ่ง แต่พอเราเจอปัญหาก็ไม่สามารถแก้ได้และบางทีก็กลัวปัญหาก็เลยรู้สึกแปลหกับศาสนานี้ จนวันหนึ่งได้ยินเรื่องราวพระเจ้าจากนักศึกษาคนหนึ่งทีแรกก็คนว่างมงายบ้าหรอไม่มีจริงหรอกเขาก็ไม่ได้บังคับเรานะว่าให้เชื่อเลยแต่เขาบอกให้เราลองอธิษฐานดู ก็ฟังมาแต่ไม่ได้คิดต่อจนผ่านไปปีหนึ่งเราก็มีโอกาสได้ยินเรื่องราวพระเจ้าอีกครั้งตอนนั้นพอดมีปัญหาด้านสุขภาพเสี่ยงจะเป็นมะเร็งก็เลยนึกถึงพระเจ้า แล้วก็สารภาพบาปด้วยแปลกมากที่โรคของเราหายไปอย่างน่าอัศจรรย์ตอนนั้นทำให้ตัดสินใจลองเชื่อพระเจ้า (ลองดูก็ไม่เสียหาย) ชีวิตในหลายๆสิ่งที่เคยตกต่ำถูกยกชูขึ้นจนน่าตกใจ

เรื่องแบบนี้มันอยู่ที่ประสบการณ์และความเชื่อนะคะ ต้องลองดูทุกด้านถึงจะรู้ว่าสิ่งไหนจริงแท้คำพูดไม่สามารถบอกคุณให้เชื่อได้นอกจากตัวคุณลองสัมผัสมันดูแล้วคุฦณจะรู้ว่าสิ่งไหนกันแน่ที่เป็นจริงในชีวิตของคุณ

คุณ player ทำถูกต้องแล้วล่ะครับ เราต้องศึกษาศาสนาอื่นด้วย ผมก็กำลังศึกษาอยู่เหมือนกัน แต่ว่าอย่าหยุดอยู่แค่นั้นครับ นักศึกษาที่ดีนั้น เมื่อได้ศึกษาอะไรสักอย่างแล้วจะต้องศึกษาไปเรื่อย ๆ ศึกษาให้ลึกซึ้ง ศึกษาจนหมดเปลือกครับ ผมเชื่อว่ายิ่งถ้าเราศึกษาไปเรื่อย ๆ มัอาจจะมีอะไรมาจูงใจให้เราเปลี่ยนแปลงความคิดได้ หรือทำให้เรามั่นใจมากขึ้นว่าเราเลือกมาถูกทางแล้ว เรื่องอย่างนี้มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อนครับ ต้องใช้วิจารณญาณพอดู ผมก็ศึกษาอยู่เหมือนกันครับ

ผมยอมรับนะครับว่าก็มีบางครั้งเหมือนกันที่ผมลังเลสงสัยในศาสนาพุทธ เพราะมักจะมีคนมาพูดว่าศาสนาพุทธไม่ดีอย่างนั้น ความจริงมันเป็นอย่างนี้ ซึ่งมันก็ทำให้ผมรู้สึกใจหายอยู่เหมือนกัน แต่ผมก็จะไม่ปักใจในคำพูดคนอื่นง่าย ๆ หรอก ก็เหมือนอย่างที่คุณ player ว่านั่นแหละครับ เราต้องปฏิบัติดูเดี๋ยวก็รู้เอง ซึ่งผมก็มีโอกาสได้ปฏบัติธรรมเหมือนกันครับ ผมก็รู้สึกว่าชีวิตดีขึ้นนะครับ แต่เมื่อผมออกจากการอบรมปฏิบัติธรรมแล้วก็ปฏิบัติบ้างไม่ปฏิบัติบ้าง จนสุดท้ายคือไม่ได้ปฏิบัติเลยเป็นระยะเวลานาน ช่วงแรก ๆ หลังการอบรมผมรู้สึกมีความสุขมาก นั่นเป็นเพราะว่าผมพึ่งออกมาจากโลกแห่งธรรม แต่การออกมา ก็คือการออกมาเผชิญกับโลกแห่งความจริง โลกที่วุ่นวาย ความสุขที่มีก็ค่อย ๆ ลดลงไปจนถึงระดับที่เหมือนเดิมก่อนการปฏิบัติ พูดง่าย ๆ ว่า ไปอบรมก็เหมือนกับอยู่โลกอีกดลกหึ่งก็มาก็เป็นโลกอีแบบหนึ่ง เราก็ต้องปรับตัวครับ มันก็เลยดูเหมือนว่าเราไม่ได้อะไรจากการปฏิบัติ เพราะเราออกมาเราก็ทำตัวเหมือนเดิมเพราะเราต้องตามโลก

พูดถึงการปฏิบัติธรรมนะครับผมขอแนะนำว่าการปฏิบัติเพียงแค่ครั้งเดียวอาจจะไม่สามารถบอกถึงความเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ลองปฏิบัติไปเรื่อย ๆ สิครับ การปฏิบัติมันมีตั้ง 40 แบบครับ หรือเรียกว่า กรรมฐาน 40 ลองเลือกปฏิบัติเอาว่าจะเอาแบบไหน แบบนี้อาจจะไม่เห็นผลแต่แบบอื่นอาจจะเห็นผล แต่ที่สำคัญคือ ทำดีอย่าหวังผลครับ อย่าทำตัวป็นผู้จับผิด แต่แค่ทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์ดูผลที่ดี ของศาสนาคริสตืก็เหมือนกันเขามีหลักปฏิบัติอย่างไร อันไหนเราทำได้ก็ลองปฏิบัติดู แล้วนำผลที่ได้มาเปรียบเทียบกัน

ผลที่ได้ในการปฏิบัติของคุณอาจจะไปให้ผลในจังหวะที่่คุณนับถือคริสต์ก็ได้ใครจะไปรู้ ผมไม่ได้ต้องการจะบีบเค้าให้ยอมรับนับถือพุทธนะครับ แต่ผมอยากให้คุณลองคิดพิจารณาหลาย ๆ แง่มุม ก็ฝากไว้เท่านี้แหละครับ

ความคิดผมนะ ในพระไตรปิดก มีบอกว่าศาสนาที่ตะมาแทนศาสนาพุทธคือ ยุคของพระศรีอาริ หรือพระศรีอาริยะเมตไตร ผมคิดว่าคือ พระเยซู และมีหลายๆอย่างระหว่างศาสนาพุทธและคริส มีบันทึกไว้เหมือนกัน เช่นวันสิ้นยุค ในคริสเตียนคือวันพิพากษา วันที่โลกจะเป็นของพระเจ้าโดยสมบูรณ์ ในพุทธคือ ยุคพระศรีอาริ คือในปีพศ.5000 และสิ่งที่น่าเชื่อถือทั้ง2ศาสนาคือ คำทำนาย ที่ตรงกันในบางข้อ แต่ในพระคัมภ๊ กล่าวได้แม่นยำที่สุดคือ ชาวอิสราเอลจะกลับมาเป็นประเทศอีกครั้ง*0* จะเกิดภัยพิบัตต่างๆนาๆ และเรื่องข่าวประเสริฐจะกระจายไปทั่วโลก

และผมขอชี้ข้องนึง คือเรื้องของพระเยซู ได้ถูกทำนายไว้ก่อนที่พระองค์จะประสูตมาเป็นพันๆปีนะ คือก่อนหน้านั้น พูดง่ายๆนะ พระเยซู ทรงสั่งสอนมนุษย์ และให้คำบัญญัติมนุษย์ มาก่อนที่พระองค์จะประสูตแล้ว มีหลักฐานในพระคัมภีมากมายในเรื่องนี้ ทั้งเรื่องของโมเสส และอับบราฮัม บรรพบุรุษ ของชาวอิสราเอล พระองค์ทรงช่วยชาวอิสราเอลให้พ้นจากการเป็นทาสในอียิป ผ่านมาทางโมเสส ก่อนที่พระองค์ จะทรงมาบังเกิดในโลกมนุษย์แล้ว แต่ในตอนนั้น พระองค์ยังทรงอยู่คนละภาคส่วน ในตอนนั้นทรงเป็นพระบิดา แต่ที่ลงมาบังเกิดเป็นบุตรมนุษย์ คือภาคของพระบุตร

พระเจ้า พระเยโฮวา ก็คือพระบิดา คือพระเยซูคริส พระเจ้ามีอยู่3ภาคคือ พระบิดา พระบุตร และ พระวิญญาณบริสุทธิ

บางคนไม่เคยรู้เรื่องคริสเตียนดีพอ จะ งง!!~ คือคิดซะว่าเราเรียกใข่1ใบ ใข่มีอะไรบ้างละ มีเปลือก ใข่ขาว ใข่แดง ทั้งหมดเรียกว่าอะไรเอ่ยย~~~ ทั้งหมดคือใข่- - เข้าในนะ ดังนั้น พระเยซู คือพระบุตร แต่การกระทำที่แสดงว่าพระเจ้ามีตัวตน ก่อนที่พระเยซูจะมาบังเกิด เป็นการกระทำของพระบิดา ผมขอบอกความจิงอีกอย่างคือ บัญญัติ10 ประการ ที่พระเจ้าทรงให้มนุษย์(คือกฏที่พระเจ้ามอบให้ก่อนพระเยซูจะประสูติ) บัญญัตินั้น เป็นของ คนที่นับถืออิสลามครับ- - ลองตรองดูเถิดพี่น้อง มันเกี่ยวโยงกันนะ ผมไม่อยากเอ่ยมากกว่านี้ ละ มะก่อนผมก็ถือพุทธ และ เรียนหลักธรรมด้วย ยอมรับ!!!!~ ว่าศาสนานี้ดี จริงๆนะ ดับทุกข์ได้สุดยอดดดดด และ มีควมสุขสุดยอดดดดดดดด ที่ได้สงบจิตตอนนั่งวิปัสนา นิพพานผมว่ามีจริงๆ ไม่รู้นะในความคิดของผม ว่ามีจริงๆ แต่ถ้าผมไม่นิพพานอ่ะ- - ตกนรกอ่ะดิ เพราะ ผมล้างบาปตัวเองไม่ได้ เกิดมาก็มีบาปแล้ว กรรมนะมีจริงๆ แต่ผมคิดว่ามันเกิดขึ้นจากการกระทำ ที่จะส่งผลย้อนกลับมา แต่บาป ที่ติดตัวเราแต่เกิด มันชำระไม่ได้ ต้องตกนรกไปใช้มัน ถ้าหากเราไม่นิพพาน(ในความคิดผมนะ) พระเจ้า ทรงเห็นว่า มนุษย์ มีบาปและช่วยเหลือตนเองไม่ได้ จึงทรงประทานพระบุตร คือองค์1/3 ภาคของพระเจ้า มาตายแทนบาปเรา หากเราเชื่อในพระองค์ และกระทำตามพระองค์ จะได้รับความรอด แต่ถ้าไม่เชื่อ ก็จะถูกโยนลงนรก สวรรค์นั้นนั้น จะมีแต่ผูไม่มีบาป คนที่มีบาป แม้แต่นิสสสสสสสเดว ก็เข้าไม่ได้ แต่พระองค์ทรงไม่อยากให้ผู้ใดผูหนึ่งต้องพินาศ จึงประทานพระบุตรมาตายแทนบาปเรา ในความคิดของผมมะก่อนนะ ผมคิดว่าพระเจ้าเป็นสิ่งที่มุนษย์คิดขึ้นเอง ไม่ได้ทำอะไรให้เราหรอก

แต่จริงๆแล้ว พระเจ้ารักเรามาก เราก็เหมือนลูกของพระองค์ ที่หลงหายไปจากพระองค์ พระองค์ทรงเสียพระทัยมาก พระองค์ทรงเฝ้ารอลูกของพระองค์กลับมาหาพระองค์ ท่านลองนึกภาพ ถ้าท่านทั้งหลายมีลูก แล้วลูกไปติดหญิง เที่ยว กินเหล้า เสพยา และไม่คิดหวนกลับ คุณจะมีความรู้สึกเช่นไร พระเจ้าทรงรู้ศึกเช่นนั้น และพยายามหาทางให้เรากลับไป แต่ก็ล้มเหลวหลายหลายครั้ง เช่นบัญญัติเดิม ทรงหาทุกวิภีทาง ไม่ว่าจะทรงลงโทษให้หราบจำ สั่งสอน สำแดงอำนาจต่างๆให้เกรงกลัวก็ล้มแหลว สุดท้าย พระองค์ก็ทรงใช้แผนการอันยิ่งใหญ่ คือ ลงมาตายแทนเรา เพื่อให้เรา ได้รอด ส่วนพระองค์จะทรงตายแทน นี่แหละ ทำให้ผมคิดได้ บ้านที่แท้จริงของมนุษย์อยู่ที่ไหนหรือ ท่านทั้งหลาย เราทั้งหลายมาจากที่เดียว เป็นพี่น้องกัน พระองค์ไม่ทรงอยากจะเห็นลูกๆของพระองค์ ทะเลาะกัน ทรงอยากให้รักกัน และอยู่ด้วย ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เปิดใจหากัน พระองค์จะอยู่ข้างๆท้านทุกคน และพยายามจะช่วยท่านในทุกๆเรื่อง แต่สิ่งมาขัดขวางพระองค์คือ บาปของเรา เป็นตัวเปิดกั้น

ท่านผู้แสวงหา ความสุขที่แท้จริงเอ่ยยยย!!~ ตัวเราขอถาม ว่า พวกท่านบูชารูปเคารพต่างๆ ที่สร้างขึ้นด้วยมือมนุษย์ เป็นสิ่งที่สมควรกราบไหว้รึไม่ สมควรจุดธูปบุชามัน เคารพมันและทำความสะอาดดูแลมัน มันสมควรหรือ ท่านมิไปกราบไหว้คนที่สร้างมันมาไม่ดีกว่าหรือ มันเก่งกว่ารูปปั้นของมันนะ เพราะมันสร้างได้ ขอถาม ศาสนาพุทธ สอนให้ บูชา วัตถุ รูปเคารพไหม!!?~

บูชาเวทต์คาถา วิทยาคมต่างๆหรือ ผมว่าผู้ที่ทำ น่าสงสารมาก เพราะพระเจ้า ได้ให้สิทธิแก่มนุษย์ ให้เราอยู่สูงกว่าสิ่งเหล่านั้นนะ ท่านลดตัวไปกราบมันทำไม ขอให้ท่านทั้งหลายคิดในข้อนี้เถิด

ทั้งหมดที่กล่าวมา ผมคิดว่าคงจะหักล้างความคิดผิดๆที่ผู้ตั้งหัวข้อได้นำมาเสนอนะ เพราะผมอ้างอิงจากพระคัมภี ไบเบิ้ล โดยตรง และเสริมหลักความจริงแห่ง พระพุทธศาสนา เล็กน้อย อย่าได้มีใจต่อต้านเลยท่านทั้งหลาย

ของพระองค์ทรงช่วยเปิดตาแก่ท่าน ทรงอวยพรท่าน ทรงอภัยในสิ่งที่ทุกท่านได้กระทำไปโดยมิชอบ ขอพระองค์ทรงช่วยพวกท่านให้พ้นจากการทดลองจากผีมารซาตาน ทั้งหมด ที่เขียน กลั่นออกจากใจ ในนามพระเยซูคริสเจ้า~~ ขอพระเจ้าอวยพรครับ

ไม่เป้นความจริงที่พระเยซูเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า

พระเยซูทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด ไม่เป็นความจริงที่พระเยซูทรงเรียนรู้จากพระพุทธองค์ เพราะเท่าที่ผมเรียนรุ้จาก คัมภีร์ไบเบิล พระองค์ทรงใช้พระวจนะของพระเจ้า ไม่ใช่คําพูดของมนุษย์ นี่เป็นข้อคิดเห็น ผู้ที่เชื่อในพระเจ้า ขอพระเจ้าอวยพร

คุณ momimo ถ้าคุณให้ความรู้ในทางพระพุทธศาสนาที่ถูกต้อง และไม่เหยียดหยามจาบจ้วงศาสนาอื่น หาเหตุผลมาหักล้างได้ ผมก็คงจะเข้ารีตคุณแล้ว

เพราะคุณยังไม่เข้าใจศาสนาอื่นดีพอ ศาสนาคริสต์หนิ ผมก็ไม่เคยไปด่าทอให้เสียหายอะไรเลย เพราะผมยังให้เกียรติในความเชื่อของคน ที่คุณเล่นจาบจ้วงถึงขนาดนี้ ไม่ถึงพริกถึงขิงกันก็คงจะไม่ได้ซะแล้วล่ะ

ตอนแรกก็กะจะมาทำความเห็นในเรื่องของพระพุทธศาสนาให้ถูก ใครมาอ่านความคิดเห็นคุณเขาก็รู้ว่าคุณมีความเข้าใจที่ผิด ๆ

ถ้าคุณคิดว่าศาสนาของคุณนั้น มีคำสอนก่อนที่พระเยซูจะประสูติ

ผมก็ขอโต้กลับคืนว่า ศาสนาพุทธมีคำสอนมานานเช่นกัน และนานกว่าของคุณด้วยซ้ำ ถ้าคุณอ่านพระไตรปิฎกจริง ๆ แล้วคุณก็คงจะเข้าใจว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้มีแค่ 1 พระองค์ แต่มีมาก่อนหน้านั้นแล้วมากมายหลายพระองค์ พระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบันก็ถูกทำนายไว้เหมือนกันว่าจะมาอุบัติ ด้วยพุทธพยากรณ์ของพระพุทธเจ้าที่อุบัติขึ้นมาก่อนหน้านี้ ถึง 24 พระองค์ และพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ ก็ได้แสดงธรรมที่เป็นสัจธรรมคือเป็นจริงตามธรรมชาติอยู่แล้ว ซึ่งเราก็เห็น ๆ กันอยู่ในธรรมชาติ ฉะนั้น คำสอนของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์จึงไม่แตกต่างกัน ก็จะสรุปได้ไหมล่ะครับว่า คำสอนที่มีในศาสนาพุทธมันก็มีมาก่อนพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันจะเกิดเป็นล้าน ๆ ปีแล้ว

แล้วจากที่ผมอ่านความคิดเห็นของคุณ ผมว่าคุณยังไม่เข้าใจเรื่องกรรมและเรื่องนิพพานดีพอ

คุณบอกว่า พระพุทธศาสนานั้นบาปกรรมลบล้างไม่ได้ ถ้าหากไม่บรรลุนิพพานจะตกนรกเพราะคนเราย่อมมีบาปติดตัวมานั้น เป็นความคิดที่ผิดนะครับ จริงอยู่ที่ว่าเราทุกคนย่อมมีบาปติดตัวมา คนเรานั้นที่ยังเกิดมาก็เพราะเรามีเชื้อกิเลสนำมาให้เกิด แต่ถ้าเราดับเชื้อที่จะทำให้เราเกิดได้คือ กิเลส เราก็จะไม่ต้องดิ้นรนที่จะเกิดอีก ก็คือพอถึงตอนนี้เราก็เข้าสู่สภาวะนิพพาน

การนิพพานไม่ได้แปลว่า ตายนะครับ แต่นิพพานคือสภาวะหลุดพ้นจากกิเลส เราสามารถนิพพานได้ทั้ง ๆ ที่มีชีวิตอยู่ได้ครับ ต้องเข้าในนะครับว่า การเข้านิพพาน ไม่ใช่รอให้ตายแล้ววิญญาณล่องลอยไปนิพพาน แต่นิพพานใช้เรียกอาการที่จิตบริสุทธิ์ปราศจากกิเลส เราย่อมบริสุทธิ์ได้ในขณะที่มีชีวิตอยู่ เมื่อตายไปแล้วจิตจะไปที่สถานที่ที่คนบรรลุนิพพานแล้วอยู่กัน เข้าก็เรียกว่าไปนิพพาน

ส่วนเรื่องบาปนะครับ ทางพระพุทธศาสนาเราสามารแก้ไขได้ครับ คือ เราสามารถสร้างบุญเพิ่ม ตัวบุญที่เราสร้างมันก็จะไปตัดทอนบาปนั้น ถ้าบาปนั้นเป็นแค่เศษกรรม บาปก็จะหมดเร็ว แต่ถ้าบาปนั้นหนักหน่อย มันก็แก้ไขได้ค่อนข้างยาก และถ้าหากว่าเจ้ากรรมนายเวรยอมอโหสิกรรมให้บาปที่เราทำนั้นก็จะเป็นโมฆะไปครับ

และคนที่ทำบาปไม่จำเป็นต้องตกนรกเสมอไปครับ ถ้าบาปไม่ได้หนักหนาอะไรก็จะได้ไปชดใช้กรรมที่ภพภูมิอื่นที่ไม่ใช่นรก เพราะฉะนั้น บาปในทางพระพุทธศาสนาแก้ไขได้ครับ ไม่ได้บาปแล้วบาปเลย ผ่อนผันกันได้ คุณอาจจะคิดว่าบาปแก้ได้ด้วยนิพพานเท่านั้น ไม่ใช่นะครับ บาปแก้ได้ด้วยบุญ ส่วนนิพพานเป็นเสมือนประตูเปิดรับคนที่ตัดกิเลสได้แล้ว และเป็นไปไม่ได้ว่า เราเกิดมาแล้วต้องบรรลุนิพพานให้ได้ในชาตินี้ ถ้าหากเราบำเพ็ญบุญบารมีมาไม่เพียงพอเราก็นิพพานไม่ได้ครับ เพราะบุญไม่ถึง ถึงแม้ว่าชาตินี้เราบรรลุนิพพานยังไม่ได้ เราก็ยังสั่งสมบารมีต่อเพื่อเป็นทุนไว้สร้างนิพพานได้ในชาติต่อ ๆ ไป

แล้วการที่เราเคารพพระพุทธรูป(รูปปั้นไร้ค่าของคุณ) ก็เพื่อเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า พระพุทธรูปทำให้เราระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าได้ง่ายขึ้น

ปิดท้ายด้วยคำถามแสบ ๆ คัน ๆ ที่อาจทำให้ชาวคริสต์หลาย ๆ คนไม่พอใจ ( แต่คนของคุณว่าเราก่อน ) แต่ลองนึกถึงความเป็นจริงหน่อยสิครับ

1. พระเยซูคือผู้ไถ่บาป ?

หากพระเยซูเป็นคนรับบาปแทนคนทั้งหมดจริง

ทำไมคนเราทุกวันนี้ถึงต้องมีความทุกข์ ก็บาปเราหมดแล้วหนิ

ทำไมพระเจ้าไม่ประทานความสุขมาให้เรา

แล้วถ้าพระเยซูเอาบาปไปหมดแล้วถ้างั้น เราก็ทำชั่วยังไงก็ได้ใช่ไหม เพราะพระเยซูรับบาปแทนเราแล้ว เราทำบาปอะไรไปพระเยซูรับไป เราก็ทำอะไรตามใจเราก็ได้งั้นสิ

2. พระเจ้าบันดาลสรรพสิ่ง ?

พระเจ้ามีจริง ทำไมไม่บันดาลให้คนทั้งโลกนับถือคริสต์ หมดล่ะ ทำไมถึงยังมีคนนับถือพุทธ อิสลาม พราหมณ์-ฮินดู เอาง่าย ๆ แค่ดลใจให้ผมเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคุณให้ได้ก่อนเถอะ

พระเจ้าเป็นผู้บันดาลทุกสิ่งไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่บันดาลให้คนทั้งโลกเป็นคนดี มีความสุข หน้าตาดี

ทำไมบางคนถึงหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่ ทำไมบางคนจน แต่บางคนรวย

พระเจ้าท่านเมตตาเราจริง ๆ เหรอ ทำไมถึงสาปแช่งให้มนุษย์เวลามีท้องต้องเจ็บปวด จะสาปทำไม ตกลงว่าท่านรักเราจริง ๆ เหรอ

คนที่ประสบอุบัติเหตุ อย่างตกเครื่องบิน ต้องสังเวยชีวิตให้กับภัยพิบัติ ยังมีคนที่ศรัทธาในตัวพระคริสต์มากมาย พวกเขาศรัทธาจนกระทั่งเวลาสุดท้ายของชีวิต พวกเขาพร่ำสวดมนต์อ้อนวอนร้องขอชีวิตจากพระเจ้า แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาเหล่านั้นก็จบชีวิตลงไปอย่างน่าอนาถ มันยุติธรรมแล้วเหรอ บางคนอาจจะบอกว่า มันคือประสงค์ของพระเจ้า แต่ในช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนที่พวกเขาจะสิ้นใจ เขานึกถึงหน้าคนที่เขารัก คนในครอบครัวของเขา เขาอยากลับบ้านไปหาคนรักของเขา เขาอยากทำอะไรหลาย ๆ อย่างในช่วงชีวิตที่เขามี บางคนยังไม่อยากตาย เหล่านี้คือความหวังที่ริบหรี่ของเขา แต่พระเจ้าไม่ทรงฟังคำอ้อนวอนของผู้ศรัทธาในตัวพระองค์เลย พระเจ้าปล่อยให้เขาได้ไปพร้อมกับความห่วงหาในคนรัก ในทรัพย์สินสฤงคาร พระเจ้าเมตตาเราจริง ๆ เหรอ ?

แต่พระพุทธเจ้ามองเห็นว่า ความตายเป็นธรรมดาของชีวิต คนเราเกิดมาย่อมประสบกับทุกข์ในเรื่องนี้ มันไม่ใช่การบันดาลของพรหม เทวดา หรือพระเจ้าพระองค์ใด แต่มันเป็นการบันดาลของกรรม ที่มาจากการสร้างสรรค์ของตัวเราเอง คุณลองใช้วิจารณญาณตริตรองดูสิว่า อันไหนมันสมเหตุสมผลกว่ากัน

ศาสนาพุทธเปิดรับทุกความคิดเห็น ไม่ปิดกั้นความเห็น เชิญให้มาพิสูจน์ (อะกาลิโก) เชิญให้มาลองปฏิบัติ

แสดงว่าศาสนาพุทธต้องมีของดีสิ ศาสนาพุทธต้องมีไม้เด็ดอะไรสักกอย่างสิ ถึงมั่นใจให้คนที่ไม่ใช่ศาสนาตัวเองไม่พิสูจน์

การปฏิบัติทุกอย่าง พิธีกรรมทุกอย่างในศาสนาเรา ล้วนแล้วแต่มีความหมาย มีนัย อย่างเช่นการสวดมนต์ไหว้พระ ตามหลักความจริงแล้วการไหว้พระ ไม่ใช่ไหว้เพื่อหวังผล เราไหว้เพื่อเป็นการระลึกถึงพระรัตนตรัยว่า ท่านมีคุณต่อเราอย่างไร ป 3 ดอก ก็มีความหมาย เทียน 2 เล่มที่ใช้ไหว้ก็มีความหมาย แม่แต่ดอกไม้ที่บรรจงปักไว้ในแจกันก็มีความหมาย เป็นกุศโลบาย ทุกอย่างล้วนแสดงความหมายไว้ในตัว ทีจริงแล้วศาสนาพุทธไม่ได้งมงายนะครับ เรื่องไสยศาสตร์ เครื่องรางของขลัง มันเป็นของคู่กับคนไทยมาตั้งแต่ก่อนที่พระพุทธศาสนาจะเข้ามาในไทย แล้วพอเมื่อไทยมีศาสนาพุทธ ก็เกิดการผสมผสาน สรุปว่า คนไทยนะเอาเรื่องพวกนี้ไปเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาเอง พระพุทธศาสนาไม่ได้มีเรื่องอวิชชาอย่างนี้เลย

ส่วนเรื่องการแสดงปาฏิหาริย์ เราก็มีที่มาที่ไปว่ามันมีได้อย่างไร แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ทรงยกย่องว่า ปาฏิหาริย์ เป็นของดีเลิศ เพราะจะทำให้เสียเวลาไปนิพพาน เพราะมัวหลงติดอยู่กับอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ดังจะเห็นได้จากว่า พระอัครสาวกที่พระพุทธเจ้าทรงแต่งตั้งนั้น พระองค์เอาพระสารีบุตรไว้เป็นมือขวา เพราะมีปัญญาเป็นเลิศ ส่วนพระโมคคัลนะที่มีอิทธิฤทธิ์เหาะเหินเดินอากาศได้นั้น พระองค์ก็ให้เป็นมือซ้าย

บางคนอาจจะบอกว่า เรื่องอิทธิฤทธิ์ มันเป็นเรื่องมงาย ถ้าท่านรู้จักคุณยายอาจารย์จันทร์ ขนนกยูง สามารถอ่านใจคนได้ว่าคิดอะไรอยู่ แม่ชีทศพร มองเห็นอดีตของคนอื่นได้ หลวงปู่ต่าง ๆ นานา ก็มีมากมายที่มีอิทธิฤทธิ์ จริงไม่จริงยังไงเราพิสูจน์ได้หนิครับ แต่ก็อย่างว่า ฤทธิ์หรือจะสู้ปัญญา

ถ้าคนที่เขาแม่นแตกฉานในพระไตรปิฎกจะไม่มีทางเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่นง่าย ๆ หรอกครับ แต่ผมก็ไม่ได้ว่าตัวเองแม่นอะไร แต่ก็รู้อะไรเยอะแยะ

ขอฝากไว้ให้ไปคิดพิจารณากันนะครับ ว่าสิ่งที่ผมพูดน่ะจริงหรือไม่แค่ไหน

เสริมอีกเรื่องหนึ่งครับ

ประด็นที่ว่าพระพุทธเจ้าประสูติออกมาแล้วเดินได้ 7 ก้าว มีดอกบัวมารองรับนั้น ผมไม่เห็นว่าเราจะต้องไปให้ความสนใจอะไรมาก ที่เราควรจะไปให้ความสนใจผมว่าน่าจะเป็นแก่นหลักธรรมคำสอนของศาสนามากกว่านะครับ เพราะยังไงเราก็ไม่มีทางล่วงรู้ได้เลยว่าจริงแท้แค่ไหน นอกซะจากคุณจะมีญาณมองเห็นอดีตได้

ผมขอเป็นตัวแทนคริสเตียนตอบนะครับ ด้วยความรู้อันน้อยนิดของผม

คุณ protector ผมขอตอบนะคับ

ข้อที่ 1 พระเยซูคืออยู่ไถ่บาป แน่นอนครับ และที่คุณสงสัยว่าทำไมคุณยังทุกข์อยู่ ในพระคัมภีร์บอกไว้ชัดเจนครับ

ผมเป็นผู้เชื่อใหม่อาจอ้างถึงบทและข้อในพระคัมภีร์ไม่แม่นแต่ข้อความผมจำได้แน่นอนว่า

พระเจ้าได้สอนเรามาแล้วว่า ความบาปมันมีมาก่อนที่เราจะเกิดกันแล้ว การที่เราเกิดมาแล้วยังเป็นทุกข์ พระเจ้าให้พระวัจนะของพระองค์มาเป็นเครื่องชูใจของเราให้เป็นสุข ความบาปมันแยกมนุษย์ออกจากพระเจ้าและพระเยซูทรงลงมารับการกระทำที่เต็มไปด้วยความบาป การใส่ร้ายป้ายสี ถูกดูหมิ่นถากถาง การถูกหักหลังโดยลูกศิษย์ การถูกทรมาน ความบาปของมนุษย์พระเยซูทรงรับไว้และทรงทำหมายสำคัญหลังจากการเสด็จสู่ดินแดนมรณาบนไม้กางเขน แล้วเป็นขึ้นมาจากความตายหลังจากสิ้นพระชนม์ได้ 3 วัน พระองค์ทรงบอกว่าพระองค์เป็นเหมือนสะพานที่จะเชื่อมเราไปหาพระเจ้า พระองค์ไม่ได้มาล้างบาปให้หมดจด แต่พระองค์ลงมารับความบาปของมนุษย์เพื่อให้ผู้ที่ศรัทธาในพระองค์ได้ไปถึงพระเจ้า คุณถามไว้ว่าเราทุกวันนี้ก็ทำบาปได้หมดเพราะพระเยซูล้างบาปให้แล้ว นั่นไม่ใช่นะครับ แล้วที่คุณถามว่าแล้วทำไมพระเจ้าไม่บันดาลให้เรามีแต่ความสุขไม่มีทุกข์ ผมพูดสั้นๆเลย เพราะความคิดของพระเจ้าไม่ใช่ความคิดของมนุษย์ และความคิดของมนุษย์ไม่ใช่ความคิดของพระเจ้า คุณคิดได้แค่ความสุขในโลก ความสุขที่ชาวคริสต์เรียกกันว่าความสุขทางเนื้อหนัง แต่พระเจ้าให้ความสุข ความสงบทางใจ และหนทางสู่ชีวิตนิรันด์หลังจากเราจากโลกนี้ไป

ข้อที่ 2 ที่พระเจ้าไม่ทรงบันดาลให้คนเชื่อทุกคน เพราะสิ่งที่พระเจ้าประทานให้มนุษย์และเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือทางเลือก พระองค์ทรงไม่บังคับ เหมือนๆกัน ถ้าพระองค์บังคับทุกคนให้เชื่อพระองค์ แล้วใครเล่าจะรักพระเจ้าอย่างแท้จริง ส่วนเรื่องเกี่ยวกับรูปพรรณสันฐาน ฐานะ ไม่เท่ากัน พระเจ้าได้เผยพระวัจนะไว้แล้วในพระคัมภีร์ว่า พระองค์เป็นผู้ที่เที่ยงธรรม ผู้ใดที่ขาดหากเชื่อในพระองค์ พระองค์จะเติมให้จนเต็ม และเรื่องฐานะ พระเจ้าบอกไว้ชัดเจนมากๆคือ เราไม่สามารถมี2เจ้านายได้ หากนับถือเงิน ก็เป็นไปได้ยากที่จะเข้าสู่ดินแดนสวรรค์ จริงๆมีคำสอนเยอะมากๆ แต่นี่ผมสรุปๆมา หากคุณProtector มีโอกาสลองศึกษาอ่านดูพระคัมภีร์ไบเบิลดู แล้วผมรับประกันว่าถึงคุณไม่เชื่อแต่คุณก็จะเจอหลายๆคำตอบที่คุณสงสัย

ขอบคุณครับสำหรับคำแนะนำที่ดี ผมยอมรับว่ามีความรู้เรื่องศาสนาคริสต์น้อย หากผมได้ศึกษาดูก็คงจะรู้อะไรมากขึ้นอย่างที่คุณว่า

เพราะถ้าผมโต้เถียงต่อไป ก็คงจะเป็นการโต้เถียงแบบหัวชนฝาเพื่อเอาชนะของคนที่ไม่รู้จริง ซึ่งมันก็คงจะไม่ใช่เรื่องที่ควรทำ

ผมขอถามอีกนิดหน่อยนะครับ คุณchocie ผมไม่แน่ใจว่าผมจะได้รับคำตอบนี้รึเปล่าถ้าหากได้ศึกษาเอง เลยของอนุญาตถามมันตรงนี้เลยนะครับ

ผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่า ทั้งที่พระเจ้าทรงประทานทางเลือกให้แก่เรา แต่ทำไมคนที่ไม่เชื่อในพระองค์จะต้องตกนรกล่ะ

การที่คุณตอบว่า พระเจ้าจะเป็นผู้เติมเต็มส่วนที่ขาดนั้น มันยังไม่ใช่ครับตอบที่ตรงประเด็นของคำถามที่ว่า ทำไมพระเจ้าถึงสร้างให้บุคคลมีความแตกต่างกัน ช่วยตอบให้ชัดเจนและตรงประเด็นนิดนึงครับ (มันคือความสงสัยไม่ใช่จะเถียงนะครับ รบกวนตอบด้วยนะครับ)

จากที่ผมได้อ่านความคิดเห็นของคุณ chocie ก็ได้ทำให้ผมได้รู้อะไรเพิ่มขึ้น และจากความรู้ตรงนี้ล่ะผมยังสงสัยอยู่

1. การที่คุณบอกว่า ความคิดของมนุษย์ไม่ใช่ความคิดของพระเจ้านั้น เป็นการแสดงว่า พระเจ้าไม่สามารถควบคุมสิ่งที่พระองค์สร้างได้ใช่ไหมครับ

2. ผมได้ยินมาว่า การบูชารูปเคาระอื่น ๆ และละเลยการบูชาพระองค์นั้นเป็นสิ่งผิดใช่หรือไม่ครับ

และถ้าหากว่าเป็นเช่นนั้นจริงแล้ว เหตุไฉนพระองค์จึงยังสร้างรูปเคารพพวกนี้ขึ้นมา

3. พระเจ้าตรัสว่า เราไม่ควรนับถือเงินเป็นนาย เพราะจะทำให้เข้าสู่อาณาจักรพระเจ้าได้ยากขึ้น ใช่ไหมครับ

และทำไมพระองค์จึงทรงสร้างมันขึ้นมา เพื่อเป็นอุปสรรคต่อการเข้าสู่อาณาจักรพระเจ้าของมนุษย์

4. หรือพระเจ้าไม่ได้สร้างเงิน ขึ้นมา มนุษย์สร้างเองเหรอครับ และในประเด็นที่ว่า มนุษย์เรามีความคิดเป็นของตนเองพระเจ้าไม่ได้บันดาล แสดงว่า มนุษย์ก็จัดได้ว่ามนุษย์เป็นผู้สร้าง (เงินและความคิด) ได้ไหมครับ และพระเจ้าไม่ได้สร้างสรรค์ไปเสียทุกสิ่งใช่ไหมครับ

ผมคือคน ๆ เดียวกับ protector นะครับ

ค.ห. ที่37 นั้นขอยกเลิกนะครับ ไม่เอา

คือว่าผมรบกวนให้คุณ Chocie ตอบคำถามหน่อยนะครับถ้าไม่เกินวิสัย

ทั้งนี้ทั้งนั้นผมไม่ต้องการจะเอาชนะอะไร แต่ผมอยากจะเสนอแนวคิดของผมบ้าง คุณ Chocie มีความเห็นว่ายังไงรบกวนช่วยตอบหน่อยนะครับ

และอย่าว่ากันเลยนะครับ เพราะว่า ความรู้จากคำตอบของคุณอาจจะเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น ๆ ก็ได้นะครับ

1. จากที่ผมอ่าน ค.ห. ของคุณ คุณกล่าวไว้ว่า ความคิดของมนุษย์ไม่ใช่ความคิดของพระเจ้า

หากเป็นอย่างที่คุณกล่าวเอาไว้แล้ว เหตุไฉนในคำสอนของพระองค์จึงได้ตรัสว่า หากผู้ใดไม่เชื่อในพระเจ้าผู้นั้นจะถูกตัดสินให้ตกนรก อย่างนี้เรียกว่าเป็นการบังคับให้ยอมรับนับถือพระองค์หรือไม่ครับ

แล้วถ้าใช้แล้ว คำกล่าวที่คุณบอกว่า พระเจ้านั้นประทานทางเลือกให้เราในการนับถือศาสนานั้นก็เห็นจะขัดกันอยู่นะครับ

ตอนนี้คงจะไปอ่านไบเบิ้ลไม่ทันหรอกครับ ก็ขออนุญาตถามมันตรงนี้เลยก็แล้วกัน

ตอนนี้ขอถามแค่นี้ก่อน ไว้วันหลังผมจะมาถามต่อ เพราะรีบ หากท่านใดมีความรู้ก็ช่วยกันตอบก็ได้นะครับไม่ว่ากัน

โง่ 1 โง่ 2

ไร้สาระ

ทำสังคมให้เกิดสันติสุข จากส่วนตัว ไปยังส่วนรวม

ทำสังคมให้เกิดสันติสุข จากส่วนรวมก่อน ค่อยมาถึงตัวเอง

ภาพโดยรวม คือ ขอให้เกิดสันติสุขทั้งหมด ทั้งมวล

ไร้แก่นสาร

โง่ 2 โง่ 1

ใครบางคนอาจจะมองว่า เรื่อง ศาสนาเป็นเรื่องที่ไร้สาระ

เพราะมองและเข้าใจว่า ศาสนามีไว้เพื่อจัดระเบียบสังคมมนุษย์ให้เกิดสันติสุข เป้าหมายสูงสุดของศาสนาเป็นเพียงแค่กุศโลบายให้คนทำความดี

แต่ผมอยากจะฝากข้อคิดว่า ถ้าเกิดว่าเราปฏิบัติตามหลักศาสนา (ไม่ว่าจะศาสนาไหน) แล้วมันเกิดผล มันก็น่าลองนะครับ

แต่ถ้ามันไม่เกิดผลอะไร คุณก็ยังสามารถคิดได้ว่า เป็นกุศโลบายในการดำเนินชีวิตของคุณก็ยังได้ คือลองดูก็ไม่เสียหลาย

ก็ยังดีกว่าปล่อยให้โอกาสและเวลาในชีวิตหลุดลอยไปเปล่า ๆ หรือถ้ามันไม่เกิดผลมันก็ยังเป็นสีสันให้แก่ชีวิตคุณมันทำให้ชีวิตคุณมีรสชาติ

แต่ถ้าเกิดว่า ลองปฏิบัติดูแล้วมันเกิดผลล่ะ ลองปฏิบัติดูแล้วพิสูจน์หลักคำสอนของศาสนาว่าเป็นจริงล่ะ ชีวิตคุณก็เสี่ยงอยู่ไม่น้อยนะครับถ้าคุณไม่เริ่มลองซะตั้งแต่ตอนนี้ จริงไหม?

สวัสดีค่ะคุณprotector

ดิฉันอยากจะตอบคุณตามที่ได้ศึกษาพระคัมภีร์มานะคะและมีประสบการณ์ส่วนตัวบางอย่างกับพระเจ้า

เดิมดิฉันก็เป็นชาวพุทธเลือดร้อนเช่นเดียวกับคุณนั่นแหละ แต่เมื่อมีโอกาสได้เข้ามาศึกษาในเรื่องราวพระเจ้า ก็ทำให้เกิดความเข้าใจในคำพูดของชาวคริสเตียนมากขึ้น จึงอยากจะรู้จักเรื่องราวพระเจ้ามากขึ้นจึงได้เข้ามาศึกษาพระคัมภีร์(เรียนพระคัมภีร์)เป็นเวลา 4 1/2 เดือน และต้อนรับพระเจ้าพระเยซูมาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดมาประมาณ 4 ปี แล้ว จึงพอจะมีความรู้นิดหน่อย ขออนุญาติอธิบายให้คุณเข้าใจนะค่ะ

1. การที่คุณบอกว่า ความคิดของมนุษย์ไม่ใช่ความคิดของพระเจ้านั้น ความหมายก็คือ ความคิดของมนุษย์นั้นมีแนวโน้มไปในทางไม่ดีอยู่ร่ำไป แต่ความคิดของพระเจ้านั้นบริสุทธิ์ยุติธรรม และเต็มไปด้วยความรักความกรุณาเสมอไป เป็นรักที่ไม่หวังผลตอบแทน

บางครั้งเราอาจต้องเผชิญสถานการณ์ต่าง ๆ ที่อาจดูเหมือนเลวร้าย และแย่ในความรู้สึก แต่เมื่อผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นไปได้เราก็จะเกิดความอดทนและเข้มแข็งขึ้นเป็นการฝึกชีวิตเราผ่านความยากลำบาก เพียงแต่เราจะมองเหตุการณ์เหล่านั้นด้วยสายตาของใคร ถ้าเรามองเหตุการณ์เหล่านั้นด้วยสายตาของมนุษย์เราก็จะเห็นแต่ปัญหาและความยากลำบาก แต่ถ้าเรามองด้วยสายตาที่ห่วงใยของพระเจ้าเราก็จะรู้ว่า เมื่อเราผ่านความทุกข์ยากก็จะทำให้เราเข้มแข็งขึ้นมีความกล้าหาญขึ้น และพระเจ้าจะช่วยให้เราผ่านสถานะการณ์ต่าง ๆ ได้ด้วยความมั่นใจและมั่นคง

2.การบูชารูปเคาระอื่น ๆ และละเลยการบูชาพระองค์นั้นเป็นสิ่งผิดใช่หรือไม่ครับ และถ้าหากว่าเป็นเช่นนั้นจริงแล้ว เหตุไฉนพระองค์จึงยังสร้างรูปเคารพพวกนี้ขึ้นมา

ตอบนะคะ พระเจ้าไม่ได้สร้างรูปเคารพทั้งหลายขึ้นมา แต่เป็นมือของมนุษย์คนบาปต่างหากเล่าที่สร้างขึ้นมา เพราะว่าพระเจ้ามองไม่เห็นด้วยตามนุษย์จึงพยายามสร้างหลายสิ่งหลายอย่างเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ แต่สิ่งเหล่านั้นก็ไม่สามารถช่วยอะไรมนุษย์ได้ ไม่สามารถตอบคำถามเมื่อเรามีข้อข้องใจได้ แต่ถ้าคุณรู้จักกับพระเจ้าคุณจะรู้ว่าพระเจ้าสามารถช่วยเหลือคุณได้ในทุกสถานะการณ์ที่คุณร้องขอ (ที่ถูกต้องนะ) ในทุกข์ความยากลำบากถ้าเรากลับใจละทิ้งบาปและหันมาหาพระองค์อย่างสุดจิตสุดใจพระองค์จะทรงตอบเราด้วยเสียงดังแผ่วเบาในใจเราด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรักและความอบอุ่นและมีความหมายที่สุดเลยล่ะ แล้วการที่เราวิ่งหาพระเครื่องดังๆ เพื่ออะไรล่ะไม่ใช่ความร่ำรวย หรือเพื่อถูกหวยรวยเบอร์หรือ แล้วเราจะละกิเลสได้อย่างไรในเมื่อเราวิ่งไปหามันด้วยความหลง ถ้าดิฉันบอกทุกคนว่า ถ้าคุณขยันทำงาน รู้จักใช้เงิน และรู้จักแบ่งบันให้คนที่ยากลำบากกว่าเราแล้วคุณจะรวย มีสักกี่คนที่จะทำมัน แต่ถ้าดิฉันบอกว่า ถ้าคุณมีพระรุ่นนั้นรุ่นนี้ห้อยคอนะ คุณจะรวย คุณจะถูกหวย คุณคิดว่ากี่เปอร์เซนต์ละที่จะวิ่งไปหามาแขวนไว้ รุ่น ๆ หนึ่งทำให้คนรวยได้กี่คนถ้าเช่นนั้นก็แขวนกันทั้งบ้านทั้งเมืองก็รวยหมดนะสิ เพราะคนเราชอบหลอกตัวเองมากกว่าที่จะฟังความจริง แต่พระเจ้าเป็นความจริงที่ยากจะเข้าใจได้ทั้งเพราะความคิดของพระองค์ก็สูงกว่าความคิดของมนุษย์ คนถึงไม่ค่อยยอมรับและพระองค์มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าเราจึงคิดว่าพระองค์ไม่มีจริงขาดความยำเกรงพระเจ้าไป

3.ทำไมคนที่ไม่เชื่อในพระองค์จึงต้องตกนรก พระองค์ไม่ยุติธรรมหรือเปล่า

ตอบ เปล่าเลย พระองค์ยุติธรรมพอ แต่เป็นเพราะในโลกนี้ไม่มีมนุษย์คนไหนเลยแม้แต่คนเดียวที่ไม่เคยทำบาปหรือคุณเถียงว่าไม่จริง เมื่อทุกคนทำบาปที่ที่เราจะต้องได้รับผลก็คือในนรกบึงไฟ แต่เป็นเพราะพระเจ้ารักมนุษย์มากจึงอยากจะช่วยเหลือเรา แต่ก็ต้องลงโทษความผิดบาปของเรา จึงจำเป็นต้องหาแพะมารับบาปแทนเรา และนั่นก็คือสาเหตุที่พระเยซูต้องลงมาบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อมารับความผิดบาปของเรา พระเยซูเป็นทั้งมนุษย์เหมือนเรา ๆ นี่แหละ คือมีเลือดมีเนื้อ มีความรู้สึกนึกคิด โกรธเป็นหิวเป็น แต่พระองค์ก็เป็นพระเจ้าด้วยเช่นเดียวกัน พระองค์กำเนิดจากสาวพรหมจารีย์ สามารถสั่งห้ามลมห้ามฝนได้ สามารถรักษาคนเจ็บป่วยคนพิการให้หายได้ เรียกคนตายให้ฟื้นได้ และพระองค์ไม่เคยทำความบาปไม่ว่าจะถูกทดลองใจอย่างไร แต่พระองค์ต้องมารับโทษที่สูงที่สุดในสมัยนั้นคือการตายบนไม้กางเขน (บ้านเราก็เหมือนฆ่าตัดหัวเสียบประจานนั่นแหละ)ก่อนจะถูกตรึงที่ไม้กางเขน พระองค์ต้องทนทุกข์อย่างแสนสาหัส โดนคนโห่ประจาน โดนคนถ่มน้ำลายรดหน้า ด่าว่าเสีย ๆ หาย ๆ แต่พระองค์ก็ไม่ได้โต้ตอบ โดนนำมงกุฎที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคมวางที่ศรีษะ เฆี่ยนตีจนแตกยับไปทั้งตัว แล้วยังต้องแบกกางเขนที่สูงใหญ่นั้นไปเข้าหลักประหาร และถูกเขาตรึงไว้บนไม้กางเขนจนกระทั่งเสียชีวิต (มีหลักฐานว่าพระองค์ได้เสียชีวิตจริงเพราะพระคัมภีร์ได้บันทึกว่า เมื่อทหารได้เอาหอกแทงที่สีข้างของพระองค์ น้ำจะแยกออกจากเลือด ซึ่งทางการแพทย์จะพิสูจน์ได้ว่าคน ๆ นั้นได้เสียชีวิตแล้ว) และถูกฝังลงไปในอุโมงค์ 3 วัน แล้วพระองค์ก็ทรงฟื้นคืนพระชนม์ปรากฎตัวอยู่กับเหล่าสาวก 500 คน เป็นเวลา 40 วัน แล้วจึงเสด็จกลับสวรรค์ เพื่อไปจัดเตรียมที่ไว้ให้กับผู้ที่เชื่อและไว้วางใจพระองค์ เมื่อคุณได้ฟังได้อ่านเรื่องราวเหล่านี้แล้ว คุณคิดว่า มีศาสดาองค์ไหนใหมที่ให้คุณได้มากเท่านี้ มีความรักใดที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ มีใครไหมซักคน ที่จะยอมตายเพื่อคนบาปอย่างฉันและคุณเพื่อให้ได้รับการไถ่ชีวิตของเราออกจากความบาปเหล่านี้ ถ้าคุณอยากพิสูจน์ว่าเรื่องราวเหล่านี้เป็นจริงหรือไม่ คุณสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง โดยผ่านคำอธิษฐานของคุณ

"ข้าแต่พระเจ้า บัดนี้ข้าพเจ้าแล้วว่าตนเองเป็นคนบาป และได้ทำความผิดบาปมามากมาย ไม่สามารถจะช่วยเหลือตนเองให้พ้นจากความบาปได้ และวันนี้ข้าพเจ้าได้สำนึกถึงพระคุณความรักของพระองค์ที่มีต่อลูกนั้นยิ่งใหญ่และมากมาย สามารถช่วยลูกให้พ้นจากความบาปได้ ข้าพเจ้าขอยอมรับว่าพระองค์เป็นพระเจ้าผู้ทรงยกโทษความผิดบาปของเรา และขอเชิญพระองค์เข้ามาชำระล้างความผิดบาปให้กับข้าพเจ้า และจดชื่อข้าพเจ้าไว้ในแผ่นดินสวรรค์กับพระองค์เพื่อว่าวันใดที่ข้าพเจ้าได้จากโลกนี้ไปข้าพเจ้าจะได้ไปอยู่กับพระองค์บนสวรรค์ และขอให้ข้าพเจ้ามีประสบการณ์พิเศษกับพระองค์ ให้ข้าพเจ้าได้ลึกซึ้งกับความรักของพระองค์ อธิษฐานในนาม พระเยซูคริสต์เจ้าเอเมน" ถ้าคุณอธิษฐานด้วยความจริงใจ พระเจ้าก็จะตอบคุณ ดิฉันขอให้พระเจ้าอวยพระทุกท่านที่ได้อ่านข้อความนี้จะมีชีวิตที่จำเริญขึ้น คิดทำสิ่งดีสิ่งใดก็ให้ได้สมความปรารถนา ขอพระเจ้าอวยพรท่าน

สวัสดีค่ะคุณprotector

ดิฉันอยากจะตอบคุณตามที่ได้ศึกษาพระคัมภีร์มานะคะและมีประสบการณ์ส่วนตัวบางอย่างกับพระเจ้า

เดิมดิฉันก็เป็นชาวพุทธเลือดร้อนเช่นเดียวกับคุณนั่นแหละ แต่เมื่อมีโอกาสได้เข้ามาศึกษาในเรื่องราวพระเจ้า ก็ทำให้เกิดความเข้าใจในคำพูดของชาวคริสเตียนมากขึ้น จึงอยากจะรู้จักเรื่องราวพระเจ้ามากขึ้นจึงได้เข้ามาศึกษาพระคัมภีร์(เรียนพระคัมภีร์)เป็นเวลา 4 1/2 เดือน และต้อนรับพระเจ้าพระเยซูมาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดมาประมาณ 4 ปี แล้ว จึงพอจะมีความรู้นิดหน่อย ขออนุญาติอธิบายให้คุณเข้าใจนะค่ะ

1. การที่คุณบอกว่า ความคิดของมนุษย์ไม่ใช่ความคิดของพระเจ้านั้น ความหมายก็คือ ความคิดของมนุษย์นั้นมีแนวโน้มไปในทางไม่ดีอยู่ร่ำไป แต่ความคิดของพระเจ้านั้นบริสุทธิ์ยุติธรรม และเต็มไปด้วยความรักความกรุณาเสมอไป เป็นรักที่ไม่หวังผลตอบแทน

บางครั้งเราอาจต้องเผชิญสถานการณ์ต่าง ๆ ที่อาจดูเหมือนเลวร้าย และแย่ในความรู้สึก แต่เมื่อผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นไปได้เราก็จะเกิดความอดทนและเข้มแข็งขึ้นเป็นการฝึกชีวิตเราผ่านความยากลำบาก เพียงแต่เราจะมองเหตุการณ์เหล่านั้นด้วยสายตาของใคร ถ้าเรามองเหตุการณ์เหล่านั้นด้วยสายตาของมนุษย์เราก็จะเห็นแต่ปัญหาและความยากลำบาก แต่ถ้าเรามองด้วยสายตาที่ห่วงใยของพระเจ้าเราก็จะรู้ว่า เมื่อเราผ่านความทุกข์ยากก็จะทำให้เราเข้มแข็งขึ้นมีความกล้าหาญขึ้น และพระเจ้าจะช่วยให้เราผ่านสถานะการณ์ต่าง ๆ ได้ด้วยความมั่นใจและมั่นคง

2.การบูชารูปเคาระอื่น ๆ และละเลยการบูชาพระองค์นั้นเป็นสิ่งผิดใช่หรือไม่ครับ และถ้าหากว่าเป็นเช่นนั้นจริงแล้ว เหตุไฉนพระองค์จึงยังสร้างรูปเคารพพวกนี้ขึ้นมา

ตอบนะคะ พระเจ้าไม่ได้สร้างรูปเคารพทั้งหลายขึ้นมา แต่เป็นมือของมนุษย์คนบาปต่างหากเล่าที่สร้างขึ้นมา เพราะว่าพระเจ้ามองไม่เห็นด้วยตามนุษย์จึงพยายามสร้างหลายสิ่งหลายอย่างเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ แต่สิ่งเหล่านั้นก็ไม่สามารถช่วยอะไรมนุษย์ได้ ไม่สามารถตอบคำถามเมื่อเรามีข้อข้องใจได้ แต่ถ้าคุณรู้จักกับพระเจ้าคุณจะรู้ว่าพระเจ้าสามารถช่วยเหลือคุณได้ในทุกสถานะการณ์ที่คุณร้องขอ (ที่ถูกต้องนะ) ในทุกข์ความยากลำบากถ้าเรากลับใจละทิ้งบาปและหันมาหาพระองค์อย่างสุดจิตสุดใจพระองค์จะทรงตอบเราด้วยเสียงดังแผ่วเบาในใจเราด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรักและความอบอุ่นและมีความหมายที่สุดเลยล่ะ แล้วการที่เราวิ่งหาพระเครื่องดังๆ เพื่ออะไรล่ะไม่ใช่ความร่ำรวย หรือเพื่อถูกหวยรวยเบอร์หรือ แล้วเราจะละกิเลสได้อย่างไรในเมื่อเราวิ่งไปหามันด้วยความหลง ถ้าดิฉันบอกทุกคนว่า ถ้าคุณขยันทำงาน รู้จักใช้เงิน และรู้จักแบ่งบันให้คนที่ยากลำบากกว่าเราแล้วคุณจะรวย มีสักกี่คนที่จะทำมัน แต่ถ้าดิฉันบอกว่า ถ้าคุณมีพระรุ่นนั้นรุ่นนี้ห้อยคอนะ คุณจะรวย คุณจะถูกหวย คุณคิดว่ากี่เปอร์เซนต์ละที่จะวิ่งไปหามาแขวนไว้ รุ่น ๆ หนึ่งทำให้คนรวยได้กี่คนถ้าเช่นนั้นก็แขวนกันทั้งบ้านทั้งเมืองก็รวยหมดนะสิ เพราะคนเราชอบหลอกตัวเองมากกว่าที่จะฟังความจริง แต่พระเจ้าเป็นความจริงที่ยากจะเข้าใจได้ทั้งเพราะความคิดของพระองค์ก็สูงกว่าความคิดของมนุษย์ คนถึงไม่ค่อยยอมรับและพระองค์มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าเราจึงคิดว่าพระองค์ไม่มีจริงขาดความยำเกรงพระเจ้าไป

3.ทำไมคนที่ไม่เชื่อในพระองค์จึงต้องตกนรก พระองค์ไม่ยุติธรรมหรือเปล่า

ตอบ เปล่าเลย พระองค์ยุติธรรมพอ แต่เป็นเพราะในโลกนี้ไม่มีมนุษย์คนไหนเลยแม้แต่คนเดียวที่ไม่เคยทำบาปหรือคุณเถียงว่าไม่จริง เมื่อทุกคนทำบาปที่ที่เราจะต้องได้รับผลก็คือในนรกบึงไฟ แต่เป็นเพราะพระเจ้ารักมนุษย์มากจึงอยากจะช่วยเหลือเรา แต่ก็ต้องลงโทษความผิดบาปของเรา จึงจำเป็นต้องหาแพะมารับบาปแทนเรา และนั่นก็คือสาเหตุที่พระเยซูต้องลงมาบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อมารับความผิดบาปของเรา พระเยซูเป็นทั้งมนุษย์เหมือนเรา ๆ นี่แหละ คือมีเลือดมีเนื้อ มีความรู้สึกนึกคิด โกรธเป็นหิวเป็น แต่พระองค์ก็เป็นพระเจ้าด้วยเช่นเดียวกัน พระองค์กำเนิดจากสาวพรหมจารีย์ สามารถสั่งห้ามลมห้ามฝนได้ สามารถรักษาคนเจ็บป่วยคนพิการให้หายได้ เรียกคนตายให้ฟื้นได้ และพระองค์ไม่เคยทำความบาปไม่ว่าจะถูกทดลองใจอย่างไร แต่พระองค์ต้องมารับโทษที่สูงที่สุดในสมัยนั้นคือการตายบนไม้กางเขน (บ้านเราก็เหมือนฆ่าตัดหัวเสียบประจานนั่นแหละ)ก่อนจะถูกตรึงที่ไม้กางเขน พระองค์ต้องทนทุกข์อย่างแสนสาหัส โดนคนโห่ประจาน โดนคนถ่มน้ำลายรดหน้า ด่าว่าเสีย ๆ หาย ๆ แต่พระองค์ก็ไม่ได้โต้ตอบ โดนนำมงกุฎที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคมวางที่ศรีษะ เฆี่ยนตีจนแตกยับไปทั้งตัว แล้วยังต้องแบกกางเขนที่สูงใหญ่นั้นไปเข้าหลักประหาร และถูกเขาตรึงไว้บนไม้กางเขนจนกระทั่งเสียชีวิต (มีหลักฐานว่าพระองค์ได้เสียชีวิตจริงเพราะพระคัมภีร์ได้บันทึกว่า เมื่อทหารได้เอาหอกแทงที่สีข้างของพระองค์ น้ำจะแยกออกจากเลือด ซึ่งทางการแพทย์จะพิสูจน์ได้ว่าคน ๆ นั้นได้เสียชีวิตแล้ว) และถูกฝังลงไปในอุโมงค์ 3 วัน แล้วพระองค์ก็ทรงฟื้นคืนพระชนม์ปรากฎตัวอยู่กับเหล่าสาวก 500 คน เป็นเวลา 40 วัน แล้วจึงเสด็จกลับสวรรค์ เพื่อไปจัดเตรียมที่ไว้ให้กับผู้ที่เชื่อและไว้วางใจพระองค์ เมื่อคุณได้ฟังได้อ่านเรื่องราวเหล่านี้แล้ว คุณคิดว่า มีศาสดาองค์ไหนใหมที่ให้คุณได้มากเท่านี้ มีความรักใดที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ มีใครไหมซักคน ที่จะยอมตายเพื่อคนบาปอย่างฉันและคุณเพื่อให้ได้รับการไถ่ชีวิตของเราออกจากความบาปเหล่านี้ ถ้าคุณอยากพิสูจน์ว่าเรื่องราวเหล่านี้เป็นจริงหรือไม่ คุณสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง โดยผ่านคำอธิษฐานของคุณ

"ข้าแต่พระเจ้า บัดนี้ข้าพเจ้าแล้วว่าตนเองเป็นคนบาป และได้ทำความผิดบาปมามากมาย ไม่สามารถจะช่วยเหลือตนเองให้พ้นจากความบาปได้ และวันนี้ข้าพเจ้าได้สำนึกถึงพระคุณความรักของพระองค์ที่มีต่อลูกนั้นยิ่งใหญ่และมากมาย สามารถช่วยลูกให้พ้นจากความบาปได้ ข้าพเจ้าขอยอมรับว่าพระองค์เป็นพระเจ้าผู้ทรงยกโทษความผิดบาปของเรา และขอเชิญพระองค์เข้ามาชำระล้างความผิดบาปให้กับข้าพเจ้า และจดชื่อข้าพเจ้าไว้ในแผ่นดินสวรรค์กับพระองค์เพื่อว่าวันใดที่ข้าพเจ้าได้จากโลกนี้ไปข้าพเจ้าจะได้ไปอยู่กับพระองค์บนสวรรค์ และขอให้ข้าพเจ้ามีประสบการณ์พิเศษกับพระองค์ ให้ข้าพเจ้าได้ลึกซึ้งกับความรักของพระองค์ อธิษฐานในนาม พระเยซูคริสต์เจ้าเอเมน" ถ้าคุณอธิษฐานด้วยความจริงใจ พระเจ้าก็จะตอบคุณ ดิฉันขอให้พระเจ้าอวยพระทุกท่านที่ได้อ่านข้อความนี้จะมีชีวิตที่จำเริญขึ้น คิดทำสิ่งดีสิ่งใดก็ให้ได้สมความปรารถนา ขอพระเจ้าอวยพรท่าน

ผมขอตอบคุณsuwandee นะครับ

1. เป็นความสุขใจที่จะเชื่อว่าอย่างนั้น ผมก็ไม่ว่าอะไร

2. ถ้าคุณลองไปศึกษาประวัติศาสตร์ดูดี ๆ แล้วคุณจะเห็นว่า พระพุทธศาสนาไม่ได้นำเครื่องรางของขลังวัตถุมงคลต่าง ๆ เข้ามา และเท่าที่ผมศึกษาศาสนาพุทธมา พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ปฏิเสธว่า พลังอำนาจทางไสยศาสตร์ไม่มีจริง แต่พระองค์ก็ไม่ให้เราไปมัวเสียเวลากับของพวกนี้ เพราะว่ามันไม่ใช่หนทางดับทุกข์ได้จริง ใครเข้าไปพัวพันยุ่งเกี่ยวก็มีแต่จะหลงใหลยึดติดและทำให้จิตเศร้าหมอง และการที่เราชาวพุทธไม่เชื่อในพระเจ้าเป็นเพราะว่า น่าจะเป็นสาเหตุมาจาก

1) เราเชื่อว่า เรื่องพระเจ้ามันเป็นการอุปโลกน์เองของคนโบราณเพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ เขาพยายามจะยกพระเจ้าที่เขาคิดขึ้น ให้อยู่ในฐานะที่สูงส่ง เหนือธรรมชาติ และเป็นนามธรรมที่ไม่สามารถแตะต้องหรือเข้าถึงได้ง่าย ๆ เพราะเหตุผลนี้ทำให้เราเชื่อเรื่องของพระเจ้าได้ยาก

2) จากข้อหนึ่งทำให้เราเห็นว่า หลักความเชื่อก็ไม่ได้แตกต่างไปจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ทั้งเรื่องพระเจ้า และพิธีกรรมที่อ้อนวอนร้องขอต่อพระเจ้า ซึ่งในสมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าก็เสนอเหตุผลที่มาหักล้างความเชื่อของพราหมณ์อยู่เสมอ

3) คุณเชื่อแต่ว่า พระเจ้าของคุณมีจริง แล้วคุณจะรู้ได้อย่างไร ถ้าเกิดชาวฮินดูเขามาอ้างเช่นนี้กับคุณบ้างล่ะว่า พระเจ้าของเขามีจริง จงเชื่อพระเจ้าของเขาเถิด เพราะพระองค์จะช่วยเรา เพียงแค่เราสวดอ้อนวอน อธิษฐานต่อพระองค์ทุกวัน พระองค์จะรับฟังคำอธิษฐานของเรา ถ้าเกิดเขามาอ้างอย่างนี้กับชาวคริสต์บ้างล่ะ คุณจะเชื่อเขาไหม หรือมีความเชื่อของคนจีนที่ว่า จักรพรรดิคือโอรสแห่งพระเจ้า เราควรจะเชื่อเขาเหมือนกับที่คุณเชื่อไหม เราจะต้องไปสวดอ้อนวอนต่อจักรพรรดิไหม เพราะอย่างนี้ไงเราถึงทำใจเชื่อได้ยาก เพราะใครก็สามารถอุปโลกน์ขึ้นมาได้ทั้งนั้นแหละ แล้วจะให้เราไปเชื่อใคร ลัทธิเขาศาสนาเขาเขาว่า พระเจ้าเขาศักดิ์สิทธิ์

4) ชาวพุทธเชื่อเรื่องกฎแห่งการกระทำ ลองนึกทบทวนว่า เวลาที่คุณทำไม่ดีกับพ่อแม่ของคุณ หลายครั้งมันมีเรื่องร้าย ๆ เกิดขึ้นกับเรา เราไม่เจริญรุ่งเรือง

สรรพสิ่งเกิดขึ้นมาย่อมเป็นเหตุเป็นผลกัน

เพราะความเชื่อดั้งเดิมของคนไทยก่อนที่พระพุทธศาสนาจะเข้ามา มันเป็นแบบเชื่อในเรื่องไสยศาสตร์ เชื่อในอำนาจลี้ลับเหนือธรรมชาติ เชื่อในอิทธิปาฏิหาริย์ของเครื่องรางของขลังต่าง ๆ มีการทรงเจ้าเข้าผี ถึงแม้ว่า พระพุทธศาสนาจะเข้ามา แต่ความเชื่อเดิม ๆยังคงฝังรากลึกอยู่ในใจของคนไทยอยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้ ดังนั้นสรุปได้เลยว่า พระพุทธศาสนาก็ไม่ได้เห็นดีเห็นงามในเรื่องนี้เหมือนกัน แต่มันเป็นเพราะการผสมผสานความเชื่อเดิมกับศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธไม่ได้สอนให้ไปนับถือพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่น แต่ให้นับถือพึ่งพาบุญที่ตนเองสร้างไว้ เพราะบุญอยู่เบื้องหลังความสุขและความสำเร็จทั้งมวล

3. ในศาสนาพุทธ คนที่ไม่เชื่อในพระพุทธเจ้า ไม่ได้ตกนรกครับ แต่จะได้ไปเกิดนอกวงบุญ คือ ไปเกิดในศาสนาอื่น (พระท่านบอก) แน่นอนครับว่า ถ้าพูดถึงตอนปัจจุบันนี้ คนเราย่อมมีบาปติดตัวมา แต่ศาสนาพุทธนั้นไม่มีใครมารับบาปแทน แต่บาปที่เราทำเราสามารถแก้ไขผ่อนหนักเป็นเบาหรือลบล้างได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องไปพึ่งใครให้ช่วยรับบาปแทน ถึงแม้ว่า คนคนนั้นยังมีบาปคิดตัวอยู่ยังไม่หมดง่ายในชาตินี้ ถ้าหากก่อนตายเขาระลึกถึงบาปที่เขาทำได้เขาก็จะต้องไปชดใช้กรรม ด้วยการไปเกิดเป็นสิ่งที่ตกต่ำย่ำแย่ อาทิ ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง

เป็นเปรตบ้าง เป็นอสุรกายบ้าง เป็นสัตว์นรกบ้าง แล้วแต่อำนาจของบาปนั้นจะพาไปเกิด จะเห็นว่า คนทำบาปไม่จำเป็นต้องตกนรกเสมอไป หรือถ้าคนนั้นก่อนตายเขานึกถึงบุญได้เขาก็จะได้เสวยผลบุญก่อน เขาอาจจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกแต่บาปอาจจะส่งผลในชาติที่เป็นคนอยู่ก็ได้ ดังนั้น สรุปว่า ขอชี้แจงว่า โปรดอย่าเข้าใจผิดว่าคนบาปจะต้องไปตกนรกเท่านั้น เราเชื่อไม่เหมือนกันกับศาสนาคริสต์คริสต์

ที่กล่าวมานี้ผมต้องการแสดงข้อมูลของศาสนาพุทธที่ถูกต้องและแสดงมุมมองของผมต่อคำตอบของคุณ suwandee และผมอยากจะบอกคุณ suwandee และทุกคนว่า อย่ามัวมาเสียเวลาเถียงผมเลย เพราะเรื่องแบบนี้มันเถียงได้เรื่อย ๆ ไม่สิ้นสุด คนไหนดูมีเหตุผลที่ดีกว่าก็ดูน่าเชื่อกว่า คนไหนพูดมีเหตุผลกว่าอีกก็เปลี่ยนไปเชื่อคนที่มีเหตุผลมากขึ้นไปอีก ของอย่างนี้มันต้องพิสูจน์ครับ เถียงไปมันไม่เกิดประโยชน์มันไม่เห็นผล หยุดไว้แค่นี้เถอะครับ

แล้วถามว่า ทำไมคุณถึงมาตอบกระทู้อีกละ ก็ไหนบอกให้หยุด ผมก็คงจะต้องตอบว่า ก็เป็นการปิดท้ายไงครับ ใครมาพูดยังไงที่นี้ผมจะไม่มาแย้งแล้ว ผมจะเอาเวลาไปปฏิบัติให้เห็นความจริง พอถึงเวลานั้นผมถึงจะตอบได้ด้วยความมั่นใจว่า ไปเห็นมาจริง ๆ ไม่ได้ไปอิงตำราอะไรเลย

พระเจ้าทรงอวยพรข้าพระองค์ด้วยพระองค์เจ้าค่ะ ข้าพระองค์เป็นวิหารของพระเจ้าพระเจ้าสถิตอยู่กับเรา เอเมน

พี่น้องคริสเตียนค่ะ เราให้อภัยเค้าเถอะค่ะ คนที่ยังไม่เชื่อในพระเจ้าไม่ใช่คนผิด แต่แค่ในแผนการของพระเจ้ามันยังไม่ถึงเวลา

หากวันนี้ คุณทำทุกอย่างเต็มที่แล้ว เชื่อเถอะค่ะ พระเจ้าจะทรงสานต่อ

ฝากบอกต่อไปที่หลายคนที่สนใจในเรื่องพระเจ้า

นั่นถือว่าคุณเป็นคนทีพระเจ้าทรงเรียกแล้ว จงเดินมาหาพระเจ้าเถอะค่ะ

ทุกศาสนาดีเหมือนกัน แต่ที่ต่างกันคือ ที่ที่จะทำให้เรารอดไงคะ

หากเรามีทางเลือกทำไมเราไม่เลือกทางทีดีที่สุดล่ะคะ

ลองมาหาพระเจ้าสิคะ

และสิ่งที่ท่านขาดพระเจ้าจะทรงเติมเต็มให้สมบูรณ์

พระเจ้าอวยพรค่ะ

การต่อล้อต่อเถียงเรื่องศาสนา รังแต่จะสร้างความแตกแยก และทำให้อีกฝ่ายมองศาสนาของตนตกต่ำลง

ทุกศาสนา มีสาวกทั้งที่ดีและไม่ดี

ชาวพุทธผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบมีหลายท่าน ทั้งช่วยเหลือสังคม และช่วยเหลือตนเองด้วยธรรมะ

แต่ก็มีหลายท่านที่หลงไหลไปกับ วัตถุบูชา และอิทฤทธิ์อาคม จนหลงลืมคำสอน และวิถีทางแห่งปัญญา

ชาวคริสต์หลายท่าน ทำให้คนอื่นรู้จักพระเจ้า โดยการถ่อมตัว และช่วยเหลือผู้อื่น นั่นคือชาวคริสต์ที่ดี

แต่ก็มีชาวคริสต์หลายคนที่ข้าพเจ้ารู้จัก เร่ขายพระเจ้าเหมือนการขายตรง ยัดเยียดความเชื่อให้ผู้อื่นโดยการดูถูกเหยียดหยาม และยัดเยียดแค่ความเชื่อที่ว่า หากเชื่อในพระอง์จะรอดพ้นจากขุมนรก นั่นเป็นเหตุที่คนหลายคนหันหลังให้ความเชื่อในพระเจ้าทันทีที่ได้ยิน

ไม่ว่าจะศาสนาใด จงประพฤติดี ประพฤติชอบเถิด หากคนรอบข้างเห็นว่าคุณดีพร้อม และเมื่อเขาชื่มชมสิ่งที่คุณทำ จงบอกเขาไปว่า "สิ่งที่คุณปฏิบัติ คือสิ่งที่ศาสนาของคุณสอนมา" พระเจ้าทรงสรรพานุภาพ คงไม่ต้องการให้คนรับเชื่อในพระองค์เพราะกลัวตกนรก จงเชื่อในพระเจ้า เพราะท่านรักพระเจ้า และหากท่านรักพระเจ้า ก็ควรรักคนอื่น และถ่อมตัวลงให้ต่ำกว่าผู้อื่น

ขอให้เพื่อน ทั้งชาวคริต์ และพุทธ จงปฏิบัติตามความเชื่อของตนอย่างเต็มที่ มีเมตตากับทุกชีวิต ให้คนรอบข้างเห็นสิ่งที่ดีในตัวท่าน นั่นจะสะท้อนถึงวิธีที่ศาสนาของท่าน หล่อหลอมท่านให้เป็น

ขอความเชื่อของแต่ละท่าน จงนำท่านไปสู่ความจริง และการหลุดพ้นในที่สุด

ขอประทานอภัยต่อคุณProtector และทุก ๆ คนด้วยนะค่ะหากข้อความของดิฉันทำให้คุณรู้สึกไม่ดี ดิฉันเพียงอยากจะตอบข้อสงสัยของคุณ ตามหลักการพระคัมภีร์เท่านั้นมิได้คิดโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น หากทำให้คุณขุ่นข้องหมองใจก็อภัยด้วย เพราะจริง ๆ แล้วหลักการสำคัญของพระคัมภีร์ไบเบิ้ล ก็คือ ....ให้รักพระเจ้าสุดจิตสุดใจ..... เมื่อเรารักพระเจ้าสุดใจของเรา เราก็ไม่กล้าทำบาป ......และรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเราเอง.....เมื่อเรารักทุกคนเหมือนตัวเราเอง เราก็จะยกโทษให้กับเขาได้ เหมือนเวลาลูกเราเมื่อทำผิด เราก็สามารถอภัยให้กับลูกเราได้ เพราะความรักที่มีต่อเขา มันมากมาย ดิฉันไม่เคยคิดจะโต้แย้งกับคุณเลย แต่เพียงอยากจะบอกให้คนที่ยังไม่รู้ ได้รู้ว่า "พระเจ้ารักเรามากเพียงใด เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลกจนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์เพื่อผู้ที่เชื่อจะไม่พินาศแต่มีชีวิตนิรันดร์" แต่ยังไงดิฉันก็ขอให้พระเจ้าทรงอวยพรแก่ท่านทุกคนที่ได้อ่านนะคะ

และขอโทษหากทำให้ใครบางคนรู้สึกไม่ดีต่อคริสเตียน และขอโทษต่อพี่น้องคริสเตียนทุกท่านหากดิฉันเป็นคนที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง และทำให้พระเจ้าเสียพระเกียรติ ขอบคุณทุกท่านที่แสวงหา เมื่อใดที่คุณแสวงหาไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรคุณก็จะได้ค้นพบ

ฝากบทเพลงนี้ให้ลองอ่านดูกันนะคะ "พระเจ้าทรงรักโลกา และคนอย่างฉัน คนชั่วร้ายที่ล้นด้วยมลทิน และความคิดมืดมน

พระองค์ทนทุกข์ลำบาก เพื่อคนอย่างฉัน ถูกโบยตีเอาหนามแทนมงกุฎ ถูกเหยียดหยาม

ฉันจะลืมพระองค์ได้อย่างไร ฉันพบรักแบบนี้ได้ที่ใหน จิตใจฉันซาบซึ้ง โมทนาพระผู้ไถ่

จะขอรับใช้พระองค์จนชีพมลาย ความรักใดไม่เปรียบปาน พระคุณพระองค์เกินกว่าใคร"

-0-อาจจะมีใครบางคนที่ยอมตามเพื่อคนดีและคนน่ารัก แต่จะมีซักกี่คนที่จะตายเพื่อคนบาปและคนไม่น่ารักอย่างเรา-0-

เรื่องราวของพระเจ้าไม่ใช่เรื่องศาสนา เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ตัวเรากับพระเจ้า ในการบังเกิดใหม่ ต้องมีประสบการณ์กับพระเจ้าทุกกรณี ไม่มียกเว้น เรื่องราวของพระเจ้าเป็นเรื่องราวที่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวเอง การเป็นคริสเตียน ทำให้คนเป็นคนดีตั้งแต่ในใจในจิตวิญญาณ เพียงแค่ความคิดที่ผิดก็เป็นบาปแล้ว เมื่อความคิดเป็นเรื่องเริ่มต้นของการกระทำทั้งหมด แล้วอย่างนี้ก็สามารถทำให้สังคมที่เป็นอยู่นั้นมีสันติสุขมากขึ้น

ศาสดาทุกศาสดา ถ้ามาอยู่ด้วยกัน ในความรู้สึก ทุกพระองค์ จะมีบุคลิก การพูดมีแม้แต่แววตาที่เหมือนกัน เราอยู่ใก้ลจะรู้สึกสงบและเป็นสุข จะเถียงกันทำอารมณ์ให้หมองมัวไปใย

พระเยซูคริสต์ทรงมีสภาวะพุทธะ(ผู้ตื่น) ตั้งแต่อวตารในครรภ์พระมารดาของพระองค์แล้ว เซลทุกเซลในกายเนื้อของพระองค์ปฏิสัมพันธ์กับพระบิดาของพระองค์อยู่ตลอดเวลา ถ้าจิตของพระองค์หลับก็เท่ากับว่าพระองค์ทรงอยู่ในความบาป และเท่ากับว่าพระองค์ปฏิเสธความเป็นพระเจ้าของพระองค์เอง จิตหลับเป็นสภาวะที่กายเนื้อและวิญญาณแตกแยกกัน จึงอยู่ในสภาพของความบาป "พระวาจาของพระเจ้า เป็นพระวาจาที่มีชีวิตและบังเกิดผล คมยิ่งกว่าดาบสองคมใดๆ แทงทะลุเข้าไปถึงจุดที่วิญญาณและจิตใจแยกจากกัน ถึงเส้นเอ็นและไขกระดูก วินิจฉัยความรู้สึกนึกคิดภายในใจได้" (ฮบ.4:12) พระคริสต์ทรงมาจากภพภูมิที่สูงกว่าภพภูมิพุทธะ สูงกว่าภพภูมินิรวาร ฉะนั้นผู้ที่เชื่อในพระคริสต์ก็จงมองสูงเข้าไว้ โหยหาแต่พระองค์ เพื่อว่าก่อนจะสิ้นใจจิตจุติของเราจะได้ไม่ติดอยู่ในภพภูมิต่ำๆ แต่ขึ้นไปสู่ภพภูมิที่พระคริสต์ได้ทรงจากมา ครั้งหนึ่งปีศาจทูลพระองค์ว่า "ข้าพเจ้าจะให้อำนาจและความรุ่งเรืองของอาณาจักรเหล่านี้ทั้งหมดแก่ท่าน เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะให้ผู้ใดก็ได้ตามความปรารถนา" (ลก.4:6) จึงไม่มีทฤษฎีใดๆ ที่จะสนับสนุนว่าพระคริสต์ที่เคยมีชีวิตในฐานะมนุษย์ผู้มีกายเนื้อ จะทรงหมกมุ่นกับของของโลกนี้ (เกียรติยศชื่อเสียงอำนาจเงินทอง)

พระพุทธเจ้า ทรงสอนให้เรารู้จักตัวตนของตัวเอง ตัวเองเท่านั้นแหละที่จะช่วยตัวเองให้หลุดพ้น ฉะนั้นศาสนาพุทธจึงสอนให้กำหนดจิตและฝึกสมาธิ เพราะนั้นเป็นพื้นฐานของทุกอย่าง พระพุทธเจ้าไม่สอนให้ห่วงในโลกหน้าห่วงในสิ่งที่มาไม่ถึง ให้ห่วงปัจจุบัน ไม่ได้สอนให้ยึดติดในตัวพระพุทธเจ้า สอนให้รู้เรื่องมีเหตุต้องมีผล เรื่องมีเหตุและมีผลหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งคือวิชา ตรรกศาสตร์ และหลักวิชาตรรกศาสตร์นี้แหละ คือที่มาของ ดิจิตอล ทุกวันนี้ ไอส์ สไตน์ เป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์และนักปรัชญาที่ศึกษาศาสนาต่างๆ เคยพูดว่า ถ้าท่านต้องการอะไรในพุทธศาสนามีคำตอบ ตัวเราเท่านั้นที่จะฝึกจิตเราให้เราไปในทางทิศไหน จะนรกหรือสวรรค์ จิตใจของเราเองที่จะพาเราไป จะอยู่ในนรกหรือสวรรค์ ถ้าจิตเราเข้มแข็งก็ไม่มีอะไรต้องหวั่น คนเราถ้ามองจากนอกโลกลงมา มนุษย์เราก็เปรียบเท่าเม็ดทราย เป็นแค่ส่วนหนึ่งของธรรมชาติ แต่การทำความดี ละปาบเท่านั้นที่จะทำให้ สังคมมนุษย์อยู่ในโลกนี้ได้

ก่อนอื่นขอบอกก่อนเลยนะครับว่าผมเคยนับถือคริสต์มาก่อน

แต่ไม่ได้เคร่งถึงขนาดแตกฉานเรื่องไบเบิ้ลนะ เคยอ่านบ้างแต่ไม่ค่อยสนใจ

......ตั้งแต่เด็กจนโต ผมนับถือคริสต์เรื่อยมา จนมาถึงช่วง ม.ปลาย มีเรื่องราวต่างๆมากมายทำให้ผมท้อแท้ใจ และเหนื่อยใจเป็นอย่างมาก(ไม่ขอกล่าวนะครับว่าเป็นเรื่องอะไร) ผมไม่รู้จะไปพึ่งใครได้อีกแล้ว ในคราวนั้นผมเองก็นึกขึ้นได้ว่าพระเจ้าเป็นผู้มีเมตตาและจะคอยช่วยเหลือเราในเรื่องที่ทุกข์ใจมากๆ ผมจึงทำการอธิษฐานจิตกับพระเจ้าให้ช่วยเหลือในเรื่องนั้น และอีกหลายๆเรื่องที่ไม่มีทางแก้ ผมทำอย่างนี้ทุกวัน ตามที่พ่อกับแม่แนะนำ

ตรงนี้ผมอยากจะบอกว่า ผมมีความศรัทธาแน่นอนเต็มเปี่ยมครับ และทำการอธิษฐานถึงพระองค์เรื่อยมาตลอด

แต่เรื่องราวเลวร้ายเหล่านั้นกลับไม่ดีขึ้นเลย

จนเพื่อนที่รู้จักกันมาคุยกับผมและแนะนำให้ลองไปปฏิบัติและศึกษาธรรมในวัดมหาธาตุดู ตอนแรกก้ไม่ไปครับเพราะเห้นว่ามันไร้สาระ

แต่พอเพื่อนชวนบ่อยๆเข้าก็เลยลองไปดู พอไปถึงครั้งแรกมีพระมาคอยสอนเรื่องการนั่งสมาธิ(แต่ผมยังไม่ทำตามนะ และไม่ไหว้พระด้วย) แค่นั่งฟังไปเรื่อยๆ เพื่อนที่พามามันก็เลยด่าผมว่า "มาถึงแล้วทำไมไม่ลองดูซักตั้งว่ะ มาแล้วนั่งเฉยเป็นตอไม้ มันจะรู้ได้ไงว่าดีไม่ดี" คำพูดประโยคนั้นทำให้ผมลืมเรื่องพระเจ้าไปก่อนชั่วคราว

จากนั้นพระคนหนึ่งก็พาผมท่องคำขึ้นพระกรรมฐาน (ตอนนั้นไม่รู้ว่าเป็นคำพูดอะไร และเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง)

หลังจากท่องคำขึ้นกรรมฐานเสร็จแล้ว จะมีพระคอยสอนว่าควรทำอารมณย์ยังไงเวลานั่งสมาธิ

ตอนเวลาที่นั่งครั้งแรก พอหลับตาลงแค่นั้นแหล่ะ เรื่องทุกข์ใจที่มีอยู่มันวิ่งพล่านเลย ผมนั่งไปได้ซัก 30 นาที จึงเริ่มสงบ แล้วรู้สึกว่าตัวเองเนี่ย มีความสุขมากๆ เพราะมันเย็นไปทั่วร่างกายเลย มันเย็นมาจากข้างใน

เหตุการณ์นี้เป็นครั้งแรกที่ผมลองทำตามดู พอครั้งที่ 2 เพื่อนพามาอีก ครั้งนี้ผมทำอย่างเก่า พอใจสงบ พระท่านนั้นก็พูดว่าเรื่องทุกข์ใจต่างที่มีอยู่อ่ะ ให้ลองตั้งสติคิดแก้ปัญหาดูในตอนนี้ ตอนที่จิตกำลังสงบ เพราะปัญหาต่างๆของเราเอง เราเป็นคนสร้าง เราก็ต้องแก้เอง จะให้ผีสาง เทวดาที่ไหนมาแก้ให้คงไม่ได้ แล้วก็มีอีกหลายคำพูดที่ท่่านพูดในทำนองว่า สิ่งต่างๆมันเกิดจากตัวมนุษย์เอง เราทำดีเราก็ได้ดี เรากินข้าวเองก็อิ่มเอง ไม่ใช่หิวข้าว แต่ให้คนอื่นกินแทน อย่างนี้เราไม่มีวันอิ่มหรอก ประมาณเนี้ย

สุดท้ายเรื่องของผมก็แก้ปัญหาได้ เวลาเจอกับเหตการณ์นั้น ผมรู้สึกว่าตัวเองนิ่งขึ้น ไม่กระสับกระส่ายร้อนรนเหมือนเมื่อก่อน

จากนั้นมาผมก็เริ่มเข้าไปหาพระ และเริ่มศึกษาหลักธรรมนิดหน่อย ไปฝึกกรรมฐานตามวัดต่างๆที่จัด ตามเวลาที่พอไปได้

ผมมารู้ทีหลังว่าศาสนาคริสต์คงไม่เหมาะกับผม เพราะผม(เคย)มีศรัทธาในพระองค์อย่างมาก แต่กลับไม่มีทีว่า หรือสิ่งไหนเลยที่จะมายืนยันว่าพระองค์กำลังช่วยผมนะ

ตอนนี้ผมนับถือพุทธเต็มตัวครับ พ่อกับแม่ไม่รู้ ถึงรู้ผมก็จะอธิบายเหตุผลให้ท่านฟังว่าทำไมถึงเปลี่ยน

ที่พูดมาเนี่ยไม่ได้ว่าคริสต์ไม่ดีนะครับ แต่มันไม่เหมาะกับผม

เรื่องก็มีแค่เนี้ยแหล่ะ แค่อยากมาเล่าให้ฟัง

ปล. เพื่อนที่เป็นคริสต์ด้วยกันส่วนมากไม่เคยสนเรื่องศาสนาเลย แม้แต่โบสถ์ก็ไม่เคยเข้า มันบอกว่านับถือแค่ในทะเบียนบ้าน

ศาสนา ทุกศาสนาดีครับมุ่งให้ทุกคนเป็นคนดี พระพุทธเจ้าตามพุทธประวัติ ไม่ได้วิเศษกว่าเราๆท่านๆ เป็นมนุษย์เกิดมามี พ่อแม่ เป็นหนุ่มมีภรรยามีบุตร เหมือนเราทั่วไป ผมไม่ได้นับถือพระพุทธเจ้าเพราะ แตกต่างจากเราเป็นบุคคลพิเศษ แต่นับถือพระพุทธเจ้าเป็นอาจารย์เป็นนักวิทยาศาสตร์ยุดแรกๆเลย วิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ด้วยเหตุและผล ไอส์ สไตน์ ยังยอมรับเลยครับ ตามจริงสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัจ ทั้งเรื่อง สิ่งมีชีวิตต่างๆพระพุทธเจ้าตรัจตั้งแต่จุลทีรย์เลยนะ ตรัจว่าอย่างต้นไม้ถือเป็นสิ่งมีชีวิตแต่ปราศจาก วิญญาณ

พระพุทธเจ้าทรงทดสอบและศึกษาด้วยพระองค์เอง เปรียบกับคำพูด ตรัจรู้ได้ด้วยพระองค์เอง เหมือนสอนให้เราทำอะไรด้วยตัวเอง ไม่ได้ใช่เพียงสวดอ้อนวอน ขอกับสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ พระพุทธเจ้าไม่ได้เอ๋ยอะไรเลื่อนลอยอ้างถึงอะไรที่อุปโลคขึ้นมาเอง พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ ตัวเราเองเท่านั้นที่จะทำให้ตัวเราหลุดพ้น หลายพันปีศาสนาพุทธพยายามโดนให้ลบจากประวัติศาสตร์แต่ที่อยู่มาถึงทุกวันนี้ เพราะหลักความจริงที่พิสูจน์ได้ครับ

ผมเป็นคริสตชนตั้งแต่ยังเป็นทารกอยู่ ภาษาของเราเรียกว่า”คริสตังค์นอน” ถ้าเป็นในช่วงที่เป็นเด็กโตหรือผู้ใหญ่เรียกว่า”คริสตังค์ยืน” ปัญหาของ”คริสตังค์นอน”ที่ทุกคนต้องพบในชีวิตคือ”วิกฤติแห่งความเชื่อ”

ผมผ่านช่วงนั้นมาอย่างทรมานมาก ผลที่ได้รับหลังจากผ่านช่วงนั้นมาได้คือผมพร้อมที่จะมีชีวิตอยู่อย่างมีความหวัง พร้อมที่จะเผชิญปัญหา หรือความเจ็บไข้ได้ป่วยต่างๆ และพร้อมที่จะตาย โดยไม่พะวักพะวงถึงเรื่องอะไรทั้งนั้น ไม่กังวลว่าหลังตายแล้ว พ่อแม่จะเสียใจหรือเปล่า หรือยังมีหลายอย่างที่ยังไม่ได้ทำ หรือคิดฝันแต่ก็ยังไม่ได้ทำให้สำเร็จ ช่วงชีวิตที่อยู่ใน”วิกฤติแห่งความเชื่อนั้น” ผมศึกษาวิธีทำสมาธิวิปัสสนาแบบเซ็น เพราะผมคลั่งนิกายเซ็นมาก ชอบปริศนาธรรมแบบเซ็น นอกจากนี้ยังชอบเรื่องกำลังภายใน ก็ได้ศึกษาปรัชญาเต๋า วิธีทำสมาธิแบบเต๋า สิ่งที่จูงใจให้ทำคือมีความทุกข์มีปัญหา เวลาที่ทำสมาธิสัก 15-30 นาทีตอนเช้า แล้วรู้สึกว่าทั้งวันพร้อมที่จะเผชิญทุกอย่าง เจอปัญหาก็สามารถพบทางออกได้ทุกครั้งไป รู้สึกมีความสุขใจอยู่ตลอดเวลา มองโลกในแง่ดีมากขึ้น ที่ตัดสินใจศึกษาเซ็นเพราะเคยได้ยินข่าวว่ามีพวกบาทหลวงได้ไปศึกษาเซ็นที่วัดเซ็นในญี่ปุ่นเหมือนกันอยู่กันเป็นปีเลย และช่วงเวลานั้นผมว่าวิธีปฏิบัติแบบคริสต์มันไม่จ๊าบ เข้าใจยาก เข้าถึงยาก แบบเซนดูขั้นเทพมากกว่า

เวลาผ่านไปภาระหน้าที่มีมากขึ้นชีวิตต้องเร่งรีบมากขึ้น เวลาที่จะทำสมาธิก็ไม่มีเลย ผมก็เลยคิดว่าพวกนักบุญในคริสตศาสนา ผ่านวันเวลาอย่างนั้นมาได้อย่างไร ก็เลยไปค้นคว้าตามหาในที่สุดก็พบเคล็ดวิชา (ภาษากำลังภายใน) สิ่งนั้นเรียกว่า “Lectio Divina” (เลคซีโอ ดิวีนา) เป็นภาษาละตินแปลว่า การอ่านศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งหมายถึง การอ่านพระคัมภีร์และภาวนา และเป็นสัญลักษณ์ของศาสนกิจแห่งการภาวนาของคริสตชนแบบดั้งเดิม เทคนิคนี้ค้นพบโดยนักพรตคณะคาทูเซียน ประมาณศตวรรตที่ 12 ความมหัศจรรย์ของ ”เลคซีโอ ดิวีนา” คือถ้าคุณฝึกฝนถึงระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเจอปัญหาหรือภัยร้ายที่จะคร่าชีวิตของคุณ คุณก็จะเผชิญกับมันอย่างมีสติ คุณจะไม่ก้าวร้าว คุณจะอ่อนโยน แต่เข้มแข็ง คุณจะเห็นอกเห็นใจผู้อื่น คุณจะอารมณ์ฉุนเฉียวน้อยลง ต่อให้คุณต้องทำงานกับเครื่องจักรทึ่ต้องระมัดระวังว่ามันจะกินนิ้วของคุณได้ทุกเมื่อ คุณก็ยังปฏิบัติ ”เลคซีโอ ดิวีนา”ได้ ถ้าอยากรู้มากขึ้นเกี่ยวกับ”เลคซีโอ ดิวีนา” ก็ลอง serch ดูตามเว็ปไซด์ต่างๆดู การปฏิบัติ”เลคซีโอ ดิวีนา”เหมือนกับการปีนภูเขาเอเวเรสต์ บางครั้งขึ้นไปที่เบส 3 ก็ต้องถอยกับมาที่เบส 2 บางครั้งไปถึงยอดซัมมิต ชื่นชมดื่มด่ำกับธรรมชาติ(ที่น้อยคนจะได้พบเห็น) ก็ต้องรีบลงมาขืนอยู่นานเดี๋ยวแข็งตาย

ทุกวันนี้ชีวิตประจำวันของผม ผมพบเจอเพื่อนๆ แฟน คนเถ้าคนแก่ที่เป็นคนพุทธทั้งนั้น ( 6 วันต่ออาทิตย์ ) ผมจะเจอคนคริสต์ด้วยกันก็ตอนไปโบสถ์ (3 ชั่วโมง ทุกวันอาทิตย์ ) บางวันตอนเย็นๆหลังเลิกงาน ผมไปพูดคุยกับคนเฒ่าคนแก่เรื่องเกี่ยวกับการเจริญวิปัสสนา พวกท่านเหล่านั้นก็จะพูดถึงประสบการณ์ของการไปปฏิบัติธรรมให้ฟัง พูดถึงความสุขที่ได้รับหลังจากการปฏิบัติธรรม พูดถึงการให้อภัยคนที่ทำให้เจ็บใจคนที่คิดร้าย แฟนของผมก็ชอบปฏิบัติธรรม แต่ผมตามไปไม่ได้ เพราะภาระที่บ้านยังมีอยู่ แปลกตรงที่เวลาที่พวกเขาเหล่านี้พูดเรื่องคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ผมเข้าใจได้หมด (ผมมักจะเป็นฝ่ายฟังมากกว่าพูด) ปรัชญาแบบพุทธถ้าพูดมาผมก็เข้าใจ เข้าใจในสาระ แต่คำศัพท์ที่เป็นบาลี สันสกฤตจะจำไม่ได้ ยิ่งฟังปรัชญาแบบพุทธ ผมก็ยิ่งเข้าใจแบบคริสต์มากขึ้น

มีอยู่ครั้งหนึ่งแฟนผมเห็นคนไหว้ต้นไม้ต้นหนึ่ง เขาคิดจะไปไหว้บ้าง ผมโมโหมากจึงพูดว่าพระพุทธเจ้าสอนให้กราบไหว้ต้นไม้หรือ แบบนี้ไม่เรียกว่าเป็นเดียรฉานวิชาเหรอ ทำไมปฏิบัติธรรมมาแล้วต้องกับไปทำสิ่งนี้ด้วยเล่า ในที่สุดแฟนผมก็ยอมรับว่าไม่ควรกราบไหว้

พี่น้องที่เป็นคริสเตียนอาจจะแค้นใจผมที่ว่า มีโอกาสจะประกาศข่าวดีแล้ว ทำไมถึงไม่ทำ จริงๆ แล้วผมประกาศไปแล้ว ไม่ใช่ด้วยคำพูดแต่เป็นการกระทำมากกว่า และทุกคนก็รู้ว่าผมเป็นคริสตชนคนหนึ่ง ทุกวันนี้ไม่มีใครมาโยกคลอนความเชื่อในพระคริสตเยซูของผมได้ เพราะผมรู้ว่าพระองค์คือของดีที่สุดในโลก ผมรักษาพระองค์ไว้ที่หัวใจ ใครๆก็พรากเอาไปไม่ได้ นอกจากควักหัวใจเอาไป

ศาสนาพุทธ ไม้ได้ได้สอนให้พยายามหยุด แสงแดด หยุดฝนตก หยุดอากาศหนาว แต่สอนให้ยอมรับ และเข้าใจเวลา เผชิญแสงแดด ฝนตก อากาศหนาว รู้กำหนดจิต หรือสมาธิ ภายในตัวเราคือกำหนดภายในตัวเราไม่ว่าจะเผชิญกับอะไร ที่มากะทบจากภายนอก

ออกตัวก่อนเลยว่าเป็น พุทธศาสนิกชน ค่ะเคยสงสัยมานานเกี่ยวกับศาสนาอื่น ว่ามีจริงหรือไม่เคยสงสัยในความเชื่อของแต่ละศาสนา

 

 

แต่พอได้รับคำตอบจากท่าน พุทธทาสภิกขุ(ชื่อท่านแปลว่า เป็นผู้รับใช้ ของพระพุทธเจ้า) ซึ่งได้กล่าวไว้ ประมาณว่า

 

 

 

"ขอเพียงเรา ปฏิบัติตามหลักธรรมของศานาของตน และมุ่งมองยังแก่นสารที่แท้จริงซึ่งแน่นอนว่าทุกศาสนาล้วนสอนให้เรานั้นเป็นคนดี แม้จะแตกต่างในเนื้อหาสาระไปเมื่อเราปฏิบัติ เป็นคนดี ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนได้ เราก็สามารถที่จะเป็น พุทธศาสนิกชนที่ดี คริสชนที่ดี และอิสลามิกที่ดี ได้ทั้งนั้น"

 

 

พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสไว้ว่า เรื่องความสงสัยในเรื่องศาสนา หรือศาสดาใดๆเป็นอจินไตย เป็นเรื่องเข้าใจยาก และไม่ควรมานั่งเถียงกันเพราะรังแต่จะทำให้ เกิดความแตกแยก ร้าวฉานกันเสียเปล่าๆ เราควรอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข และดีต่อกัน จะดีกว่า

 

 

ขอฝากคำถามสามข้อให้ สาวกทุกศาสนา ลองไปคิดกันเล่นๆ

1. ใคร คือคนที่สำคัญที่สุด

2. งาน ใด คืองานที่สำคัญที่สุด

3. เวลาใด คือเวลาที่สำคัญที่สุด

 

 

เมื่อพบคำตอบกับสามข้อนี้ เราจะใช้ขีวิตได้ง่ายขึ้นโดยยึดจิตใจตัวเองเป็นหลักในการดำเนินชีวิต

 

 

 

 

 

 

(เฉลย อยู่ด้านล่าง แตกต่างได้ ไม่มีปัญหา แต่โปรดพิจารณาด้วยเหตุผล)

 

 

 

 

 

 

 

1. คนที่สำคัญที่สุด หลายคนอาจตอบพ่อแม่ หรือตัวเอง ก็ไม่แปลกแต่คำตอบที่จะนำเสนอในแง่มุมนี้ คือ คนที่สำคัญที่สุดคือคนที่อยู่ตรงหน้าคนเรานั้น เกิดมาเป็นมนุษย์ถือว่ามีชีวิตสั้นนัก ดังนั้น ไม่ว่าคนที่อยู่ตรงหน้าของเราจะเป็นใครเราควรจะปฏิบัติให้ดีต่อคนผู้นั้นให้มากที่สุด ฝากความประทับใจไว้ให้ก่อนจากกันไม่ควรทำหน้าบึ้งตีงใส่กัน หรือ พูดจาระคายหู ฝากรอบแผลไว้ในหัวใจนี่คือคำตอบ ที่ควรนำไปประยุกต์ใช้อย่างยิ่ง

 

 

2. งานที่สำคัญ ที่สุด คืองาน ณ ปัจจุบัน มีหลายคนล้มเหลว เพราะบอกว่าพรุ่งนี้ๆ เสมอไปแต่เมื่อใดที่เราตั้งใจ ทุ่มเทกับงานที่ทำอยู่ ณ ปัจจุบันขณะและคิดว่าเป็นงานที่สำคัญที่สุด งานที่ออกมาจะเป็นงานชิ้นเอกได้เพราะผลงานคือการประกาศศักยภาพความเป็นเรา

 

 

3. เวลา ที่สำคัญที่สุด คือ เวลา ณ ปัจจุบันเราแก้อดีตไม่ได้ และอนาคตก็มาไม่ถึง ซึ่งคาดการณ์ได้ยากดังนั้น ทำเวลานี้ให้ที่ดีสุด จะได้ไม่มานั่งเสียใจภายหลังและเราคงเจอว่า หลายครั้ง ปัจจุบัน กำหนดอนาคตได้

 

 

ที่มาจาก หนังสือ ของท่าน ว.วชิรเมธี ซึ่งจำชื่อหนังสือไม่ได้ (ขออภัยไว้ ณ ที่นี้)แต่รู้สึกจะเป็นเกี่ยวกับการทำงาน ซึ่งท่านได้บอกว่า เราไม่ควรทำงานไปวันๆแต่ควรทำงานไป แลพัฒนาศักยภาพของตนไปด้วย และรักงานที่ทำจงอยู่กับงานอย่างมีความสุข คำตอบทั้งสามข้อที่ได้ ขอเชิญท่านผู้อ่านทั้งหลาย ลองนำไปคิดต่อและประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ท่านอาจจะได้พบว่า ท่าน ใจเย็นขึ้น สุขุมขึ้น มีสติ ขึ้นและผลที่ได้รับ จะแตกต่างไปจากเดิม ไม่มากก็น้อย

 

 

 

ปล. แทนที่เราจะมานั่งเถียงกันเรื่องศาสนา หรือความเชื่อทำไมเราไม่เอาหลักธรรมคำสอนที่เป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิตมาแลกเปลี่ยนกันดูบ้างล่ะ น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าทั้งต่อจิตใจและความเชื่อของแค่ละคน สู้ๆ ชาวโลก

คนจีนชอบพูดว่า “บ้านมีกฎบ้าน เมืองมีกฎเมือง” ผมมองว่าศาสนาเหมือนครอบครัวใหญ่ แต่ละครอบครัวก็มีกฎของตัวเอง ลูกๆเมื่อเห็นว่ากฎบางกฏของอีกบ้านหนึ่งดีกว่าบ้านของตัวเอง ลูกคนนั้นก็ไม่จำเป็นต้องย้ายสำมะโนครัวเข้ามาอีกบ้านหนึ่ง เพียงแค่ปฏิบัติเพิ่มเป็นการส่วนตัวก็พอแล้ว ไม่ต้องเดือดร้อนใคร

มีอยู่วันหนึ่งผมเดินลงมาจากรถเมล์ มองเห็นร้านอาหารหลายร้าน ก็ชวนเพื่อนผู้หญิงอีก 2 คนที่มาด้วยกันให้ไปหาอะไรกิน เพราะเที่ยงแล้ว เพื่อนที่เป็นอิสลามกวาดตามองร้านอาหารอยู่พักหนึ่ง ก็พูดขึ้นว่า พวกเธอสองคนไปกินเถอะ เราจะนั่งเป็นเพื่อน จะกินแต่น้ำอย่างเดียว ผมก็มองหน้าเพื่อนอีกคนหนึ่ง เพื่อนคนนั้นก็พูดว่า เรานับถือเจ้าแม่กวนอิม เราไม่กินเนื้อวัว และกลิ่นเนื้อก็ทำให้เรารู้สึกผะอืดผะอม คราวนี้ถึงตาผมละ คนนึงก็มุสลิม(สวยคมแบบแขก) คนนึงก็พุทธ(ขาวหมวยน่าทะนุถนอม)แถมนับถือเจ้าแม่กวนอิมพ่วงเข้าไปอีกด้วย ส่วนผมนับถือคริสต์ ในคำสอนของคริสต์ ก็ไม่มีกฎข้อไหนห้ามในเรื่องของการกิน ผมก็เลยต้องงัดกฎสุดท้ายมาใช้บ้าง จงรักพระเป็นเจ้าเหนือสิ่งอื่นใด และจงรักผู้อื่นเหมือนรักตนเอง” ถ้าผมตัดสินใจเลือกร้านใดร้านหนึ่งในบริเวณนั้น เพื่อนคนหนึ่งจะได้กิน อีกคนหนึ่งจะอดกิน ผมก็เลยบอกเพื่อนๆ ว่า “งั้นพวกเราเดินต่อไปอีกหน่อยเถอะ เพื่อจะเจอร้านที่พวกเราจะได้กินอย่างสบายใจ” เดินมาไกลพอสมควรและในที่สุดก็เจอร้านที่ต้องการ มีแต่ไก่ทั้งนั้น ก็เคเอฟซีงัย

ครั้งหนึ่งนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งได้เดินทางไปดวงจันทร์ด้วยยานอพอลโล

พวกเขามีความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียวกัน แต่พวกเขาต่างนิกายกัน

นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งได้มีโอกาสเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์เป็นพวกแรกของโลก

เมื่อมองไปรอบๆ ก็พูดเบาๆว่า“ไหนเล่า พระเจ้าอยู่ที่ไหน ?”

นักวิทยาศาสตร์อีกคนหนึ่งที่อยู่บนยานได้ภาวนาเบาๆว่า

“ขอขอบพระคุณพระเป็นเจ้า ที่พระองค์ได้ทรงสร้างสิ่งที่สวยงามและน่าอัศจรรย์นี้”

ผมทำงานกลางคืน เล่นดนตรีตามสวนอาหารบ้างตามผับบ้าง ถ้าคนทำงานกลางคืนอย่างผมคงรู้ว่ามีเหล้ากินเกือบทุกวัน วันไหนแขกไม่ให้ก็เซ็นต์กินเพราะทางร้านเค้าจะจัดเตรียมไว้ให้นักดนตรีโดยเฉพาะ ถ้าไม่ได้กินก็จะไม่มีอารมณ์ว่างั้นเถอะ เล่นมาเป็นสิบปีไม่มีเงินเก็บก็ออกไปทำงานอื่น ยังคงวนอยู่กับเหล้าอยู่ตลอด พอกินบ่อยเข้าก็เพี้ยนเปลี่ยนเป็นคนละคน แต่ไม่มีใครอยากเป็นคนเลวหรอก ผมจึงไปขอเลิกเหล้าที่วัด... เลิกได้สักพักเดือนนึงก็กลับมากินอีก ก็ไปขอเลิกอีกที่วัดอื่นอีก ทำอย่างนี้อยู่หลายครั้ง จนครั้งหลังสุดไปอยู่วัด ไปสร้างวิหาร คือเป็นช่างก่อสร้างเลยทีเดียว ถือศิลแปดด้วย อยู่ได้สองเดือนผมก็กลับไปทำงานที่บ้านต่อเพราะคิดว่าคงจะเลิกเหล้าได้เด็ดขาดแล้ว แต่พอเจอปัญหาก็ไปพึ่งเหล้าเป็นเพื่อนอีก ครอบครัวก็เบื่อหน่าย ผมก็เบื่อตัวเอง

จนกระทั่งผมตัดสินใจไปหาพระเยซูด้วยเพื่อนของลูกชายผมเค้าพูดถึงพระองค์ ตอนแรกก็เพียงอยากรู้ว่าเค้าทำยังไงกันในการนับถือพระเจ้า และเพื่อนลูกก็บอกว่าพระองค์ช่วยให้เลิกเหล้าได้ด้วยก็ยิ่งอยากลอง

คุณเชื่อไหม พอเริ่มอาทิตย์ที่สี่ที่ไปหาพระเยซูผมหยุดกินเหล้าได้(ก่อนนั้นผมกินเหล้าทุกวัน กินเหล้าขาวด้วยคือเดินไปกินที่ร้านขายของชำกินเป็นเป็ก บางครั้งก็ซื้อใส่ขวดเอ็มร้อยห้าสิบไปกินที่ทำงาน)จนถึงทุกวันนี้ ผมมีสันติสุขในชีวิตมาก เพราะพระองค์ได้ให้ชีวิตใหม่กับผม ให้พระกำลังในการทำงานอย่างไม่รู้เหนื่อย ให้สมองที่ดีเลิศ ให้ครอบครัวกลับมาเหมือนเดิม(เมื่อก่อนไม่มีใครอยากที่จะคุยด้วยเลย) ให้ความหวัง ให้เป้าหมายในการดำเนินชีวตไปกับพระองค์ ผมมีบุคลิคใหม่จนผมเองยังแอบภูมิใจตอนที่ส่องกระจก

ที่ผมเล่ามาก็เพียงอยากจะบอกท่านที่ได้อ่านว่าพระเยซูพระองค์ทรงมีความรักที่ไม่เหมือนใครบนโลกนี้ คือรักที่ไม่มีเงื่อนไขของพระองค์ พระองค์รักผมร้อยเปอร์เซนต์ และผมก็รักพระองค์ด้วยใจร้อยเปอร์เซนต์

ข้าพระองค์จึงรักพระเยซู จะเชื่อฟังพระองค์ จะติดตามพระองค์ จะมีพระองค์เพียงผู้เดียว อาเมน.

คืออยากรู้อ่ะครับ ว่าพระเจ้ามีตัวตนจริงรึเปล่า

เอาง่ายๆเลย แค่แสดงอภินิหารอะไรซักอย่างให้ผมเห็น รับรองผมจะนับถือพระเจ้าองค์นั้นอย่างสุดซึ้ง จะทำสิ่งที่ดีต่อท่าน

สิ่งที่ไม่ดีจะไม่ยอมทำเลย อันนี้พูดจริงๆ วันๆแค่นั่งอธิษฐานถึงพระเจ้า มันทำให้ชีวิตดีขึ้นจริงหรือ??

ถ้าเป็นอย่างนั้นผมจะไม่ทำงาน ผมจะนั่งอธิษฐานขอแต่สิ่งที่อยากได้

เวลากินข้าว ต้องขอบคุณพระเจ้าที่ให้อาหารมา แล้วทำไมพระเจ้าท่านถึงไม่สร้างมนุษย์มาแบบไม่ต้องกินอาหารหล่ะ??

ทำไมถึงมีศาสนาบนโลกนี้เกิดขึ้นมาตั้งหลายศาสนา??

ทำไมพระเจ้าถึงมีหลายชื่อ หลายคน??

ทำไมพระเจ้าไม่สร้างมนุษย์ให้เกิดมานับถือเพียงแค่ศาสนาเดียว??

ทำไมพระเจ้าไม่แสดงให้คนอื่นเห็นว่า พระองค์มีตัวตนนะ มีจริงๆ แล้วให้คนที่นับถือท่านตั้งใจทำความดีตามหลักศาสนาเพื่อจะได้กลับไปอยู่กับท่าน????????

ทำไมพระเจ้าสร้างความสุขให้มนุษย์ แต่กลับสร้างความทุกข์มาขัดกัน เฮ้อ!!!

และอีกหลายๆคำถาม ที่ผมพยายามหาคำตอบด้วยตัวเอง โดยการอธิษฐานถึงพระองค์ แต่เหมือนว่าจะไม่มีเสียงตอบรับจากท่าน

และอีกหลายๆครั้งที่พยายามจะติดต่อ พยายามเปิดใจ เพื่อยอมรับสัมผัสจากท่าน แต่กลับมีแต่ความว่างเปล่า วันๆนั่งอธิษฐานอย่างเดียวไม่เป็นอันทำมาหากิน แต่พอตั้งใจทำงาน และได้รับความสำเร็จ กลับมีคนมาบอกว่าเป็นเพราะพระเจ้าท่านช่วยแท้ๆ เวรกรรม!!

มีอีกหลายอย่างที่ผมสงสัยเกี่ยวกับพระเจ้า เพราะมันขัดกับหลักวิทยาศาสตร์หลายอย่างมากๆๆๆๆๆๆ

ไม่สามารถพิสูจน์ได้เลย ไม่เคยสัมผัสถึงได้ และอีกหลายๆอย่างที่มันดูขัดๆกับความเป็นจริงๆ

ขอโทษสำหรับข้อความเหล่านี้นะครับ

แค่เกิดความสงสัย...

http://www.chick.com/reading/tracts/0390/0390_01.asp

เล่าเรื่องที่ท่านเถียงกันอยู่เนี่ยอ่ะครับ

^

^

เขียนเอาเองใครก็เขียนได้ครับ แค่การ์ตูน

พระเยซูตายเพื่อบาปคนอื่นได้จริงเหรอ ถ้างั้นช่วยเอาเลือดท่านมาล้างบาปผมทีสิครับ

เถียงไป 2 ไพเบี้ย เอาเถอะครับ เดี๋ยวผมจะรอลงไปให้ท่านพิพากษาในสวรรค์ละกันนะ ก๊ากๆๆ

พระเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้นมาเพื่อให้มีความสัมพันธ์กับพระองค์

แท้จริงมนุษย์ประเสริฐกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆด้วยซ้ำ

ต้นไม้

สัตว์

หรือแม้แต่ลิงที่หลายคนเชื่อว่ามนุษย์มาจากลิง

แต่แท้จริงวิวัฒนาการเป็นเพียงแค่ทฤษฎี หรืออาจจะเป็นเพียงข้อเท็จจริงด้วยซ้า

ไม่ใช่"กฎ"ที่ในทางวิทยาศาสตร์ถือว่าเป็นความจริงทุกประการ

เหมือนกฎแรงโน้มถ่วง

และการผ่าเหล่ามีแต่แนวโน้มที่ได้จะมีผลที่แย่ลง

แต่มนุษย์ก็ยังประเสริฐกว่าลิง

(นอกประเด็น)

เรามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระองค์

ไม่มีศาสนาเสียด้วยซ้ำเพราะแต่เดิมมีเพียงความเชื่อเดียว

คือเชื่อในพระเจ้าองค์เดียว

และพระองค์ก็มีแผนการที่ดีให้กับมนุษย์

ให้เสรีภาพแก่มนุษย์ในการดำเนินชีวิต

แต่...

มนุษย์ต่างหากที่เลือกใช้เสรีภาพในทางที่ผิด

บาปแรกคือการไม่เชื่อฟัง

พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่ยุติธรรม

ผิดคือผิด

ถูกคือถูก

ทำผิดก็ต้องรับผิดชอบ

หลังจากนั้นมนุษย์ก็ถูกลงโทษ

ผู้ชายต้องตรากตรำทำงาน

ผู้หญิงต้องเจ็บท้องคลอด

เจอความยากลำบาก

และเมื่อเดินออกจากทางของพระเจ้า

จึงรักความบาปมากกว่ารักพระเจ้า

(บางครั้งเราจึงรู้สึกว่าพูดโกหกแล้วสบายใจกว่าพูดความจริง)

ความบาปจึงทำให้มนุษย์เหน็ดเหนื่อยจากการงาน

ความบาปจึงเป็นกำแพงกั้นมนุษย์ออกจากพระเจ้า

มนุษย์รุ่นหลังๆมาจึงไม่รู้จักพระองค์

เราจึงจะสังเกตได้ว่า

ลึกๆแล้วเราจึงต้องการบางสิ่งไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยว

เงิน

เพศตรงข้าม

ความรัก

ชื่อเสียง

หรือแม้แต่การตั้งศาสนา

ซึ่งนั่นไม่ได้มาจากพระเจ้า

แต่เป็นเพราะความบาปและมนุษย์

(ถึงคราวนี้แล้วอย่าโทษพระเจ้าอีกเลยนะ

ลูกที่ทำความผิดเอง

จะโทษพ่อแม่ที่ต้องลงโทษได้หรอ)

หลายครั้งที่คุณเฝ้าอธิษฐานวิงวอนกับพระองค์

โดยที่ตัวของคุณเองก็ไม่ได้ทำส่วนของตัวเองอย่างเต็มที่

ลองนึกกลับกัน

ถ้าคุณมีเพื่อนอยู่คนนึงที่ชอบขอความช่วยเหลือจากคุณตลอด

โดยที่เขาไม่รู้จักลองลงมือทำให้เต็มที่

บางทีคุณคงรำคาญหรือไม่ก็คงไม่ยุ่งกะเขาเลย(มั้ง)

และเมื่อคุณตั้งใจทำงาน และได้รับความสำเร็จ

จึงไม่แปลกที่จะมีคนบอกว่าพระเจ้าช่วยคุณ

และตัวตนของพระองค์มีเพียงหนึ่งเดียว

มีพระเจ้าแท้องค์เดียว

พระอื่นคือสิ่งที่พระองค์ส่งมาเพื่อทดสอบมนุษย์

แต่เราต้องเข้าใจว่า

ดั้งเดิมชนชาติแรกที่เป็นขึ้นมา

เขาไม่ได้ใช้ภาษาไทย

เมื่อมีการบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับพระองค์หรือคำที่พูดถึงพระนามของพระองค์

มีการแปลมาเป็นภาษาต่างๆ

ซึ่งมันดิ้นได้

พระนามต่างๆจึงเป็นคำตำแหน่ง

อธิบายง่ายๆอย่างเช่นผงซักฟอก แฟ๊บ

เป็นคำที่คนเรียกกัน

แท้จริงมันคือ โซเดียมคาร์บอเนต

(ขนาดโซเดียมคาร์บอเนตยังมีหลายชื่อเลยเน๊อะ)

จึงอยากหนุนใจคุณว่า

การอธิษฐานจึงไม่ใช่การบีบบังคับพระเจ้า

แต่การอธิษฐานคือการเข้ามาพูดกับพระองค์

ศึกษาความคิดของพระองค์ผ่านพระคัมภีร์

ไม่ใช่สาละวนแต่ความคิดของมนุษย์

และวันนึงพระองค์จะเข้ามาอวยพรคุณ

ประทานความเข้าใจตามสิ่งที่คุณปรารถนาอย่างแน่นอน

ขออภัยที่ไม่ได้ตอบคำถามเรียงตามลำดับ

และอาจเขียนแล้วอ่านไม่เข้าใจบ้าง

ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ

สันติสุขของพระคริสต์ ให้กับท่าน เป็นสันติสุขที่โลกไม่อาจให้ เป็นสันติสุขที่โลกนี้ไม่สามารถเข้าใจ

ลองเปิดใจเชื่อใจพรเจ้าเถิดครับ

...แล้วคุณจะพบกับคำตอบที่ไม่ใช่จากมนุษย์ผู้จำกัด แต่จากพระเจ้า ผู้สร้างโลกใน 6 วัน

ขอให้ทุกท่านมีความสุขนะครับ

ตอบคุณ คห.64 นะครับ

เท่าที่อ่านดูเหมือนจะเข้าใจ แต่ผมกลับมีความรู้สึกว่าพระเจ้าไม่มีตัวตน

มันเหมือนกับพระเจ้าคือธรรมชาติที่มันลึกลับซับซ้อนมากกว่า

ปล.ความเชื่อมันเป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคลจริงๆ ตอนนี้ผมกำลังไปเรียนเกี่ยวกับศาสนาเปรียบเทียบอยู่ จะได้ถามผู้เชี่ยวชาญท่านอื่นเอา^^

ท่านเอย

หลักคำสอนที่ดี ไม่ได้ยึดติดที่ตัวคน (พระเจ้า) ให้ยึดคำสอนของพระเจ้า ปฏิบัติแล้วเห็นผล ปฏิบัติแล้วดีชอบ ปฏิบัติแล้วสงบสุข มีสติ สุขุม มีสมาธิ ปฏิบัติตามแนวทางที่พระองค์ ศาสดา เอก ของศาสนา ท่านได้สอนเอาไว้จะเป็นดีแน่แท้ว่า จงเข้าใจสัตว์โลก เหมือนดั่งที่ท่านเข้าใจชีวิต

ปัญหา

เกิดจากอะไร

วิเคราะห์ปัญหา

แก้ปัญหา

แล้วท่านจะมีความสุข จงปฏิบัติตามหลักคำสอน ไม่ได้ให้ยึดติดในตัวพระเจ้า

นัยสิทธิ์

ผมขอดันเหตุผลคุนหน่อยนะคับ

คุนว่าคนอื่นอื่นไม่รุ้จิง แล้วคุนคิดว่าคุนรู้จิงมากแค่ไหน มานี่มาถามผมดีกว่ามะ

ผมนี่แหละเรียนอินเดียมา ตั้งแต่เด็ก คุนมาหาว่าขนาดอินเดียยังไม่นับถือพุทธ

รู้ไหมเพาะอาไร คนพุทธถูกสอนให้เปนคนยอมได้ยอมไปและถูกสอนให้เปนคนเมตตามาตลอด อาจจะว่าได้ว่าคนพุทธไม่สู้คนเลยละ และตอนที่ศาสนาพุทธกำลังมาแรงในอินเดียก็ถุกศสนาอิสลามทำลายแถบไม่เหลือ แถมโดนศาสนาฮินดูบอกอีกด้วยว่า พระพุทธเจ้าก้เปนปางอวตารบางหนึงของพระศิวะ และก่อนหน้าที่ศาสนาพุทธจะได้ถือกำเนิด คนอินเดียส่วนใหย่นับถือศาสนาฮินดูกัน พอพราหมออกมาเครมว่าพระพุทธเจ้าเปนปางอวตารปางหนึงของพระศิวะ ชาวพุทธส่วนใหย่จึงหันกลับไปหา ศาสนาฮินดูเพาะจะได้เคารพได้ทั้งสองฝั่ง พี่เลี้ยงผมเค้าก็เปนฮินดู เค้าก้เล่ามาแบบนี้เหมือนกัน แถมเกรด9 ก็มีเรียนว่าทำไม ศาสนาพุทธถึงทรุดในอินเดีย

และผมอยากบอกให้นะว่า ที่ศาสนาคริสคนนับถือมากขนาดนี้เพราะอะไร ถ้าผมบอกแล้วผมว่าก้ต้องมีงิดๆๆกันบ้างละ คุนเหมือนกบในกะลา ศาสนาคริสทำการขยายศาสนา โดยการบังคับ ขู่ เค็น (อย่ามาเถียง อันนี้จิงสุดๆๆ และหนังสือก็เปนภาษาอังกิดและก้ไม่ใช่คนพุทธเขียนด้วย) อย่างอินเดียเปนต้นแม้แต่ขนะนี้ก็เปนอยุ่ ตอนที่อังกฤษเข้ามายึดอินเดีย ก็ได้ไล่ต้อนให้เปี่ยนเปนศาสนาคริสกันหมดพวกชนเผ่าต่างๆๆทุกทวีปก็โดนต้อนเปนคริสกันหมด (ถ้าการต้อนโดยการสอน ผมจะถือว่าไม่นับ) ใคไม่เปลี่ยนก็ไม่ได้งานและเมื่อคนเรามันไม่มีอันจะกินก็ต้องเปลี่ยนกันหมด ในตอนนั้นคนอินเดียที่เปลี่ยนเปนคริสจะได้งานได้เงิน อยุ่กินได้ระดับหนึ่ง

และคุนลองให้ศาสนาพุทธไปบูมทางแทบยุโรปในช่วงนั้นบ้างสิแล้วให้อังกิดมายึด อินเดีย ออส แอฟ etc. และให้เค้าใช้วิธีเดิมคือ ถ้าไม่เปลี่ยนเปนศาสนาพุทธ ตาย อะไรทำนองนี้นะ ดุสิว่าศาสนาพุทธจะบูมไหมในปัจจุบัน

ภูมิใจมากนักหรอไงที่การเผยแพร่ศาสนาเปนแบบนี้หนะ ผมยังมีอีกเยอะ แต่ผมไม่ชอบเล่นกับศาสนาเท่าไร เพาะพระพุทธเจ้าและพระเยซูท่านเปนคนดี แต่พวกที่นับถือนั้นแหละที่มันไม่ดี เปี่ยนคำสอนมั่วกันไปหมด

ไปเดินหาในห้องสมุดประวัติศาสนาโลกไป ศาสนาพุทธไม่เคยมีประวัติเรื่องการบังคับเปลี่ยนศาสนาเลยแม้แต่นิดเดียว และไม่เคยมีการสุ้รบแต่อย่างใด

และเดี๋ยวหาว่าโม้นะ พวกคุนก้ดูไว้ก่อนนะว่าอีกไม่นาน ศาสนาพุทธก็จะเริ่มมาบูมมั่งแหละ ตามที่ผมเช็คจาก index ของแต่ละประเทศทั่วโลก ดูเหมือนว่าการเปลี่ยนศาสนามาเปนพุทธนี่เยอะเอามากๆนะคับ ตั้งแต่ปี 2002 มาแล้ว และจนกระทั่งปัจจุบันนี้ก็ยังไม่เหนมีประเทศไหนลดลงสักนิดเลย ไปหาดูเอานะ

ถ้าคุนสังเกตุนะคับ ตามวัดต่างๆๆคุนอาจจะเหนฝรั่งมาปติบัสธรรมกันมากมาย

และตอนผมนั่งเครื่องบินกับไทยเมื่อ สองปีที่แล้วก็ได้มีโอกาสได้คุยกับครอบครัวคนแคนาดาที่มาไทย ผมก็นึกว่ามาเที่ยวกัน ที่ไหนได้พาลูกๆๆมาปติบัติธรรมกัน ผมก็ถามว่าเปนพุทธหรอเค้าบอกว่าใช่ ตอนแรกเปนคริสและก็เปลี่ยนมาเปนพุทธเมื่อเจดปีที่แล้ว ผมก้รุ้สึกดีใจ ผมก้เลยถามว่าอ้าวแล้วนึกยังไงถึงเลือกศาสนาพุทธละ เค้าก็บอกว่าเค้าเปนอาจารสอนประวัติสาส อ่านเรื่องคำสอนของมาหลายศาสนามากๆ ก็มาเจอกับศาสนาพุทธแล้วก็รุ้สึกว่ามีเหตุและผลดี เค้าก็เลยไปปติบัติทำที่ธิเบต ก้เกิดชอบใจจึงเลยเปี่ยนมานับถือพุทธกันทั้งเค้าและภรรยา ส่วนลูกเค้าก้รอให้เค้าเลือกกันเอง แต่ลูกคนโตเปนพุทธแล้ว ยังเหลือน้องอีกสองคน

ยังมีอีกหลายคนนะคับที่ผมได้คุย ผมนะรักทั้ง พระพุทธเจ้า และ พระเยซู แต่ไม่ชอบพวกตามลอยเท้าพระเจ้าแบบมั่วๆๆซั่วๆๆ อีกอย่างนะคับ ผมไม่ชอบหลับตาเดิน

เข้าไปอ่าน การ์ตูน เรื่องเจ้าพ่อ http://www.chick.com/reading/tracts/0390/0390_01.asp ที่ไม่ได้รับ พระเยซู เข้ามาใน ชีวิตแล้ว รู้สึก ซาบซึ้งๆ ถ้าไม่เวียนว่ายตายเกิด แล้วทำไมพระเจ้า ไม่ให้ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกันหมด ให้โอกาศทำดีกันทุกคน เกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่น อบรมให้เป็นคนดีมาตั้งแต่เด็ก แต่หลายคนเกิดมาลำบากอยากจน โจรผู้ร้ายถ้าเขาร่ำรวยคงไม่มีใครมาเป็นโจร บางคนเกิดมาพิการตาบอด เป็นใบ้ ชีวิตเขาลำบาก พระเจ้ารักลูกทุกคน แล้วทำไมพระเจ้าไม่ทำให้ลูกทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกันละ ทุกสิ่งที่ผมเขียน ทุกท่านมองเห็นว่ามีจริงใช่ไหมครับ แล้วพระเจ้าละครับ ท่านเคยเห็นไหม เวียนว่ายตายเกิดผมไม่เคยเห็นไม่เคยสัมผัสแต่ผมว่าน่าจะจริงนะ เพราะทำไมทุกคนเกิดมาไม่เท่ากัน ทั้งรูปร่างหน้าตาผิวพรรณ ฐานะ หรือเป็นกรรมเวรที่เราทำกันมาแต่ชาติก่อนกัน ชาตินี้เอื้ออาทรแก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน สรรพสัตว์เพื่อนรวมโลกเรา เพื่อชาติหน้ามีจริงเราอาจจะเกิดในที่ดีๆ

"ดูกร สุภัททะ ลัทธิอื่น ลัทธิใด เจริญอริยมรรคมีองค์ 8แล้ว ลัทธินั้นจักมีศาสดาผู้รู้เช่นเราเหมือนกัน"

ผมต้องขอยกประโยคนี้มานะครับเพราะพระพุทธองค์ไม่ได้ว่าศาสนาใดเลย ควรเอาไปพิจรณาด้วยปัญญาอันชอบเถิดครับ

ผมเป็นคนพุทธไม่ต้องเชื่อพุทธก็ได้ขอแค่เราเป็นคนดีไม่ว่าจะศาสนาไหนก็ตามถึงจะว่าพุทธก็ตามคนพุทธก็จงมีขันติเถิด

โดยส่วนตัวแล้วผมนับถือพุทธครับเพราะเป็นความจริงของทุกสรรพสิ่งบนจักรวาลนี้

อ่านการ์ตูนเรื่องเจ้าพ่อแล้วhttp://www.chick.com/reading/tracts/0390/0390_01.asp กลัวตกนรกจังเพราะผมไม่ได้รับพระเจ้าเข้ามาในชีวิต คนเราเกิดชาติเดียวจริงเหรอ ตายแล้วไปอยู่กับพระเจ้า ถ้างั้น ตั้งแต่มีโลกนี้มีคนเกิดมาในโลกมีจำนวนนับไม่ถ้วนเลยนะคนที่ไปอยู่กับพระเจ้าคงเยอะๆๆมากๆๆ พระเจ้าจะดูแลทั่วถึงเหรอ แล้วถ้าพระเจ้าส่งเรามาเกิดเราเป็นเสมือนบุตรของพระเจ้า ไม่เข้าใจว่าพระเจ้าจะส่งเรามาเกิดทำไมอยากให้เราทำความดีเหรอ พระองค์ไม่ให้เราอยู่ใก้ลชิดพระองค์เลยล่ะแล้วอบรมให้เราเป็นคนดีในตอนนั้นไม่ง่ายกว่าเหรอ พระเจ้าสร้างโลก สร้างสัตว์มาให้เป็นเพื่อนมนุษย์แต่พระองค์ออกแบบสัญชาตณานเราให้เรากินเพื่อนเราให้เพื่อนๆเรากินกันเอง มีชาตินี้ชาติเดียวจริงเหรองั้นคนที่เกิดมาพิการ ตาบอด หูหนวก เป็นใบ้ เกิดมาทุกข์ทรมาน เกิดมาแร้งแค้น ขัดสน ไม่เพียบพร้อม พระเจ้าให้ความเป็นธรรมกับบุตรของพระองค์หรือไม่ ทำไมไม่ให้ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน บ้างคนทำชั่วเพราะสิ่งแวดล้อม เพราะพื้นฐานการเกิดในแต่ละที่ไม่เหมือนกัน บางคนเกิดเป็นลูกโจร บ้างคนเกิดเป็นลูกคนรวย บางคนเกิดมาจน บ้างคนเกิดในครอบครัวอบอุ่น คุณคิดว่าจุดนี้สำคัญไหมกับการสร้างความดีของคน ถามคุณซิครับ กับสิ่งที่ผมพูดคุณพบเห็นอยู่ไหม และพระเจ้าละคุณเคยเห็นไหม

ตอนนี้ใครเชื่ออย่างไหนก็จงเชื่ออย่างนั้นไป ไม่แต่งเรื่องโจมตีประวัติของศาสดา ชาวคริสต์ยังไม่ไปแต่งเรื่องของพระพุทธเจ้าเลย ยังให้เกีรยติท่านในด้านประวัติศาสตร์ ชาวพุทธก็ควรให้เกีรยติกับประวัติของพระเยซูในไบเบิ้ล อย่าเอาแต่ตีกินทางความเชื่อเพราะว่าวันสิ้นโลกคุณก็จะรู้เองว่าอะไรคือของจริง 

ถ้าพระเจ้าไม่มีจริง คุณกับผมก็เสมอกัน คือ ต้องรับผิดชอบการกระทำของตัวเอง

แต่ถ้าพระเจ้ามีจริง คริสเตียนก็ไปสวรรค์ เหล่าบรรดาผู้ที่ไม่เชื่อวางใจในพระเยซูก็ต้องถูกพิพากษาลงโทษ

สรุปคือ คริสเตียนมีโอกาสเสมอกับชนะ

ส่วนผู้ที่ต่อต้านก็มีแต่เสมอกับแพ้ เท่านั้น

คุณต้องตัดสินใจกันเอง!!!

http://www.chick.com/reading/tracts/0390/0390_01.asp

เอ่อ สุดยอดอะครับการ์ตูน  ไม่ใช่แค่การ์ตูนนะครับ

ใบปลิวเอย อินเตอร์เน็ตเอยโหย

สุดยอดเลยนะครับ

ถามหน่อยสิ

ไม่ว่าจะศาสนาไหนล่ะ ศาสดา พระเจ้า หรือใครก็ตามล่ะคนเหล่านั้นท่านเหล่านั้น

ท่านต่างวางระเบียบสังคมด้วยวิธีต่างๆตามความเหมาะสมของสังคม

เพื่ออะไร ต้นๆเพื่อคนเราเป็นคนดี

มีความรักต่อกันและกัน

และลงท้ายด้วยปลายทางไม่ว่าจะนิพพาน พระเจ้า พุทธภูมิ อาตมัน

แต่สุดท้ายก็คือ คนทุกคนเป็นคนดี

จริงไหมครับ

ให้ตาย แล้วนี่มันอะไรกันพี่น้องมนุษย์มานั่งเถียงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆแล้วก็

ศาสนาฉันสิดีอย่างนั้นโอ้ดีอย่างนี้

ถามหน่อยซิขอรับ

กระผมอยากจะรู้ซะนี่กระไร คุณๆท่านๆ ที่มาเถียงมาพิมกันมือหงิกมืองอ

พอมาเปิดเว็บดูโอ๊ะนี่กระไรมีคนมาด่ามาว่าศาสนาของฉันข้อความของฉันโอ๊ะมาด่าว่าฉันโง่งมงาน

พวกนอกศาสนาพวกซาตาน

ฉันโกรธฉันแค้นเป็นไปได้ฉันอยากด่ามันต่อหน้าด้วยซ้ำ

แล้ว พวกท่านเหล่านั้นล่ะพระเจ้าองค์ศาสดาผู้บริสุทของพวกท่านทั้งหลายจะดีใจไหม

ที่ศาสนิกของท่านมานั่งเถียงนั่งโกรธนั่งเกลียดกัน

แทนที่จะทำตาใคสอนเพื่อความสุขและพ้นทุกข์

กลับมาตั้งข้อเสียดแทงกัน

เอาเวลาไร้สาระพวกนั้นมาลงมือทำ

มาพิสุจให้เห็น

ถามหน่อยเถอะ

พวกคุณๆท่านๆที่มาเถียงกันเนี่ย

ไม่ใช่ไม่ให้เถียงนะครับ แต่กรุณา เถียง หรือโต้วาทะ อย่างปัญญาชนไม่ใช่ด้วยโทษะโมหะ

อีกอย่างนะครับมีใครลงมือทำได้บ้างรึเปล่า

อย่าเอาไกลเลยไม่ต้องนิพพานหรอกไม่ต้องไปตายถึงโลกหน้า เราต่างก็คนไทย

ศีล5 ของพุทธ

ข้อปฏิบัต 10 ข้อของคริสต์แค่เนี้ย

มีใครทำได้บ้างรึเปล่า

มีใครทำได้ครบทุกข้อแล้วรักษาให้บริสุทได้บ้างไหม

พิจารนาดูตัวเองก่อนเถิดท่างทั้งหลาย

เราดีรึยัง เราเป็นพหูสูจรึไม่ เกี่ยวกับศาสนาอื่นและของตัวเองรู้ดีพอหรือยัง

คุณคงจะสงสัยว่าผมนับถือศาสนาอะไร

ผมเป็นพุทธครับ  ไม่ใช่พุทธบัตรประชาชน ไม่ใช่พุทธทะเบียนบ้านนะ

ที่บอกอย่างนั้นก็เพราะผมเป็นพุทธแท้ๆไม่ใช่สักแต่ว่าพุทธ

ผมขณะนี้อายุไม่เท่าไหร่หรอกครับ

การศึกษาปวช.ผมมีประสบการกับเกือบทุกศาสนานะ

พุทธเป็นแต่เกิด

โตขึ้นหน่อยแอบเข้ามัสยิดเพราะอยากรู้ว่าเค้าทำกันยังไงทำอะไรสอนอะไร

พอเรียนปวช.มีมิชชันนารีมาสอนศาสนาในวิทยาลัย

ผมจะขออธิบายเกียวกับศาสนาพุทธสักนิดนะครับหากไม่ถูกต้องก็โปรดทักท้วงติติงได้แต่กรุณาใช้เหตุผลคิด

พิจารนาก่อนที่จะโพสอะไรและถ้าคิดว่าตัวเองเป็นปัญญาชนพอคำหยาบกรุณาอย่าใช้

ศาสนาพุทธ

เกิดมา2556ปีหลังการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า

คำว่าพุทธแปลว่า รู้ หรือ ผู้รู้

ใจความหรือหลักศาสนา คือ ให้มนุษย์ใช้ชีวิตอย่างมีสติอยู่กับปจุบันเพื่ออดีตที่ดีและอนาคตที่ดี

จนมีเป้าหมายสูงสุดคือพระนิพพาน

นิพพานไม่ใช่สววรค์ไม่ต้องตายก็ไปได้นิพพานในที่นี้แปลตามคำศัพทางภาษาแล้วแปลว่า เย็น

เย็นจากไฟกิเลส กิเลส แปลว่าความอยากอันเป็นเป็นผลจากอวิชาหรือแปลว่าความไม่รู้จนทำให้เกิดการก่ออกุศลก็คือบาป

เมื่อมนุษย์มีกิเลสหรือความอยากจากควมไม่รู้ย่อมก่ออกุศลตัวกิเลสนี้เองที่เป็นแรงผลักให้คนเรามีการเกิดในชาติภพต่างๆแล้วแต่

กุศลคือบุญและอกุศลคือบาปเหนี่ยวนำให้ไปเกิดในภพภูมิต่างๆหากต้องการกำจัดกิเลสอันก่อให้เกิดอกุศล

และความทุกข์เราต้องรู้ว่าเราทุกจากอะไร อะไรคือเหตุเเห่งทุก จะกำจัดทุกนั้นอย่างไร และเข้าสู่สภาพหมดทุก

หรือที่เรี่ยกกันว่าอริยะสัจสี่

อันประกอบด้วย

 ทุกข์ คือความไม่สบายใจ ไม่สบายกาย

สมุทัย คือเหตุแห่งทุก

นิโรท คือการหมดทุกข์

และมรรค คือทางแห่งการพ้นทุกข์ อันมีวิธีอยู่แปดประการได้แก่

  1. สัมมาทิฏฐิ คือ ปัญญาเห็นชอบ หมายถึง การปฏิบัติอย่างเหมาะสมตามความเป็นจริงด้วยปัญญา
  2. สัมมาสังกัปปะ คือ ดำริชอบ หมายถึง การใช้สมองความคิดพิจารณาแต่ในทางกุศลหรือความดีงาม
  3. สัมมาวาจา คือ เจรจาชอบ หมายถึง การพูดต้องสุภาพ พูดในสิ่งที่สร้างสรรค์ดีงาม
  4. สัมมากัมมันตะ คือ การประพฤติดีงาม ทางกายหรือกิจกรรมทางกายทั้งปวง
  5. สัมมาอาชีวะ คือ การทำมาหากินอย่างสุจริตชน ไม่คดโกง เอาเปรียบผู้อื่น
  6. สัมมาวายามะ คือ ความอุตสาหะพยายาม ประกอบความเพียรในการกุศลกรรม
  7. สัมมาสติ คือ การไม่ปล่อยให้เกิดความพลั้งเผลอ จิตเลื่อนลอย ดำรงอยู่ด้วยความรู้ตัวอยู่เป็นปกติ
  8. สัมมาสมาธิ คือ การฝึกจิตให้ตั้งมั่น สงบ สงัด จากกิเลส นิวรณ์อยู่เป็นปกติ

และศานาพุทธยังให้ใช้ชีวิตอยู่บนหลักเหตุไม่ตั้งอยู่บนความเชื่อและตั้งอยู่บนความไม่ประมาท

ดังนั้นพอตั้งอยู่บนเหตุผลก็จะไม่เชื่ออย่างงมงายและพุทธศาสนาจึงไม่วิงวอนต่อเทพเจ้า

ศาสนาพุทธจึงกลายเป็นศาสนาอเทวนิยม คือไม่มีเทพเจ้า แทนที่จะร้องขอเพพยดาฟ้าดินแต่ศาสนานี้กลับสอนให้คนลงมือทำ

เพื่อให้เกิดผล

ดั่งที่มีพุทธวจนว่า สิ่งใดมีเหตุ ย่อมมีผล

ศาสนาพุทธสอนให้คนเรารู้จักอหิงสาไม่เบียดเบียนใคร

  • เป็นศาสนาแห่งสันติภาพ
  • ทุกสิ่งในคำสอนของศาสนาจึงมีแต่หลักเหตุและผล

    ไม่ใช่ศาสนาที่โง่งมงาย

    ที่กราบไหว้พระพุทธรูปนั้น

    ไม่ได้กราบเพราะอ้อนขอวิงวอนแต่เป็นการกราบไหว้เพราะระลึกถึงผู้ชี้ทางผู้ยิ่งใหญ่

    เพื่อระลึกถึงพระคุณของพระองค์คุณความดีและแบบอย่างแห่งความดีมิได้กราบไหว้เพราะงมงาย

    บทสวดไม่ได้มีไว้เพื่อร้องขอแต่ เป็นการสรรเสรินพระคุณของพระองค์

    บทสวดของพระสงฆ์เป็นเนื้อหาคำสอนของศาสนาอย่างเช่นงานศพไม่ได้เป็นการสวดเพื่อให้คนตายขึ้นสวรรค์

    แต่อย่างใดโดยในเป็นการท่องจำพระสูตรและสอนญาติของผู้ตายไปในตัว

    อย่างไรก็ตามผมไม่บอกว่าหรือกล่าวว่าศาสนาใดดีที่สุดเลิสที่สุดแต่สิ่งที่ผมยืนยันได้คือ ศาสนพุทธเป็นศาสนาแห่งปัญญาและเหตุผลไม่ได้เป็นศาสนาเเห่งความเชื่อหรือร้องขอหากแต่เป็นศาสนาแห่งการลงมือทำ

    ผมคงจบเพียงแคนี้ต้องขออภัยที่เนื้อหายาวเกินไปและหากผู้ใดมีสิ่งใดติเตือนหรือข้องใจมีไม่พอใจหรือมีคำถามอะไรโปรดถามได้หากกระผมพอจะวิสัชนาให้ได้ผมก็จะอนุเคราะ

    สุดท้ายนี้ผมขอยกพุทธวจนะบทหนึ่งที่ทำผำให้คนปัญญาทรามอย่างผมจนถึงผู้ชาญปัญญาอย่างอัลเบิร์ตไอน์สไตน์

    ยังต้องอึ้งมาแล้ว นี่คือกาลามสูตร ๑๐ ประการ 

    1. อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ฟังๆ กันมา
    2. อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ทำต่อๆ กันมา
    3. อย่าเพิ่งเชื่อตามคำเล่าลือ
    4. อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างตำรา
    5. อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกเดา
    6. อย่าเพิ่งเชื่อโดยคาดคะเนเอา
    7. อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกคิดตามแนวเหตุผล
    8. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะถูกกับทฤษฎีของตน
    9. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะมีรูปลักษณ์ที่ควรเชื่อได้
    10. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์ของตน

    อันว่าด้วยความเชื่อ

    สาธุ ความดีจะชี้นำ


    เพราะไม่มีมนุษย์คนใดสามารถปฏิบัติได้ตามบทบัญญัติของศาสนาได้ไงหล่ะ ด้วยความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าจึงประทานพระเยซูคริสต์มาไถ่บาปมนุษย์ที่บาปอย่างพวกเราในวันคริสต์มาส เปรียบเสมือนของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดจากพระเจ้าที่หยิบยื่นให้กับมนุษย์ทุกๆคน ผู้ใดยื่นมือออกไปก็จะได้รับของขวัญนั้น ใครไม่รับการไถ่บาปก็รับผิดชอบบาปของตนเองแล้วกัน ก็สุดแล้วแต่คนจะเลือกเพราะพระเจ้าไม่บังคับจิตใจใคร

    To ความดีคือพระเจ้า

    ผมขอถามอะไรหน่อย ที่คุณโพสต์ว่า "ศาสนพุทธเป็นศาสนาแห่งปัญญาและเหตุผล" ศาสนาคุณสามารถตอบได้ไหมว่า

    1.จักรวาล-โลกนี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร

    2.ตัวคุณเองเกิดขึ้นได้อย่างไร

    3.ตัวคุณเองเกิดขึ้นมาบนโลกเพื่ออะไร

    4.คุณแน่ใจหรือว่าตายไปจะได้ไปสู่สวรรค์หรือนิพพานได้ 1,000,000%

    ถ้าหากตอบไม่ได้ แค่นี้ก็ไม่จำเป็นต้องเชื่ออย่างอื่นที่สอนแล้วหล่ะ เพราะว่าคำตอบแค่นี้ยังหามาไม่ได้เลย และอย่าบอกว่าอย่าไปสนใจเรื่องพวกนี้ หรือบอกว่ามันเป็นปาฏิหารย์ที่โลกเกิดมาจากการระเบิดของอุกกาบาต งั้นผมขอถามคุณบ้างว่า อุกกาบาตเหล่านั้นมาจากไหน คุณก็จะอ้างไปเรื่อยว่ามาจากกาแล็คซี่โน้น กาแล็คซี่นี้ แล้วขอถามว่ากาแล็คซี่พวกนั้นมาจากไหน ซึ่งถ้าถามต่อไปคุณก็จะจนมุมเอง เพราะไม่เป็นไปไม่ได้หรอกที่โลกหรืออะไรก็ตามเกิดขึ้นมาโดยบังเอิญ ทุกอย่างต้องมีจุดเริ่มต้นจุด 1 ที่ให้คำตอบทุกสิ่งทุกอย่าง คัมภีร์ไบเบิ้ลสามารถตอบได้ทุกสิ่งที่ผมถามคุณไป และไม่ใช่แค่คำถาม 4 ข้อนี้ ยังมีอีกหลายคำถามที่คัมภีร์ไบเบิ้ลตอบได้ (แต่อาจตอบไม่ได้ว่า พระเจ้ามาจากไหน ใครสร้างพระเจ้า ผมก็จะตอบว่า ถ้าเรารู้ว่าพระเจ้ามาจากไหน ใครสร้างพระเจ้า พระเจ้าก็จะไม่เป็นพระเจ้าหรือต้องมีคนสร้างพระเจ้า แล้วคนที่สร้างพระเจ้า ก็ถูกสร้างมาอีกที ซึ่งไม่สามารถตอบได้ หรือถ้าเรารู้ว่าพระเจ้ามาจากไหน เราก็เป็นพระเจ้าไปแล้วหล่ะ) ผมอยากจะบอกว่าพระคำของพระเจ้า เวลาอ่านนั้นสามารถบันเทาความรู้สึกได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะโกรธ เศร้า เสียใจ ฯลฯ อย่าหาว่าผมอวดอ้างศาสนาของตนหรือคิดศาสนาของตนดีอย่างโน้น ดีอย่างนี้ เพราะคุณยังไม่รู้เกี่ยวกับคริสต์ดีพอ ลองไปอ่านดูในไบเบิ้ลให้จบเล่มหรือยัง กฎของคริสต์ไม่ได้มีแค่บัญญัติ 10 ประการ แต่ยังมีอีกมากมาย ถ้าถามผมว่าแล้วคุณรู้อะไรเกี่ยวกับพุทธบ้างหล่ะ ทำไมจะไม่รู้ ก็ผมโตมาในประเทศไทย ศาสนาประจำชาติก็คือ ศาสนาพุทธ ซึ่งผมก็ต้องเรียนทุกอาทิตย์ ทำไมจะไม่รู้หล่ะ ผมเคยลองเอาคำสอนของ 2 ศาสนามาเปรียบเทียบกัน ซึ่งศาสนาที่ดูน่าเชื่อถือกว่าก็คือ ศาสนาคริสต์ (อย่างที่บอก อย่าหาว่าผมอวดอ้างศาสนาของตนหรือคิดศาสนาของตนดีอย่างโน้น ดีอย่าง ผมยึดศาสนาที่มันดูมีเหตุผลที่สุด)

    ขอถามอีกอย่าง การ์ตูนที่คุณโพสต์ให้อ่านนั้น คุณเชื่อหรือไม่ ถึงโพสต์ว่า "เอ่อ สุดยอดอะครับการ์ตูน  ไม่ใช่แค่การ์ตูนนะครับ ใบปลิวเอย อินเตอร์เน็ตเอยโหย สุดยอดเลยนะครับ" คุณต้องการจะสื่ออะไร จะด่าหรือจะชม ผมไม่เก็ท ไม่เข้าใจ

    สุดท้ายนี้ คุณอาจจะคิดแค้นใจผม อยากจะด่าผมหรือจะอะไรต่อก็ช่างเถอะ ผมอยากบอกว่า ที่ผมเถียงมาตลอดนี้ก็เพราะอยากให้คุณเปิดใจให้พระเยซูเข้ามาในจิตใจคุณ สัมผัสความรักที่แท้จริง อย่างที่ผมสัมผัสได้ ไม่มีศาสนาใดสามารถให้คุณสัมผัสได้ถึงความรู้สึกเช่นนี้ ความรู้สึกที่ซาบซึ้งจนไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ (ซึ่งผมเองก็ไม่สามารถอธิบายออกมาได้เหมือนกัน) คุณอาจจะยังไม่เข้าใจในตอนนี้ แต่ถ้าสักวันหนึ่ง คุณลองเปิดใจในพระเยซูเข้ามาในชีวิตจิตใจคุณ ผมกล้ารับประกันได้ว่าคุณจะไม่เสียใจหรือผิดหวังในความรักนี้อย่างแน่นอน >w<

    ถึงคุณSoldier Of God

    ถ้าบัญญัติศาสนาไม่มีใครทำได้งั้นมันก็ไม่มีความหมายสิครับงั้นเราก็ทำบาปได้ตามใจชอบพอถึงวันคริสต์มาสคนที่เชื่อในพระเจ้าแต่ทำผิดบัญญัติ10ข้อของพระเจ้าหรือทำบาปมากๆแล้วก็แค่รอวันคริสต์มาสเพื่อให้พระเยซูล้างบาปให้ก็ได้นะสิมันจะญุตติธรรมหรือที่คนทำบาปแค่เชื่อในนพระเจ้าแค่นั้นก็พ้นบาปได้แล้วคนอื่นล่ะคนทีี่่ทำดีมีศีลธรรมในศาสนาอื่นที่ทำดีมาตลอดแต่ไม่เชื่อในพระเจ้าละไม่ตกนรกกันหมดหรือถ้าเป็นเช่นนั้นคนเกินครึ่งโลกตั้งแต่อดีตมาที่เป็นคนดีก็เยอะแยะแต่ไม่เชื่อในพระเจ้ามิตกนรกกันหมดรึถ้าเป็นเช่นนั้นแม้แต่พระพุทธเจ้าที่ค้านพระเจ้าว่าไม่มีและไม่ได้เป็นคนสร้างโลกก็คงตกนรกนะสิไหนจะสาวกอีกเยอะแยะแล้วก็ยังมีพวกศาสนาพราหมณ์อีกไหนจะชาวอินคาชาวจีนที่นับถือเต๋าขงจื้อและอีกมากมายที่ไม่ได้เชื่อในพระเจ้าก็ต้องตกนรกนะสิมันน่าคิดนะทำดีมาตลอดแค่ไม่เชื่อในพระเจ้าก็ต้องตกนรก

    สวัสดีครับ

    ก่อนอื่นจากบทความข้างต้น ผมไม่มีสิทธิที่จะไปโกรธเกลียดกับความคิดเห็นของคนอื่นหรอกนะครับ อย่างที่บอก

    เราพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแบบปัญญาชน

    ผมจะขอตอบเป็นข้อๆเพื่อความเข้าใจนะครับ ถ้าหากผมตอบได้ไม่เข้าใจเท่าทีควรนักก็ขออภัยมาณะที่นี้ด้วยนะครับเพราะผมเป็นคนธรรมดาไม่ได้ถึงขั้นผู้เลิสปัญาญาอาจจะตอบได้ไม่ดีเท่าที่ควรนัก

    1.จักรวาล-โลกนี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร

    ตอบ เราหาจุดต้นกำเนิดว่าเกิดตอนไหนใครเป็นคนสร้างมันหาคำตอบไม่ได้หรอกครับ

    พระพุทธองก็ตรัสไว้ ว่ามันเป็นอจินไตยคิดไปก็ปวดหัวรังแต่จะเป็นบ้า คุณรองคิดดูสิครับคิดแล้วรู้แล้วมันมีประโยชน์อะไรมันทำให้คุณมีความสุขขึ้นหรือไม่มันทำให้คุณอิ่มท้องได้หรือไม่ดังนั้นคิดไปรู้ไปก็ไร้ประโยชน์ทางที่ดีมาทำความดีเพื่อความสุขกันเถอะครับเพื่อประโชยน์แก่ตนและส่วนรวม

    แต่ถ้าอ้างตามหนังสือทางพุทธหรือพระไตรปิฎกแล้วก็พอจะมีบ้างอยูนะครับ


    โลกที่เราอยู่นี้คืออะไร? โลกเกิดมาได้อย่างไร? เราท่านเกิดมาได้อย่างไร?

    พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสถึงวิวัฒนาการของโลกไว้ใน อัคคุญสูตร ซึ่งเป็นสูตรสำคัญสูตรหนึ่งใน คุมภีร์นิกาย สรุปใจความย่อๆมีใจความว่า

    จักวาลนี้เดิมทีเป็นกลุ่มก๊าซไอน้ำ โลกเราก็เป็นกลุ่มก๊าซไอน้ำก้อนมหึมาก้อนหนึ่ง ในความเวิ้งว้างของอวกาศนั้น มีสัตว์หมู่หนึ่งล่องลอยอยู่ไปมา ไม่มีร่างกาย มีแต่จิต ไม่ต้องกินอาหาร หากกินความปีติอิ่มเอิบใจเป็นอาหารจะเรียกว่าเสวยอารมณ์ทิพย์ก็ได้ สัตว์หมู่นี้ชื่อว่า อาภัสรพรหม มีแสงสว่างรัศมีในตัวเองคล้ายหิ่งห้อย แต่ทว่าแสงสว่างรุ่งเรืองกว่าหิ่งห้อยหลายร้อยหลายพันเท่า ยุคนั้นเป็นยุคมืดตื้อ ไม่มีดวงอาทิตย์ไม่มีดวงจันทร์ไม่มีหมู่ดาวไม่มีกลางวันกลางคืน โลกและจักรวาลมีแต่กลุ่มก๊าซไอน้ำ กาลนานมาพวกสัตว์ไม่มีร่าง มีแต่จิตเสวยอารมณ์ทิพย์พวกนี้ได้ล่องลอยมาเห็นโลกเข้าหรือจะเรียกว่าจุติมาก็ได้ ได้พบว่าบนผิวน้ำนั้นมีโอชะดินหรือง้วนดินลอยเป็นฝ้าอยู่เหนือน้ำเต็มไปหมด เหมือนผ้าที่อยู่บนผิวนมร้อนตอนที่มันเย็นลงนั้นแหละ ง้วนดินนี้ระเหยขึ้นมาจากก้นทะเล ด้วยอำนาจความร้อนภายในของโลก มีกลิ่นหอมหวนทวนลมยิ่งนัก

    พวกอาภัสรพรหมเห็นเป็นของแปลกประหลาดจึงได้ลองลิ้มชิมรสง้วนดินดู พบว่ารสชาติหอมหวานยิ่งนัก ต่างก็ติดอกติดใจรสชาติของง้วนดินเลยกินกันใหญ่ มีความหลงใหลในโอชะดิน จนลืมคิดที่จะเหาะล่องลอย ท่องเที่ยวไปในอากาศพากันเพลิดเพลินเจริญใจเสพโอชะง้วนดินไม่ไปไหน เมื่อบริโภคง้วนดินนานๆเข้าก็ปรากฏเป็นรูปร่างหรือกายหยาบขึ้น รัศมีสีแสงในตัวก็หายไปทีละน้อยๆ จนหมดสิ้น ในที่สุดพอรัศมีหมดไป จิตหรือวิญญาณมีร่างกายหยาบครองด้วยวิตามินง้วนดินที่เสพเข้าไป ทำให้ไม่สามารถจะเหาะล่องลอยไปไหนมาไหนเหมือนหิ่งห้อยได้อีกต่อไปก็กลายเป็นสตัว์โลกไป

    ตอนนี้เอง กลุ่มก๊าซไอน้ำทั้งหลายในห้วงจักรวาล ได้ก่อปฏิกริยาด้วยพลังงานสสารธาตุในตัวเองกลายเป็นลูกไฟดวงใหญ่มหึมาขึ้น จะเรียกว่าดาวฤกษ์ก็ได้ เรียกว่าดวงอาทิตย์ก็ได้ เมื่อเกิดดาวฤกษ์หรือดวงอาทิตย์ขึ้นก็เกิดดวงจันทร์ เกิดดวงดาวน้อยใหญ่ขึ้นตามมาด้วยกฎธรรมชาติของจักรวาลเอง โดยหาได้มีใครสร้างขึ้นมาไม่ เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นมา โลกที่เต็มไปด้วยน้ำก็เริ่มระเหยกลายเป็นไอเพราะถูกแสงแดดแผดเผา ตอนนี้อาภัสรพรหมที่หลงใหลติดใจในรสชาติง้วนดินได้กลายสภาพเป็นสัตว์น้ำ พวกแรกที่เกิดขึ้นในโลกแต่จะเป็นสัตว์อะไรนั้น พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสถึงรายละเอียดพระองค์ทรงกล่าวแต่เพียงว่าเป็นสัตว์ที่ยังไม่มีเพศ ยังไม่มีความรู้สึกในด้านกามโลกีย์

    กาลนานต่อมาอีกไม่รู้เท่าไหร่ ความร้อนของดวงอาทิตย์ที่แผดเผา ทำให้น้ำในโลกระเหยจนงวดเข้า เกิดแผ่นดินงอกขึ้นมาเป็นทวีป สัตว์กลุ่มแรกหรือพวกอาภัสรพรหมที่มาติดใจในรสชาติง้วนดินได้ขึ้นมาเป็นสัตว์บก วิวัฒนาการทางรูปร่างเปลี่ยนไปตามธรรมชาติสิ่งแวดล้อม นอกจากจะกินง้วนดินเป็นอาหารแล้ว ยังกินพืชพันธุ์อย่างอื่นที่งอกขึ้นมาจากพื้นดินหล่อเลี้ยงชีพ ทำให้ร่างกายก็แปลกเปลี่ยนไปเรื่อยๆอย่างช้าๆ จนในที่สุดได้เกิดแบ่งเป็นเพศตัวผู้และตัวเมียขึ้น ความเป็นสัตว์โลกโดยมบูรณ์ได้เริ่มขึ้นตอนนี้เอง คือเป็นสัตว์มนุษย์ จากนั้นการสืบพันธุ์แพร่ขยายชาติเชื้อก็ดำเนินไปตามกฎธรรมชาติ ง้วนดินอันโอชารสได้หมดไปจากโลกแล้วในตอนนี้ มีแต่พืชพันธ์ต่างๆเป็นอาหารหล่อเลี้ยงชีพ ไม่โอชารสเหมือนง้วนดินในยุคแรกเลย ต่อมาเหล่าสัตว์ไร้ร่าง มีแต่จิตทั้งหลาย คืออาภัสราพรหมที่อยากจะมาเกิดในโลก จึงจำใจต้องเข้าเกิดในท้องมนุษย์ พวกแรกนี้แทนบริโภคง้วนดิน การเข้าเกิดในท้องนี้ก็ฉวยโอกาสตอนที่มนุษย์ชายและหญิงสมสู่ร่วมประเวณีกันนั้นเอง โดยเข้าปฏิสนธิในครรภ์ฝ่ายหญิง ต่อจากนั้นก็เกิดตัวตนออกลูกออกหลานแพร่ขยายพันธุ์กันมาเรื่อยๆเมื่อมีเกิด ก็มีตาย คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย

    กฎธรรมชาติ

    ครั้นแล้วกฎแห่งธรรมชาติวิวัฒนาการของมนุษย์ได้เริ่มขึ้นใหม่อีกกฎหนึ่งในตอนนี้ นั้นคือกฎแห่งกรรมดี..กรรมชั่วหรือกฎธรรมชาติเมื่อมนุษย์แพร่ขยายพันธุ์ขึ้นในโลกมากมาย การแก่งแย้งชิงดีชิงเด่น แก่งแย่งกันทำมาหากินก็มากขึ้น มีการฆ่าฟันทำร้ายข่มเหงรังแกกัน เป็นของธรรมดาสัตว์โลกปุถุชน กฎแห่งกรรมดี.. กรรมชั่ว หรือกฏหมายธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติอย่างน่าอัศจรรย์ในตอนนี้คือ... นรกโลกและเทวโลก โลกทั้งสองที่เกิดขึ้นใหม่สดๆร้อนๆคือ นรกโลกและเทวโลกนี้ จัดไว้เป็นที่อยู่ของมนุษย์โลกที่ตายไปแล้ว เพื่อชดใช้กรรมดีและกรรมชั่วของตนที่เคยได้ทำไว้สมัยที่มีชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์ นรกโลกและเทวโลกนี้ไม่มีใครสร้างเป็นโลกละเอียดปรมาณูหรือโลกวิญญาณที่เกิดขึ้นมาเองด้วยตัวของมันเอง โดยธรรมชาติกฎแห่งสากลจักรวาลอันเป็นหลักวิวัฒนาการ มนุษย์คนไหนทำดี กฎหมายธรรมชาติคือทำดีได้ดีก็จัดส่งให้ไปเกิดในเทวโลก มนุษย์คนไหนทำชั่วคือทำชั่วได้ชั่ว กฏหมายธรรมชาติก็ส่งไปอยู่ในนรกโลกคือมนุษย์ตายไปแล้วสูญร่างกายหยาบ ส่วนจิตวิญญาณที่มาจากอาภัสรพรหมนั้นยังคงอยู่เพื่อรับกรรม คือกฏแห่งการกระทำของตนเอง 


    ถ้าจะพูดอีกในหนึ่งก็คือโลกเกิดเพราะมนุษย์อันมีกิเลสนี่แหละครับ

    เปลี่ยบง่ายๆครับคนเราเปลี่ยบได้กับเมล็ดพืช กิเลสเปลี่ยบดั่งยางในเมล็ดพืช

    ดังนั้นเพราะคนเรามียางหรือกิเลสก็ย่อมต้องมีการเกิดของเมล็ดพืชดังนั้นจึงต้องมีที่สำหลับสำหลับเมล็ดพืชนั่นก็คือโลก โลกเกิดมาเพื่อรองรับมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายและพอมีโลกจึงมีมหาจักวาลเกิดขึ้นมาจากความว่างเปล่ามาลองรับบโลก ทุกๆอย่างมันมีเหตุและปัจจัยต่างๆของมันเองครับครับอย่างพอมี1ต้องมี2และสืบทอดไปเป็นห่วงโซ่ครับ

    ดังนั้นเรื่องนี้ไม่ควรคิดมันเป็นอจินไตร*คือเรื่องไม่ควรคิดคิดไปก็ปวดหัวไม่ได้ประโยชน์ตอนนี้เราท่านทั้งหลายกำลังตกอยู่ในห้วงแห่งทุกข์ไม่ว่าจะทุกเพราะหิวข้าวหิวน้ำเจ็บป่วยต้องพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักจักต้องอยู่กับของอันเป็นที่ชังสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นทุกข์     ืพอได้ตามที่ใจต้องการก็ถือว่าตนมีความสุขหมดซึ่งทุกข์อันที่จริงไม่ใช่เลยเปรียบดั่งเวลาหิวแล้วได้กินข้าวพออิ่มก็ไม่หิวสักหนึ่งช่วงวันก็หิวขึ้นอีกเป็นฉะนี้แล และเพราะฉะนั้นเราจึงเรียกได้ว่ามีทุกอยู่ทุกขณะพอได้ตามที่ต้องการก็คิดว่ามีความสุขอุปมาได้อีกเช่นเรากำลังเดินอยู่บนหนามเจ็บปวดเท้ายิ่งนักพอยกเท้าข้างหนึ่งขึ้นก็คิดว่าพ้นทุกข์แต่แล้วก็ต้องกลับมาเยียบลงบนกองทุกอีกเช่นนี้แล ตอนนี้แทนที่จะมาหาว่าโลกเกิดขึ้นได้อย่างไรนั้นเราเอาเวลามาหาทางดับทุกดีกว่า  ตอนนี้เราทุกคนเปรียบ อุปมาเหมือนบุรุษผู้ถูกยิงด้วยลูกศรซึ่งกำซาบด้วยยาพิษแล้วญาติมิตรเห็นเข้าเกิดความกรุณา จึงพยายามช่วยถอนลูกศรนั้น แต่บุรุษผู้โง่เขลาบอกว่าต้องไปสืบให้ได้เสียก่อนว่าใครเป็นคนยิงและยิงมาจากทิศไหน ลูกศรทำด้วยไม้อะไร แล้วจึงจะค่อยๆมาถอนลูกศรออก ท่านทั้งหลาย บุรุษผู้นั้นจะต้องตายเสียก่อนเป็นแน่แท้ ความจริงเมื่อถูกยิงแล้วหน้าที่ของเขาก็คือ ควรพยายามถอนลูกศรออกเสียทันที ชำระแผลให้สะอาดแล้วใส่ยาและรักษาแผลให้หายสนิท 

    ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่ควรเอามาคิดให้หนักสมองคิดไปก็ไร้ประโยชน์เพราะเป็นเรื่องอจินไตยไม่ควรเอามาคิด
    *อจินไตยคือ สิ่งที่ไม่ควรคิดมี4อย่างดังนี้

    1.พุทธวิสัย-หมายถึงคุณสมบัติและความสามารถของพระพุทธเจ้า ยกตัวอย่างเช่นหนึ่งในความสามารถของพพระพุทธองค์ คือรู้ทุกอย่าง ถ้าด้วยปุถุชนวิสัยอันมีอวิชชาคือความไม่รูและกิเลสคือความอยากอยู่นั้นก็ย่อมต้องสงสัยว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไร มนุษย์ที่ไหนจะไปรู้ทุกอย่างได้เล่า อันนี้เป็นการมองมาจากมุมแคบจำกัดของปุถุชน ซึ้งแม้ได้ข่าวว่ามนุษย์อื่นแค่จดจำสิ่งต่างๆได้มากกว่าหรือเจนจัดในการงานหลากหลายกว่าตน ก็โน้มเอียงที่จะดูหมิ่น เห็นเป็นข่าวกุ พร้อมที่จะเอ่ยเต็มปากเต็มคำแล้วว่าจะไม่เชื่อ อย่างนี้จะไปเชื่อพุทธวิสัยอันเหนือกว่ามนุษย์และเทวดาทั้งหลายได้อย่างไร

    2.ฌานวิสัย-หมายถึงคุณภาพจิตที่สามารถนิ่งอย่างเอกอุเสพรสปิติสุขในสมาธิอันยิ่งใหญ่ระดับทิพย์ที่เกินมนุษย์สามัญและนอกนั้นยังยังมีผลเป็นความผ่องใสเกินมนุษย์ธรรมดา ล่วงรู้สิ่งลี้ลับต่างๆมากกว่าที่จิตคิดๆนึกๆทั่วไปจะทำได้ เมื่อผู้ได้ฌานพยายามพรรณนาความสุขและความล่วงรู้ต่างๆให้คนกิเลสหนาทั้งหลายฟังหรือกระทั่งอยากให้รับรู้ตาม เขาเหล่านั้นจะมีภาพคนบ้า คนเพ้อเจ้อ หรือคนหลอกลวงมากกว่าอย่างอื่น และในทำนองเดียวกันแม้ใครเชื่อเรื่องฌาน ก็ไม่อาจจินตนาการถูกว่ารสสุขระดับฌานนั้นยิ่งกว่ารสสุขแบบโลกๆสักแค่ไหนรวมทั้งไม่อาจเข้าใจเลยว่าจิตอีกแบบที่สามารถทะลุทะลวงกำแพงความไม่รู้ต่างๆนาๆได้อย่างไร

    3.วิบากกรรม-หมายถึงผลอันเกิดเป็นเห็ตการต่างๆนาๆในชีวิตเราเมื่อไม่รู้เห็ตผมก็บัญยัติคำว่าบังเอิญหรือพระเจ้าบันดาลขึ้นมา แต่แม้เชื่อว่าสิ่งทั้งหลายเป็นผลที่หลั่งไหลมาจากต้นธารก็คือกรรมเก่า ก็ไม่อาจเข้าถึงว่าตนเองเคยทำกรรมอันใดไว้บ้างหลายคนโยงกรรมอันเป็นเหตุและผลเข้ากับผลกรรมอันเป็นปลายทางด้วยความคิดคาดเดาบางทีเผอิญถูก แต่หลายทีผิดถนัด และแม้จะเรียนรู้เรื่องกฎแห่งกรรมละเอียดละออปานใด ท่องจำเรืองราวของวิบาากกรรรมได้มากเพียงไหน ก็ไม่อาจจะรู้ไก้เลยว่าตนเจอความสุขหรือทุกข์หนึ่งๆเพราะเเรงกรรมอันใดเหวี่ยงมา

    4.ความคิดเรื่องโลกและจักวาล-หมายถึงที่มาที่ไปของวัตถุซึ่งใหญ่มากๆเช่นโลกและดวงดาว กับวัตถุเล็กมากๆอะตอมและองค์ประกอบสุดจิ๋ว หลายคนเข้าใจว่านักวิทยาศาสตร์พบคำตอบทั้งหมดเเล้ว แต่ความจริงก็คืออัจฉริยะที่อุทิสทั้งชีวิตทำงานค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับวัตถุระดับมหาภาคและจุลภาคนั้นเลิกพูดถึงความจิงสุดท้ายกันนานแล้ว หลายคนที่เชื่อว่านักวิทยาศาสตร์ที่รู้มากที่สุดในโลก อย่างมากก็เป็นแค่เด้็กที่ยืนอยู่ชายหาดแต่อยากรู้อยากเห็นและสัมผัสคว่มลี้ลับของท้ิองสมุทรกันเท่านั้น เอาแค่ได้ข้อสันษฐานว่าก่อนเกิดจักวาลไม่มีอวกาส ไม่มีกาลเวลา เท่านี้ก็งงเเปดกลับแล้วว่าสภาพนี้มันเป็นอย่างไร และเหตุใดจึงอุบัติมหากัปนาทจากความไม่มีอะไรกลายเป็นดาราจักรอย่างที่เห็นๆอยู่ได้ท่าไหน


    หากผมตอบคำถามได้ไม่ดีพอต้องขออภัยด้วยนะครับเพราะผมก็ไม่เคยได้คิดเรื่องนี้เพราะมันไร้สาระไม่ควรคิดคิดไปก็ไประโยชน์สู้เอาเวลาไปคิดการคิดเรื่องงานยังดีกว่า




    2.ตัวคุณเองเกิดขึ้นได้อย่างไร

    ตอบ - การเกิด ของมนุษย์นั้นเรานับกันตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงคลอดออกมา สอดคร้องกันทั้งทางแพทย์และศาสนาฉะนั้นมาดูว่า พระพุทธเจ้าตรัสอย่างไรในขนะปฏิสนธิ ท่านตรัสว่า เมื่อมีองค์ประกอบ3ประการมาประชุมพร้อมกันย่อมมีการหยั่งลงในครรภ์ องค์ประกอบ3นั้นได้แก่

    1.มารดาและบิดาร่วมกัน

    2.ขณะนั้นมารดาอยู่ในช่วงเวลาไข่สุข

    3.มีวิญาณเกิดขึ้นเพื่อสืบกรรมจากภพอื่น โดยที่ตั้งอยู่ในครรภ์มารดา

    และปัจจัยหลักก็คือคนเราไม่ว่าจะตัวผมตัวท่านเกิดมาเพราะกรรมเก่าไม่ว่าจะกรรมดีหรือกรรมชั่ว

    จะชี้ชัดตามพระพุทธองค์ตรัส คือ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน มีตนเป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีตได้

    บางคนใช้เวลากว่าครึ่งชีวิต หมกมุ่นอยู่กับคำถามซ้ำๆ เช่นทำไมถึงเกิดมากับพ่อแม่ฐานะความเป็นอยู่อัตคัดขัดสน ทำไมถึงเกิดเป็นหญิงให้ต้องเสียเปรียบเขาอยู่ร่ำไป ทำไมถึงรูปไม่งามแถมนามยังตลก ไม่มีอะไรเป็นที่เชิดหน้าชูตาสักอย่าง

    หรือบางคนแม้เหมือนมีพร้อมทั้งทรัพย์สมบัติ รูปสมบัติ และคุณสมบัติ ก็ต้องทรมานใจกับข้อบกพร่องเล็กใหญ่ในชีวิต เช่นฐานะร่ำรวยแต่เต็มไปด้วยภาระน่าหนักอก เป็นชายแต่ใจแอบเป็นหญิง สวยหล่อแต่ตัวเตี้ยขาสั้นเต่อ เรียกว่าเจอเผชิญปัญหารบกวนจิตใจเดิมๆได้ตลอด มองคนอื่นรอบตัวเขาไม่เห็นต้องทนทุกข์ทรมานกับปัญหาเช่นตนกันเลย

    หากเคยรู้สึกน้อยใจในชะตากรรมของตัวเองมาก่อน คนที่คงโดนเรากล่าวโทษมากที่สุดเห็นจะได้แก่บุพการีผู้ให้กำเนิด ให้เราเกิดมาแล้วก็ไม่รู้จักเลี้ยงให้ดีมีความสุขสมบูรณ์อย่างลูกคนอื่น อันดับต่อมาน่าจะได้แก่เทวดาฟ้าดินและพระเจ้า  อุตส่าห์ทำดีเหตุใดจึงแลไม่เห็นและตกรางวัลกับเรามากๆ

    และแม้คนไทยบางส่วนถูกสอนมาถูกทาง คือให้หมั่นท่องติดปากว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ‘มันเป็นกรรมเก่าของเราเอง’ แต่ก็มักเป็นการท่องแบบนกแก้วนกขุนทองเอาไว้ปลอบใจตัวเอง มากเสียกว่าที่จะตระหนักว่านั่นเป็นความรู้อันควรลงให้ลึกและเข้าใจให้ซึ้ง จำแนกละเอียดเป็นเรื่องๆไปว่าที่กำลังเป็นอยู่ ที่กำลังพอใจหรือไม่พอใจมาจากการกระทำแบบไหน เพื่อความรู้แจ้ง เพื่อความสังวรระวัง และเพื่อความเร่งรัดให้ตนเองพัฒนาต่อๆไป ทั้งในด้านที่ดีอยู่แล้วและในด้านที่ยังพร่องอยู่

    ผู้ที่เริ่มเชื่อความจริงที่ว่า สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน มีตนเป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีตได้ย่อมเลิกเรียกร้องสิ่งใดๆจากผู้อื่น แล้วหันมาเรียกร้องเอาสิ่งที่ตนปรารถนาจากปัจจุบันกรรมของตัวเอง และต่อไปหากจะน้อยใจชะตาหรือสภาพความเป็นอยู่ต่างๆ ก็คงน้อยใจตัวเองในอดีต ไม่น้อยใจ ‘ผิดตัว’ อย่างที่แล้วๆมา กับทั้งตระหนักในสิ่งที่ควรตระหนัก เช่นโดยหลักธรรมชาติแล้วเราควรกราบกรานแทบเท้าขอบพระคุณพ่อแม่ ไม่ว่าท่านจะเลี้ยงดูเรามาอย่างไร หรือแม้กระทำต่อเราเช่นใดก็ตาม เหตุผลหลักคือพวกท่านเป็นประตูนำเราเข้าเส้นทางมนุษย์ อันเป็นที่สุดแห่งศักยภาพการพัฒนาตนเอง รวมทั้งตระหนักว่าเทวดานางฟ้าท่านเคยทำดีมาก็สมควรไปเสวยสวรรค์เพื่ออยู่เล่นเป็นสุข ไม่ใช่ต้องมาคอยสอดส่องดูแลมนุษย์ตั้งเกือบหมื่นล้านคนบนโลกทุกวัน หากรางวัลแห่งการทำดีคือต้องขึ้นสวรรค์ไปคอยสอดส่องดูแลมนุษย์ราวกับเป็นขี้ข้าสิ่งมีชีวิตในภูมิต่ำกว่าไปทั้งชาติ ซึ่งอย่างนี้ก็อย่าทำดีหวังสวรรค์กันเลยดีกว่า เอาแค่ครึ่งๆกลางๆพอได้กลับมาเป็นมนุษย์อีกที แล้วงอมืองอเท้ารอรับความช่วยเหลือจากเบื้องบนเท่านั้นพอ

    พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้สามารถมีตนเป็นที่พึ่งแห่งตนนั้น นับว่าได้ที่พึ่งอันหายาก และในแง่ของการเป็นที่พึ่งแห่งตนในระยะยาวก็ควรจะต้องรู้จักกรรมทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว รู้ว่ากรรมอันใดดีจะได้ทำให้มากเพื่อได้เป็นเรือใหญ่อาศัยแล่นไปในมหาสมุทรแห่งภพภูมิ รวมทั้งรู้ว่ากรรมอันใดชั่วจะได้หลีกเลี่ยงให้ห่างเพื่อไม่ต้องโดนมันโยนลงน้ำไปลอยคอลำบากลำบน


    3.ตัวคุณเองเกิดขึ้นมาบนโลกเพื่ออะไร

    ตอบ  อย่างที่ข้อที่สองได้ตอบไว้คือไม่ว่าเราหรือท่านต่างเกิดมาเพื่อชดใช้กรรมเก่าไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือว่ากรรมชั่วแต่ในขณะเดียวกันเราก็เกิดมาเพื่อสร้างกรรมใหม่ด้วยเช่นกัน

    กรรม คือ อะไร?  กรรม คือ การกระทำ  การกระทำนั้นมี ๒ อย่าง

    คือ......... 

    ๑. การกระทำกรรมดี 

    ๒.  การกระทำกรรมชั่ว

    การกระทำกรรมดี  เป็นการกระทำที่เป็นบุญหรือเป็นกุศล

    การกระทำกรรมชั่ว  เป็นการกระทำที่เป็นบาปหรือเป็นอกุศล 

      ถ้าหากบุญกุศลส่งผลเมื่อไรเราก็จะพบกับความสุข  ความเจริญ


    ความดีคือสัจธรรมของโลก

    1. สวัสดีครับ

      ก่อนอื่นจากบทความข้างต้น ผมไม่มีสิทธิที่จะไปโกรธเกลียดกับความคิดเห็นของคนอื่นหรอกนะครับ อย่างที่บอก

      เราพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแบบปัญญาชน

      ผมจะขอตอบเป็นข้อๆเพื่อความเข้าใจนะครับ ถ้าหากผมตอบได้ไม่เข้าใจนักก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับเพราะผมเป็นคนธรรมดาไม่ได้ถึงขั้นผู้เลิสปัญาญาอาจจะตอบได้ไม่ดีเท่าที่ควรนัก

      1.จักรวาล-โลกนี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร

      ... ตอบ เราหาจุดต้นกำกำเนิดว่าเกิดตอนไหนใครเป็นคนสร้างมันหาคำตอบไม่ได้หรอกครับ

      พระพุทธองก็ตรัสไว้ ว่ามันเป็นอจินไตยคิดไปก็ปวดหัวรังแต่จะเป็นบ้า คุณรองคิดดูสิครับคิดแล้วรู้แล้วมันมีประโยชน์อะไรมันทำให้คุณมีความสุขขึ้นหรือไม่มันทำให้คุณอิ่มท้องขึ้นมาแทนการกินข้าวกะนั้นหรือดังนั้นคิดไปรู้ไปก็ไร้ประโยชทางที่ดีมาทำความดีเพื่อประโชยน์แก่ตนและส่วนรวมกันเถอะครับ

      แต่ถ้าอ้างตามหนังสือทางพุทธหรือพระไตรปิฎกก็พอจะมีบ้างนะครับ

      โลกที่เราอยู่นี้คืออะไร? โลกเกิดมาได้อย่างไร? เราท่านเกิดมาได้อย่างไร?

      พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสถึงวิวัฒนาการของโลกไว้ใน อัคคุญสูตร ซึ่งเป็นสูตรสำคัญสูตรหนึ่งใน คุมภีร์นิกาย สรุปใจความย่อๆมีใจความว่า

      จักวาลนี้เดิมทีเป็นกลุ่มก๊าซไอน้ำ โลกเราก็เป็นกลุ่มก๊าซไอน้ำก้อนมหึมาก้อนหนึ่ง ในความเวิ้งว้างของอวกาศนั้น มีสัตว์หมู่หนึ่งล่องลอยอยู่ไปมา ไม่มีร่างกาย มีแต่จิต ไม่ต้องกินอาหาร หากกินความปีติอิ่มเอิบใจเป็นอาหารจะเรียกว่าเสวยอารมณ์ทิพย์ก็ได้ สัตว์หมู่นี้ชื่อว่า อาภัสรพรหม มีแสงสว่างรัศมีในตัวเองคล้ายหิ่งห้อย แต่ทว่าแสงสว่างรุ่งเรืองกว่าหิ่งห้อยหลายร้อยหลายพันเท่า ยุคนั้นเป็นยุคมืดตื้อ ไม่มีดวงอาทิตย์ไม่มีดวงจันทร์ไม่มีหมู่ดาวไม่มีกลางวันกลางคืน โลกและจักรวาลมีแต่กลุ่มก๊าซไอน้ำ กาลนานมาพวกสัตว์ไม่มีร่าง มีแต่จิตเสวยอารมณ์ทิพย์พวกนี้ได้ล่องลอยมาเห็นโลกเข้าหรือจะเรียกว่าจุติมาก็ได้ ได้พบว่าบนผิวน้ำนั้นมีโอชะดินหรือง้วนดินลอยเป็นฝ้าอยู่เหนือน้ำเต็มไปหมด เหมือนผ้าที่อยู่บนผิวนมร้อนตอนที่มันเย็นลงนั้นแหละ ง้วนดินนี้ระเหยขึ้นมาจากก้นทะเล ด้วยอำนาจความร้อนภายในของโลก มีกลิ่นหอมหวนทวนลมยิ่งนัก 

      พวกอาภัสรพรหมเห็นเป็นของแปลกประหลาดจึงได้ลองลิ้มชิมรสง้วนดินดู พบว่ารสชาติหอมหวานยิ่งนัก ต่างก็ติดอกติดใจรสชาติของง้วนดินเลยกินกันใหญ่ มีความหลงใหลในโอชะดิน จนลืมคิดที่จะเหาะล่องลอย ท่องเที่ยวไปในอากาศพากันเพลิดเพลินเจริญใจเสพโอชะง้วนดินไม่ไปไหน เมื่อบริโภคง้วนดินนานๆเข้าก็ปรากฏเป็นรูปร่างหรือกายหยาบขึ้น รัศมีสีแสงในตัวก็หายไปทีละน้อยๆ จนหมดสิ้น ในที่สุดพอรัศมีหมดไป จิตหรือวิญญาณมีร่างกายหยาบครองด้วยวิตามินง้วนดินที่เสพเข้าไป ทำให้ไม่สามารถจะเหาะล่องลอยไปไหนมาไหนเหมือนหิ่งห้อยได้อีกต่อไปก็กลายเป็นสตัว์โลกไป 

      ตอนนี้เอง กลุ่มก๊าซไอน้ำทั้งหลายในห้วงจักรวาล ได้ก่อปฏิกริยาด้วยพลังงานสสารธาตุในตัวเองกลายเป็นลูกไฟดวงใหญ่มหึมาขึ้น จะเรียกว่าดาวฤกษ์ก็ได้ เรียกว่าดวงอาทิตย์ก็ได้ เมื่อเกิดดาวฤกษ์หรือดวงอาทิตย์ขึ้นก็เกิดดวงจันทร์ เกิดดวงดาวน้อยใหญ่ขึ้นตามมาด้วยกฎธรรมชาติของจักรวาลเอง โดยหาได้มีใครสร้างขึ้นมาไม่ เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นมา โลกที่เต็มไปด้วยน้ำก็เริ่มระเหยกลายเป็นไอเพราะถูกแสงแดดแผดเผา ตอนนี้อาภัสรพรหมที่หลงใหลติดใจในรสชาติง้วนดินได้กลายสภาพเป็นสัตว์น้ำ พวกแรกที่เกิดขึ้นในโลกแต่จะเป็นสัตว์อะไรนั้น พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสถึงรายละเอียดพระองค์ทรงกล่าวแต่เพียงว่าเป็นสัตว์ที่ยังไม่มีเพศ ยังไม่มีความรู้สึกในด้านกามโลกีย์ 

      กาลนานต่อมาอีกไม่รู้เท่าไหร่ ความร้อนของดวงอาทิตย์ที่แผดเผา ทำให้น้ำในโลกระเหยจนงวดเข้า เกิดแผ่นดินงอกขึ้นมาเป็นทวีป สัตว์กลุ่มแรกหรือพวกอาภัสรพรหมที่มาติดใจในรสชาติง้วนดินได้ขึ้นมาเป็นสัตว์บก วิวัฒนาการทางรูปร่างเปลี่ยนไปตามธรรมชาติสิ่งแวดล้อม นอกจากจะกินง้วนดินเป็นอาหารแล้ว ยังกินพืชพันธุ์อย่างอื่นที่งอกขึ้นมาจากพื้นดินหล่อเลี้ยงชีพ ทำให้ร่างกายก็แปลกเปลี่ยนไปเรื่อยๆอย่างช้าๆ จนในที่สุดได้เกิดแบ่งเป็นเพศตัวผู้และตัวเมียขึ้น ความเป็นสัตว์โลกโดยมบูรณ์ได้เริ่มขึ้นตอนนี้เอง คือเป็นสัตว์มนุษย์ จากนั้นการสืบพันธุ์แพร่ขยายชาติเชื้อก็ดำเนินไปตามกฎธรรมชาติ ง้วนดินอันโอชารสได้หมดไปจากโลกแล้วในตอนนี้ มีแต่พืชพันธ์ต่างๆเป็นอาหารหล่อเลี้ยงชีพ ไม่โอชารสเหมือนง้วนดินในยุคแรกเลย ต่อมาเหล่าสัตว์ไร้ร่าง มีแต่จิตทั้งหลาย คืออาภัสราพรหมที่อยากจะมาเกิดในโลก จึงจำใจต้องเข้าเกิดในท้องมนุษย์ พวกแรกนี้แทนบริโภคง้วนดิน การเข้าเกิดในท้องนี้ก็ฉวยโอกาสตอนที่มนุษย์ชายและหญิงสมสู่ร่วมประเวณีกันนั้นเอง โดยเข้าปฏิสนธิในครรภ์ฝ่ายหญิง ต่อจากนั้นก็เกิดตัวตนออกลูกออกหลานแพร่ขยายพันธุ์กันมาเรื่อยๆเมื่อมีเกิด ก็มีตาย คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย


      กฎธรรมชาติ
      ครั้นแล้วกฎแห่งธรรมชาติวิวัฒนาการของมนุษย์ได้เริ่มขึ้นใหม่อีกกฎหนึ่งในตอนนี้ นั้นคือกฎแห่งกรรมดี..กรรมชั่วหรือกฎธรรมชาติเมื่อมนุษย์แพร่ขยายพันธุ์ขึ้นในโลกมากมาย การแก่งแย้งชิงดีชิงเด่น แก่งแย่งกันทำมาหากินก็มากขึ้น มีการฆ่าฟันทำร้ายข่มเหงรังแกกัน เป็นของธรรมดาสัตว์โลกปุถุชน กฎแห่งกรรมดี.. กรรมชั่ว หรือกฏหมายธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติอย่างน่าอัศจรรย์ในตอนนี้คือ... นรกโลกและเทวโลก โลกทั้งสองที่เกิดขึ้นใหม่สดๆร้อนๆคือ นรกโลกและเทวโลกนี้ จัดไว้เป็นที่อยู่ของมนุษย์โลกที่ตายไปแล้ว เพื่อชดใช้กรรมดีและกรรมชั่วของตนที่เคยได้ทำไว้สมัยที่มีชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์ นรกโลกและเทวโลกนี้ไม่มีใครสร้างเป็นโลกละเอียดปรมาณูหรือโลกวิญญาณที่เกิดขึ้นมาเองด้วยตัวของมันเอง โดยธรรมชาติกฎแห่งสากลจักรวาลอันเป็นหลักวิวัฒนาการ มนุษย์คนไหนทำดี กฎหมายธรรมชาติคือทำดีได้ดีก็จัดส่งให้ไปเกิดในเทวโลก มนุษย์คนไหนทำชั่วคือทำชั่วได้ชั่ว กฏหมายธรรมชาติก็ส่งไปอยู่ในนรกโลกคือมนุษย์ตายไปแล้วสูญร่างกายหยาบ ส่วนจิตวิญญาณที่มาจากอาภัสรพรหมนั้นยังคงอยู่เพื่อรับกรรม คือกฏแห่งการกระทำของตนเอง


      พรหมโลก
      ขณะที่กฎแห่งธรรมชาติให้กำเนิดนรกโลกและเทวโลกขึ้นในจักรวาลนี้ พรหมโลกนั้นได้มีขึ้นอยู่ก่อนแล้ว คือโลกของอาภัสรพรหม หรือโลกของสัตว์ที่ไม่มีร่างหากมีแต่จิต เสวยอารมณ์ปีติอิ่มเอมใจเป็นอาหารทิพย์ เป็นภูมินรกและภุมเทวดาได้เกิดขึ้นแล้วเช่นนี้ พวกอาภัสรพรหม ที่คิดอยากจะท่องเที่ยว หรือจุติมาปฏิสนธิในโลกมนุษย์เหมือนอย่างแต่ก่อนก็เปลี่ยนไปคือไม่อยากจะมา เพราะโลกมนุษย์มีความเป็นสัตว์โลกหยาบช้าสกปรกมาก มีกิเลสชั่วร้ายมาก แก่งแย้งการทำมาหากินกันมาก ข่มเหงรังแกกันมาก ฉะนั้นการเวียนว่ายตายเกิดจึงเกิดขึ้นเป็นวงโคจรหรือวัฏฏะขึ้นระหว่างมนุษย์โลก นรกโลกและเทวโลก ส่วนอาภัสรพรหมแห่งพรหมโลกที่อยากจะจุติมาเกิดในมนุษย์โลกบ้าง จะมาได้ก็ด้วยอาศัยพลังของตัณหาคือความอยาก ความอยากหรือตัณหาของพรหมนี้คือกิเลส อยากจะมาประกอบกรรมดีในโลกมนุษย์เพื่อทดลองบำเพ็ญความดี คือว่าอยากมาร่วมทุกข์ร่วมสุขวุ่นวายกับพวกมนุษย์ ไม่ใช่คิดอยากจะมากินง้วนดินอันโอชารส เหมือนพวกอาภัสรพรหมรุ่นแรก เพราะว่าตอนนี้ง้วนดินในโลกมนุษย์ไม่เหลือหลออะไรอีกแล้ว อาภัสรพรหมที่นึกสนุกอยากจะมาเกิดในมนุษย์โลกนี้มีเป็นส่วนน้อย ส่วนมากมักเลื่อนชั้นตัวเองขึ้นไปอยู่ภูมิที่สูงขึ้นไปอีกภูมิหนึ่งคือภูมิของ มหาพรหม


      มหาพรหม
      ภูมิมหาพรหมนี้ มีพรหมอยู่ร่างหนึ่งหรือองค์หนึ่ง ครองตัวเองอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางอาณาจักรอันเวิ้งว้างของจักรวาลอันเป็นเขต อวกาศ จะเรียกว่า สุญญากาศ ก็ได้ สุญตา ก็ได้มหาพรหมองค์นี้ เสวยสุข เสพปีติ ความอิ่มเอมใจอันละเอียดอ่อนเป็นอาหารทิพย์หล่อเลี้ยงมีแต่จิต ไม่มีร่างมีความบรมสุขยิ่งกว่าพรหมชั้นอาภัสรามากนัก เมื่ออยู่คนเดียวองค์เดียวมหาพรหมก็หลงตัวเองคิดไปว่า ตัวเองยิ่งใหญ่กว่าพรหมทั้งหลาย ความจริงนั้นมหาพรหมก็เป็นเพียงสัตว์ชนิดหนึ่งในห้วงจักรวาลที่มีแสงรัศมีในตัวเองเท่านั้น เกิดขึ้นมาเองโดยธรรมชาติของสสารพลังงาน แต่เป็นธรรมชาติสสารพลังงานที่มีสติปัญญาคือธาตุรู้ มหาพรหมองค์นี้เสวยสุขอยู่คนเดียวมานานแสนนาน ก็เกิดเบื่อเหงา คิดอยากจะได้เพื่อนมาอยู่ด้วย พลันก็มีอาภัสราพรหมเลื่อนชั้นขึ้นมาอยู่ด้วยองค์หนึ่ง คือเลื่อนชั้นขึ้นมาเองโดยธรรมชาติ ไม่มีใครดลบันดาลให้ขึ้นมาเลย เลื่อนชั้นภูมิตัวเอง 

      ด้วยกฏอันเป็นข้อน่าอัศจรรย์ของมวลสารพลังงานจักรวาลนั้นเอง มหาพรหมเกิดหลงผิดคิดไปว่า คนเองดลบันดาลให้อาภัสราพรหมองค์นี้ขึ้นมาเกิดอยู่ในอาณาจักรเดียวกัน เพราะเพียงแต่นึกอยากจะมีเพื่อนก็มีเพื่อนมาอยู่ด้วยเสียแล้ว อาภัสรพรหมได้เพิ่มจำนวนมาอยู่ด้วยทีละองค์สององค์เรื่อยๆ มหาพรหมก็เลยทึกทักเอาว่าตัวเองเป็นผู้วิเศษยิ่งใหญ่ นึกอยากจะให้อาภัสรพรหมมาอยู่ด้วยก็มาได้ทันใจดีแท้ มหาพรหมเข้าใจว่าตัวเองเป็นผู้เป็นเจ้าไปเสียแล้ว เป็นผู้สร้างสรรค์ทุกสิ่งทุกอย่างในสากลจักรวาลเป็นผู้กำหนด เป็นผู้ลิขิต เป็นผู้มีอำนาจสูงสุง พวกอาภัสรพรหมที่จุติมาเกิดในโลกมหาพรหม เมื่อเห็นมหาพรหมมีอยู่ก่อนแล้วก็หลงผิดทึกทักเอว่ามหาพรหมเป็นใหญ่เกิดก่อนพวกตนต้องเป็นบิดาของตนแน่ พวกตนจึงได้มาเกิดมาอยู่ร่วมด้วยกับพระองค์ มหาพรหมเป็นผู้สร้างพวกตนให้เกิดขึ้นมา 

      กาลนานต่อมาพรหมในชั้นมหาพรหมเหล่านั้นได้จุติลงมาเกิดในโลกมนุษย์ด้วยอำนาจ กิเลสความอยากอะไรบางอย่าง เมื่อเติบใหญ่ครองเรือนอยู่ในโลกมนุษย์ จนเบื่อหน่ายแล้ว สัญชาตญาณดั้งเดิมของความเป็นพรหมได้ทำให้คิดละโลกีย์ สละโลก ด้วยอำนาจบำเพ็ญพรตเป็นฤาษีดาบส ไปตามกฎแห่งกรรมของตนเอง พอพำเพ็ญเพียรตบะได้ถึงจุดบรรลุฌานสมาบัติ ก็เกิดระลึกชาติขึ้นมาได้ว่า ชาติก่อนตนเองเคยเป็นพรหมเสวยสุขบริโภคอาหารทิพย์ มีปีติอิ่มเอิบเป็นเครื่องเลี้ยงชีพ ก็เลยหลงผิดคิดว่าตัวเองลงมาเกิดในโลกมนุษย์นี้ เป็นเพราะมหาพรหมผู้เฒ่าองค์นั้นแน่ๆ เป็นผู้บันดาลให้มาเกิด ยิ่งทำให้หลงผิดเชื่อมั่นยิ่งขึ้นว่า มหาพรหม คือพระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ทรงอำนาจสร้างสรรค์ทุกสิ่งทุกอย่าง อยากจะให้ใครเกิดก็ได้ ให้ใครตายก็ได้

      แหละนี่เองคือความหลงผิดของมนุษย์ในยุคแรกที่คิดว่ามีพระผู้เป็นเจ้าสร้างโลก สร้างจักรวาล ความรู้ความเข้าใจนี้ได้แพร่หลายออกไป กลายเป็นศาสนานับถือพระเจ้าขึ้นในโลกมนุษย์เป็นครั้งแรก พระพุทธเจ้าผู้ทรงสัพพัญญุตญาณได้ทรงตรัสต่อไปว่าเมื่อธรรมชาติกฎแห่งจักรวาลได้สร้างมนุษย์โลก นรกโลก และเทวโลกขึ้นมาแล้ว ก็เกิดกฎแห่งการหมุนเวียนหรือวัฏฏะคือการเวียนว่ายตายเกิด เพื่อให้สัตว์ทั้งสามโลกนี้ได้ชดใช้กรรมดีกรรมชั่วของตัวเอง กฎแห่งวัฏฏสงสารนี้ก็คือกฎหมายธรรมชาติมีไว้สำหรับตัดสินสัตว์โลกนั้นเอง


      แดนนิพพาน
      กฎแห่งธรรมชาติที่เกิดขึ้นตามมาอีกคือ กฎแห่งกการล่วงพ้นวัฏฏสงสาร กฎนี้มีไว้สำหรับผู้ต้องการบำเพ็ญความดีขั้นสูงสุด เพื่อความหลุดพ้นการเวียบว่ายตายเกิด ใครสามารถทำได้สำเร็จก็จะไปแดนพระนิพพาน ซึ่งเป็นแดนสุญตาหรือแดนพรหมขึ้นไปอีกไกลสุดกู่ พระพุทธองค์ตรัสว่า นิพพานังปรมังสุขัง นิพพานเป็นแดนสุขอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าทรงค้นพบกฎแห่งการหลุดพ้นวัฏสงสารนี้ ชี้ให้สัตว์โลกเห็นแดนพระนิพพานซึ่งศาสดาดึกดำบรรพ์แรกนับถือมหาพรหม พระผู้เป็นเจ้า หลงเข้าใจผิดไปว่า แดนของพรหมคือนิพพานหรือนิรวาณัมอันเป็นแดนสุขอย่างยิ่ง เป็นอาณาจักรของพระเจ้า ซึ่งความจริงไม่ใช่ เพราะแดนนิพพานที่แท้จริงอยู่สูงไปอีกกว่านั้น เป็นแดนของพระอรหันต์โดยเฉพาะ ส่วนแดนนิพพานของพรหมก็คือแดนของพระอนาคามีในพระพุทธศาสนาเท่านั้นเอง คุณๆผู้อ่านก็ได้รู้แล้วล่ะว่าเราท่านถือกำเนิดสืบเชื้อสายมาจากวิญญาณกลุ่มแรกที่มาจากนอกโลกคือ อาภัสรพรหม


      แล้วอาภัสรพรหมล่ะ เกิดมาจากไหน?
      คำตอบก็คือ อาภัสรพรหมเกิดขึ้นเอง เป็นเอง เป็นสสาร พลังงานธรรมชาติอย่างหนึ่ง ทีมีคุณพิเศษคือเป็นธาตุรู้ มีสติปัญญาความรู้สึกนึกคิดเป็นสัตว์ประเสริฐไม่มีร่างกายมีแต่ดวงจิตหรือวิญญาณ มีรังสีแสงเปล่งออกจากดวงจิตได้ด้วยพลังงานในตัวเอง

      บทความข้างต้นนี้ผมยกมาจากพระไตยปิฏกเพื่อเป็นตัวอย่างนะครับ

      แต่ถ้าพูดอีกนัยหนึ่งก็คือโลกเกิดเพราะมนุษย์อันมีกิเลสนี่แหละครับ

      เปลี่ยบง่ายๆครับคนเราเปลี่ยบได้กับเมล็ดพืช กิเลสเปลี่ยบดั่งยางในเมล็ดพืช

      ดังนั้นพอมียางหรือกิเลส และย่อมต้องมีการเกิดของเมล็ดพืชดังนั้นจึงต้องมีที่มารองรับพืชหรือมนุษย์อันได้แก่โลก  โลกเกิดมาเพื่อรองรับมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายและพอมีโลกจึงมีมหาจักวาลเกิดขึ้นมาจากความว่างเปล่าเพื่อมาลองรับโลก ทุกอย่างมันมีเหตุและปัจจัยของสิ่งต่างๆครับอย่างพอมี1ต้องมี2และสืบทอดไปเป็นห่วงโซ่ครับ

      ดังนั้นเรื่องนี้ไม่ควรคิดมันเป็นอจินไตร*คือเรื่องไม่ควรคิดคิดไปก็ไม่เกิดประโยชน์รังแต่จะเป็นทุกข์

         ปัญหาที่เผชิญอยู่เบื้องหน้าของทุกคน คือ ปัญหาเรื่องทุกข์และความดับทุกข์ มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายถูกความทุกข์เสียบอยู่ทั้งทางกายและทางใจ อุปมาเหมือนผู้ถูกยิงด้วยลูกศรซึ่งกำซาบด้วยยาพิษแล้วญาติมิตรเห็นเข้าเกิดความกรุณา จึงพยายามช่วยถอนลูกศรนั้น แต่บุรุษผู้โง่เขลาบอกว่าต้องไปสืบให้ได้เสียก่อนว่าใครเป็นคนยิงและยิงมาจากทิศไหน ลูกศรทำด้วยไม้อะไร แล้วจึงจะค่อยๆมาถอนลูกศรออก ท่านทั้งหลาย บุรุษผู้นั้นจะต้องตายเสียก่อนเป็นแน่แท้ ความจริงเมื่อถูกยิงแล้วหน้าที่ของเขาก็คือ ควรพยายามถอนลูกศรออกเสียทันที ชำระแผลให้สะอาดแล้วใส่ยาและรักษาแผลให้หายสนิท หรืออีกอุปมาหนึ่งเหมือนบุคคลที่ไฟไหม้อยู่บนศรีษะ ควรรีบดับไฟนั้นเสียโดยพลัน ไม่ควรเที่ยววิ่งหาคนผู้เอาไฟมาเผาศรีษะตน ทั้งๆที่ไฟลุกไหม้อยู่


      *อจินไตยคือสิ่งที่ไม่ควรคิดคิดไปก็รังแต่จะเป็นบ้าเป็นสิ่งไม่ควรคิดอย่างยิ่งเพราะไม่เกิดประโยชน์อะไร อจินไตยมีสี่อย่างดังนี้

      )

      พุทธวิสัย– หมายถึงคุณสมบัติและความสามารถของพระพุทธเจ้ายกตัวอย่างเช่นหนึ่งใน ความสามารถของพระพุทธองค์คือรู้ทุกอย่าง ถ้าด้วยปุถุชนวิสัยก็ย่อมสงสัยว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไรมนุษย์ที่ ไหนจะไปรู้ ทุกอย่างได้เล่าอันนี้ เป็นการมองมาจากมุมมืดอันแคบจํากัดของปุถุชน

      ซึ่งแม้ ได้ข่าว ว่ามนุษย์อื่นแค่จดจําสิ่งต่างๆได้มากกว่าหรือคิดเลขได้เร็วกว่าหรือเจนจัดในการงานหลากหลายกว่าตนก็ โน้มเอียงจะดูหมิ่นเห็นเป็นข่าวกุ

      พร้อมจะเอ่ยเต็มปากเต็มคําแล้วว่าไม่เชื่ออย่างนี ้จะไปเชื่อพุทธวิสัย อันเหนือมนุษย์และเทวดาทั้งหลายได้อย่างไร


      )ฌานวิสัย – หมายถึงคุณภาพจิตที่สามารถนิ่งอยางเอกอุเสพรสปิติสุขในสมาธิอันยิ่งใหญ่ ระดับทิพย์ที่เกินประสบการณ์มนุษย์สามัญ และนอกจากนั้นยังมีผลเป็นความผ่องใสทางกายเกินคน ธรรมดาล่วงรู้สิ่งลี้ลับต่างๆมากกว่าที่จิตคิดๆนึกๆทั่วไปจะทําได้ เมื่อผู้ ได้ฌานพยายามพรรณนา ความสุขและความล่วงรู้ต่างๆให้คนกิเลสหนาทั ้งหลายฟัง หรือกระทั่งอยากให้รับรู้ ตามเขาจะมีภาพของคนบ้าคนเพ้อเจ้อหรือคนหลอกลวงมากกว่าอย่างอื่น และในทํานองเดียวกันแมแม้ ใครเชื่อเรื่องฌานก็ ไม่อาจจินตนาการถูกว่ารสสุขระดับฌานนั้นยิ่งกว่ารสสุขแบบโลกๆสักแค่ ไหนรวมทั้งไม่อาจเข้าใจเลยว่าจิต อีกแบบสามารถทะลุทะลวงกําแพงความไม่รู้ ต่างๆนานาได้อย่างไรเช่นอ่านใจคนอื่นออกเป็นคําๆพยากรณ์อนาคตได้แม่นยําเหลือเชื่อฯลฯ

      )วิบากแห่งกรรม – หมายถึงผลที่ปรากฏเป็นเหตุการณ์ต่างๆนานาในชีวิตเราเมื่อไม่รู้เหตุผล เราก็อาจบัญญัติคําว่าบังเอิญขึ ้นมา

      แต่แม้เมื่อเชื่อว่าสิ ่งทั ้งหลายเป็นผลที่หลั่งไหลมาจากต้นธารคือ กรรมเก่าก็ ไม่อาจเข้าถึงว่าตนเองเคยไปทํากรรมอันใดไว้หลายคนโยงกรรมอันเป็นต้นเหตุเข้ากับผล กรรมอันเป็นปลายทางด้วยความคิดคาดเดาบางทีเผอิญถูกแต่หลายทีจะผิดถนัดและแม้จะเรียนรู้เรื่อง กฎแห่งกรรมละเอียดลออปานใดท้องจําหลักของกรรมวิบากได้มากมายเพียงไหนก็ ไม่อาจระบุด้วย จินตนาการคิดนึกว่าตนเจอสุขหรือเจอทุกข์หนึ่งๆเพราะแรงกรรมเก่าอันใดเหวี่ยงมา

      )ความคิดเรื่องโลกและจักรวาล – หมายถึงที่มาที่ ไปของวัตถุซึ่งใหญ่มากๆเช่นโลกและ ดวงดาว

      กับวัตถุที่เล็กมากๆเช่นอะตอมและองค์ประกอบสุดจิ๋วหลายคนเข้าใจว่าปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ พบคําตอบท ั้งหมดแล้วแต่ความจริงก็คืออัจฉริยะที่อุทิศทั้งชีวิตทํางานค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับวัตถุระดับมห ภาคและจุลภาคนั้ ้นเลิกพูดถึงความจริงสุดท้ายกันนานแล้วหลายคนเชื่อว่านักวิทยาศาสตร์ที์รู้ มากที่สุดในโลกอย่างมากก็เป็นได้แค่เด็กที่ยืนอยู่ชายหาดแต่อยากรู้อยากเห็นและสัมผัสความลี้ลับของท้อง สมุทรกันเท่านั้นเอาแค่ ได้ข้อสันนิษฐานว่าก่อนเกิดจักรวาลไม่มีอวกาศ ไม่มีกาลเวลาเท่านี ้ก็งงแปดกลับ แล้วว่าสภาพนั้นเป็นอย่างไรและเหตุ ใดจึงอุบัติมหากัมปนาทจากความไม่มีอะไรกลายเป็นดาราจักรนับ แสนล้าน

      หากผมตอบคำถามได้ไม่ดีพอต้องขออภัยด้วยนะครับเพราะผมก็ไม่เคยได้คิดเรื่องนี้เพราะมันไร้สาระไม่ควรคิดคิดไปก็ไประโยชน์สู้เอาเวลาไปคิดการคิดงานยังดีกว่า
    ความดีคือสัจธรรมของโลก

    2.ตัวคุณเองเกิดขึ้นได้อย่างไร

    ตอบ.-‘การเกิด’ ของมนุษย์นั้น เรานับกันตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงคลอดออกมา สอดคล้องกันทั้งทางแพทย์และทางศาสนา ฉะนั้นมาดูว่าพระพุทธเจ้าตรัสอย่างไรในขณะแห่งปฏิสนธิ ท่านตรัสว่าเมื่อมีองค์ประกอบ ประการมาประชุมพร้อมกัน ย่อมมีการหยั่งลงในครรภ์ องค์ประกอบทั้ง ๓ นั้นได้แก่

    ๑) มารดาและบิดาร่วมกัน

    ๒) ขณะนั้นมารดาอยู่ในช่วงเวลาไข่สุก

    ๓) มีวิญญาณเกิดขึ้นเพื่อสืบกรรมจากภพอื่น โดยได้ที่ตั้งอยู่ในครรภ์มารดา


    บางคนใช้เวลากว่าครึ่งชีวิต หมกมุ่นอยู่กับคำถามซ้ำๆ เช่นทำไมถึงเกิดมากับพ่อแม่ฐานะความเป็นอยู่อัตคัดขัดสน ทำไมถึงเกิดเป็นหญิงให้ต้องเสียเปรียบเขาอยู่ร่ำไป ทำไมถึงรูปไม่งามแถมนามยังตลก ไม่มีอะไรเป็นที่เชิดหน้าชูตาสักอย่าง

    หรือบางคนแม้เหมือนมีพร้อมทั้งทรัพย์สมบัติ รูปสมบัติ และคุณสมบัติ ก็ต้องทรมานใจกับข้อบกพร่องเล็กใหญ่ในชีวิต เช่นฐานะร่ำรวยแต่เต็มไปด้วยภาระน่าหนักอก เป็นชายแต่ใจแอบเป็นหญิง สวยหล่อแต่ตัวเตี้ยขาสั้นเต่อ เรียกว่าเจอเผชิญปัญหารบกวนจิตใจเดิมๆได้ตลอด มองคนอื่นรอบตัวเขาไม่เห็นต้องทนทุกข์ทรมานกับปัญหาเช่นตนกันเลย

    หากเคยรู้สึกน้อยใจในชะตากรรมของตัวเองมาก่อน คนที่คงโดนเรากล่าวโทษมากที่สุดเห็นจะได้แก่บุพการีผู้ให้กำเนิด ให้เราเกิดมาแล้วก็ไม่รู้จักเลี้ยงให้ดีมีความสุขสมบูรณ์อย่างลูกคนอื่น อันดับต่อมาน่าจะได้แก่เทวดาฟ้าดิน อุตส่าห์ทำดีเหตุใดจึงแลไม่เห็นและตกรางวัลกับเรามากๆ

    และแม้คนไทยบางส่วนถูกสอนมาถูกทาง คือให้หมั่นท่องติดปากว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ‘มันเป็นกรรมเก่าของเราเอง’ แต่ก็มักเป็นการท่องแบบนกแก้วนกขุนทองเอาไว้ปลอบใจตัวเอง มากเสียกว่าที่จะตระหนักว่านั่นเป็นความรู้อันควรลงให้ลึกและเข้าใจให้ซึ้ง จำแนกละเอียดเป็นเรื่องๆไปว่าที่กำลังเป็นอยู่ ที่กำลังพอใจหรือไม่พอใจมาจากการกระทำแบบไหน เพื่อความรู้แจ้ง เพื่อความสังวรระวัง และเพื่อความเร่งรัดให้ตนเองพัฒนาต่อๆไป ทั้งในด้านที่ดีอยู่แล้วและในด้านที่ยังพร่องอยู่

    ตามพระพุทธองค์ตรัส คือ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน มีตนเป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีตได้
    ความดีคือสัจธรรมของโลก

    3.ตัวคุณเองเกิดขึ้นมาบนโลกเพื่ออะไร

    ตอบ-คนเราเกิดมาเพื่อชดใช่กรรมและสร้างกรรมหรือพัฒนากรรม คือ ในขณะที่เราเกิดมาเราก็ได้ชดใช้กรรมเก่าของเราไม่ว่าจะเป็นกรรมดีกรรมชั่วอันเกิดแต่ชาตินี้อันเป็นอดีตและอดีตชาติและในปจุบันเราก็กำลังสร้างกรรมใหม่เพื่อพัฒนาชีวิตของเราให้ดียิ่งๆขึ้นไป จนไปถึงวิวัฒนาการสูงสุดของความเป็นมนุษย์ อันได้แก่การบรรลุภาวะพระนิพพาน และเมื่อบรรลุพระนิพพาน เราก็จะได้เป็นอริยบุคคล นั่นคือเหตุผลที่เราเกิดมาบนโลกนี้


    ความดีคือสัจธรรมของโลก

    าาา

    ความดีคือสัจธรรมของโลก


    2.ตัวคุณเองเกิดขึ้นได้อย่างไร

    ตอบ -   ‘การเกิด’ ของมนุษย์นั้น เรานับกันตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงคลอดออกมา สอดคล้องกันทั้งทางแพทย์และทางศาสนา ฉะนั้นมาดูว่าพระพุทธเจ้าตรัสอย่างไรในขณะแห่งปฏิสนธิ ท่านตรัสว่าเมื่อมีองค์ประกอบ ประการมาประชุมพร้อมกัน ย่อมมีการหยั่งลงในครรภ์ องค์ประกอบทั้ง ๓ นั้นได้แก่

    ๑) มารดาและบิดาร่วมกัน

    ๒) ขณะนั้นมารดาอยู่ในช่วงเวลาไข่สุก

    ๓) มีวิญญาณเกิดขึ้นเพื่อสืบกรรมจากภพอื่น โดยได้ที่ตั้งอยู่ในครรภ์มารดา

    บางคนใช้เวลากว่าครึ่งชีวิต หมกมุ่นอยู่กับคำถามซ้ำๆ เช่นทำไมถึงเกิดมากับพ่อแม่ฐานะความเป็นอยู่อัตคัดขัดสน ทำไมถึงเกิดเป็นหญิงให้ต้องเสียเปรียบเขาอยู่ร่ำไป ทำไมถึงรูปไม่งามแถมนามยังตลก ไม่มีอะไรเป็นที่เชิดหน้าชูตาสักอย่าง

    หรือบางคนแม้เหมือนมีพร้อมทั้งทรัพย์สมบัติ รูปสมบัติ และคุณสมบัติ ก็ต้องทรมานใจกับข้อบกพร่องเล็กใหญ่ในชีวิต เช่นฐานะร่ำรวยแต่เต็มไปด้วยภาระน่าหนักอก เป็นชายแต่ใจแอบเป็นหญิง สวยหล่อแต่ตัวเตี้ยขาสั้นเต่อ เรียกว่าเจอเผชิญปัญหารบกวนจิตใจเดิมๆได้ตลอด มองคนอื่นรอบตัวเขาไม่เห็นต้องทนทุกข์ทรมานกับปัญหาเช่นตนกันเลย

    หากเคยรู้สึกน้อยใจในชะตากรรมของตัวเองมาก่อน คนที่คงโดนเรากล่าวโทษมากที่สุดเห็นจะได้แก่บุพการีผู้ให้กำเนิด ให้เราเกิดมาแล้วก็ไม่รู้จักเลี้ยงให้ดีมีความสุขสมบูรณ์อย่างลูกคนอื่น อันดับต่อมาน่าจะได้แก่เทวดาฟ้าดินจนถึงพระเจ้า  อุตส่าห์ทำดีเหตุใดจึงแลไม่เห็นและตกรางวัลกับเรามากๆ

    ตามพระพุทธองค์ตรัส คือ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน มีตนเป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีตได้

    และแม้คนไทยบางส่วนถูกสอนมาถูกทาง คือให้หมั่นท่องติดปากว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ‘มันเป็นกรรมเก่าของเราเอง’ แต่ก็มักเป็นการท่องแบบนกแก้วนกขุนทองเอาไว้ปลอบใจตัวเอง มากเสียกว่าที่จะตระหนักว่านั่นเป็นความรู้อันควรลงให้ลึกและเข้าใจให้ซึ้ง จำแนกละเอียดเป็นเรื่องๆไปว่าที่กำลังเป็นอยู่ ที่กำลังพอใจหรือไม่พอใจมาจากการกระทำแบบไหน เพื่อความรู้แจ้ง เพื่อความสังวรระวัง และเพื่อความเร่งรัดให้ตนเองพัฒนาต่อๆไป ทั้งในด้านที่ดีอยู่แล้วและในด้านที่ยังพร่องอยู่

    ผู้ที่เริ่มเชื่อความจริงดังนี้ย่อมเลิกเรียกร้องสิ่งใดๆจากผู้อื่น แล้วหันมาเรียกร้องเอาสิ่งที่ตนปรารถนาจากปัจจุบันกรรมของตัวเอง และต่อไปหากจะน้อยใจชะตาหรือสภาพความเป็นอยู่ต่างๆ ก็คงน้อยใจตัวเองในอดีต ไม่น้อยใจ ‘ผิดตัว’ อย่างที่แล้วๆมา กับทั้งตระหนักในสิ่งที่ควรตระหนัก เช่นโดยหลักธรรมชาติแล้วเราควรกราบกรานแทบเท้าขอบพระคุณพ่อแม่ ไม่ว่าท่านจะเลี้ยงดูเรามาอย่างไร หรือแม้กระทำต่อเราเช่นใดก็ตาม เหตุผลหลักคือพวกท่านเป็นประตูนำเราเข้าเส้นทางมนุษย์ อันเป็นที่สุดแห่งศักยภาพการพัฒนาตนเอง รวมทั้งตระหนักว่าเทวดานางฟ้าท่านเคยทำดีมาก็สมควรไปเสวยสวรรค์เพื่ออยู่เล่นเป็นสุข ไม่ใช่ต้องมาคอยสอดส่องดูแลมนุษย์ตั้งเกือบหมื่นล้านคนบนโลกทุกวัน หากรางวัลแห่งการทำดีคือต้องขึ้นสวรรค์ไปคอยสอดส่องดูแลมนุษย์ราวกับเป็นขี้ข้าสิ่งมีชีวิตในภูมิต่ำกว่าไปทั้งชาติ ซึ่งอย่างนี้ก็อย่าทำดีหวังสวรรค์กันเลยดีกว่า เอาแค่ครึ่งๆกลางๆพอได้กลับมาเป็นมนุษย์อีกที แล้วงอมืองอเท้ารอรับความช่วยเหลือจากเบื้องบนเท่านั้นพอ

    พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้สามารถมีตนเป็นที่พึ่งแห่งตนนั้น นับว่าได้ที่พึ่งอันหายาก และในแง่ของการเป็นที่พึ่งแห่งตนในระยะยาวก็ควรจะต้องรู้จักกรรมทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว รู้ว่ากรรมอันใดดีจะได้ทำให้มากเพื่อได้เป็นเรือใหญ่อาศัยแล่นไปในมหาสมุทรแห่งภพภูมิ รวมทั้งรู้ว่ากรรมอันใดชั่วจะได้หลีกเลี่ยงให้ห่างเพื่อไม่ต้องโดนมันโยนลงน้ำไปลอยคอลำบากลำบน


    ความดีคือสัจธรรมของโลก

    4.คุณแน่ใจหรือว่าตายไปจะได้ไปสู่สวรรค์หรือนิพพานได้ 1,000,000%

    ตอบ- 

    ความดีคือสัจธรรมของโลก

    4.คุณแน่ใจหรือว่าตายไปจะได้ไปสู่สวรรค์หรือนิพพานได้ 1,000,000%

    ตอบ-  


    ความดีคือสัจธรรมของโลก

    ต้องขอโทษด้วยนะครับที่ข้อความมันซ้ำกันแบผิดๆถูกๆต้องขอโทษจริงพอดีคอมผมมันรวนจากนี้ผมจะขอยกคำตอบทั้งหมดมาเริ่มใหม่ไอ้ที่อยู่ข้างบนถือซะว่ามันไม่มีก็แล้วกันนะครับ    ขอบคุณครับ

    ความดีคือสัจธรรมของโลก

    1. สวัสดีครับ

      ก่อนอื่นจากบทความข้างต้น ผมไม่มีสิทธิที่จะไปโกรธเกลียดกับความคิดเห็นของคนอื่นหรอกนะครับ อย่างที่บอก

      เราพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแบบปัญญาชน

      ผมจะขอตอบเป็นข้อๆเพื่อความเข้าใจนะครับ ถ้าหากผมตอบได้ไม่เข้าใจนักก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับเพราะผมเป็นคนธรรมดาไม่ได้ถึงขั้นผู้เลิสปัญาญาอาจจะตอบได้ไม่ดีเท่าที่ควรนัก

      1.จักรวาล-โลกนี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร

      ... ตอบ เราหาจุดต้นกำกำเนิดว่าเกิดตอนไหนใครเป็นคนสร้างมันหาคำตอบไม่ได้หรอกครับ

      พระพุทธองก็ตรัสไว้ ว่ามันเป็นอจินไตยคิดไปก็ปวดหัวรังแต่จะเป็นบ้า คุณรองคิดดูสิครับคิดแล้วรู้แล้วมันมีประโยชน์อะไรมันทำให้คุณมีความสุขขึ้นหรือไม่มันทำให้คุณอิ่มท้องขึ้นมาแทนการกินข้าวกะนั้นหรือดังนั้นคิดไปรู้ไปก็ไร้ประโยชทางที่ดีมาทำความดีเพื่อประโชยน์แก่ตนและส่วนรวมกันเถอะครับ

      แต่ถ้าอ้างตามหนังสือทางพุทธหรือพระไตรปิฎกก็พอจะมีบ้างนะครับ

      โลกที่เราอยู่นี้คืออะไร? โลกเกิดมาได้อย่างไร? เราท่านเกิดมาได้อย่างไร?

      พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสถึงวิวัฒนาการของโลกไว้ใน อัคคุญสูตร ซึ่งเป็นสูตรสำคัญสูตรหนึ่งใน คุมภีร์นิกาย สรุปใจความย่อๆมีใจความว่า

      จักวาลนี้เดิมทีเป็นกลุ่มก๊าซไอน้ำ โลกเราก็เป็นกลุ่มก๊าซไอน้ำก้อนมหึมาก้อนหนึ่ง ในความเวิ้งว้างของอวกาศนั้น มีสัตว์หมู่หนึ่งล่องลอยอยู่ไปมา ไม่มีร่างกาย มีแต่จิต ไม่ต้องกินอาหาร หากกินความปีติอิ่มเอิบใจเป็นอาหารจะเรียกว่าเสวยอารมณ์ทิพย์ก็ได้ สัตว์หมู่นี้ชื่อว่า อาภัสรพรหม มีแสงสว่างรัศมีในตัวเองคล้ายหิ่งห้อย แต่ทว่าแสงสว่างรุ่งเรืองกว่าหิ่งห้อยหลายร้อยหลายพันเท่า ยุคนั้นเป็นยุคมืดตื้อ ไม่มีดวงอาทิตย์ไม่มีดวงจันทร์ไม่มีหมู่ดาวไม่มีกลางวันกลางคืน โลกและจักรวาลมีแต่กลุ่มก๊าซไอน้ำ กาลนานมาพวกสัตว์ไม่มีร่าง มีแต่จิตเสวยอารมณ์ทิพย์พวกนี้ได้ล่องลอยมาเห็นโลกเข้าหรือจะเรียกว่าจุติมาก็ได้ ได้พบว่าบนผิวน้ำนั้นมีโอชะดินหรือง้วนดินลอยเป็นฝ้าอยู่เหนือน้ำเต็มไปหมด เหมือนผ้าที่อยู่บนผิวนมร้อนตอนที่มันเย็นลงนั้นแหละ ง้วนดินนี้ระเหยขึ้นมาจากก้นทะเล ด้วยอำนาจความร้อนภายในของโลก มีกลิ่นหอมหวนทวนลมยิ่งนัก 

      พวกอาภัสรพรหมเห็นเป็นของแปลกประหลาดจึงได้ลองลิ้มชิมรสง้วนดินดู พบว่ารสชาติหอมหวานยิ่งนัก ต่างก็ติดอกติดใจรสชาติของง้วนดินเลยกินกันใหญ่ มีความหลงใหลในโอชะดิน จนลืมคิดที่จะเหาะล่องลอย ท่องเที่ยวไปในอากาศพากันเพลิดเพลินเจริญใจเสพโอชะง้วนดินไม่ไปไหน เมื่อบริโภคง้วนดินนานๆเข้าก็ปรากฏเป็นรูปร่างหรือกายหยาบขึ้น รัศมีสีแสงในตัวก็หายไปทีละน้อยๆ จนหมดสิ้น ในที่สุดพอรัศมีหมดไป จิตหรือวิญญาณมีร่างกายหยาบครองด้วยวิตามินง้วนดินที่เสพเข้าไป ทำให้ไม่สามารถจะเหาะล่องลอยไปไหนมาไหนเหมือนหิ่งห้อยได้อีกต่อไปก็กลายเป็นสตัว์โลกไป 

      ตอนนี้เอง กลุ่มก๊าซไอน้ำทั้งหลายในห้วงจักรวาล ได้ก่อปฏิกริยาด้วยพลังงานสสารธาตุในตัวเองกลายเป็นลูกไฟดวงใหญ่มหึมาขึ้น จะเรียกว่าดาวฤกษ์ก็ได้ เรียกว่าดวงอาทิตย์ก็ได้ เมื่อเกิดดาวฤกษ์หรือดวงอาทิตย์ขึ้นก็เกิดดวงจันทร์ เกิดดวงดาวน้อยใหญ่ขึ้นตามมาด้วยกฎธรรมชาติของจักรวาลเอง โดยหาได้มีใครสร้างขึ้นมาไม่ เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นมา โลกที่เต็มไปด้วยน้ำก็เริ่มระเหยกลายเป็นไอเพราะถูกแสงแดดแผดเผา ตอนนี้อาภัสรพรหมที่หลงใหลติดใจในรสชาติง้วนดินได้กลายสภาพเป็นสัตว์น้ำ พวกแรกที่เกิดขึ้นในโลกแต่จะเป็นสัตว์อะไรนั้น พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสถึงรายละเอียดพระองค์ทรงกล่าวแต่เพียงว่าเป็นสัตว์ที่ยังไม่มีเพศ ยังไม่มีความรู้สึกในด้านกามโลกีย์ 

      กาลนานต่อมาอีกไม่รู้เท่าไหร่ ความร้อนของดวงอาทิตย์ที่แผดเผา ทำให้น้ำในโลกระเหยจนงวดเข้า เกิดแผ่นดินงอกขึ้นมาเป็นทวีป สัตว์กลุ่มแรกหรือพวกอาภัสรพรหมที่มาติดใจในรสชาติง้วนดินได้ขึ้นมาเป็นสัตว์บก วิวัฒนาการทางรูปร่างเปลี่ยนไปตามธรรมชาติสิ่งแวดล้อม นอกจากจะกินง้วนดินเป็นอาหารแล้ว ยังกินพืชพันธุ์อย่างอื่นที่งอกขึ้นมาจากพื้นดินหล่อเลี้ยงชีพ ทำให้ร่างกายก็แปลกเปลี่ยนไปเรื่อยๆอย่างช้าๆ จนในที่สุดได้เกิดแบ่งเป็นเพศตัวผู้และตัวเมียขึ้น ความเป็นสัตว์โลกโดยมบูรณ์ได้เริ่มขึ้นตอนนี้เอง คือเป็นสัตว์มนุษย์ จากนั้นการสืบพันธุ์แพร่ขยายชาติเชื้อก็ดำเนินไปตามกฎธรรมชาติ ง้วนดินอันโอชารสได้หมดไปจากโลกแล้วในตอนนี้ มีแต่พืชพันธ์ต่างๆเป็นอาหารหล่อเลี้ยงชีพ ไม่โอชารสเหมือนง้วนดินในยุคแรกเลย ต่อมาเหล่าสัตว์ไร้ร่าง มีแต่จิตทั้งหลาย คืออาภัสราพรหมที่อยากจะมาเกิดในโลก จึงจำใจต้องเข้าเกิดในท้องมนุษย์ พวกแรกนี้แทนบริโภคง้วนดิน การเข้าเกิดในท้องนี้ก็ฉวยโอกาสตอนที่มนุษย์ชายและหญิงสมสู่ร่วมประเวณีกันนั้นเอง โดยเข้าปฏิสนธิในครรภ์ฝ่ายหญิง ต่อจากนั้นก็เกิดตัวตนออกลูกออกหลานแพร่ขยายพันธุ์กันมาเรื่อยๆเมื่อมีเกิด ก็มีตาย คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย

      กฎธรรมชาติ
      ครั้นแล้วกฎแห่งธรรมชาติวิวัฒนาการของมนุษย์ได้เริ่มขึ้นใหม่อีกกฎหนึ่งในตอนนี้ นั้นคือกฎแห่งกรรมดี..กรรมชั่วหรือกฎธรรมชาติเมื่อมนุษย์แพร่ขยายพันธุ์ขึ้นในโลกมากมาย การแก่งแย้งชิงดีชิงเด่น แก่งแย่งกันทำมาหากินก็มากขึ้น มีการฆ่าฟันทำร้ายข่มเหงรังแกกัน เป็นของธรรมดาสัตว์โลกปุถุชน กฎแห่งกรรมดี.. กรรมชั่ว หรือกฏหมายธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติอย่างน่าอัศจรรย์ในตอนนี้คือ... นรกโลกและเทวโลก โลกทั้งสองที่เกิดขึ้นใหม่สดๆร้อนๆคือ นรกโลกและเทวโลกนี้ จัดไว้เป็นที่อยู่ของมนุษย์โลกที่ตายไปแล้ว เพื่อชดใช้กรรมดีและกรรมชั่วของตนที่เคยได้ทำไว้สมัยที่มีชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์ นรกโลกและเทวโลกนี้ไม่มีใครสร้างเป็นโลกละเอียดปรมาณูหรือโลกวิญญาณที่เกิดขึ้นมาเองด้วยตัวของมันเอง โดยธรรมชาติกฎแห่งสากลจักรวาลอันเป็นหลักวิวัฒนาการ มนุษย์คนไหนทำดี กฎหมายธรรมชาติคือทำดีได้ดีก็จัดส่งให้ไปเกิดในเทวโลก มนุษย์คนไหนทำชั่วคือทำชั่วได้ชั่ว กฏหมายธรรมชาติก็ส่งไปอยู่ในนรกโลกคือมนุษย์ตายไปแล้วสูญร่างกายหยาบ ส่วนจิตวิญญาณที่มาจากอาภัสรพรหมนั้นยังคงอยู่เพื่อรับกรรม คือกฏแห่งการกระทำของตนเอง

      พรหมโลก
      ขณะที่กฎแห่งธรรมชาติให้กำเนิดนรกโลกและเทวโลกขึ้นในจักรวาลนี้ พรหมโลกนั้นได้มีขึ้นอยู่ก่อนแล้ว คือโลกของอาภัสรพรหม หรือโลกของสัตว์ที่ไม่มีร่างหากมีแต่จิต เสวยอารมณ์ปีติอิ่มเอมใจเป็นอาหารทิพย์ เป็นภูมินรกและภุมเทวดาได้เกิดขึ้นแล้วเช่นนี้ พวกอาภัสรพรหม ที่คิดอยากจะท่องเที่ยว หรือจุติมาปฏิสนธิในโลกมนุษย์เหมือนอย่างแต่ก่อนก็เปลี่ยนไปคือไม่อยากจะมา เพราะโลกมนุษย์มีความเป็นสัตว์โลกหยาบช้าสกปรกมาก มีกิเลสชั่วร้ายมาก แก่งแย้งการทำมาหากินกันมาก ข่มเหงรังแกกันมาก ฉะนั้นการเวียนว่ายตายเกิดจึงเกิดขึ้นเป็นวงโคจรหรือวัฏฏะขึ้นระหว่างมนุษย์โลก นรกโลกและเทวโลก ส่วนอาภัสรพรหมแห่งพรหมโลกที่อยากจะจุติมาเกิดในมนุษย์โลกบ้าง จะมาได้ก็ด้วยอาศัยพลังของตัณหาคือความอยาก ความอยากหรือตัณหาของพรหมนี้คือกิเลส อยากจะมาประกอบกรรมดีในโลกมนุษย์เพื่อทดลองบำเพ็ญความดี คือว่าอยากมาร่วมทุกข์ร่วมสุขวุ่นวายกับพวกมนุษย์ ไม่ใช่คิดอยากจะมากินง้วนดินอันโอชารส เหมือนพวกอาภัสรพรหมรุ่นแรก เพราะว่าตอนนี้ง้วนดินในโลกมนุษย์ไม่เหลือหลออะไรอีกแล้ว อาภัสรพรหมที่นึกสนุกอยากจะมาเกิดในมนุษย์โลกนี้มีเป็นส่วนน้อย ส่วนมากมักเลื่อนชั้นตัวเองขึ้นไปอยู่ภูมิที่สูงขึ้นไปอีกภูมิหนึ่งคือภูมิของ มหาพรหม

      มหาพรหม
      ภูมิมหาพรหมนี้ มีพรหมอยู่ร่างหนึ่งหรือองค์หนึ่ง ครองตัวเองอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางอาณาจักรอันเวิ้งว้างของจักรวาลอันเป็นเขต อวกาศ จะเรียกว่า สุญญากาศ ก็ได้ สุญตา ก็ได้มหาพรหมองค์นี้ เสวยสุข เสพปีติ ความอิ่มเอมใจอันละเอียดอ่อนเป็นอาหารทิพย์หล่อเลี้ยงมีแต่จิต ไม่มีร่างมีความบรมสุขยิ่งกว่าพรหมชั้นอาภัสรามากนัก เมื่ออยู่คนเดียวองค์เดียวมหาพรหมก็หลงตัวเองคิดไปว่า ตัวเองยิ่งใหญ่กว่าพรหมทั้งหลาย ความจริงนั้นมหาพรหมก็เป็นเพียงสัตว์ชนิดหนึ่งในห้วงจักรวาลที่มีแสงรัศมีในตัวเองเท่านั้น เกิดขึ้นมาเองโดยธรรมชาติของสสารพลังงาน แต่เป็นธรรมชาติสสารพลังงานที่มีสติปัญญาคือธาตุรู้ มหาพรหมองค์นี้เสวยสุขอยู่คนเดียวมานานแสนนาน ก็เกิดเบื่อเหงา คิดอยากจะได้เพื่อนมาอยู่ด้วย พลันก็มีอาภัสราพรหมเลื่อนชั้นขึ้นมาอยู่ด้วยองค์หนึ่ง คือเลื่อนชั้นขึ้นมาเองโดยธรรมชาติ ไม่มีใครดลบันดาลให้ขึ้นมาเลย เลื่อนชั้นภูมิตัวเอง 

      ด้วยกฏอันเป็นข้อน่าอัศจรรย์ของมวลสารพลังงานจักรวาลนั้นเอง มหาพรหมเกิดหลงผิดคิดไปว่า คนเองดลบันดาลให้อาภัสราพรหมองค์นี้ขึ้นมาเกิดอยู่ในอาณาจักรเดียวกัน เพราะเพียงแต่นึกอยากจะมีเพื่อนก็มีเพื่อนมาอยู่ด้วยเสียแล้ว อาภัสรพรหมได้เพิ่มจำนวนมาอยู่ด้วยทีละองค์สององค์เรื่อยๆ มหาพรหมก็เลยทึกทักเอาว่าตัวเองเป็นผู้วิเศษยิ่งใหญ่ นึกอยากจะให้อาภัสรพรหมมาอยู่ด้วยก็มาได้ทันใจดีแท้ มหาพรหมเข้าใจว่าตัวเองเป็นผู้เป็นเจ้าไปเสียแล้ว เป็นผู้สร้างสรรค์ทุกสิ่งทุกอย่างในสากลจักรวาลเป็นผู้กำหนด เป็นผู้ลิขิต เป็นผู้มีอำนาจสูงสุง พวกอาภัสรพรหมที่จุติมาเกิดในโลกมหาพรหม เมื่อเห็นมหาพรหมมีอยู่ก่อนแล้วก็หลงผิดทึกทักเอว่ามหาพรหมเป็นใหญ่เกิดก่อนพวกตนต้องเป็นบิดาของตนแน่ พวกตนจึงได้มาเกิดมาอยู่ร่วมด้วยกับพระองค์ มหาพรหมเป็นผู้สร้างพวกตนให้เกิดขึ้นมา 

      กาลนานต่อมาพรหมในชั้นมหาพรหมเหล่านั้นได้จุติลงมาเกิดในโลกมนุษย์ด้วยอำนาจ กิเลสความอยากอะไรบางอย่าง เมื่อเติบใหญ่ครองเรือนอยู่ในโลกมนุษย์ จนเบื่อหน่ายแล้ว สัญชาตญาณดั้งเดิมของความเป็นพรหมได้ทำให้คิดละโลกีย์ สละโลก ด้วยอำนาจบำเพ็ญพรตเป็นฤาษีดาบส ไปตามกฎแห่งกรรมของตนเอง พอพำเพ็ญเพียรตบะได้ถึงจุดบรรลุฌานสมาบัติ ก็เกิดระลึกชาติขึ้นมาได้ว่า ชาติก่อนตนเองเคยเป็นพรหมเสวยสุขบริโภคอาหารทิพย์ มีปีติอิ่มเอิบเป็นเครื่องเลี้ยงชีพ ก็เลยหลงผิดคิดว่าตัวเองลงมาเกิดในโลกมนุษย์นี้ เป็นเพราะมหาพรหมผู้เฒ่าองค์นั้นแน่ๆ เป็นผู้บันดาลให้มาเกิด ยิ่งทำให้หลงผิดเชื่อมั่นยิ่งขึ้นว่า มหาพรหม คือพระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ทรงอำนาจสร้างสรรค์ทุกสิ่งทุกอย่าง อยากจะให้ใครเกิดก็ได้ ให้ใครตายก็ได้

      แหละนี่เองคือความหลงผิดของมนุษย์ในยุคแรกที่คิดว่ามีพระผู้เป็นเจ้าสร้างโลก สร้างจักรวาล ความรู้ความเข้าใจนี้ได้แพร่หลายออกไป กลายเป็นศาสนานับถือพระเจ้าขึ้นในโลกมนุษย์เป็นครั้งแรก พระพุทธเจ้าผู้ทรงสัพพัญญุตญาณได้ทรงตรัสต่อไปว่าเมื่อธรรมชาติกฎแห่งจักรวาลได้สร้างมนุษย์โลก นรกโลก และเทวโลกขึ้นมาแล้ว ก็เกิดกฎแห่งการหมุนเวียนหรือวัฏฏะคือการเวียนว่ายตายเกิด เพื่อให้สัตว์ทั้งสามโลกนี้ได้ชดใช้กรรมดีกรรมชั่วของตัวเอง กฎแห่งวัฏฏสงสารนี้ก็คือกฎหมายธรรมชาติมีไว้สำหรับตัดสินสัตว์โลกนั้นเอง

      แดนนิพพาน
      กฎแห่งธรรมชาติที่เกิดขึ้นตามมาอีกคือ กฎแห่งกการล่วงพ้นวัฏฏสงสาร กฎนี้มีไว้สำหรับผู้ต้องการบำเพ็ญความดีขั้นสูงสุด เพื่อความหลุดพ้นการเวียบว่ายตายเกิด ใครสามารถทำได้สำเร็จก็จะไปแดนพระนิพพาน ซึ่งเป็นแดนสุญตาหรือแดนพรหมขึ้นไปอีกไกลสุดกู่ พระพุทธองค์ตรัสว่า นิพพานังปรมังสุขัง นิพพานเป็นแดนสุขอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าทรงค้นพบกฎแห่งการหลุดพ้นวัฏสงสารนี้ ชี้ให้สัตว์โลกเห็นแดนพระนิพพานซึ่งศาสดาดึกดำบรรพ์แรกนับถือมหาพรหม พระผู้เป็นเจ้า หลงเข้าใจผิดไปว่า แดนของพรหมคือนิพพานหรือนิรวาณัมอันเป็นแดนสุขอย่างยิ่ง เป็นอาณาจักรของพระเจ้า ซึ่งความจริงไม่ใช่ เพราะแดนนิพพานที่แท้จริงอยู่สูงไปอีกกว่านั้น เป็นแดนของพระอรหันต์โดยเฉพาะ ส่วนแดนนิพพานของพรหมก็คือแดนของพระอนาคามีในพระพุทธศาสนาเท่านั้นเอง คุณๆผู้อ่านก็ได้รู้แล้วล่ะว่าเราท่านถือกำเนิดสืบเชื้อสายมาจากวิญญาณกลุ่มแรกที่มาจากนอกโลกคือ อาภัสรพรหม

      แล้วอาภัสรพรหมล่ะ เกิดมาจากไหน?
      คำตอบก็คือ อาภัสรพรหมเกิดขึ้นเอง เป็นเอง เป็นสสาร พลังงานธรรมชาติอย่างหนึ่ง ทีมีคุณพิเศษคือเป็นธาตุรู้ มีสติปัญญาความรู้สึกนึกคิดเป็นสัตว์ประเสริฐไม่มีร่างกายมีแต่ดวงจิตหรือวิญญาณ มีรังสีแสงเปล่งออกจากดวงจิตได้ด้วยพลังงานในตัวเอง

      บทความข้างต้นนี้ผมยกมาจากพระไตยปิฏกเพื่อเป็นตัวอย่างนะครับ

      แต่ถ้าพูดอีกนัยหนึ่งก็คือโลกเกิดเพราะมนุษย์อันมีกิเลสนี่แหละครับ

      เปลี่ยบง่ายๆครับคนเราเปลี่ยบได้กับเมล็ดพืช กิเลสเปลี่ยบดั่งยางในเมล็ดพืช

      ดังนั้นพอมียางหรือกิเลส และย่อมต้องมีการเกิดของเมล็ดพืชดังนั้นจึงต้องมีที่มารองรับพืชหรือมนุษย์อันได้แก่โลก  โลกเกิดมาเพื่อรองรับมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายและพอมีโลกจึงมีมหาจักวาลเกิดขึ้นมาจากความว่างเปล่าเพื่อมาลองรับโลก ทุกอย่างมันมีเหตุและปัจจัยของสิ่งต่างๆครับอย่างพอมี1ต้องมี2และสืบทอดไปเป็นห่วงโซ่ครับ

      ดังนั้นเรื่องนี้ไม่ควรคิดมันเป็นอจินไตร*คือเรื่องไม่ควรคิดคิดไปก็ไม่เกิดประโยชน์รังแต่จะเป็นทุกข์


         ปัญหาที่เผชิญอยู่เบื้องหน้าของทุกคน คือ ปัญหาเรื่องทุกข์และความดับทุกข์ มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายถูกความทุกข์เสียบอยู่ทั้งทางกายและทางใจ อุปมาเหมือนผู้ถูกยิงด้วยลูกศรซึ่งกำซาบด้วยยาพิษแล้วญาติมิตรเห็นเข้าเกิดความกรุณา จึงพยายามช่วยถอนลูกศรนั้น แต่บุรุษผู้โง่เขลาบอกว่าต้องไปสืบให้ได้เสียก่อนว่าใครเป็นคนยิงและยิงมาจากทิศไหน ลูกศรทำด้วยไม้อะไร แล้วจึงจะค่อยๆมาถอนลูกศรออก ท่านทั้งหลาย บุรุษผู้นั้นจะต้องตายเสียก่อนเป็นแน่แท้ ความจริงเมื่อถูกยิงแล้วหน้าที่ของเขาก็คือ ควรพยายามถอนลูกศรออกเสียทันที ชำระแผลให้สะอาดแล้วใส่ยาและรักษาแผลให้หายสนิท หรืออีกอุปมาหนึ่งเหมือนบุคคลที่ไฟไหม้อยู่บนศรีษะ ควรรีบดับไฟนั้นเสียโดยพลัน ไม่ควรเที่ยววิ่งหาคนผู้เอาไฟมาเผาศรีษะตน ทั้งๆที่ไฟลุกไหม้อยู่

      *อจินไตยคือสิ่งที่ไม่ควรคิดคิดไปก็รังแต่จะเป็นบ้าเป็นสิ่งไม่ควรคิดอย่างยิ่งเพราะไม่เกิดประโยชน์อะไร อจินไตยมีสี่อย่างดังนี้

      ๑)

      พุทธวิสัย– หมายถึงคุณสมบัติและความสามารถของพระพุทธเจ้ายกตัวอย่างเช่นหนึ่งใน ความสามารถของพระพุทธองค์คือรู้ทุกอย่าง ถ้าด้วยปุถุชนวิสัยก็ย่อมสงสัยว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไรมนุษย์ที่ ไหนจะไปรู้ ทุกอย่างได้เล่าอันนี้ เป็นการมองมาจากมุมมืดอันแคบจํากัดของปุถุชน

      ซึ่งแม้ ได้ข่าว ว่ามนุษย์อื่นแค่จดจําสิ่งต่างๆได้มากกว่าหรือคิดเลขได้เร็วกว่าหรือเจนจัดในการงานหลากหลายกว่าตนก็ โน้มเอียงจะดูหมิ่นเห็นเป็นข่าวกุ

      พร้อมจะเอ่ยเต็มปากเต็มคําแล้วว่าไม่เชื่ออย่างนี ้จะไปเชื่อพุทธวิสัยอันเหนือมนุษย์และเทวดาทั้งหลายได้อย่างไร

      ๒)ฌานวิสัย – หมายถึงคุณภาพจิตที่สามารถนิ่งอยางเอกอุเสพรสปิติสุขในสมาธิอันยิ่งใหญ่ระดับทิพย์ที่เกินประสบการณ์มนุษย์สามัญ และนอกจากนั้นยังมีผลเป็นความผ่องใสทางกายเกินคน ธรรมดาล่วงรู้สิ่งลี้ลับต่างๆมากกว่าที่จิตคิดๆนึกๆทั่วไปจะทําได้ เมื่อผู้ ได้ฌานพยายามพรรณนาความสุขและความล่วงรู้ต่างๆให้คนกิเลสหนาทั ้งหลายฟัง หรือกระทั่งอยากให้รับรู้ ตามเขาจะมีภาพของคนบ้าคนเพ้อเจ้อหรือคนหลอกลวงมากกว่าอย่างอื่น และในทํานองเดียวกันแมแม้ ใครเชื่อเรื่องฌานก็ ไม่อาจจินตนาการถูกว่ารสสุขระดับฌานนั้นยิ่งกว่ารสสุขแบบโลกๆสักแค่ ไหนรวมทั้งไม่อาจเข้าใจเลยว่าจิตอีกแบบสามารถทะลุทะลวงกําแพงความไม่รู้ ต่างๆนานาได้อย่างไรเช่นอ่านใจคนอื่นออกเป็นคําๆพยากรณ์อนาคตได้แม่นยําเหลือเชื่อฯลฯ

      ๓)วิบากแห่งกรรม – หมายถึงผลที่ปรากฏเป็นเหตุการณ์ต่างๆนานาในชีวิตเราเมื่อไม่รู้เหตุผลเราก็อาจบัญญัติคําว่าบังเอิญขึ ้นมา

      แต่แม้เมื่อเชื่อว่าสิ ่งทั ้งหลายเป็นผลที่หลั่งไหลมาจากต้นธารคือ กรรมเก่าก็ ไม่อาจเข้าถึงว่าตนเองเคยไปทํากรรมอันใดไว้หลายคนโยงกรรมอันเป็นต้นเหตุเข้ากับผลกรรมอันเป็นปลายทางด้วยความคิดคาดเดาบางทีเผอิญถูกแต่หลายทีจะผิดถนัดและแม้จะเรียนรู้เรื่อง กฎแห่งกรรมละเอียดลออปานใดท้องจําหลักของกรรมวิบากได้มากมายเพียงไหนก็ ไม่อาจระบุด้วยจินตนาการคิดนึกว่าตนเจอสุขหรือเจอทุกข์หนึ่งๆเพราะแรงกรรมเก่าอันใดเหวี่ยงมา

      ๔)ความคิดเรื่องโลกและจักรวาล – หมายถึงที่มาที่ ไปของวัตถุซึ่งใหญ่มากๆเช่นโลกและ ดวงดาว

      กับวัตถุที่เล็กมากๆเช่นอะตอมและองค์ประกอบสุดจิ๋วหลายคนเข้าใจว่าปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์พบคําตอบท ั้งหมดแล้วแต่ความจริงก็คืออัจฉริยะที่อุทิศทั้งชีวิตทํางานค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับวัตถุระดับมหภาคและจุลภาคนั้ ้นเลิกพูดถึงความจริงสุดท้ายกันนานแล้วหลายคนเชื่อว่านักวิทยาศาสตร์ที์รู้ มากที่สุดในโลกอย่างมากก็เป็นได้แค่เด็กที่ยืนอยู่ชายหาดแต่อยากรู้อยากเห็นและสัมผัสความลี้ลับของท้องสมุทรกันเท่านั้นเอาแค่ ได้ข้อสันนิษฐานว่าก่อนเกิดจักรวาลไม่มีอวกาศ ไม่มีกาลเวลาเท่านี ้ก็งงแปดกลับแล้วว่าสภาพนั้นเป็นอย่างไรและเหตุ ใดจึงอุบัติมหากัมปนาทจากความไม่มีอะไรกลายเป็นดาราจักรนับ แสนล้าน

      หากผมตอบคำถามได้ไม่ดีพอต้องขออภัยด้วยนะครับเพราะผมก็ไม่เคยได้คิดเรื่องนี้เพราะมันไร้สาระไม่ควรคิดคิดไปก็ไประโยชน์สู้เอาเวลาไปคิดการคิดงานยังดีกว่า


    ความดีคือสัจธรรมของโลก

    2.ตัวคุณเองเกิดขึ้นได้อย่างไร

    ตอบ - การเกิด ของมนุษย์นั้นเรานับกันตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงคลอดออกมา สอดคร้องกันทั้งทางแพทย์และศาสนาฉะนั้นมาดูว่า พระพุทธเจ้าตรัสอย่างไรในขนะปฏิสนธิ ท่านตรัสว่า เมื่อมีองค์ประกอบ3ประการมาประชุมพร้อมกันย่อมมีการหยั่งลงในครรภ์ องค์ประกอบ3นั้นได้แก่

    1.มารดาและบิดาร่วมกัน

    2.ขณะนั้นมารดาอยู่ในช่วงเวลาไข่สุข

    3.มีวิญาณเกิดขึ้นเพื่อสืบกรรมจากภพอื่น โดยที่ตั้งอยู่ในครรภ์มารดา

    และปัจจัยหลักก็คือคนเราไม่ว่าจะตัวผมตัวท่านเกิดมาเพราะกรรมเก่าไม่ว่าจะกรรมดีหรือกรรมชั่ว

    จะชี้ชัดตามพระพุทธองค์ตรัส คือ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน มีตนเป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีตได้

    บางคนใช้เวลากว่าครึ่งชีวิต หมกมุ่นอยู่กับคำถามซ้ำๆ เช่นทำไมถึงเกิดมากับพ่อแม่ฐานะความเป็นอยู่อัตคัดขัดสน ทำไมถึงเกิดเป็นหญิงให้ต้องเสียเปรียบเขาอยู่ร่ำไป ทำไมถึงรูปไม่งามแถมนามยังตลก ไม่มีอะไรเป็นที่เชิดหน้าชูตาสักอย่าง

    หรือบางคนแม้เหมือนมีพร้อมทั้งทรัพย์สมบัติ รูปสมบัติ และคุณสมบัติ ก็ต้องทรมานใจกับข้อบกพร่องเล็กใหญ่ในชีวิต เช่นฐานะร่ำรวยแต่เต็มไปด้วยภาระน่าหนักอก เป็นชายแต่ใจแอบเป็นหญิง สวยหล่อแต่ตัวเตี้ยขาสั้นเต่อ เรียกว่าเจอเผชิญปัญหารบกวนจิตใจเดิมๆได้ตลอด มองคนอื่นรอบตัวเขาไม่เห็นต้องทนทุกข์ทรมานกับปัญหาเช่นตนกันเลย

    หากเคยรู้สึกน้อยใจในชะตากรรมของตัวเองมาก่อน คนที่คงโดนเรากล่าวโทษมากที่สุดเห็นจะได้แก่บุพการีผู้ให้กำเนิด ให้เราเกิดมาแล้วก็ไม่รู้จักเลี้ยงให้ดีมีความสุขสมบูรณ์อย่างลูกคนอื่น อันดับต่อมาน่าจะได้แก่เทวดาฟ้าดินและพระเจ้า  อุตส่าห์ทำดีเหตุใดจึงแลไม่เห็นและตกรางวัลกับเรามากๆ

    และแม้คนไทยบางส่วนถูกสอนมาถูกทาง คือให้หมั่นท่องติดปากว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ‘มันเป็นกรรมเก่าของเราเอง’ แต่ก็มักเป็นการท่องแบบนกแก้วนกขุนทองเอาไว้ปลอบใจตัวเอง มากเสียกว่าที่จะตระหนักว่านั่นเป็นความรู้อันควรลงให้ลึกและเข้าใจให้ซึ้ง จำแนกละเอียดเป็นเรื่องๆไปว่าที่กำลังเป็นอยู่ ที่กำลังพอใจหรือไม่พอใจมาจากการกระทำแบบไหน เพื่อความรู้แจ้ง เพื่อความสังวรระวัง และเพื่อความเร่งรัดให้ตนเองพัฒนาต่อๆไป ทั้งในด้านที่ดีอยู่แล้วและในด้านที่ยังพร่องอยู่

    ผู้ที่เริ่มเชื่อความจริงที่ว่า สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน มีตนเป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีตได้ย่อมเลิกเรียกร้องสิ่งใดๆจากผู้อื่น แล้วหันมาเรียกร้องเอาสิ่งที่ตนปรารถนาจากปัจจุบันกรรมของตัวเอง และต่อไปหากจะน้อยใจชะตาหรือสภาพความเป็นอยู่ต่างๆ ก็คงน้อยใจตัวเองในอดีต ไม่น้อยใจ ‘ผิดตัว’ อย่างที่แล้วๆมา กับทั้งตระหนักในสิ่งที่ควรตระหนัก เช่นโดยหลักธรรมชาติแล้วเราควรกราบกรานแทบเท้าขอบพระคุณพ่อแม่ ไม่ว่าท่านจะเลี้ยงดูเรามาอย่างไร หรือแม้กระทำต่อเราเช่นใดก็ตาม เหตุผลหลักคือพวกท่านเป็นประตูนำเราเข้าเส้นทางมนุษย์ อันเป็นที่สุดแห่งศักยภาพการพัฒนาตนเอง รวมทั้งตระหนักว่าเทวดานางฟ้าท่านเคยทำดีมาก็สมควรไปเสวยสวรรค์เพื่ออยู่เล่นเป็นสุข ไม่ใช่ต้องมาคอยสอดส่องดูแลมนุษย์ตั้งเกือบหมื่นล้านคนบนโลกทุกวัน หากรางวัลแห่งการทำดีคือต้องขึ้นสวรรค์ไปคอยสอดส่องดูแลมนุษย์ราวกับเป็นขี้ข้าสิ่งมีชีวิตในภูมิต่ำกว่าไปทั้งชาติ ซึ่งอย่างนี้ก็อย่าทำดีหวังสวรรค์กันเลยดีกว่า เอาแค่ครึ่งๆกลางๆพอได้กลับมาเป็นมนุษย์อีกที แล้วงอมืองอเท้ารอรับความช่วยเหลือจากเบื้องบนเท่านั้นพอ

    พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้สามารถมีตนเป็นที่พึ่งแห่งตนนั้น นับว่าได้ที่พึ่งอันหายาก และในแง่ของการเป็นที่พึ่งแห่งตนในระยะยาวก็ควรจะต้องรู้จักกรรมทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว รู้ว่ากรรมอันใดดีจะได้ทำให้มากเพื่อได้เป็นเรือใหญ่อาศัยแล่นไปในมหาสมุทรแห่งภพภูมิ รวมทั้งรู้ว่ากรรมอันใดชั่วจะได้หลีกเลี่ยงให้ห่างเพื่อไม่ต้องโดนมันโยนลงน้ำไปลอยคอลำบากลำบน


    ความดีคือสัจธรรมของโลก

    3.ตัวคุณเองเกิดขึ้นมาบนโลกเพื่ออะไร

    ตอบ-คนเราเกิดมาเพื่อชดใช่กรรมและสร้างกรรมหรือพัฒนากรรม คือ ในขณะที่เราเกิดมาเราก็ได้ชดใช้กรรมเก่าของเราไม่ว่าจะเป็นกรรมดีกรรมชั่วอันเกิดแต่ชาตินี้อันเป็นอดีตและอดีตชาติและในปจุบันเราก็กำลังสร้างกรรมใหม่เพื่อพัฒนาชีวิตของเราให้ดียิ่งๆขึ้นไป จนไปถึงวิวัฒนาการสูงสุดของความเป็นมนุษย์ อันได้แก่การบรรลุภาวะพระนิพพาน และเมื่อบรรลุพระนิพพาน เราก็จะได้เป็นอริยบุคคล นั่นคือเหตุผลที่เราเกิดมาบนโลกนี้

    ความดีคือสัจธรรมของโลก

    4.คุณแน่ใจหรือว่าตายไปจะได้ไปสู่สวรรค์หรือนิพพานได้ 1,000,000%

    ตอบ- แน่ใจครับ เพราะภพภูมิที่ผมจะไปนั้นผมเป็นคนกำหนดเป็นคนเลือกทางเดินเองทางข้างหน้าของผมผมเป็นคนเลือกไม่เกี่ยกับพระเจ้าองค์ใดไม่เกี่ยวกับเทวดาหรือพรหมองค์ไหน  ผมจะยกตัวอย่างเช่น ในชาตินี้และอนาคตผมเป็นคนดีมีศีลธรรม ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ลักทรัพย  ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดปลด ไม่ดื่มสุราของเมา ตั้งตนอยู่ในศีลธรรมหมั่นทำความดีเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม  แน่นอนครับที่ไปของผมไม่ใช่นรกแน่นอนครับและที่สุดความดีที่ได้สั่งสมมาสุดท้ายแม้จะไม่ใช่ในชาตินี้แต่ในอนาคตผมต้องเข้าสู่นิพพานแน่นอนครับผมว่าถ้าหากพระเจ้ามีจริงท่านก็ต้องรักผมเช่นกันแม้ว่าผมจะไม่เชื่อในตัวท่านก็ตาม  อย่างน้อยแม้ไม่มีชาติหน้าอย่างน้อยผมก็ได้ทำประโยชน์สุขแก่ส่วนรวมและชื่อของผมก็จะเป็นที่จดจำแก่คนลุ่นหลังในแง่ดีสืบไป

    ในทางตรงกันข้ามถ้าผมทำเลวสารพัด อย่าว่าแต่ชาติหน้าเลยครับแม้แต่ชาตินี้ก็จะไม่มีทางได้เป็นสุขแม้ตายไปก็จะมีนรกเป็นที่ไปแม้ตายชื่อเสียงก็จะถูกประนามต่างๆนาๆในฐานะคนแลว

    สรุป  ในทางของพระพุทธศาสนานั้นไม่ว่าจะเป็นคนประเทศไหนศาสนาไหนเชื้อชาติใดหากเป็นคนดีก็ย่อมต้องไปสู่สุคติโลกสวรรค์ไม่แบ่งแยกว่าจะเคยเป็นคนรวยจนถ้าทำดีก็ต้องไปสวรรค์ทำชั่วก็ต้องไปนรก


    ความดีคือสัจธรรมของโลก

     

    หรือบอกว่ามันเป็นปาฏิหารย์ที่โลกเกิดมาจากการระเบิดของอุกกาบาต งั้นผมขอถามคุณบ้างว่า อุกกาบาตเหล่านั้นมาจากไหน คุณก็จะอ้างไปเรื่อยว่ามาจากกาแล็คซี่โน้น กาแล็คซี่นี้ แล้วขอถามว่ากาแล็คซี่พวกนั้นมาจากไหน ซึ่งถ้าถามต่อไปคุณก็จะจนมุมเอง เพราะไม่เป็นไปไม่ได้หรอกที่โลกหรืออะไรก็ตามเกิดขึ้นมาโดยบังเอิญ 

    จากประโยคของคุณในข้างต้น คุณลองหาเหตุผลมาอธิบายตามแบบคริสดูสิสุดท้ายคงไม่พ้นพระเจ้าสร้ง

    สำหลับผมคิดไปมันก็ไม่เกิดประโชน์ประยาอะไรคิดไปก็ปวดหัวแต่สุดท้ายผมก็หาคำตอบอันเป็นเหตุมาจนได้คำตอบในข้อหนึ่งให้คุณได้นั้นหวังว่าจะทำให้คุณพอใจ

    แต่คุณลองหาคำอธิบายเกี่ยวกับจักวาลในแง่ของคริสดูบ้างสิครับ

    ตั้งแต่โบราณมาคริสตจักรก็เอาความคิดของ อริสโตเติลเป็นหลักคิดว่าโลกเป็นศูนย์กลางจักวาลบอกว่าโลกแบนเชื่ออยู่กับความคิดคร่ำคร่ามองโลกแค่ด้านที่ตาเห็นพอกาลิเลโอมายืนยันว่าโลกกลมก็จับเขาไปไต่สวนจังขังไว้ในบ้านเพราะขัดต่อคำสอนอันคล่ำคร่าโบราณแต่พอส่งยานอวกาสไปนอกโลกเท่านั้นทั้งโลกก็ได้รู้ ว่าโลกที่จริงมันกลม เรื่องโลกกลมเนี่ยพระพุทธเจ้าตรัสไว้เป็นพันๆปี

    ไหนจะเรื่องอะตอมมีขนาดเท่านั้นเท่านี้

    ลูกในครรมีลัษณะอย่างนั้นตอนอายุเท่านี้ท่านตรัสไว้หมดที่ไม่อยากไปถือเรื่องทางโลกมากเพราะมันไร้ประโยชน์ไม่เป็นไปในทางดับทุกข์

    จนแม้แต่ไอน์สไตน์ยังยกย่องให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งจักรวาลนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกหัมมาศึกษาพระพุทธศาสนาเป็นไปเพื่อเหตุและผล

    ผมอยากรู้  จริงๆเนื้อแท้ศาสนาคุณสอนอะไร  

    ตามที่ผมมองแล้วมองอีกหาหลักธรรมในศาสนาคุณมันไม่มีิะไรเลยยังว่าได้

    เพราะใจความมีแต่ให้เชื่อในพระเจ้ารักในพระเจ้ารักเพื่อนมนุษย์

    จริงไหมครับหรือคุณจะเถียงก็ว่ามาได้นะครับ

    สุดท้ายก้มีแต่ให้เชื่อและให้รัก

    ในทางพุทธ มันก็ตรงกับแค่หลักธรรมขั้นพื้นฐานคือเมตตา

    แค่นี้น

    อีกอย่างนะเรื่องสารภาพบาปน่ะโอ้น่าประทับใจมากฆ่าคนมาเป็นสิบแค่สำนึกผิดและเข้าสู่อ้อมแขนของพระเจ้าพระเจ้าจะชำระบาปและจะได้เข้าสู่สวรรค์  แล้วคนที่ถูกฆ่าพวกนั้นละไปไหน ชีวิตใครใครก็รัก แล้วคนในศาสนาอื่นละพระสงฆ์ถือศีล227ข้อขนาดจะดื่มน้ำยังต้องกรองเพราะกลัวจะมีสิ่งมีชีวิตในน้ำถูกกินแม้แต่ด่าทอยังไม่พูดเพราะผิดศีลพวกท่านเหล่านั้นไปไหน ไม่เชื่อในพระเจ้าตกนรกหรือคุณลองหาเหตุผมมาอธิบายดูสิครับ

    ผมมองยังไงศาสนาคุณก็ไร้เหตุผลมีแต่ให้เชื่อและรักในพระเจ้า

    ผมถามหน่อยเถอะพอหิวแล้วสวดอ้อนวอนต่อพระเจ้าแล้วทำให้พวกคุณอิ่มท้องขึ้นไหมถ้าอิ่มผมจะเปลี่ยนไปรักพระเจ้าเหมือนกันคงจะดีถ้าไม่ต้องทนหิวและต้องมากินข้าว งานก็ไม่ต้องทำแค่ไปนั่งขอพระเจ้าก็อิ่ม

    ความดีคือสัจธรรมของโลก

     เพราะไม่เป็นไปไม่ได้หรอกที่โลกหรืออะไรก็ตามเกิดขึ้นมาโดยบังเอิญ ทุกอย่างต้องมีจุดเริ่มต้นจุด 1 ที่ให้คำตอบทุกสิ่งทุกอย่าง คัมภีร์ไบเบิ้ลสามารถตอบได้ทุกสิ่งที่ผมถามคุณไป และไม่ใช่แค่คำถาม 4 ข้อนี้ ยังมีอีกหลายคำถามที่คัมภีร์ไบเบิ้ลตอบได้ (แต่อาจตอบไม่ได้ว่า พระเจ้ามาจากไหน ใครสร้างพระเจ้า ผมก็จะตอบว่า ถ้าเรารู้ว่าพระเจ้ามาจากไหน ใครสร้างพระเจ้า พระเจ้าก็จะไม่เป็นพระเจ้าหรือต้องมีคนสร้างพระเจ้า แล้วคนที่สร้างพระเจ้า ก็ถูกสร้างมาอีกที ซึ่งไม่สามารถตอบได้ หรือถ้าเรารู้ว่าพระเจ้ามาจากไหน เราก็เป็นพระเจ้าไปแล้วหล่ะ)

    มันดูขัดกันไปไหมครับไบเบิลบอกได้ทุกอย่าง ทุกอย่างเริ่มจากหนึ่ง แล้วทำไมไบเบิลอธิบายไม่ได้ว่าพระเจ้ามาจากไหน

    ความดีคือสัจธรรมของโลก

     อย่าหาว่าผมอวดอ้างศาสนาของตนหรือคิดศาสนาของตนดีอย่างโน้น ดีอย่างนี้ เพราะคุณยังไม่รู้เกี่ยวกับคริสต์ดีพอ ลองไปอ่านดูในไบเบิ้ลให้จบเล่มหรือยัง กฎของคริสต์ไม่ได้มีแค่บัญญัติ 10 ประการ แต่ยังมีอีกมากมาย 

    ถึงจะมีเป็นร้อยข้อพันข้อแต่ถ้าศาสนิกไม่สามารถประพฤติตามได้มันก็เหมือนรั้วที่ไม่สามารถขังควายได้นั่นแหละครับ

    มีไว้ตั้งโชว์ว่ามีรั้ว

    ความดีคือสัจธรรมของโลก

     ถ้าถามผมว่าแล้วคุณรู้อะไรเกี่ยวกับพุทธบ้างหล่ะ ทำไมจะไม่รู้ ก็ผมโตมาในประเทศไทย ศาสนาประจำชาติก็คือ ศาสนาพุทธ ซึ่งผมก็ต้องเรียนทุกอาทิตย์ ทำไมจะไม่รู้หล่ะ ผมเคยลองเอาคำสอนของ 2 ศาสนามาเปรียบเทียบกัน ซึ่งศาสนาที่ดูน่าเชื่อถือกว่าก็คือ ศาสนาคริสต์ (อย่างที่บอก อย่าหาว่าผมอวดอ้างศาสนาของตนหรือคิดศาสนาของตนดีอย่างโน้น ดีอย่าง ผมยึดศาสนาที่มันดูมีเหตุผลที่สุด)



    เอาหล่ะคุณบอกว่ารู้เกี่ยวกับพุทธหัวใจหลักของพุทธคืออะไรคุณรู้ไหมครับ

    แล้วของคริสล่ะเชื่อในพระเจ้ารักพระเจ้ารักเพื่อนมนุษย์    แค่นั้น มันน่าเชื่อถือตรงไหนครับ

    ความดีคือสัจธรรมของโลก

    ผมเคยลองเอาคำสอนของ 2 ศาสนามาเปรียบเทียบกัน ซึ่งศาสนาที่ดูน่าเชื่อถือกว่าก็คือ ศาสนาคริสต์ (อย่างที่บอก

    อย่าหาว่าผมอวดอ้างศาสนาของตนหรือคิดศาสนาของตนดีอย่างโน้น ดีอย่าง ผมยึดศาสนาที่มันดูมีเหตุผลที่สุด)

     

    ขัดกันอีกและอย่างนี้มันก็เหมือนกับกำลังชี้ต้นไม้แต่บอกว่าเป็นบ้านนะสิ ทั้งทั้งที่ยังไงก็ดูเป็นต้นไม้

    คุณบอกว่าศาสนาที่น่าเชื่อถือคือคริสแต่บอกอีกว่า        อย่าหาว่าผมอวดอ้างศาสนาของตนหรือคิดศาสนาของตนดีอย่างโน้น ดีอย่าง ผมยึดศาสนาที่มันดูมีเหตุผลที่สุด    ดูยังไงก็กำลังอวดครับ    

    อ้อที่บอกว่ามีเหตุผลน่ะตรงไหนครับ ให้เชื่อได้จากตรงไหนครับมองไม่เห็นจุดที่จะมีเหตุและผลพอให้เชื่อได้เลยสักนิดครับ


     

    ความดีคือสัจธรรมของโลก

    ขอถามอีกอย่าง การ์ตูนที่คุณโพสต์ให้อ่านนั้น คุณเชื่อหรือไม่ ถึงโพสต์ว่า "เอ่อ สุดยอดอะครับการ์ตูน  ไม่ใช่แค่การ์ตูนนะครับ ใบปลิวเอย อินเตอร์เน็ตเอยโหย สุดยอดเลยนะครับ" คุณต้องการจะสื่ออะไร จะด่าหรือจะชม ผมไม่เก็ท ไม่เข้าใจ


    ตอบ   ผมแค่อยากเชิดชูความคิดในด้านลบของคนทำการ์ตูนน่ะครับ   เขาคิดได้ยังไง  ไม่ว่าใครเห็นเขาไม่คิดว่าโอ้ศาสนาพุทธเลวร้ายอย่างนี้รี่เองทั้งเพื่อนที่ทำงานที่มหาลัยทั้งพุทธ อิสลาม  คริสเขาเห็นปุ้บเขาไม่ได้ดิดว่าเป็นการกระทำที่ควรเลยมันเป็นการขุดหลุมฝังตัวเองชัดๆการทำอย่างนี้เป็นการไม่ให้เกียรติศาสานาอื่นแล้วยังไม่ให้เกียรติเพื่อนร่วมโลกและศาสนาตัวเองแถมยังมีเสียงคำถามกลับมาด้วยนะ  อยากเผยแผ่ศาสนาจนทำอะไรไม่คิดขนาดนั้นเลยหรือยอมรับนะ  พระเเต๋วพระตุ้ด  พระค้ายา สารพัด  มีจริงแต่ไม่ใช่ว่าพระดีๆจะไม่มีคริสก็เหมือนกัน บาทหลงล่วงละเมิดทางเพศเด็กเป็นข่าวไปทั่วโลกจนพระสันตะปาปาต้องออกมาขอโทษชาวโลกแทนบาทหลวงเหล่านั้น

    อีกอย่างผมรักพระเยซูท่านสอนให้คนรักกันท่านเป็นคนดีเป็บแบบอย่างที่ดีสอนให้คนเป็นคนดีผมจึงรักและเครพท่าน

    เจอบาทหลวงผมก็ไหวเจอแม่ชีผมก็ไหว้เพราะท่านเหล่านั้นเป็นคนดีควรแก่การกราบไหว้


    ความดีคือสัจธรรมของโลก

    จากนี้ผมจะขอถามกลับบ้างนะครับ   ถ้าไบเบิลตอบได้ทุกอย่างจริงอย่างที่คุณอ้าง

    แต่ถ้าตอบไม่ได้ก็แสดงว่าศาสนาคุณไร้ซึ่งแก่นสารไม่น่าเชื่อถือแค่มีไว้ให้คนเชื่อไม่สามารถเอามาใช้ประโยชน์อะไรได้และคุณควรยอมรับตามนั้น

    1.จักรวาล-โลกนี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร

    2.ตัวคุณเองเกิดมาเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร?

    3.ตัวคุณเองเกิดขึ้นมาบนโลกเพื่ออะไร

    4.คุณแน่ใจหรือว่าตายไปจะได้ไปสู่สวรรค์หรือนิพพานได้ 1,000,000%

    5.แค่เชื่อในพระเจ้าก็ได้ไปสรรค์หลอแล้วคนที่ไม่เชื่อล่ะ

    6.เหตุใดจึงเกิดเป็นมนุษย์?

    7.

    องค์ประกอบของการเกิดเป็นมนุษย์มีอะไรบ้าง

    ?

    8.เหตุใดจึงเป็นหญิงเป็นชาย

    ?

    9. เหตุใดจึงเป็นผู้มีรูปงามและอัปลักษ์ทำไมพระเจ้าสร้างมาไม่เหมือนกัน?

    10. เหตุใดจึงมีฐานะร่ำรวยทำไมต้องจนทั้งที่เชื่อในพระเจ้าเหมือนกัน

    ?

    11.เหตุใดจึงมีสติปัญญามากทำไมมีคนโง่คนฉลาด?

    12.

    ความต่างระหว่างปัญญากับความฉลาดต่างกันเช่นไร

    13ในไบเบิลอธิบายเรื่องการปฏิสนธิหรือการเกิดในครรไว้หรือไม่อย่างไร

    14. เมื่อวิญญานจะเข้าถือกำเนิดในท้องมารดา เข้าไปทางไหน ? 

    15. คือผู้ไปสู่โลกอื่น ไปด้วยสีเขียว แดง เหลือง ขาว แสด เลื่อม อย่างไร...หรือ ไปด้วยเพศช้าง ม้า รถ อย่างไร ? 

    16.ถ้ามีคน ๒ คนตายจากที่นี้แล้วไปเกิดในที่ต่างกัน คือคนหนึ่งขึ้นไปเกิดในสวรรค์กับพระเจ้า อีกคนหนึ่งเกิดในนรก คนสองคนนี้ คนไหนจะไปช้าไปเร็วกว่ากัน ? 

    17. สวรรค์นรกอยู่ที่ไหนไกลจากโลกนี้สักเท่าไร ?

    18.เวลาคนตายวิญญานออกทางไหน


    หวังว่าคุณจะไขความไม่รู้ให้ผมได้นะครับ

    ความดีคือสัจธรรมของโลก

    พุทธกับวิทยาศาสตร์

      หลังจากที่ทฤษฎีสัมพัทธภาพได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นจริง  วงการวิทยาศาสตร์โลกก็เฟื่องฟูมากในตะวันตก  ชาวตะวันตกต่างพากันสนทนาเกี่ยวกับเรื่องนี้  และเมื่อไอน์สไตน์เน้นถึงเรื่องศาสนาแห่งจักรวาลชาวตะวันตกและนักวิทนยาศาสตร์ก็เริ่มหันมาศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง

      สิ่งที่สร้างความแปลกประหลาดใจให้กับชาวตะวันตกมากที่สุด  คือ  “เรื่องกาลามสูตร”  ที่เน้นว่าอย่าเชื่อเพราะได้ฟังตามกันมา  อย่าเชื่อเพราะได้เรียนตามกันมา  อย่าเชื่อเพราะเพียงเข้าได้กับทฤษฎีของตน... ฯลฯ  การที่พระพุทธเจ้าตรัสแบบนี้ทำให้ฝรั่งทึ่งมาก  เป็นศาสนาที่แปลกไม่เน้นศรัทธา  ไม่เน้นให้เชื่อ  แต่ข้ามไปขั้นใช้ปัญญาเลย

      ไอน์สไตน์ได้มาศึกษาพุทธศาสนา  ได้อ่านกาลามสูตร แล้วแปลกใจว่ามีศาสนาแบบสอนไม่ให้เชื่ออะไรง่าย ๆอยู่ด้วย  ไอน์สไตน์ประทับใจมาก  เขียนเป็นบทความเพื่อให้ชาวโลกรับรู้ว่า

      “The  religion  of  the  future  will  be  a cosmic religion.  The  religion  which  is  besed  on  experience, which  refuses  dogmatism.  If  there  is any  religion  that  would  cope  with  the  scientific  needs  it  will  be  Buddhism.”

      “ศาสนาแห่งอนาคตจะเป็นศาสนาแห่งจักรวาล  ศาสนาซึ่งตั้งอยู่บนประสบการณ์  ซึ่งปฏิเสธความเชื่อที่ไร้ข้อพิสูจน์  หากมีศาสนาใดศาสนาหนึ่งที่พอจะรับมือกับความต้องการทางวิทยาศาสตร์ได้ละก็  ศาสนานั้นคือ  ศาสนาพุทธ"

     หลักกาลามสูตร  คือ  หลักในการพิจารณา  10  อย่าง  ได้แก่

    1. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการได้ยินได้ฟังตามกันมา
    2. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการถือตามถ้อยคำสืบๆกันมา
    3. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการตื่นข่าวลือ
    4. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการอ้างตำรา
    5. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยตรรกหรือเหตุผล
    6. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการคาดคะเน
    7. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการคิดตรองอาการที่ปรากฏ
    8. อย่าเพิ่งเชื่อถือเพราะเข้ากับความเห็นของตน
    9. อย่าเพิ่งเชื่อถือเพราะผู้พูดมีรูปลักษณะน่าเชื่อถือ
    10. อย่าเพิ่งเชื่อถือเพราะเห็นว่าสมณะนี้หรือผู้นี้เป็นครูของเรา

      ศาสนาพุทธไม่ต้องการให้มีความเชื่อใด ๆ โดยไม่ใช้ปัญญา  เพราะเป็นศาสนาแห่งเหตุผล  ศาสนาอื่น ๆเกือบทั้งหมดล้วนแล้วให้คำตอบอย่างฟันธงแจ่มชัด  และให้เชื่ออย่างไม่มีเงื่อนไข  เช่น  เรื่องตายแล้วไม่สูญ  แต่จะได้ไปสวรรค์หรือนรกอยู่ที่การตัดสินของพระเจ้า  ซึ่งคำตอบที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายต้องการก็คือ  คำตอบทำนองนี้  เมื่อพุทธศาสนาจัดให้ไม่ได้ก็รู้สึกไม่เข้าใจ  และรู้สึกสับสนว่ากฎแห่งกรรมมีจริงหรือ

      ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาแห่งศรัทธาและความเชื่อ  แต่เป็นศาสนาแห่งปัญญา  ดังนั้นการที่พระพุทธองค์จะทรงตอบตามความเป็นจริงว่าตายแล้วเกิด  แล้วให้เชื่อไปตามนั้น  ตามศรัทธา  ไม่ใช่ลักษณะของพุทธ  ความเชื่อโดยไม่มีปัญญายิ่งเป็นกรงขังจิตให้หมกมุ่นวนเวียนอยู่แต่เรื่องนั้นโดยไม่เกิดปัญญาขึ้นมาได้เลย  การห้ามไม่ให้เชื่อทุกอย่างตามที่ปรากฏตามหลักกาลามสูตรก็ครอบคลุมทั้งหมดแล้ว

    เขายังกล่าวต่ออีกว่า

    “ศาสนาพุทธมีคุณลักษณะอย่างมี่เราคาดหวังจะให้เป็นศาสนาแห่งจักรวาล  ศาสนาพุทธไม่ยึดติดกับพระเจ้า  ไม่ส่งเสริมความเชื่องมงาย  ไม่เกี่ยวข้องกับเทววิทยา  ศาสนาพุทธเกี่ยวพันกับธรรมชาติและจิตวิญญาณ  เป็นศาสนาที่มีพื้นฐานอยู่บนประสบการณ์ของสรรพสิ่งทั้งธรรมชาติและจิตวิญญาณ  โดยถือว่าเป็นองค์รวมเดียวกันอย่างมีความหมาย ...ศาสนาที่แท้จริงต้องไม่วางอยู่บนความกลัวชีวิต  ความกลัวตาย  และศรัทธาที่แท้จริงต้องไม่ว่างอยู่บนความกลัวชีวิต  ความกลัวตาย และศรัทธาอย่างไม่ลืมหูลืมตา  แต่ด้วยความพากเพียรตามความรู้ที่มีเหตุผล

    หลังจากที่เราเริ่มเห็นทิศทางของวิทยาศาสตร์กับศาสนาแยกออกจากกัน  ยากที่จะมาบรรจบ  อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรกที่ดึงทิศทางการพัฒนาของวิทยาศาสตร์ที่เริ่มผิดทิศให้กลับมาสู่ทิศทางที่ควรจะเป็น  และแล้ววิทยาศาสตร์กับศาสนาก็เริ่มมีโอกาสที่จะมาบรรจบกันอีกครั้นหนึ่ง  แม้โอกาสนั้นจะน้อยมากก็ตาม

    ศาสนาที่ไม่เน้นเรื่องศรัทธา  ในความรู้สึกของฝรั่งไม่ใช้ศาสนาทุกศาสนาสอนให้เชื่อและศรัทธาในองค์พระศาสดาของตัว  แต่ศาสนาพุทธมาแปลก  บอกว่าไม่ควรเชื่อ  ให้ใช้ปัญญาไตร่ตรองก่อน  ชาวตะวันตกบางคนไม่นับ “พุทธ”  เป็นศาสนา  เพราะไม่มีลักษณะของศาสนาที่เขาเคยรู้จักมา

    ศาสนาที่เน้นในพระเจ้าจะบอกอยู่ตลอดเวลาว่า  ความสุขของมนุษย์คือการได้รับใช้พระเจ้า  เชื่อในพระเจ้า  และได้อยู่กับพระเจ้าแต่สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์พยายามคิดอยู่ตลอดคือ  การพยายามคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อสนองความสุขทางรูปธรรมของมนุษย์  โดยที่ไม่ต้องไปรบกวนพระเจ้า  แต่ยิ่งประดิษฐ์ยิ่งคิดค้นกลับรู้สึกว่ายิ่งไกจากความสุขที่จริงแท้มากขึ้นทุกที

    อัลเบิร์ต  ไอน์สไตน์  เองก็เคยตั้งคำถามทำนองนี้ว่า  Why dose this applied science, which saves work and make life easier, bring us so little happiness?  แปลเป็นไทยได้ว่า  “ทำไมวิทยาศาสตร์ประยุกต์เหล่านี้  ซึ่งทำให้มีความสะดวกสบายและทำงานง่ายขึ้น  จึงไม่สามารถก่อให้เกิดความสุขที่แท้จริงแก่พวกเรา”

    ทุกวันนี้เรามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าฮ่องเต้สมัยก่อนเสียอีกเรามีไมโครเวฟ มีเครื่องปรับอากาศ มีตู้เย็น มีเครื่องเสียงชั้นยอด มีจอแอลซีดี  แล้วทำไมถ้าเทียบแล้วความสุขเรากลับน้อยกว่า  เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะวิทยาศาสตร์ไม่ได้ศึกษาที่ตัวมนุษย์ วิทยาศาสตร์สนใจโลกธรรมชาติภายนอกทั่วไปที่เป็นรูปธรรม  พยายามเอาชนะพิชิตธรรมชาติเพื่อสนองประสาทสัมผัสทั้ง ๕  เรามีจอภาพที่ทันสมัยขึ้นเรื่อยๆ  เรามีเครื่องเสียงชั้นยอด  เรามีน้ำหอมเทคโนโลยีนาโน เรามีอาหารปรุงสำเร็จมากมาย  เรามีรถยนต์รุ่นใหม่ทุกปี  แต่วิทยาศาสตร์ไม่เคยศึกษาแม้แต่น้อยว่า “จิต”  ของมนุษย์มีลักษณะอย่างไร  ถ้าเปรียบสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ เหมือนลูกธนู  จะยิงตรงเป้าได้อย่างไร  ในเมื่อไม่รู้ว่าเป้ามันอยู่ตรงไหน  เป็นยังไงก็ได้แต่ยิงสะเปะสะปะ  คิดแต่ว่าสักวันมันคงโดน

    เมื่อวิทยาศาสตร์ไม่สามารถทำให้มนุษย์พบกับความสุขที่จริงแท้แต่ก็ยังไม่ยอมรับว่ามาผิดทาง  หลงผิดคิดว่ายังทำได้ไม่ดีพอ  พยายามวิจัยคิดค้นจอภาพที่คมชัดยิ่งขึ้น  เครื่องเสียงที่กำลังขึ้นสูง  รถยนต์ที่อัตราเร่งดีขึ้น  เกมคอมพิวเตอร์ที่เสมือนจริงมากยิ่งขึ้น ฯลฯ  ด้วยความคิดที่ว่า  พอมันดีขึ้น  มันคงทำให้มนุษย์มีความสุขมากขึ้น  จนในที่สุดก็จะพบกับความสุขที่แท้จริง  ปัญหาใหม่ที่ตามมาก็คือวิทยาศาสตร์มีอิทธิพลต่อจิตใจมนุษย์  สร้างความสุขแบบเทียมๆ ให้กับจิตของมนุษย์  ทำให้มนุษย์มีจิตใจแบบเทียมๆ  คือจิตที่หลงทางหันไปหาขงเทียมแปลกแยกจากธรรมชาติ  เกิดโลภะและราคะตามมาด้วยโทสะ  สร้างเสริมพลังกดดันในการที่จะทำลายล้างกัน 

    ตราบใดที่วิทยาศาสตร์ยังเดินหลงทาง  มนุษย์ไม่พบความสุขที่แท้จริง  มนุษย์ก็จะแสวงหาวิธีพ้นทุกข์ต่างๆ นานา ด้วยวิธีการต่างๆ มีศาสนาบนโลกมากกว่าสิบศาสนา  มีลัทธิความเชื่อต่างๆ นับร้อยนับพันทั้งหมดเหล่านี้เกิดขึ้นมาก็เพื่อสนองความต้องการขั้นสูงสุดของมนุษย์คือ  แสวงหาความสุขที่แท้จริง  เมื่อใดก็ตามที่วิทยาศาสตร์สามารถเข้าถึงความจริงแท้  สามารถให้ตำตอบที่เป็นสัจภาวะของธรรมชาติทั้งหมดแก่มนุษย์  วิทยาศาสตร์กับศาสนาก็เป็นสิ่งเดียวกัน  แต่คงอีกนาน

    ทุกวันนี้วิทยาศาสตร์แก้ได้แต่ธรรมชาติภายนอก  วิทยาศาสตร์ไม่สามารถแก้ไขปรับปรุงธรรมชาติภายในตัวมนุษย์ได้เลย  ทำคนให้เป็นคนดีไม่ได้  แก้นิสัยคนไม่ได้ เวลาคนมีความทุกข์ทางใจก็แก้ไม่ได้วิทยาศาสตร์พยายามช่วย ก็ได้แต่ไปหาสารเคมีจากธรรมชาติภายนอกมาสกัดเป็นยานอนหลับ  ยากล่อมประสาทเพื่อช่วยแก้ทุกข์ทางใจก็เหมือนลูกธนูที่พุ่งไม่ตรงเป้า  จะแก้ทุกข์ที่ใจแต่ไม่รู้ว่าใจอยู่ตรงไหนมีคุณสมบัติอย่างไร  วิทยาศาสตร์ยิ่งหลงทางจนกู่ไม่กลับ  พยายามไปศึกษาสมองว่า  ระหว่างอารมณ์ดีมีความสุข  สมองหลั่งสารอะไรออกมาแล้วก็ไปสกัดสารตัวนั้นมาทำเป็นยา  และคิดว่านี่แหละคือทางแห่งความสุขที่แท้จริง  เวลาไหนทุกข์ใจก็เอายามากินเม็ดหนึ่งจะหายทันที

    อย่างไรก็ตาม  วิทยาศาสตร์ก็สามารถเอาชนะทำลายลัทธิความเชื่อความศรัทธามาได้มากมาย  วิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ว่าฟ้าแลบ  ฟ้าร้องไม่ใช่ปรากฏการณ์ของพระเจ้า  ปรากฏการณ์ธรรมชาติหลายๆ อย่างวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้  ลัทธิการบูชาผีป่านางไม้เริ่มหายไป  วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของความเข้าใจธรรมชาติ  ดังนั้นเมื่อเข้าใจมากขึ้นความเชื่อผิดๆ  ก็ถูกลบล้าง  วิทยาศาสตร์ต่างจากศาสนา  วิทยาศาสตร์พยายามทำความเข้าใจในธรรมชาติรอบๆตัวมนุษย์  ถ้าดูจากเป้าหมายที่ต่างกันขนาดนี้  คงยากที่ศาสนากับวิทยาศาสตร์จะมาบรรจบกันในเร็ววัน

    โดยปกติแล้วนักวิทยาศาสตร์ก็ไม่เชื่อในคำสอนของศาสนาสักเท่าไหร่  ไม่ว่าชาติใดภาษาใด  นักวิทยาศาสตร์ระดับโลกหลายต่อหลายคนประกาศตัวว่าไม่นับถือศาสนาใดๆ  ไม่เว้นแม้แต่สุดยอดมหาอัจฉริยะอย่างอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์  บอกว่าตัวเขาเป็นคนไม่มีศาสนา  เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะทุกศาสนาสอนให้เชื่อมั่นศรัทธาในคำสอนของพระเจ้า  ซึ่งเป็นกรอบที่จะทำให้นักวิทยาศาสตร์คิดอะไรต่อไม่ออก  เพราะให้เชื่อพระเจ้าโดยไม่มีเงื่อนไข  เมื่อวิทยาศาสตร์ก้าวหน้ามีการค้นพบใหม่ๆ  ขึ้นเรื่อยๆ  ความเชื่อเรื่องปาฏิหาริย์ของพระเจ้ายิ่งลดน้อยลง  วิทยาศาสตร์สรุปไปแล้วด้วยซ้ำว่าพระเจ้าที่เป็นตัวบุคคลในศาสนาต่างๆ ไม่มีอยู่จริงปัญหาก็คือศาสนาต่างๆ  วิ่งเข้าหาวิทยาศาสตร์กันใหญ่เพื่ออ้างอิงในบางจุด  เพื่อจะทำให้ศาสนายังคงน่าเชื่อถือศรัทธาอยู่

    แต่ศาสนาพุทธอยู่เหนือความขัดแย้งข้อนี้  ศาสนาพุทธไม่มีพระเจ้าการที่ศาสนาพุทธอ้างอิงถึงวิทยาศาสตร์ในบางครั้ง  ก็เพราะการค้นพบใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์รวมไปถึงนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่นำศาสนาพุทธมาอ้างอิงมากเหลือเกิน  ศาสนาพุทธเกิดก่อนวิทยาศาสตร์เป็นพันปีแล้วมีการค้นพบของนักวิทยาศาสตร์ที่ภายหลังบังเอิญมาสอดคล้องกับการค้นพบเกี่ยวกับความจริงแท้ของโลกและจักรวาลซึ่งเป็นความจริงเดียวกัน  แต่จะว่าไปแล้วพระพุทธองค์ก็ไม่เคยตรัสเลยสักครั้งว่าพุทธเป็นศาสนา  พระองค์ตรัสแต่ว่าเป็นการตรัสรู้พบความจริงแท้  คาถาบทสวดทั้งหลาย  รวมไปถึงพระพุทธรูปที่มีขึ้นในกิจกรรมของศาสนาก็มีขึ้นหลังจากพระพุทธองค์ทรงปรินิพพานไปแล้วหลายร้อยปี  พุทธอาจจะหมายถึงความจริงแท้  ไม่ใช่ศาสนา  การค้นพบของวิทยาศาสตร์ก็คือการค้นพบความจริงแท้แห่งจักรวาลบางส่วนอันน้อยนิด  ซึ่งตรงกับการค้นพบของพระพุทธองค์นั่นเอง  ปัจจุบันก็มีนักคิด  นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งแสดงความเห็นออกมาอย่างชัดเจนว่า  พุทธปรัชญาแท้จริงแล้วกลับเป็นวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าวิทยาศาสตร์กายภาพของตะวันตกเสียอีก  เพราะการค้นพบใหม่ๆ ทางฟิสิกส์ที่เป็นความจริงแท้ของจักรวาลซึ่งมาสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าหรือกล้องกำลังขยายสูง กลับเคยได้รับการพิสูจน์มาก่อนแล้วจากปรัชญาตะวันออก

    นักวิทยาศาสตร์กายภาพพยายามไขหาความลับของวัตถุ  สามารถไขความลับของโลเมกุลว่าเกิดจากอะตอมมาจับกลุ่มกัน  หลังจากนั้นก็พยายามไขหาความลับของอะตอมต่อไป  ก็พบว่าอะตอมประกอบด้วยนิวเคลียสและอิเล็กตรอน  ด้วยความอยากรู้  นักวิทยาศาสตร์เจาะลึกลงไปที่นิวเคลียสว่ามีอะไร  ก็พบว่ามีนิวตรอน โปรตอน และพอค้นหาในระดับที่ลึกลงไปเรื่อยๆ  จนอนุภาคที่คิดว่าเล็กที่สุด  นักวิทยาศาสตร์กลับบอกว่าไม่เจออะไรเลย  มีแต่คลื่น  แล้วยังเป็นคลื่นแห่งความน่าจะเป็นเสียด้วย  สรุปแล้วที่พยายามหากันไม่ต่างอะไรกับการพยายามคว้าเงาในน้ำ

    เบอร์ทรันด์  รัสเซล  นักปรัชญาเจ้าของรางวัลโนเบลปี ค.ศ. ๑๙๕๐  เคยพูดว่า “ผมเชื่อว่าเป็นความผิดพลาดของนักปรัชญาที่ไม่พยายามทำความเข้าใจกับหลักของฟิสิกส์ใหม่มิฉะนั้นการค้นพบทางปรัชญาจะสามารถอธิบายได้ทางกายภาพและนำไปสู่การค้นพบที่ยิ่งใหญ่”

    แต่เราจะมองตรงกันข้ามว่า “เป็นความผิดพลาดของนักฟิสิกส์ที่ไม่พยายามทำความเข้าใจกับพุทธปรัชญา  มิฉนั้นการค้นพบทางปรัชญาจะนำฟิสิกส์กายภาพไปสู่การค้นพบอันยิ่งใหญ่”ก็ไม่ผิด

    นักวิทยาศาสตร์มีความศรัทธาในกฎของธรรมชาติอยู่แล้วขอเพียงแต่ให้นักวิทยาศาสตร์ยอมรับว่ามนุษย์ก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และพยายามศึกษาธรรมชาติทั้งหมด  รวมทั้งธรรมชาติในตัวมนุษย์  เมื่อนั้นวิทยาศาสตร์กับศาสนาก็จะบรรจบกัน  วิทยาศาสตร์พยายามที่จะเอาชนะธรรมชาติภายนอกตัวมนุษย์  สร้างเขื่อน สร้างเครื่องปรับอากาศ สร้างตู้เย็น ไมไครเวฟ สร้างทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อสมองกิเลส  แต่ลืมที่จะเอาชนะธรรมชาติภายในตัวมนุษย์  ศาสนาพยายามศึกษาะรรมชาติในตัวมนุษย์  แล้วเอาความจริงหรือความรู้นั้นมาพัฒนาและแก้ปัญหาให้มนุษย์พ้นทุกข์

    พระพุทธองค์ตรัสรู้  รับรู้ถึงความเป็นจริงของโลกและจักรวาลทั้งหมด  ทั้งภายนอกและภายในตัวมนุษย์  แต่พระพุทธองค์ทรงเลือกที่จะตัดทิ้งสาระความรู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับภายในตัวมนุษย์ออกไป  ซึ่งสาระของธรรมชาติภายนอกตัวมนุษย์เล็กสุดขนาดอะตอม อิเล็กตรอน  ควอนตัม  จนถึงใหญ่สุดอย่างดาราจักร จักรวาล พระพุทธองค์ก็ทรงรับรู้ผ่านสัพพัญญุตญาณ  หรือแม้แต่รูปธรรมทางกายอย่างเซลล์ เม็ดโลหิต  ระบบประสาท  พระพุทะองค์ก็อธิบายได้อย่างถูกต้อง  แต่ก็เลือกที่จะตัดออกไปจากคำสอน   แล้วมาเน้นที่นามธรรมภายในตัวมนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งจิตใจ  ซึ่งเป็นทางแห่งการพ้นทุกข์อย่างแท้จริง

    หลังจากที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์  จุดกระแสพุทธศาสนา  นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลกก็หันมาศึกษาถึงภายในตัวมนุษย์กันมากขึ้น มักซ์ พลังค์  นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล  และเป็นบิดาของทฤษฎีฟิสิกส์ควอนตัม  ได้กล่าวว่า  “..วิทยาศาสตร์ไม่สามารถไขความลี้ลับขั้นสุดท้ายของธรรมชาติได้  และที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะว่า  เมื่อวิเคราะห์จนถึงที่สุดแล้ว  ตัวเราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติด้วยเพราะฉะนั้นเป็นอีกส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่เราต้องพยายามแก้ไข”

    อย่างไรก็ตาม  นักวิทยาศาสตร์ที่ไม่เห็นด้วยกับไอน์สไตน์ก็ยังมีอีกเยอะ  บางคนถึงขนาดด่าว่าเพื่อนนักวิทยาศาสตร์ที่พยายามโยงเอาเรื่องวิทยาศาสตร์กับศาสนาตะวันออกมารวมเป็นเรื่องเดียวกัน  ใช้อ้างอิงซึ่งกันและกัน  โดยห็นว่าขอบเขตของวิทยาศาสตร์กับขอบเขตของจิตเป็นคนละเรื่อง  ควรแยกออกจากกัน  ต่างคนต่างอยู่

    นักวิทยาศาสตร์พยายามค้นคว้าวิจัย  พัฒนา  ก็เพื่อจะผลิตเทคโนโลยี่ใหม่ๆ มาสอนจิตของมนุษย์  ตัวรับรู้วิทยาศาสตร์คือจิต (แม้วิทยาศาสตร์จะอ้างว่าตัวรับรู้คือประสาทสัมผัสทั้งห้า  แต่ในที่สุดตัวรับสุดท้ายที่ประมวลผลก็คือจิต)  ในเมื่อวิทยาศาสตร์ถูกรู้โดยจิต  ถ้าวิทยาศาสตร์จะพัฒนาจนถึงที่สุดได้  ก็ต้องรู้ตัวจิตที่มารับรู้วิทยาศาสตร์ด้วย

    โลกต้องใช้เวลาไปเกือบสามพันปี  นับแต่นักวิทยาศาสตร์คนแรกเริ่มศึกษาธรรมชาติภายนอกตัวมนุษย์  จนปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เริ่มเข้าใจลักษณะกายภาพของส่วนที่เล็กที่สุดบนโลกอย่างควาร์ก  (Quark)  จนไปถึงใหญ่ที่สุดอย่างจักรวาล  เริ่มเข้าใจสภาวะทางธรรมชาติที่มีอยู่เป็นอยู่ว่าเกิดจากอะไร  รู้ต้นกำเนิดของจักรวาล  รู้องค์ประกอบของสรรพสิ่งที่เป็นวัตถุ  แต่นักวิทยาศาสตร์จะเริ่มต้นพิสูจน์  กว่าจะพบความจริงแท้ที่ว่าจิตเป็นอย่างไรบ้าง  ก็คงต้องใช้เวลาอีกนับพันปีเช่นกันยกเว้นวิทยาศาสตร์จะนำเอาการค้นพบของพระพุทธองค์ตรัสเรื่องปรมาณูอะตอม จักรวาล  เมื่อสองพันห้าร้อยปีที่ผ่านมา  แต่ไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนสนใจ  ต้องใช้เวลาอีกถึงสองพันห้าร้อยปีถัดมาจึงจะร้องอ้อรู้อย่างนี้ลอกมาเลยก็ได้  แล้วค่อยไปหาวิธีคิดทางคณิตศาสตร์เข้ามายืนยัน  ประหยัดเวลาไปได้เป็นพันปี

    มีนักวิทยาศาสตร์ระดับรางวัลโนเบลหลายท่านวิเคราะห์ว่า  เหตุที่ตะวันตกเข้าไม่ถึงการค้นพบของพระพุทธองค์  ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าการแปลความหมายของนามธรรมที่พระองค์ทรงค้นพบผิดไป  ยกตัวอย่างเช่น  คำว่า สังขาร เวทนา อนัตตา ไม่มีศัพท์ทางภาษาอังกฤษที่สามารถแปลแล้วสื่อความหมายได้อย่างชัดเจนตลบถ้วนเลย  ยิ่งถ้าเป็นการแปลจากภาษาในพระไตรปิฎก  ยิ่งเป็นไปไม่ได้

    เรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ทางจิตที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบมีอยู่มากมาย  และเชื่อว่าถ้านักวิทยาศาสตร์นำมาศึกษาอย่างจริงจังก็จะหาสูตรหรือคำนวณทางวิทยาศาสตร์มาช่วยยืนยันได้  ดั่งเช่นเรื่องของเวลาที่ยืดหดได้ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพ  พระพุทธองค์ทรงค้นพบมาก่อน  แล้วไอน์สไตน์มาพบสูตรทางการคำนวณที่ช่วยยืนยันอีกทีการค้นพบทางพุทธศาสนาที่น่าสนใจมีมากมาย  อาทิเช่น  การเกิด-ดับของจิตและองค์ประกอบของจิต {๓๐}  การเวียนว่ายตายเกิด {๓๑}  กฎแห่งกรรม{๓๒}อำนาจแห่งกระแสปฏิจจสมุปบาทหรืออิทัปปัจจยตา  นิพพาน และสุญญตา  สติปัญญา ๔ {๓๓} อริยสัจ ๔ {๓๔}  ธาตุ ๔ {๓๕} ขันธ์  ๕ {๓๖} อายตนะ ๑๒ {๓๗} โพธิปักขิยธรรม ๓๗  ธาตุ ๑๘ อภิญญา ๖  และทศพลญาณ ๑๐  เป็นต้น

    {๓๐}ดวงจิตแต่ละดวงมีองค์ประกอบที่เรียกว่า “เจตสิก”  องค์ประกอบของอะตอมที่แตกต่างกัน  จากจำนวนของอิเล็กตรอน โปรตอน และนิวตรอน  สร้างคุณสมบัติของธาตุทางเคมีที่หลากหลายไม่เหมือนกันฉันใด  องค์ประกอบของจิตที่แตกต่างกัน  ก็สร้างคุณสมบัติของดวงจิตที่ต่างกันฉันนั้น  องค์ประกอบของจิตที่แตกต่างกัน  ก็สร้างคุณสมบัติของดวงจิตที่ต่างกันฉันนั้น  องค์ประกอบของจิตที่เรียกว่า “เจตสิก”  มีทั้งหมด ๕๒ ชนิด  โดยองค์ประกอบที่หลากหลายจากเจตสิกทั้ง ๕๒ ชนิดนี้  ทำให้สามารถเกิดลักษณะของดวงจิตที่แตกต่างกันได้ถึง ๑๒๑ แบบ  ดวงจิตแห่งรัก โลภ โกรธ หลง และเวทนาที่เกิดจากรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสก็เป็นส่วนหนึ่งใน ๑๒๑ แบบนี้  วิทยาศาสตร์ไม่เคยศึกษาในเรื่องนี้  ที่ใกล้เคียงที่สุดก็คือ  การศึกษาในเรื่องโครงสร้างของจิตของซิกมุนด์  ฟรอยด์  แต่การค้นพบของฟรอยด์เป็นเพียงคุณสมบัติภายนอกอย่าง id, ego, superego  เท่านั้น  ไม่สามารถลงลึกไปที่โครงสร้างภายในของจิตได้
    ดวงจิตหนึ่งดวงประกอบไปด้วยองค์ประกอบภายในมากมาย  มีการเกิดดับและเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติขององค์ประกอบอยู่ตลอดเวลา  รับรู้ถึงเวทนาของ  รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส  ที่ผ่านเข้ามาทางทวารได้อย่างหลากหลายความรู้สึกและเกิดดับอย่างรวดเร็ว  ผู้ที่สามารถกำหนดสติที่ไวขนาดสามารถจับการเกิดดับของดวงจิตหรือกลุ่มดวงจิตได้ทันจะเข้าใจถึงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของรูป  นามได้ชัดเจน ในขณะฝันจะเกิดกระบวนย้อนกลับ  พลังแห่งกรรมเหนี่ยวนำให้เจตสิกมารวมตัวกันเป็นดวงจิต  ก่อให้เกิดอารมณ์ กิเลสตัณหา เวทนา ตามลักษณะของจิตนั้น  และสร้างภาพฝันไปราวกับเรื่องจริง  โดยที่ไม่มีอายตนะภายใน ภายนอก  หรือทวารทั้งห้าเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเลย สำหรับพระอรหันต์ซึ่งมีสติสัมปรัชญญะสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์  รับรู้ เข้าใจ และไหวทันต่อกระบวนการเกิดดับ  ของเจตสิกและดวงจิตอย่างถ่องแท้  พระอรหันต์จึงไม่มีการฝันต่อไป

    การเกิดดับของจิตก็คือการสลายตัวของเจตสิก  และถ่ายทอดพลังงานสืบเนื่อง ทำให้เจตสิกใหม่ก่อตัวขึ้นมาเกิดเป็นดวงจิตดวงต่อไป  ซึ่งรับถ่ายทอดคุณสมบัติของจิตดวงเดิมไว้ด้วย  คาบเวลาระหว่างการเกิดดับของจิตแต่ละดวงสั้นมาก  ในช่วงเวลาเพียงหนึ่งวินาที  จะมีการเกิดดับของจิตเกิดขึ้นไปแล้วนับล้านล้านดวง  อันที่จริงแล้วการเกิดดับของจิตก็ไม่มีอยู่จริง  เพียงแต่ในมิติของโลกซึ่งมีการไหลเลื่อนของเวลา  ทำให้จิตเกิดการเกิดดับเป็นสายรับรู้ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เกิดอารมณ์ต่างๆ ได้มากมาย เราจึงรู้สึกว่ามีโลกและชีวิตเกิดขึ้นเมื่อใดเราพบกับความจริงแท้ของปัจจุบันขณะแห่งเวลา  เหมือนเวลาหยุด เราจะพบว่าทุกอย่างเป็นอนัตตา สุญญตา ไม่มีการเกิด ไม่มีการดับ ชีวิต โลก และเวลา  คือสิ่งเดียวกัน

    {๓๑}การเวียนว่ายตายเกิดก็คือการเกิดดับของจิตนั่นเอง  จิตสุดท้ายของการตายซึ่งจะนำไปสู่การเกิด  ถ้ามีส่วนของนามที่เต็มไปด้วย “โทสะ”  ปฎิสนธิจิตก็จะลงไปรวมกับรูปที่ชั้นของสัตว์นรกและอสุรกาย และถ้าจิตนั้นเต็มไปด้วย “โลภะ”  ปฎิสนธิจิตก็จะดิ่งลงไปรวมกับรูปในชั้นของเปรต  ส่วนผู้ที่จิตสุดท้ายก่อนเสียชีวิตเต็มไปด้วย “โมหะ” ก็จะลงไปเกิดในรูปของสัตว์เดรัจฉาน  ส่วนผลกรรมที่เคยทำไว้จะสนองระหว่างดำรงชีวิตอยู่ที่ภพใหม่นั้นในรูปของ “วิบากกรรม”  จิตทำหน้าที่เก็บสะสมกรรมทั้งดีทั้งชั่ว เมล็ดแห่งกรรมสะสมพลังงานของจิตไว้  และจะส่งผลเมื่อมีการเกิดใหม่อีกครั้ง

    {๓๒}กฎแห่งกรรม  คือ ผลสะท้อนของกรรมเก่าที่ได้เคยกระทำไว้ในอดีตกาลจะสนองคืนในสองรูปแบบ  คือ  ส่งผลในรูปของภพภูมิที่ไปเกิด  และส่งผลภายหลังการเกิดคือระหว่างดำรงชีวิต  ผลของกรรมที่สนองคืนในขณะเกิด  ทำให้ชีวิตถือกำเนิดขึ้นในรูป ภพ และสังคมที่แตกต่างกัน  ผลของกรรมจะแสดงให้เห็นได้ชัดในเชิงรูปธรรม เช่น รูปร่าง หน้าตา เพศ เผ่าพันธุ์  สภาพครอบครัว ฐานะ ความเป็นอยู่  แต่”ผลของวิบากกรรม”  ที่สนองให้เห็นในเชิงนามธรรมจะลึกลับและซับซ้อนกว่าผลของกรรมหลายเท่า  ผลของกรรมอาจสามารถทำให้คนสองคนเหมือนกันทุกประการ  เช่น ฝาแฝดแท้ ทั้งสองชีวิตมีจุดเริ่มต้นเหมือนกัน  เกิดในเวลาใกล้เคียงกัน  มียีนและทุกอย่างเหมือนกันทุกประการ  แต่สิ่งหนึ่งที่ต่างกันก็คือ “วิบากกรรม”  ทั้งสองชีวิต  จิตสองดวง มีผลแห่งวิบากไม่เหมือนกันย่อมทำให้วิถีชีวิตของทั้งสองแตกต่างกัน  แม้ว่าฝาแฝดนั้นจะอยู่ติดกันไปตลอดชีวิตอย่างเช่นกรณี อิน-จัน ก็ตาม  “วิบากกรรม”  คือผลอันเกิดจากกรรม  ที่ทำงานโดยอาศัยทวารทั้ง ๖  ของมนุษย์เป็นเครื่องมือ  นั่นก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งตาละคนจะสนองตอบด้วยเวทนา ตัณหา อุปาทาน ที่แตกต่างกันไป วิบากกรรมจะเอารูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส มายั่วผ่านทวาร ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพื่อให้สัมพันธ์กับสภาพแห่งจิตและองค์ประกอบของจิต (เจตสิก) ในแต่ละคน  และก่อให้เกิดการสนองของผลกรรมเป็นไปตามที่เจ้ากรรมนายเวรต้องการ

    {๓๓}สติปัฎฐาน ๔  เป็นเทคนิคหรือวิถีทางของการเจริญสติ สมาธิ ปัญญา ซึ่งถือว่าเป็นการค้นพบขั้นสุดยอดทางพระพุทธศาสนา  พระพุทธองค์ตรัสว่าสติปัฎฐานนี้เป็นหนทางสายเอก  เพื่อความบริสุทธิ์  เพื่อล่วงความโศก  เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส  เพื่อธรรมที่ถูกต้อง  เพื่อบรรลุเข้าสู่มรรคผล นิพพาน สติปัฎฐาน ๔ ก็คือ  การนำสติไปวางไว้ที่ฐานทั้ง ๔  ประกอบด้วย
    ๑ กายานุปัสสนา :  กำหนดสติไปเกาะไว้ที่กาย  กำหนดรู้กายรู้กายตามสภาวะเป็นจริง  เช่น กำหนดรู้ลมหายใจเข้า-ออก  ยุบหนอ กำหนดรู้ความเคลื่อนไหวของกายทุกขณะ ยืน เดิน นั่ง นอน และแม้ก่อนที่กายจะเคลื่อนไหวก็ระลึกถึงเสียก่อนว่ากำลังจะเคลื่อนไหว  เทคนิคหนึ่งที่ช่วยในการฝึกสติไว้ที่กายได้เป็นอย่างมากก็คือ  การเดินจงกรม
    ๒ เวทนานุปัสสนา   : เอาสติไปเกาะไว้ที่ความรู้สึก  พิจารณาสุข  ทุกข์  เวทนา  มีสติรู้เท่าทันตัวที่เสวยอารมณ์  เช่น  เสวยสุขก็รู้ว่าสุข เสวยทุกข์ก็รู้ว่าทุกข์รู้เท่าทันความรู้สึกทุกชนิด  เช่น ชอบ เกลียด ดีใจ เสียใจ เฉยๆ  เมื่อนำสติไปจับความรู้สึกได้  จะพบว่าความรู้สึกนั้นมี่จิรัง  เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวแล้วก็ดับไป 
    ๓ จิตตานุปัสสนา : คือการกำหนดสติพิจารณาจิต  มีสติพิจารณาความเป็นไปของจิตว่า  ขณะนี้จิตของเรามีราคะ โทสะ โมหะ  หรือมีความฟุ้งซ่าน มีความนึกคิดต่างๆ  กำหนดรู้อย่างนี้  มีสติตั้งมั่นคงไม่เอนเอียงไปตามอารมณ์ของจิต  ย่อมจะรู้เท่าทันว่าจิตก็เป็นเพียงสักว่าจิตเท่านั้น  เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป  แต่การเกิดดับของจิตจะไวกว่าเวทนา  ต้องใช้กำลังสมาธิที่สูงกว่า
    ๔ ธรรมานุปัสสนา : คือการใช้สติพิจารณาธรรม  การมีสติกำหนดพิจารณาธรรม  ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการเกิด-ดับ  เข้าใจในอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา รู้แจ้งในอริยสัจ ๔

    {๓๔}อริยสัจ ๔  คือความจริงอันประสริฐ ๔ ประการ  คือ  การมีอยู่ของทุกข์เหตุแห่งทุกข์  ความดับทุกข์ และหนทางไปสู่ความดับทุกข์  ความจริงเหล่านี้เรียกว่า อริยสัจ ๔
    ๑  การมีอยู่ของทุกข์  เช่น การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ความเศร้า ความผิดหวัง ความกลัว การพลัดพราก ความอยาก ฯลฯ  เหล่านี้เป็นทุกข์
    ๒ เหตุแห่งทุกข์ (สมุทัย)  โดยปกติคนทั่วไปจะมองไม่เห็นเหตุแห่งทุกข์อย่างแจ่มชัด  นั่นเพราะขาดปัญญา มีกิเลส ตัณหา อุปทาน จึงไม่เห็นเหตุทุกข์ตามความเป็นจริง  เมื่อไม่เข้าใจเหตุแห่งทุกข์ ชีวิตจึงต้องจมปลักอยู่กับการมีอยู่ของทุกข์ไปจนสิ้นอายุขัย
    ๓ ความดับทุกข์ (นิโรธ)  สำหรับบุคคลที่เข้าใจเหตุแห่งทุกข์ได้อย่างถูกต้องชัดเจน  จะนำไปสู่ความดับทุกข์  การเข้าใจความจริงของชีวิตนำไปสู่การดับความเศร้าโศกทั้งมวล  อันยังให้เกิดความสงบและความเบิกบาน
    ๔ หนทางแห่งการดับทุกข์ (มรรค)  คือ  วิถีหรือเทคนิคในการดำเนินไปสู่การดับทุกข์  นั่นก็คือหนทางแห่งการปฎิบัติตนเพื่อให้เข้าถึงศีล สมาธิ ปัญญา

    {๓๕}ธาตุ ๔ ธาตุในความหมายของทางพุทธ  คือ  สิ่งที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัวมีธรรมชาติซึ่งทรงไว้เป็นของตน  และครอบคลุมไปทั้งรูปธรรม นามธรรม ธาตุทางนามธรรม เช่น มโนธาตุ สังขารธาตุ เป็นต้น  ส่วนธาตุ ๔  หมายถึง  ธาตุทั้งสี่ในทางรูปธรรม  เช่น มโนธาตุ สังขารธาตุ เป็นต้น  ส่วนธาตุ ๔  หมายถึง ธาตุทั้งสี่ในทางรูปธรรม  ซึ่งกายหยาบสามารถสัมผัสเห็น  ได้แก่  ดิน น้ำ ลม ไฟ  ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถนำไปอธิบายลักษณะทางกายภาพทั้งหมดของสสารทุกชนิดบนโลกนี้ได้  ตั้งแต่รูปที่ใหญ่อย่างร่างกายมนุษย์  ประกอบด้วยธาตุดิน  คือ  เนื้อ หนัง เอ็น กระดูก ฯลฯ  ธาตุน้ำ  ประกอบด้วยเลือด น้ำเหลือง พลาสมา ฯลฯ ธาตุลม  ประกอบด้วยสภาพอากาศภายในร่างกาย  และธาตุไฟ  ทำให้มีพลังในการย่อยอาหาร  รักษาอุณหภูมิร่างกายไว้ที่ ๓๗ องศาเซลเซียส 

    ในระดับอะตอมก็ประกอบไปด้วยธาตุ ๔  อันประกอบด้วยดิน  คือ โปรตอน นิวตรอน อิเล็กตรอน ส่วนน้ำคือสภาวะที่ผนึกยืดเกาะกันภายในนิวเคลียส  ถ้าไม่มีน้ำ นิวเคลียสก็คงอยู่ไม่ได้  ลมคือสภาพความว่างระหว่างนิวเคลียสกับอิเล็กตรอนที่หมุนวนอยู่  ไฟคือพลังอันเกิดมาจากพลังปรมาณูและแรงแม่เหล็กไฟฟ้า ธาตุ ๔ ของพระพุทธองค์จึงชัดเจนแล้ว  ส่วนธาตุในความหมายของนักวิทยาศาสตร์สามารถแยกเป็นธาตุที่มีคุณสมบัติทางเคมีต่างกันได้มากกว่า ๑๐๐ ธาตุ

    {๓๖}ขันธ์ ๕  ประกอบด้วย ๑ รูปขันธ์ (ส่วนที่เป็นรูป) ๒ เวทนาขันธ์ (อารมณ์ ความรู้สึกต่างๆ ) ๓ สัญญาขันธ์ (ความจำได้) ๔ สังขารขันธ์ (สภาพปรุงแต่งแห่งจิต เช่น รัก โลภ โกรธ หลง)  ๕ วิญญาณขันธ์ (ตัวรับรู้)  การมารวมตัวกันของขันธ์ ๕ ทำให้เกิดอุปทาน (ตัวกู-ของกู) ขันธ์ ๕ อันประกอบด้วยสรุป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีส่วนที่จับต้องได้เพียงหนึ่งเดียวคือรูปขันธ์  ที่เหลือเป็นนามธรรมล้วนๆ ตัวนามธรรมทั้ง ๔ ของขันธ์ ๕ นี่เองที่ทำให้ทุกข์ของแต่ละคนแตกต่างกัน  ขันธ์ ๕ เป็นที่ตั้งแห่งอุปทาน  คือ เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวเป็นตน  เป็นเราเขา  เป็นของเราของเขา  เปรียบกับการเล่นจิ๊กชอว์  ถ้าองค์ประกอบทั้งห้ามาต่อกันได้ลงตัวเมื่อไหร่จะเกิดตัวตนขึ้นมาอย่างชัดเจนถ้าเราเอาจิ๊กชอว์ออกไปสักตัว  เป็นการทำลายองค์รวมของตัวตน เช่นเรามีความรู้สึกโกรธใครสักคนเป็นอย่างมาก  เมื่อคนคนนั้นเสียชีวิตลงไป  ความโกรธนั้นก็จะลดน้อยลงหรือหายไปเลย  นั่นคือส่วนของรูปขันธ์ถูกทำลาย  หรือในทางตรงกันข้าม  เกิดจู่ๆเราประสบอุบัติเหตุฟื้นขึ้นมาจำความหลังไม่ได้  ความรู้สึกโกรธไม่มี  นั่นคือส่วนของสัญญาถูกทำลาย  ในเรื่องสังขารซึ่งเป็นการปรุงแต่งถ้าเรา
    ความดีคือสัจธรรมของโลก


    “Only two things are infinite,the universe  and  human stupidity and I’m not sure about the former.”
    “มีเพียงสองสิ่งเท่านั้นที่หาจุดสิ้นสุดไม่ได้  คือ จักรวาลกับความโง่ของมนุษย์แต่ข้าพเจ้าไม่ค่อยมั่นใจนักกับสิ่ง แรก”

    จักรวาลกับพุทธศาสนา

    ในตอนเช้า เมื่อเราตื่นขึ้นมาจะเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก  พอยามบ่ายดวงอาทิตย์จะโคจรข้ามศีรษะเรา และหายลับไปทางทิศตะวันตกในตอนเย็น
    ถ้ายึดตัวเราเป็นศูนย์กลางจะสรุปได้ว่า  ดวงอาทิตย์หมุนรอบตัวเราเพราะรู้สึกว่าตัวเราอยู่เฉยๆ  ดวงอาทิตย์ต่างหากที่เป็นฝ่ายเคลื่อนที่ความรู้สึกเช่นนี้ได้รับมาตั้งแต่มีมนุษย์กลุ่มแรกๆ เกิดขึ้นบนโลก  จนเมื่อประมาณ ๕๐๐ ปี มานี้เอง  นิโคเลาส์  โคเพอร์นิคัส  เป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรกที่กล้าประกาศว่าดวงอาทิตย์ไม่ได้หมุนรอบโลกโลกต่างหากที่เป็นฝ่ายหมุนรอบดวงอาทิตย์
    โคเพอร์นิคัสเสนอทฤษฎีว่า  ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาลในช่วงประมาณปีค.ศ.๑๔๙๗  ก่อนไอน์สไตน์เกิดถึงสามร้อยปีแต่หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วถึงสองพันปี
    จักรวาลในความหมายของนักวิทยาศาสตร์สมัยโคเพอร์นิคัส มีความหมายแคบๆ อยู่เพียงแค่ดวงอาทิตย์อยู่ตรงกลาง  แล้วมีดวงดาวต่างๆ หมุนอยู่รอบๆ  ยังไม่ได้คิดไปไกลถึงดาราจักร (galaxy) บิ๊กแบง (Big Bang) หรือหลุมดำ ซึ่งอยุ่เหนือการหยั่งรู้ของมนุษย์ในสมัยนั้น
    ย้อนเวลาไปก่อนสมัยที่โคเพอร์นิคัสจะเกิด เมื่อสองพันปีก่อนหน้าสมัยที่ผู้คนยังเชื่อว่าโลกแบน พระพุทธองค์ได้ทรงกล่าวบางสิ่งที่ยากเกินความเข้าใจของมนุษย์สมัยนั้นว่า เอกภาพ (ในภาษาพุทธศาสตร์ใช้คำว่า “จักรวาล”)  มีการเกิดและดับเป็นวัฎฎะ  เท่ากับในช่วงเวลาของ ๑ มหากัป (เทียบได้กับเวลาประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านล้านล้านปี)  และพระพุทธองค์ทรงอธิบายถึงลักษณะการเกิดดับของจักรวาล  ในทำนองเดียวกันกับทฤษฎีบิ๊กแบง อย่างน่าอัศจรรย์ (นักวิทยาศาสตร์เพิ่งจะพิสูจน์เรื่องบิ๊กแบงได้ในช่วงปีค.ศ๑๙๗๗ นี้เอง)  และยังทรงกล่าวต่อไปว่า ในจักรวาลมีดวงดาวที่ใหญ่กว่าดวงอาทิตย์มากมายมหาศาล(ขณะที่ในค.ศ.๑๔๙๗  โคเพอร์นิคัสกล่าวยืนยันหนักแน่นว่า ในจักรวาลมีดวงอาทิตย์เพียงดวงเดียว)  และที่น่าตะลึงไปกว่านั้น พระพุทธองค์ทรงบอกต่อไปอีกว่า  จักรวาลไม่ได้มีจักรวาลเดียว ยังมีจักรวาลอื่นนอกจักรวาลเราอีกมากมาย

    ในคัมภีร์อรรถกถาสาลินีได้มีการกล่าวถึงเรื่อง”จักรวาล”ไว้รวม ๓ ประการ คือ

    ๑ อากาศอนันตธรรม  คือ  ที่ว่างเปล่าระหว่างสิ่งต่างๆ ตลอดจนดวงดาวนั้นมีไพศาลหาที่สุดไม่ได้

    ๒ จักรวาลอนันตธรรม  คือ  โลกและดวงดาวทั้งหลายมีปริมาณหาที่สุดมิได้  ประเด็นนี้ พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงไว้ดังที่ปรกกฏอยู่ในพระพุทธภาษิตติกนิบาตร  อังคุตรนิกายว่า  ยังมีดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว ที่ตามมนุษย์ไม่สามารถเห็นได้อีกมากมายไม่มีที่สิ้นสุด (ในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์พบว่า ดวงดาวต่างๆ ที่เรามองเห็นเป็นเพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ยังมีอีกถึง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของมวลในจักรวาลที่อยู่ในรูปสสารมืด)

    ๓ สัตตนิกายอนันตธรรม  คือ สัตว์โลกมีมากมายไม่มีที่สิ้นสุดแม้ในโลกของเรายังมีสัตว์นับตัวไม่ถ้วน  เมื่อพระพุทะองค์ได้แสดงไว้ในจักรวาลอนันตธรรมว่า  ยังมีโลกและดวงดาวอื่นๆ ในจักรวาลไม่มีที่สิ้นสุดแล้ว จำนวนสัตว์โลกย่อมไม่มีที่สิ้นสุดเช่นกัน

    น่าเสียดายที่การค้นพบของพระพุทธองค์มิได้ถูกนำไปวิเคราะห์ต่ออาจเป็นเพราะผู้คนในโลกตะวันออกดำรงชีวิตอยู่อย่างกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ  จนไม่สงสัยในความมีอยู่ของมัน  เฉกเช่นครั้งหนึ่งสามเณรออกไปบิณบาตรกับพระสารีบุตร เห็นคนกำลังทำนาไขน้ำเข้านา  ก็เกิดความคิดถามพระสารีบุตรว่า  น้ำไม่มีตัวตน ไม่มีชีวิตจิตใจ  ทำไมมันจึงไหลเข้าไหลออกได้  คำถามนี้คล้ายๆ กับของนิวตัน  ที่สงสัยเหลือเกินว่าทำไมลูกแอปเปิ้ลซึ่งหลุดจากต้นจึงต้องร่วงลงพื้น  ต้องมีแรงอะไรดึงมันลงมาแน่ๆ  แล้วทำไมดวงจันทร์จึงไม่ตกลงสู่พื้นโลก  คิดไปคิดมาจนสร้างกฎของนิวตันอันสะท้านโลกสำเร็จเช่นเดียวกับไอน์สไตน์  ที่คิดอยู่ตลอดว่า  ถ้าเราเดินทางด้วยความเร็วใกล้แสงจะเกิดอะไรขึ้น  จนสร้างทฤษฎีสัมพัทธภาพขึ้นมาได้  สะเทือนโลกยิ่งกว่ากฎของนิวตันเสียอีก
    ในยุคที่การสื่อสารข้ามทวีปเป็นไปด้วยความยากลำบาก  การค้นพบของพระพุทธองค์ในเรื่องจักรวาลที่ล้ำหน้าผู้คนไปถึงสองพันห้าร้อยปีจึงยากที่จะหาผู้เข้าใจ อย่าว่าแต่สองพันห้าร้อยปีเลย  ความคิดของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ล้ำหน้าไปแค่หลักร้อย ยังหาผู้คนสมัยนั้นเข้าใจได้ยากเต็มที
    อาจเป็นเพราะศาสนาพุทธเป็นศาสนาเดียวที่ไม่มีพระเจ้า และสอนว่าพระเจ้าไม่ได้สร้างโลก  ซึ่งค้านกับแนวความคิดของตะวันตกในสมัยนั้น  ทำให้นักวิทยาศาสตร์ตะวันตกไม่สนใจที่จะวิเคราะห์การค้นพบของพระพุทธองค์  พระพุทธศาสนาเพิ่งจะย่างเข้าไปสู่ดินแดนยุโรปเมื่อประมาณต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ นี้เอง  น่าเสียดายอย่างยิ่ง ถ้านักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาการค้นพบของพระพุทธองค์เป็นพื้นฐาน  ไม่ใช่เฉพาะเรื่องจักรวาล เรื่องเล็กๆ อย่างปรมาณู  พระพุทธองค์ก็ทรงอธิบายมาก่อนแล้ว  เชื่อได้ว่า ถ้านักวิทยาศาสตร์นำบทสรุปของพระพุทธองค์มาเป็นพื้นฐานในการค้นคว้าต่อยอด ทำให้ปัจจุบันนี้การเดินทางข้ามเวลา  ข้ามดาราจักร ข้ามจักรวาล  หรือการหายตัวได้  เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์  น่าเสียดายช่วงเวลาที่หายไปสองพันปีที่โลกไม่ได้ค้นพบอะไรใหม่เลย
    นักวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ในปัจจุบันก็รู้สึกเสียดาย วิเคราะห์กันว่าเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะความรู้ในทางวิทยาศาสตร์ของตะวันตกในสมัยโบราณถูกจัดระบบโดย อาริสโตเติล  ผู้ซึ่งวางโครงร่างพื้นฐานของทัศนะต่อจักรวาลของตะวันตกมานานถึงสองพันปี  และโดยส่วยตัวของอาริสโตเดิลเองเชื่อว่าเรื่องเกี่ยวกับวิญญาณของมนุษย์และการแสดงศรัทธาต่อพระเป็นเจ้าเป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่าการสำรวจโลกทางวัตถุ  ความเชื่อเหล่านี้ได้ครอบคลุมกระแสความคิดของตะวันตกกว่าสองพันปี  เหตุที่แบบแผนเกี่ยวกับจักรวาลของอาริสโตเติลไม่ถูกท้าทายเป็นเวลายาวนานก็เนื่องมาจากการขาดความสนใจในโลกของวัตถุดังกล่าวมานี้  ประกอบกับการสนับสนุนอย่างแข็งขันของคริสตจักรต่อความคิดของอาริสโตเติลมาตลอดยุคกลาง  พัฒนาการขั้นต่อมาของวิทยาศาสตร์ตะวันตกเพิ่งมาเริ่มต้นในช่วงหลัง  เมื่อผู้คนเริ่มแสดงความสนใจแนวใหม่เกี่ยวกับธรรมชาติ  หลังจากนั้นจึงทีการค้นพบถึงกฎและทฤษฎีของธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ  

    เมื่อครั้งที่กล้องโทรทรรศน์ยังไม่พัฒนา  เราสรุปว่าจักรวาลกว้างใหญ่เพียงระบบสุริยะ  เมื่อมีกล้องขยายสูงขึ้นเราเห็นดาราจักร ทางช้างเผือกเราก็สรุปว่าจักรวาลใหญ่เท่าดาราจักร  นอกจากนั้นไม่มีอะไรอีกแล้ว  แต่เมื่อเราส่งกล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่ออกไปส่องดูนอกโลก  เรากลับพบว่านอกจากดาราจักรเรา ยังมีดาราจักรอื่นอีกนับล้านล้านดาราจักรอยู่ในจักรวาล  และถ้าในอนาคตมีการค้นพบกล้องโทรทรรศน์ที่ทรงประสิทธิภาพกว่านี้ส่องทะลุจักรวาลได้  เชื่อแน่ว่า เราอาจจะพบว่านอกจากจักรวาลเราอาจจะมีจักรวางอื่นๆ อีกนับล้านจักรวาลก็ได้  ซึ่งในทางทฤษฎีจักรวาลวิทยาควอนตัมยืนยันแล้วว่า  จักรวาลหรือเอกภพอื่นมีเป็นอเนกอนันต์ประมาณค่าไม่ได้  แต่ละจักรวาลจะมีปรากฏทางฟิสิกส์ที่แตกต่างกัน  และเพราะกฎของทางฟิสิกส์ที่แตกต่างกันนี่เอง  จะเป็นเงื่อนไขที่กำหนดว่าสิ่งมีชีวิตที่จะเกิดขึ้นในจักรวาลนั้นๆ  จะเกิดขึ้นได้หรือไม่  และเกิดขึ้นในรูปแบบไหน

    อาจมีคำถามตามมาว่า  ในเมื่อเฉพาะจักรวาลของเราประกอบไปด้วยดาราจักรนับล้านล้านดาราจักร  ในแต่ละดาราจักรก็มีดวงดาวนับล้านๆ ดวง  ขอบของจักรวาลด้านหนึ่งไปถึงขอบอีกด้านห่างกันนับล้านล้านล้านปีแสง  แล้วเป็นไปได้หรือที่เราจะสามารถเดินทางไปยังจักรวาลคู่ขนานอื่นๆ  ลำพังเฉพาะในจักรวาลเราก็สำรวจไม่หมดแล้ว  เรื่องนี้ สตีเฟน ฮอว์คิง  นักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันเชื่อว่ามีทางลัดระหว่างจักรวาลกับจักรวาลอยู่ในอวกาศ  การเดินทางไปยังจักรวาลหรือเอกภพอื่นอาจเป็นไปได้โดยใช้ทางลัดนั้น

    นักวิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบในปีค.ศ.๑๙๒๙  ว่า จักรวาลเรากำลังขยายตัว  ความคิดนี้นำโดย เอ็ดวิน  ฮับเบิล (Edwin Hubble)  นักดาราศาสตร์ชาวสหรัฐฯ  ทั้งๆ ที่พระพุทธองค์ตรัสถึงการขยายตัวของจักรวาลมาก่อนเป็นพันปี  แต่ไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนเฉลียวใจแม้แต่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ในปี ค.ศ.๑๙๑๗ ไอน์สไตน์ประสบปัญหาเป็นอย่างมากในการนำทฤษฎีสัมพัทธภาพของเขาไปอธิบายจักรวาลเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะไอน์สไตน์คิดว่า จักรวาลมีลักษณะคงที่ไม่ขยายตัว ไม่หดตัว แต่สภาวะดังกล่าวไม่สอดคล้องกับหลักการแรงโน้มถ่วงตามทฤษฎีสัมพัทธภาพของเขา  ถ้าขณะนั้นไอน์สไตน์ศึกษาเรื่องพุทธศาสนาสักนิด  เขาอาจจะไม่ทำสิ่งที่ผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตเขาด้วยการเพิ่มค่าคงที่พิเศษของจักรวาลเข้าไปในสมการเพื่อให้ผลการคำนวณออกมาเป็นว่าจักรวาลคงที่อยู่ตลอดกาล

    นักวิทยาศาสตร์คลานต้วมเตี้ยม  ค่อยๆ ศึกษาปริศนาของจักรวาลเหมือนคนตาบอดคลำช้าง  ใช้เวลาไปสองพันห้าร้อยปี  ยังค้นพบได้ไม่ถึงครึ่งของที่พระพุทธองค์ตรัสไว้

    ในช่วงประมาณปีค.ศ.๑๖๑๒  กาลิเลโอ  เพิ่งจะค้นพบทางช้างเผือกสร้างความตื่นตะลึงให้กับวงการวิทยาศาสตร์  ที่เห็นดวงดาวนับล้านๆดวงในทางช้างเผือก  และเมื่อส่องกล้องออกไปนอกดาราจักรทางช้างเผือกก็พบแต่ความว่างเปล่า  กาลิเลโอจึงสรุปว่า  ขอบเขตจักรวาลก็คือขอบของดาราจักรทางช้างเผือกนั่นเอง  เกินเลยไปจากนั้นจะมีแต่ความว่างเปล่า

    หลังจากยุคกาลิเลโอถึงสามร้อยปี  มาถึงปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์เพิ่งจะใช้กล้องโทรทรรศน์กำลังขยายมองออกไปนอกดาราจักรของเราเป็นความตื่นเต้นเหลือคณานับ  เมื่อนักวิทยาศาสตร์พบว่า นอกจากดาราจักรทางช้างเผือกแล้ว  ในจักรวาลยังประกอบไปด้วยดาราจักรอื่นๆ อีกนับล้านล้านดาราจักร!!!!!!

    ในหนึ่งดาราจักรมีดวงดาวนับล้านๆ ดวงเกาะกลุ่มกันอยู่  เฉพาะดาราจักรทางช้างเผือกของเรามีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๐๐,๐๐๐ ปีแสง  นั่นหมายความว่า ถ้าเรามียานที่เล่นถึง ๑๐๐,๐๐๐ ปีจากขอบดาราจักรข้างหนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่ง  ความใหญ่โตมหึมาของดาราจักรยากที่จะบรรยาย  ยังไม่ต้องพูดถึงทั้งจักรวาลที่มีนับล้านดาราจักร  ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่ต้องคิดไปถึงการค้นพบของพระพุทธองค์ที่ตรัสไว้ว่า  ยังมีจักรวาลอื่นๆ อีกมากมายนอกเหนือจากจักรวาลของเรา  เพราะยังไม่มีใครสามารถสร้างกล้องโทรทรรศน์ที่ส่องทะลุจักรวาลได้  กล้องโทรทรรศน์ที่มีคุณภาพที่สุดของโลกในปัจจุบันสามารถส่องกล้องไปดูจักรวาลได้ไกลสุดถึง ๕๐๐ ล้านปีแสง  ถึงกระนั้นก็ยังสำรวจดาราจักรแค่ประมาณ ๑๐๐ ล้านดาราจักร  ในขณะที่จักรวาลเรามีจำนวนดาราจักรถึงล้านล้านดาราจักร  และการจะสำรวจแค่ ๑๐๐ ล้านดาราจักรด้วยประสาทสัมผัสของมนุษย์จะต้องใช้เวลากี่ชั่วอายุคน  จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่นักวิทยาศาสตร์จะสามารถสำรวจจักรวาลได้ทั้งหมด

    ในทางทฤษฎี  นักวิทยาศาสตร์ยอมรับแล้วว่า  จักวาลไม่ได้มีเพียงจักรวาลเดียว อาจมีอีกนับแสนนับล้านจักรวาลด้วยซ้ำ  บางคนบอกว่า ณ ใจกลางของหลุมดำมีสภาพที่ไม่ต่างจากจักรวาลเราก่อนเกิดบิ๊กแบง  อาจเกิดจักรวาลใหม่ซ้อนจักรวาลเรามากมาย  เหมือนผิวลูกโป่งลูกใหญ่ที่มีลูกโป่งใหญ่ที่มีลูกโป่งลูกเล็กๆ  ปูดขึ้นมา  บางคนเปรียบจักรวาลเหมือนฟองอากาศที่ผุดขึ้นมากมายตอนน้ำเดือด  เมื่อสะสมพลังงานได้สูงสุดก็จะพองตัวขึ้น หลังจากนั้นก็จะแตกดับไป ทฤษฎีสตริง....
    (.....ทฤษฎีสตริง (String Theory)  เป็นทฤษฎีที่มาทีหลังทฤษฎีควอนตัมและทฤษฎีสัมพัทธภาพ  ใช้อธิบายปรากฏการณ์ที่ทฤษฎีสัมพัทธภาพและควอนตัมอธิบายไม่ได้  ยกตัวอย่างในสถานการณ์ที่แรงโน้มถ่วงสูงมากๆ  ดั่งเช่นในหลุมดำหรือจักรวาลก่อนการระเบิด (Big Bang)  ทฤษฎีนี้จะแทนค่าอนุภาคเป็นเพียงแนวการสั่นของพลังงาน  เปรียบดั่งเส้นเชือกหนึ่งเส้นที่สั่นให้พลังงานในระดับต่างๆออกมา  นั่นก็คือสรุปว่า  ความจริงแห้ของจักรวาลเป็นนามธรรม (พลังงาน)  ส่วนรูปธรรมที่เราเห็นก็เป็นเพียงแนวการสั่นของพลังงาน  เมื่อทฤษฎีสตริงไม่ยึดติดกับรูปธรรมที่เราเห็นก็เป็นเพียงแนวการสั่นของพลังงาน  เมื่อทฤษฎีสตริงไม่ยึดติดกับรูปธรรมอย่างอนุภาคที่เป็นจุด  ทำให้ทฤษฎีนี้สามารถอธิบายอนุภาพพื้นฐานทุกชนิดในจักรวาลได้หมด  รวมไปถึงแรงทุกระบบในจักรวาล  เพราะถือว่าอนุภาคชนิดต่างๆ เป็นเพียงแนวการสั่นของเส้นพลังงานที่ให้ค่าออกมาต่างกัน  (ดั่งเช่นสายกีตาร์เส้นหนึ่งจะให้พลังงานเสียงที่ค่าหนึ่งเป็นตัวโน้ตหนึ่งตัว  ซึ่งแทนค่าเป็นหนึ่งอนุภาค) และจากการคำนวณของทฤษฎีนี้พบว่า  จักรวาลมีถึง ๑๐ มิติ ไม่ใช่ ๔ มิติ (กว้าง ยาว ลึก และเวลา)  อย่างที่เราเข้าใจ และการที่จักรวาลมี ๑๐ มิตินี่เอง  ทำให้เกิดมีจักรวาลคู่ขนานอื่นๆ  เกิดขึ้นมาอีกจำนวนนับไม่ถ้วน  แต่ละจักรวาลจะมีกฎเกณฑ์ทางฟิสิกส์ที่แตกต่างกันไป  ยิ่งไปกว่านั้น ทฤษฎีสตริงสามารถพิสูจน์ว่ามีแนวการสั่นของพลังงานที่ให้กำเนิดอนุภาคที่มีความเร็วกว่าความเร็วแสงอยู่ด้วย  ทำให้การย้อนเวลาตามทฤษฎีสัมพัทธภาพสามารถเป็นไปได้จริง...........)


    บอกไว้ว่า  “จักรวาลของเราเป็นเพียงจักรวาลหนึ่งท่ามกลางจักรวาลอันหลากหลายแทบไม่มีที่สิ้นสุด  จักวาลเหล่านี้อาจมีมากถึง ๑๐ ยกกำลัง ๕๐๐ แห่ง (หนึ่งตามด้วยเลขศูนย์ ๕๐๐ ตัว)  แต่ละจักรวาลมีกฎเกณฑ์ทางฟิสิกส์แตกต่างกันไป จักรวาลมีกฎเกณฑ์ทางฟิสิกส์แตกต่างกันไป  จักรวาลของเราเป็นเพียงอณูเล็กๆ  ภายในฟองใดฟองหนึ่งของหมู่จักรวาลทั้งหมด”

    ถ้าจะเปรียบเทียบความกว้างใหญ่ของจักรวาลเราเพียงจักรวาลเดียวให้เห็นภาพง่ายขึ้น  สมมุติให้พื้นที่ของจักรวาลคือพื้นที่บนโลกทั้งหมดทุกทวีป ทุกมหาสมุทร ลึกลงไปสุดใต้ท้องทะเล และเหนือฟ้าขึ้นไปจนสุดชั้นบรรยากาศ  โลกของเราจะมีขนาดประมาณลูกมะนาวลูกเล็กๆ ล฿กหนึ่งเท่านั้น ดวงอาทิตย์ก็จะมีขนาดสักประมาณลูกฟุตบอล และจักรวาลกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วด้วยความเร็วแสง  ลองนึกภาพว่าโลกเราเป็นจุดเล็กมากๆ จุดหนึ่งบนผิวลูกโป่งที่กำลังพองออกด้วยความเร็วแสง!!! อีกไม่นานโลกเราคงจะเปรียบได้เท่ากับขนาดเม็ดฝุ่นเพียงเม็ดเดียว

    นักวิทยาศาสตร์ไม่มีทางสำรวจจักรวาลได้เท่าพระพุทธองค์เพราะข้อจำกัดในเรื่องความเร็วแสง  แสงที่เห็นจากดวงดาวและดาราจักรอื่นๆ คือแสงจากอดีตที่ใช้เวลาในการเดินทางมาสู่สายตาชาวโลก  ดาราจักรแต่ละแห่งอยู่ห่างกันนับล้านปีแสง  ดังนั้นภาพที่เราเห็นในกล้องโทรทรรศน์ก็คือภาพในอดีตของดาราจักรนั้นเมื่อล้านปีที่แล้ว  และทิศทางของดาราจักรที่เห็นก็ไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะแสงไม่ได้เดินทางเป็นเส้นตรงในจักรวาล  แต่จะโค้งตามแรงโน้มถ่วง

    พระพุทธองค์ทรงสำรวจสภาพของจักรวาลที่มีอยู่นับล้านดาราจักรรวมไปถึงสำรวจข้ามจักรวาลได้ก็เพราะภาพที่ปรากฏคือภาพปัจจุบันท่านสามารถรู้เห็นได้ในปัจจุบันขณะของทุกแห่งในจักรวาล  เป็นการสัมผัสกับความจริงแท้ของจักรวาลที่อยู่นอกเหนือความเร็วของแสงด้วยอภิญญาจิต

    ในทางพุทธศาสตร์เกี่ยวกับจักรวาล  พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน “จูฬนีสูตร”  พระไตรปิฎก  หน้า ๒๑๕ เล่ม ๒๐ ว่า ระบบสุริยะประกอบด้วย ดวงจันทร์ โลก ดวงอาทิตย์ และดาวเคราะห์ทั้งหลายโคจรไปร่วมกันดาราจักรมี ๓ ขนาด คือ  ดารจักรอย่างเล็กมีจำนวนพัน ดาราจักรอย่างกลางมีจำนวนล้าน ดาราจักรอย่างใหญ่มีจำนวนแสนโกฏิ และดาราจักรเหล่านั้นมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และแตกดับไปในที่สุด”*

    โลกเราเองก็มีวันแตกดับ นักวิทยาศาสตร์คาดคะเนว่า “เวลาอันยาวนานไนอนาคต ดวงอาทิตย์จะขยายตัวบวมขึ้นจนมีขนาดโตถึงวงโคจรของโลก  แล้วกลืนกินโลกและดาวเคราะห์วงในทั้งหมด” ซึ่งไม่ตรงกับการค้นพบของพระพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ว่า “ในอนาคตอันยาวไกลในสุริยะจักรวาล  จะมีดวงอาทิตย์เกิดขึ้นเองเพิ่มขึ้นทีละดวงๆ  จนครบ ๗ ดวง แล้วเผาไหม้โลกและดาวเคราะห์บริวารทั้งหมด”  (สุริยะสูตรพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ หน้า ๘๓)**

    สำหรับเรื่องสิ่งมีชีวิตอื่นในจักรวาล ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังถกเถียงกันอยู่ว่ามีหรือไม่  และคงอีกนานกว่าจะมีใครค้นพบหรือติดต่อได้สำหรับพระพุทธองค์ได้ตรัสไว้แน่นอนมากกว่าสองพันปีแล้วว่า “มี” แต่นักวิทยาศาสตร์ไม่มีวันพิสูจน์ได้  เพราะการที่จะมีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นต้องมีดาวเคราะห์หมุนรอบดาวฤกษ์อย่างดวงอาทิตย์เรา  ซึ่งแม้แต่ดาวฤกษ์หรือดวงอาทิตย์ดวงที่สองที่อยู่ใกล้โลกเราที่สุด  ยังอยู่ห่างไปไกลถึง ๔ ปีแสง  ถ้าคิดว่าไกลแคไหน ก็ลองคิดดูว่าโลกอยู่ห่างดวงอาทิตย์ ๙๓ ล้านไมล์  แสงยังเดินทาง ๘ นาที แล้วระยะทางที่แสงเดินทาง ๔ ปี  เท่ากับสองล้านนาที  ไกลขนาดไหน  มนุษย์ไม่มีวันสำรวจไปถึงแน่นอน


    *จูฬนีสูตร  ว่าด้วยเรื่อง “จักรวาล”  หน้า ๒๑๕  เล่มที่ ๒๐  พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย
    (๕๒๐)  ครั้งนั้นแล  ท่านพระอานนท์ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้เป็นพระภาคว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับรับฟังมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า ดูกรอานนท์ สาวกของพระสิขีสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งมีนามว่า อภิภู  ยืนอยู่ในพรหมโลก  ให้พันแห่งโลกธาตุรู้แจ้งได้ด้วยเสียง  พระเจ้าข้าส่วนพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเล่า  ทรงสามารถที่จะทำโลกธาตุเท่าไรให้รู้แจ้งได้ด้วยพระสุรเสียง  พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอานนท์ นั้นสาวกส่วนพระตถาคตนับไม่ถ้วนฯ
    พระอานนท์ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเป็นครั้งที่ ๒ ว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับรับฟังมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า  ดูกรอานนท์  สาวกของพระสิขีสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งมีนามว่า  อภิภู  ยืนอยู่ในพรหมโลกทำให้พันแห่งโลกธาตุรู้แจ้งได้ด้วยเสียง  พระเจ้าข้า  ส่วนพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเล่า  ทรงสามารถที่จะทำโลกธาตุเท่าไรให้รู้แจ้งได้ด้วยพระสุรเสียงฯ
    พ   ดูกรอานนท์  นั้นเป็นสาวก  ส่วนพระตถาคตนับไม่ถ้วน
    ท่านพระอานนท์  ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคแม้เป็นครั้งที่ ๓ ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ข้าพระองค์ได้สดับรับฟังมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า  ดูกรอานนท์  สาวกของพระสิขีสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งมีนามว่า  อภิภู  สถิตอยู่ในพรหมโลกทำให้พ้นโลกแห่งโลกธาตุรู้แจ้งได้ด้วยเสียง  พระเจ้าข้า  ส่วนพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเล่า  ทรงสามารถที่จะทำโลกธาตุเท่าไรให้รู้แจ้งได้ด้วยพระสุรเสียงฯ
    พ   ดูกรอานนท์  เธอได้ฟังเรื่องพันโลกธาตุ  เพียงเล็กน้อยฯ
    อา   ข้าแต่พระผู้มีพระภาค  ข้าแต่พระสุคต  บัดนี้เป็นกาลเวลาแห่งเทศนาที่พระองค์จะพึงตรัส  ภิกษุทั้งหลายได้สดับธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคแล้วจักทรงจำไว้ฯ
    พ   ดูกรอานนท์  ถ้าอย่างนั้น  เธอจงฟัง  จงใส่ใจให้ดี  เราจักกล่าว  ท่านพระอานนท์ทูลรับสนองพระผู้มีพระภาคแล้ว  พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า  ดูกรอานนท์  จักรวาลหนึ่งมีกำหนดเท่ากับโอกาสที่พระจันทร์พระอาทิตย์โคจร  ทั่วทิศสว่างไสวรุ่งโรจน์  โลกมีอยู่พันจักรวาลก่อน  ในโลกพันจักรวาลนั้น  มีพระจันทร์พันดวง  มีอาทิตย์พันดวง มีขุนเขาสิเนรุพันหนึ่ง มีชมพูทวีปพันหนึ่ง มีอปรโคยานทวีปพันหนึ่ง มีอุตตรกรทวีปพันหนึ่ง มีปุพพวิเทหทวีปพันหนึ่ง มีมหาสมุทรสี่พันมีท้าวมหาราชสี่พัน มีเทวโลกชั้นจาตุมหาราชิกาพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นดาวดึงส์พันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นยามาพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นดุสิตพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นนิมานรดีพันหนึ่ง  มีเทวโลกชั้นปรนิมมิตวสวัสตีพันหนึ่ง  มีพรหมโลกพันหนึ่งดูกรอานนท์  นี้เรียกว่าโลกธาตุอย่างเล็กมีพันจักรวาล  โลกคูณโดยส่วนพันแห่งโลกธาตุ  อย่างกลางมีล้านจักรวาลนั้น  นี้เรียกว่าโลกธาตุอย่างใหญ่ประมาณแสนโกฎิจักรวาล  ดูกรอานนท์ ตถาคตมุ่งหมายอยู่  พึงทำโลกธาตุอย่างใหญ่ประมาณแสนโกฎิจักรวาลให้รู้แจ้งได้ด้วยเสียง  หรือทำให้รู้แจ้งได้เท่าที่มุ่งหมายฯ
    อา   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ก็พระผู้มีพระภาคพึงทำโลกธาตุอย่างใหญ่ประมาณแสนโกฎิจักรวาลให้รู้แจ้งด้วยพระสุรเสียง  หรือทำให้รู้แจ้งได้เท่าที่พระองค์ทรงมุ่งหมายอย่างไรฯ
    พ   ดูกรอานนท์  พระตถาคตในโลกนี้  พึงแผ่รัศมีไปทั่วโลกธาตุอย่างใหญ่ประมาณแสนโกฎิจักรวาล  เมื่อใด  หมู่สัตว์พึงจำแสงสว่างนั้นได้  เมื่อนั้นพระตถาคตพึงเปล่งพระสุรเสียงให้สัตว์เหล่านั้นได้ยิน  พระตถาคตพึงทำให้โลกธาตุอย่างใหญ่ประมาณแสนโกฎิจักรวาลให้รู้แจ้งได้ด้วยพระสุรเสียง  หรือพึงทำให้รู้แจ้งได้เท่าที่พระองค์ทรงมุ่งหมาย  ด้วยอาการเช่นนี้แลฯ
    เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้แล้ว  ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลว่า  เป็นลาภของข้าพระองค์หนอ  ข้าพระองค์ได้ดีแล้วหนอที่ข้าพระองค์มีพระศาสดาผู้มีฤทธิ์มีอนุภาพมากอย่างนี้  เมื่อท่านพระอานนท์กราบทูลอย่างนี้แล้ว  ท่านพระอุทายีได้กล่าวกะท่านพระอานนท์ว่า  ดูกรอานนท์  ในข้อนี้ท่านจะได้ประโยชน์อะไรถ้าศาสดาของท่านมีฤทธิ์ มีอานุภาพมากอย่างนี้  เมื่อท่านพระอุทายีกล่าวอย่างนี้พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านพระอุทายีว่า  ดูกรอุทายี เธออย่าได้กล่าวอย่างนี้ถ้าอานนท์ยังไม่หมดราคะเช่นนี้  พึงทำกาละไป  เธอพึงเป็นเจ้าแห่งเทวดาในหมู่เทวดา ๗ ครั้ง  พึงเป็นเจ้าจักรพรรดิในชมพูทวีปนี้แหละ ๗ ครั้ง  เพราะจิตที่เลื่อมใสนั้น  ดูกรอุทายี  ก็แต่ว่าอานนท์จักปรินิพพานในอัตภาพนี้เองฯ
    จบอานันทวรรคที่ ๓*


    อัลเบิตร์ต ไอน์สไตน์  เองภายหลังที่ได้ศึกษาพุทธศาสนา  ได้กล่าวยอมรัยว่า  “ความยิ่งใหญ่ลึกซึ่งที่มนุษย์จะสัมผัสได้ก็คือความเร้นลับของจิตวิญญาณ  ซึ่งเป็นสิ่งที่จะร้อยประสานความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์แท้จริงทั้งหมด...การสัมผัสรับรู้ความจริงแท้ของจักรวาลทางศาสนาจึงเป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งที่สุด  ยิ่งใหญ่ที่สุดของการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์”

    สิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสในขณะสนทนาธรรม ครอบคลุมทุกเรื่องของวิทยาศาสตร์กายภาพ  ทั้งระดับใหญ่ที่สุดอย่างจักรวาล  ระดับเซลล์จนถึงระดับเล็กที่สุดขั้นประมาณ{๑๙}  การค้นพบทางฟิสิกส์   เคมี ชีววิทยา  เป็นการค้นพบในภายหลังการตรัสรู้นับพันปี

    {๑๙}พระพุทธองค์ทรงอธิบายถึงขนาดของปรมาณูไว้ในคาถาที่ ๑๙๔. ๑๙๕  ของคัมภีร์อภิธานัปทีปีกาว่า  ถ้าเราแบ่งความยาวของเมล็ดข้าวเปลือกออกเป็นประมาณ ๘๒ ล้านส่วนเท่าๆกัน  แต่ละส่วนนั้นจะมีขนาดเท่ากับหนึ่งปรมาณู  หลังจากนั้น ๒,๕๐๐ ปี  นักฟิสิกส์เพิ่งสามารถวัดขนาดหนึ่งปรมาณู (ขนาดอะตอมโดยเฉลี่ย)  ได้เท่ากับ ๑ อังสตรอม (ถ้าเราแบ่งความยาวหนึ่งเซนติเมตรเป็นร้อยล้านส่วนเท่าๆกัน แต่ละส่วนคือ ๑ อังสตรอม  ขนาดเมล็ดข้าวเปลือกยาวประมาณ๐.๘ เซนติเมตรเศษ  เมื่อนำมาแบ่งออกเป็น ๘๒ ล่านส่วน  จะได้ขนาดประมาณเท่ากับ ๑ อังสตรอมเช่นเดียวกัน  นอกจากนั้นพระพุทธองค์ทรงตรัสถึงเรื่องที่ว่างภายในปรมาณูได้ตรงกับการค้นพบเรื่องที่ว่างระหว่างนิวเคลียสกับอิเล็กตรอน  ซึ่งค้นพบภายหลัง
    ในพระอภิธรรมปิฎกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระไตรปิฎกที่ได้บันทึกพระพุทธพจน์คำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามานานกว่าสองพันห้าร้อยปี  ได้มีการกล่าวถึงองค์ประกอบของรูปหรือสังขารว่า เป็นที่ชุมนุนของรูปกลาป อ่านว่า “รูปกะละปะ”  ซึ่งตรงกับคำว่า “เซลล์”  ที่ใช้ในวิชาการแพทย์ปัจจุบัน  รูปกลาปนี้จะมีความเติบโตเสื่อมสลายลงในอัตราปกติขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ ๔ ประการ
    ๑ อุตุชรูป  หมายถึง อากาศ ภาวะแวดล้อม
    ๒ อาหารชรูป  หมายถึง การกระทำทางกาย
    ๓ กัมมชรูป  หมายถึง การกระทำทางกาย
    ๔ จิตตชรูป  หมายถึง การทำงานของจิตใจ

    สาเหตุทั้งสี่ประการนี้ตรงกับการค้นพบทางการแพทย์ในเรื่องที่ว่าด้วยสาเหตุการเสื่อมสลายของเซลล์อย่างน่าอัศจรรย์
    ส่วนในเรื่องของจักรวาล ตรัสว่า  จักรวาลมีการเกิด-ดับเป็นวัฎฎะ  ดดยมีคาบของการเกิด-ดับอยู่ที่ ๑ มหากัป (ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านล้านล้านปี)  ในจักรวาลนี้มีดวงดาวที่มีมนุษย์อยู่เหมือนกับโลกของเราอีกสามแห่ง  คือ  โลกในอุตตรกุรุทวีป  อมรโคยานทวีป และวิเทหะทวีป  นอกจากนั้นพระพุทธองค์ยังทรงบอกอีกว่า  นอกจากจักรวาลนี้แล้วยังมีจักรวาลอื่นๆ อีกนับแสนโกฎิ  ซึ่งสอดคล้องกัยทฤษฎีของจักรวาลวิทยาในปัจจุบัน***


    มีคำถามว่า  แล้วทำไมพระพุทธองค์ไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้มักไม่ตรัสถึงเรื่องเหล่านี้ในขณะสนทนาธรรมเท่าที่ควร  ทั้งๆ ที่ถือว่าเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่เหมือนกัน  อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์  ค้นพบเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของพระองค์  เกี่ยวกับทฤษฎีสัมพัทธภาพ  การยึดหดของเวลา  ยังโด่งดังสะท้านโลกถึงเพียงนี้  นี่ถ้าพระพุทธองค์ทรงเน้นสอนในเรื่องรูปธรรม  แทนที่จะเป็นนามธรรมซึ่งเข้าใจยากศาสนาพุทธคงจะขจรขจายไปทั่วโลก

    เหตุที่พระพุทธองค์ทรงเก็บการค้นพบความจริงของโลกและจักรวาลไว้ไม่แสดงออกมา  ก็เพราะการค้นพบเหล่านั้นไม่ใช่หนทางของการหลุดพ้น  แม้ว่าการค้นพบของพระองค์ในเรื่องแสงจะทำให้มีเครื่องเล่นดีวีดีก่อนหน้านี้สักพันปี  ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะช่วยให้หลุดพ้นได้  และจะยิ่งแล้วใหญ่ถ้าการค้นพบเรื่องปรมาณูนำไปสู่การสร้างระเบิดปรมาณูอย่างที่ไอน์สไตน์เป็นผู้จุดประกาย  ถ้าแม้พระพุทธองค์ต้องการมีอำนาจชื่อเสียงในทางโลก  ก็คงไม่ละทิ้งตำแหน่งจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่เพื่อออกบวชแสวงหาความจริงแท้ของทุกข์และการดับทุกข์ทางแห่งการหลุดพ้นมีเพียงทางเดียว  เป็นทางสายเดียว  คือ มรรค มีองค์ ๘  ศีล สมาธิ ปัญญา ที่มีสติปัฏฐาน ๔  เป็นหลัก  ทางสายอื่นไม่ใช่ทั้งหมด  แม้ว่าจะมีการค้นพบความจริงของจักรวาลอีกนับไม่ถ้วนก็ไม่ใช่สาระ  ดังที่พระพุทธองค์ตรัสแก่ภิกษุหลายร้อยรูป ณ ป่าสีสปาวันประดู่ลายใกล้กรุงโกสัมพีว่า  “ความรู้ต่างๆ ที่ทรงรับรู้ที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้นประดุจดังใบไม้เพียง ๒-๓ ใบในกำมือ  ความจริงที่รู้มีมากมาย  แต่เราไม่ได้สอน  เพราะความจริงเหล่านั้นไม่เป็นไปเพื่อความเข้าใจอันถ่องแท้  ไม่เป็นไปเพื่อการพ้นทุกข์  ไม่เป็นไปเพื่อจุดมุ่งหมายของศาสนาคือ  นิพพาน{๒๐}
    {๒๐}นิพพาน  คือ  ความว่างอย่างยิ่ง  ในธรรมชาติ  แสงและเวลาทำให้มีการเกิดขึ้น  ตั้งอยู่  และดับไป  ถ้าไม่มีแสงก็ไม่มีเวลา  เพราะเวลาสัมพัทธ์กับแสงแสงเป็นตัวต้นกำเนิดของเมแทบอลิซึมทั้งปวง  เช่นทำให้เซลล์เราแก่ลง  จึงเกอดเวลา เกิดอดีต อนาคต มีอนิจจัง ทุกขัง เกิดปฏิจจสมุปบาท อิทัปปัจจยตา  ฯลฯ  “นิพพาน”  เป็นสภาวะที่อยู่เหนืออิทธิพลของแสงและเวลา  การจะทำความเข้าใจนิพพานด้วยมันสมองเป็นไปไม่ได้  เพราะระบบประสาทก็ทำงานอยู่ภายใต้อิทธิพลของแสงและเวลา  นิพพานสามารถเข้าถึงจิตเท่านั้น  อนิจจัง ทุกขัง
    สามารถทำความเข้าใจด้วยสมองและความคิดได้  เพราะอนิจจัง ทุกขัง ก็ตกอยู่ใต้อิทธิพลของแสงและเวลาเช่นเดียวกัน  แต่ “อนัตตา” ต้องกำหนดจิตที่ปัจจุบันขณะเมื่อเข้าสู่ปัจจุบันขณะอย่างจริงแท้  ความเป็นจริงของธรรมชาติจะบังเกิดขึ้นจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า  อุปทาน ตัวตน การเกิด – ดับ  แสง และ เวลา ทั้งหลายเหล่านี้ไม่มีอยู่จริง  เมื่ออุปทานไม่มีอยู่จริง  เวทนา กิเลสตัณหา ภพชาติ สัญญา สังขาร รูปขันธ์ นามขันธ์ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยประกอบของอุปทาน (ตัวตน) ก็ไม่มีอยู่จริงด้วย  ดังนั้นผู้บรรลุเข้าสู่นิพพานจะพบกับความว่างอย่างยิ่ง สุขอย่างยิ่ง  ผู้เข้าสู่สภาพธรรมนี้จะไม่เกิดมาในสังสารรูปวัฎอีกต่อไป  เพราะภพภูมิทั้ง ๓๑ ภพ  ล้วนเกี่ยวข้องกับแสงและเวลา  เมื่อเข้าถึงในธรรมชาติแล้ว  ขจัดอวิชชาได้หมด  จึงไม่มีการเกิดอีก**

    ศาสนาพุทธมีป้าหมา

    ความดีคือสัจธรรมของโลก

    ศาสนาพุทธมีป้าหมายหลักสองอย่าง  คือ  ๑.  แสวงหาความจริงในธรรมชาติ  ๒.  แสวงหาหนทางพ้นทุกข์  เมื่อเป้าหมายร่วมสองอย่างนี้มาบรรจบกัน  ก็กลายเป็นเป้าหมายที่ชัดเจนคือ  แสวงหาความจริงในธรรมชาติเพื่อการพ้นทุกข์  ดังนั้นเป้าหมายที่ ๑  ความจริงของธรรมชาติที่ค้นพบ  แต่ไม่ช่วยในการพ้นทุกข์  แม้จะมากมายเท่าใบไม้ทั้งป่า  ก็ไม่มีสาระที่จะต้องไปสนใจ{๒๑}

    {๒๐}ทั้งพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์มีเป้าหมายเดียวกัน  คือหาวิถีทางที่จะทำให้มนุษย์พ้นทุกข์  และเป้าหมายที่ต้องการเหมือนกันข้อหนึ่งคือ  แสวงหาความจริงในธรรมชาติเพื่อการพ้นทุกข์  แต่มุมมองของวิทยาศาสตร์มองไปที่เหตุปัจจัยทางกายภาพ  ว่าเป็นตัวการทำให้มนุษย์ทุกข์  ในขณะที่พุทธศาสนามองว่า  ตัวการที่ทำให้มนุษย์ทุกข์คือปัจจัยทางนามธรรมภายในตัวมนุษย์เอง
    วิทยาศาสตร์มองว่า  สิ่งเร้าประสาทสัมผัสทั้งห้า รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส  คือตัวการสำคัญที่ทำให้มนุษย์มีความทุกข์
    จากความคิดที่ต่างกันสุดขั้วเช่นนี้  ทำให้ทิศทางของการแสวงหาความจริงในธรรมชาติเพื่อการพ้นทุกข์ระหว่างวิทยาศาสตร์กับพุทธศาสนาต่างกัน  วิทยาศาสตร์สามารถสร้างรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส มาบำเรอความสุขให้กับมนุษย์ จากการค้นพบความจริงของธรรมชาติบางอย่าง  เช่น  กฎของนิวตัน  ทำให้เกิดการสร้างรถยนต์ เกิดเครื่องจักร เครื่องยนต์กลไก ทฤษฎีของไอน์สไตน์ทำให้มีเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย  แต่ศาสนาตรงกันข้าม มองว่าความจริงทางธรรมชาติอย่างกฎของนิวตัน  ทฤษฎีของไอน์สไตน์  ไม่ได้ช่วยให้มนุษย์พ้นทุกข์ดังนั้นแม้จะมีการค้นพบกฎของธรรมชาติเหล่านี้  พระพุทธองค์ก็จะทรงตัดทิ้งไปจากคำสั่งสอน  และไปเน้นหนทางพ้นทุกข์ที่ค้นพบจากกฎธรรมชาติเพียงข้อเดียวก็คือ  ปฏิจจสมุปบาท อิทัปปัจจยตา  โดยศึกษาที่ความจริงแท้ของจิต รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ทำให้เกิดความรู้สึกชอบ (เวทนา)  และเกิดตัณหาตามมา  จนเกิดอุปทานตัวกูของกูในที่สุด  เวทนา ตัณหา อุปาทาน นั้นคือวงจรแห่งทุกข็  แต่วิทยาศาสตร์กลับมองว่า การสนองตอบแห่งกิเลสตัณหาคือวิธีการทำให้มนุษย์มีความสุข
    วิทยาศาสตร์หลงทางไปจนสุดกู่  เอากฎของธรรมชาติมาสร้างสิ่งเร้าให้มนุษย์เกิดตัณหามากขึ้นเรื่อยๆ  แล้วยังไม่รู้ตัวว่า นั่นคือการสร้างทุกข์  เมื่อเกิดทุกข์ขึ้นวิทยาศาสตร์ก็พยายามแก้ไขด้วยแนวความคิดเดียวกับพุทธศาสนา คือ พยายามหาหนทางตัดเวทนา ตัณหา อุปทาน แต่ด้วยความอวิชชา วิทยาศาสตร์หาวิธีการตัดด้วยเครื่องมือที่พัฒนามาจากการค้นพบทางกายภาพ  ซึ่งก็ช่วยได้บางส่วน เช่น  ตัดผัสสะด้วยการใช้ยาชา  ตัดเวทนาด้วยการใช้ยากล่อมประสาท ตัดตัณหาด้วยการใช้ยาไปกดระบบประสาท  เช่น ยาลดความอ้วน ตัดอุปทานตัวกูของกูด้วยการใช้ยานอนหลับ  และเหล่านายแพทย์ นักวิจัยทั้งหลายก็สรุปว่า  นี่แหละสุดยอดของการค้นพบ  แต่ผลปรากฏว่า  อัตราการเกิดโรคจิต โรคประสาทของประชากรบนโลกพุ่งพรวดจนน่าวิตก
    วิธีการตัดเวทนา ตัณหา อุปทาน เพื่อเข้าสู่ความสุขที่แท้จริง  สุขอย่างยิ่ง สุขนิรันดร์ มีอยู่หนทางเดียวคือ  การตัดโดยใช้สติสัมปชัญญะ  ตามหลักของการฝึกในแนวทางสติปัฎฐาน ๔ เท่านั้น  เมื่อพระพุทธองค์ค้นพบความจริงแท้แห่งการพ้นทุกข์เช่นนี้  จึงไม่สนใจความจริงของธรรมชาติอื่นๆ ที่เปรียบได้กับใบไม้ทั้งป่า  เพราะมาได้ช่วยให้พ้นทุกข์แต่อย่างใด***

    เรื่องของโลกและจักรวาล  พระพุทธองค์ทรงถือว่าเป็นอจินไตย{๒๒} คือเรื่องที่ไม่อาจรู้ได้ด้วยการคิด ไม่อาจเข้าใจได้ด้วยการอธิบาย  ต้องรู้ได้ด้วยตัวเอง  เข้าใจด้วยตัวเอง ประจักษ์ด้วยประสบการณ์ของตนเองโดยพัฒนาปัญญาญาณให้เกิดขึ้น  หรือในเรื่องที่เป็นพุทธวิสัย  เช่น สงสัยว่าพระพุทธเจ้ารู้เรื่องจักรงวาลได้อย่างไรโดยที่ไม่มีกล้องโทรทรรศน์ก็เป็นอจินไตย คิดไรก็ไม่เข้าใจ  จนกว่าผู้นั้นจะปฏิบัติจนเกิดปัญญาญาณจึงจะเข้าใจด้วยตนเอง  แม้ในเรื่องของอภิญญา  การรู้อดีตรู้อนาคต รู้ใจคน เรื่องของฌาน เรื่องของผลกรรม  สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจได้  อยู่เหนือจากความคิดหรือวิสัยของความคิดที่จะหยั่งรู้ทั้งหมดนี้ถือเป็นอจินไตย  เหตุที่ไม่สามารถล่วงรู้เข้าใจได้  ก็เพราะระบบประสาทสัมผัสของกายเนื้อหยาบเกินไปที่จะหยั่งรู้  พระพุทธองค์ตรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า..สำหรับผู้ที่ฝึกจิตจนเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้วไม่มีกิเลสใดจรมารบกวน มีความตั้งมั่นไม่หวั่นไหวแล้ว  ก็ย่อมสามารถโน้มจิตไปเพื่อรู้การจุติและการอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย ทั้งโลก จักรวาล ภพภูมิต่างๆ โดยอาศัยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์เหนือตาเนื้อของมนุษย์....

    {๒๒}  อจินไตย  คือ  สิ่งที่ไม่สามารถเข้าใจได้ด้วยการคิดของปุถุชนทั่งไป  มีอยู่ ๔ อย่าง คือ
    ๑  พุทธวิสัย  คือ  ความสามารถในการหยั่งรู้และปาฏิหาริย์ของพระพุทธเจ้า
    ๒ ฌานวิสัย  คือ  ผู้ที่บรรลุฌานจะสามารถล่วงรู้อดีต อนาคต ร่นระยะทางหายตัว หายใจ ฯลฯ ได้
    ๓ กัมมวิบาก  เรื่องของกรรมและวิบาก การสนองของผลกรรม
    ๔ โลกจินตา   เรื่องของโลกและจักรวาล
    ทั้ง๔ ประการนี้จะสามารถเข้าใจได้ด้วยภาวนาปัญญาญาณเท่านั้น  ผู้ที่สงสัยในปัญญา ๔ ประการนี้และพยายามคิด  อาจจะทำให้บุคคลนั้นวิกลจริตไป  เพราะคิดมาก เพ้อเจ้อ คิดฟุ้งซ่าน แล้วหารคำตอบไม่ได้  กลายเป็นคนไม่มีสติ คิดหนัก  คิดมาก สมองเสื่อม อันตราย ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ ไม่เป็นไปเพื่อความเกื้อกูลแก่ชีวิต  สิ่งเหล่านี้พระพุทะเจ้าตรัสว่าเป็นอจินไตย  แปลว่า สิ่งที่ไม่ควรคิด

    พระองค์ท่านตรัสอ้างอิงเกี่ยวกับเรื่องทางวิทยาศาสตร์กายภาพอยู่บ้างก็เพราะเมื่อสมัยสองสามพันปีที่แล้วยังไม่มีการค้นพบคลื่นเสียง  คลื่นแสง ดังนั้นเป็นการยากที่จะสื่อให้เข้าใจถึงปรมัตถ์ได้  ผู้คนในสมัยนั้นไม่เข้าใจว่าการที่เราเห็นรูป  ก็เพราะมีคลื่นแสงไปกระทบที่รูป แล้วสะท้อนมาเข้าตาเราอีกที  ไม่เข้าใจว่ารูปและสีที่เห็นนั้นเป็นเพียงสมมติสัจจะ  เพราะภาพที่เราเห็นชัดๆ อยู่ตรงหน้าจับลูบคลำได้  แล้วจะบอกว่าไม่มีได้อย่างไร  เช่นเดียวกัน ในเรื่องของอะตอม  พระพุทธองค์ตรัสว่าในร่างกายของเราล้วนแล้วแต่เป็นที่ว่าง ที่ว่างในความรู้สึกของผู้คนในสองพันห้าร้อยปีก่อนที่ไม่รู้จักอะตอม  อิเล็กตรอน ความเข้าใจยิ่งไม่มีก็ตัวเรานั่งอยู่ตรงนี้ หากบอกว่าร่างกายเราล้วนแล้วแต่เป็นที่ว่าง ย่อมค้านสายตา ค้านความรู้สึก

    อัลเบิรต์ ไอน์สไตน์  เองก็เคยตั้งคำถามหลังจากศึกษาพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง และยากให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งจักรวาล  ขนาดอัจฉริยะระดับไอน์สไตน์ที่เริ่มเข้าถึงอนัตตาด้วยทฤษฎีทางฟิสิกส์ ยังตั้งคำถามไว้ในหนังสือ Ideas & Opinions  ที่เขาเขียนด้วยความสงสัยว่า “ ...การถ่ายทอดสื่อความหมาย  ความเข้าใจในศาสนาแห่งจักรวาล (หมายถึงพุทธศาสนา)  จากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่ง  จะทำได้อย่างไรในเมื่อไม่มีการยึดถือเกี่ยวกับพระเจ้าหรือเทววิทยา  เป็นเรื่องยากมากที่จะอธิบายความรู้สึกเช่นนี้ให้แจ่มแจ้งเพื่อให้คนที่ไม่มีความรู้สึกเช่นนี้รับรู้และเข้าใจ”  ไอน์สไตน์เองก็พบเจอปัญหานี้มาทั้งชีวิต  แม้จะเป็นเพียงการถ่ายทอดสื่อความหมายของกฎทางฟิสิกส์ให้คนทั่วไปเข้าใจไอน์สไตน์เคยปรารภว่า “การอธิบายกฎทางฟิสิกส์โดยไม่ต้องใช้พีชคณิตคล้ายกับอธิบายความคิดเราโดยไม่ใช้ถ้อยคำ”

    ขนาดฟิสิกส์เป็นวิทยาศาสตร์กายภาพยังอธิบายให้คนเข้าใจได้ยากแล้วพระพุทธองค์ทรงค้นพบในสิ่งที่เป็นนามะรรมชั้นสูง  ไอน์สไตน์สงสัยเหลือเกินว่าจะอธิบายสื่อความหมายไปให้คนอื่นเข้าใจได้อย่างไรไม่ต้องจินตนาการไปไกลถึงนามะรรมชั้นสูงของพระพุทธองค์  แต่นามธรรมพื้นๆ อย่างสนามแม่เหล็กไฟฟ้า  ทั้งๆ ที่มันมีอยู่จริง เราสามารถจินตนาการได้ไหมว่าเป็นอย่างไร

    พระพุทะองค์ก็ปรสบปัญหานี้เหมือนกัน  บางครั้งการอธิบายของพระพุทะองค์ใช้หลักของการเปรียบเทียบเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น  แต่ก็เป็นความเข้าใจตามความนึกคิด (จินตมยปัญญา)  ส่วนความเข้าใจที่จริงแท้ (ภาวนามยปัญญา)  พระพุทธองค์ก็ทรงอธิบายให้เข้าใจด้วยคำพูดไม่ได้นอกจากลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง  ธรรมะเป็นของรู้ได้เฉพาะตน (ปัจจัตตัง)

    การค้นพบของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์  ในเรื่องเร้นลับของจักรวาลมีส่วนให้ความเข้าใจจินตมยปัญญาชัดเจนขึ้น  ทำให้ชาวโลกที่ไม่มีพื้นฐานทางพุทะศาสนาเข้าใจในคำสอนของพระพุทธองค์ผ่านการพิสูจน์ทางฟิสิกส์และทฤษฎีสัมพัทธภาพ  และเชื่อว่าในอนาคตถ้ามีมนุษย์อัจฉริยะแบบไอน์สไตน์มาเกิดอีก  กฎแห่งกรรมและกฎอื่นๆ ของพุทธธรรมจะได้รับการพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์อย่างชัดเจน

    ไอน์สไตน์ค้นพบสิ่งสำคัญ ๕ อย่าง  คือ 
    ๑ ค้นพบว่าเวลาไม่มีอยู่จริง ยืดหดได้ ซึ่งในส่วนของพระพุทธองค์ตรัสนานแล้วเกี่ยวกับคุณสมบัติข้อนี้  อดีต อนาคตเป็นสิ่งลวงเกิดจากที่คนเราคิดไปว่าเวลาไหลไปเรื่อยๆ เหมือนสายน้ำ ความจริงแล้วไม่ใช่เวลาไม่มีอยู่จริง  มีแต่ปัจจุบันขณะ อดีตอาจเป็นอนาคต หรืออนาคตอาจเป็นอดีตก็ได้  ขึ้นอยู่กับความสัมพัทธ์  ผู้ใดที่สามารถกำหนดจิตสู่ปัจจุบันขณะได้อย่างชัดเจน ละเอียด จะพบกับความจริงแท้ของจักรวาล
    ๒ ค้นพบว่าแสงมีคุณสมบัติเป็นอนุภาค  ซึ่งนำไปสู่การปฏิวัติโลกเข้าสู่คลื่นลูกที่สาม ทำให้เกิดกล้องถ่ายรูป เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องถ่ายเอกสาร โทรทัศน์ แสงเลเซอร์ เส้นใยนำแสง เครื่องเล่นวีซีดี ดีวีดี ฯลฯ
    ๓ ค้นพบอะตอมและค้นพบถึงความสัมพันธ์ระหว่างสสารกับพลังงานว่าคือสิ่งเดียวกัน  แม้ว่าการค้นพบในเรื่องนี้จะนำไปสู่การพัฒนาระเบิดปรมาณู แต่หลังจากทฤษฎีอะตอมพัฒนาไปมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงควอนตัม กลับพบว่าใกล้เคียงกับหลักคำสอนเรื่องอนัตตาของพระพุทธองค์มากขึ้นทุกที
    ๔ ค้นพบเรื่องแรงโน้มถ่วงก็คือการโค้งงอของอวกาศและสัมพันธ์กับการยึดหดของเวลา
    ๕ ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างความเร็วแสงกับเวลา  {๒๓}

    {๒๓}  พระพุทธองค์ตรัสถึงเรื่องการเหลื่อมล้ำของเวลาในแต่ละภพภูมิ ดังปรากฏในพระสุตตันตปิฎก อังคตตรนิกาย ใจความว่า “ดูกรนางวิสาขา เราหมายเอาความข้อนี้แล  จึงกล่าวว่าราชสมบัติอันเป็นของมนุษย์เมื่อนำเข้าไปเปรียบเทียบกับสุขอันเป็นทิพย์  เป็นของเล็กน้อย ดูกรนางวิสาขา ๑๖,๐๐๐ ปี อันเป็นมนุษย์  เป็นคืนหนึ่งกับวันหนึ่งของเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัสดี  โดยราตรีนั้น ๓๐ ราตรี เป็นหนึ่งเดือน  โดยเดือนนั้น ๑๒ เดือนเป็นหนึ่งปี โดยปีนั้น ๑๖,๐๐๐ ปีอันเป็นทิพย์  เป็นประมาณอายุของเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัสดี”
    เรื่องเวลายืดหดเป็นการค้านสามัญสำนึกอย่างรุนแรง  ถ้าพระพุทธองค์ไม่ทรงหยั่งรู้จากสัพพัญญตญาณ คงไม่ตรัสเช่นนั้น แสดงให้เห็นว่าพระพุทะองค์ทรงค้นพบความเป็นมายาของเวลาได้ก่อนที่จะมีทฤษฎีสัมพัทธภาพ  และนั่นไม่ใช่หนทางแห่งการหลุดพ้น ไม่ว่าจะได้ไปเกิดในชั้นสูงสุดของอรูปพรหม  ก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในความเป็นมายาของเวลา  วนเวียนอยู่ในสังสารวัฎ  การบรรลุเข้าสู่นิพพานจะหลุดพ้นจากอิทธิพลของกาลเวลา  ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ความจริงแท้คือปัจจุบันขณะ อดีตคือสิ่งที่ลับไปแล้ว อนาคตคือความกลวง ไม่มีจริงพระอรหันต์ที่บรรลุเข้าสู่นิพพานจะพบความจริงแท้ที่ว่า เมื่อการเกิด-ดับหายไป ไม่มีการเกิด ไม่มีการดับ เมื่อนั้นเวลาก็หายไปด้วย  ตัวตนก็หายไปด้วย นาม-รูป ไม่มีจริง เหลือแต่ความว่าง ว่างอย่างยิ่ง  เข้าถึงอนัตตา

    ในการประชุมนักฟิสิกส์ชั้นนำจากทั่วโลกเมื่อปีค.ศ.๑๙๙๗  นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยอมรับแนวความคิดของทฤษฎีควอนตัมที่พิสูจน์ได้ว่า  โลกและจักรวาลที่เราเห็นนี้ไม่มีอยู่จริง  จนกว่าเราจะไปมองหรือสังเกตมัน สอดคล้องกับการค้นพบทางพุทะศาสนา ที่ฟันธงเน้นย้ำอย่างชัดเจนว่า โลก ชีวิต และการปรากฏของสรรพสิ่ง เป็นเรื่องของจิตรู้อารมณ์ ไม่มีอะไรนอกเหนือไปจากนี้  พระพุทธองค์จึงแบ่งโลกออกเป็น ๓ แบบ คือ สังขารโลก  (ปรมัตถธรรม รูป-นาม, โอกาสโลก (=อวกาศ,universe, cosmos) สัตว์โลก (หมู่สัตว์,ตัวตน บุคคลในภูมิทั้ง ๓๑) 

    ผมขอตอบคำถามของคุณดังนี้

    1.คุณบอกเองว่า “จากประโยคของคุณในข้างต้น คุณลองหาเหตุผลมาอธิบายตามแบบคริสต์ดูสิสุดท้ายคงไม่พ้นพระเจ้าสร้าง” ใช่ พระเจ้าสร้าง ไม่เช่นนั้นจะให้ใครสร้างหล่ะ ลองสมมติเหตุการณ์แบบที่มนุษย์เข้าใจว่า คุณเดินไปกลางป่าแล้วไปเจอนาฬิกาเรือนหนึ่ง คุณกล้ายืนยันหรอว่านาฬิกาเรือนนั้นเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือ บลาบลาบลา…… มันเป็นไปไม่ได้หรอก มันต้องมีผู้สร้างอย่างแน่นอน

    2.พระเจ้าสร้างมนุษย์ให้มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนกัน (ต่อให้เป็นแฝดก็ยังมีจุดใดจุดหนึ่งที่บ่งบอกว่าเขาทั้ง 2 ไม่เหมือนกัน) เพราะถ้าเหมือนกันก็คงเหมือนสัตว์ต่างๆที่หน้าตาคล้ายกัน อุปนิสัยคล้ายกัน พระเจ้าจึงสร้างมนุษย์ให้มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนกัน ผมเกิดมาเป็นอย่างนี้ คุณก็เกิดมาเป็นแบบคุณ

    3.พระเจ้าสร้างโลกและเห็นว่าดี บรรดาสรรพสิ่งต่างๆที่พระองค์ทรงสร้าง พระองค์อยากให้มีคนมาดูแล จึงได้สร้างมนุษย์มาเพื่อครอบครองและรักษาสิ่งที่พระองค์ได้สร้างไว้

    4.แน่ใจ เพราะพระเจ้าสัญญาผ่านทางพระเยซูว่าจะกลับมารับผู้ที่เชื่อวางใจในพระองค์ไปอยู่กับพระองค์ เมื่อถึงวันพิพากษา

    5.แต่ก็ต้องปฏิบัติตามสิ่งที่พระเจ้าบอกไว้ในไบเบิลด้วย ส่วนคนที่ไม่เชื่อวางใจในพระเจ้า ถ้าให้พูดตรงๆ ไม่รู้เหมือนกัน เพราะความเชื่อของคริสต์ ถ้าตายแล้วไม่ว่าใครก็ต้องไปยังแดนผู้ตายก่อน รอจนถึงวันพิพากษา พระเจ้าจะพิพากษาบรรดาชาวคริสต์ก่อน แล้วค่อยพิพากษาบรรดาผู้ที่ไม่ไว้วางใจในพระเจ้า การพิพากษาผู้ที่ไม่ไว้วางใจในพระเจ้าอาจได้ขึ้นสวรรค์หรือลงนรกนั้นผมไม่รู้ เพราะผมไม่ใช่คนที่จะพิพากษามนุษย์แต่เป็นพระเจ้า

    6.คำตอบเดียวกับข้อ 3

    7.ในไบเบิลไม่ได้กล่าวไว้เกี่ยวกับองค์ประกอบการเกิดเป็นมนุษย์ พระเจ้าอยากสร้างมนุษย์ก็สร้าง เช่นเดียวกันกับสัตว์นานาชนิด ไม่จำเป็นต้องมีองค์ประกอบบอกว่าเกิดเป็นมนุษย์อย่างไรหรอก ถ้าศาสนาคุณบอกเกี่ยวกับองค์ประกอบการเกิดเป็นมนุษย์ ก็ต้องบอกว่าองค์ประกอบการเกิดเป็นสัตว์แต่ละชนิดด้วย คุณอธิบายได้ไหมหล่ะว่าการเกิดเป็นสัตว์แต่ละชนิด ทุกๆชนิดมีองค์ประกอบอะไรบ้าง (ถ้าเป็นไปได้ช่วยบอกถึงสายพันธุ์ด้วยว่าแต่ละสายพันธุ์เกิดได้อย่างไร เช่น สุนัขไซบีเรีย แมวเปอร์เซีย หนูแฮมสเตอร์ฯลฯ ถ้าคุณอธิบายได้หมดจะดีมาก) แต่ถ้าคุณถามกลับ ผมตอบคุณเลยว่าเป็นพระปัญญาของพระเจ้าที่สามารถสร้างได้หลายชนิด

    8.มนุษย์คนแรกที่พระเจ้าสร้าง คือ อาดัม (เป็นเพศชาย) พระเจ้าคิดว่าถ้าให้เขาอยู่บนโลกคนเดียวคงจะเหงาน่าดู จึงสร้าง อีฟ (เป็นเพศหญิง) เป็นเพื่อนอาดัม

    9.คำตอบข้อนี้อาจจะไม่พอใจคุณสักเท่าไร เพราะพระเจ้าบอกว่ามนุษย์ก็เปรียบเสมือนรูปปั้น พระเจ้าเป็นผู้ปั้น รูปปั้นไม่มีสิทธิ์ใดๆจะไปเถียงผู้ปั้นว่าทำไมจึงปั้นให้เป็นเช่นโน้นเช่นนี้

    10.คำตอบเดียวกับข้อ 9

    11.พระเจ้าสร้างมนุษย์ให้มีความคิด อารมณ์ สติปัญญา ฯลฯ เป็นของตนเองและมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน พระเจ้าไม่บังคับผู้ใด การที่มีคนโง่หรือฉลาด เป็นเพราะมนุษย์แต่ละคนคิดจะขวนขวายหาความรู้ไม่เท่ากันต่างหาก บางคนขยัน บางคนขี้เกียจที่จะหาความรู้ใส่ตัว

    12.

    13-14.พระเจ้าสร้างมนุษย์โดยปั้นจากผงคลีดิน แล้วเป่าลมปรานให้แก่คนๆนั้น แล้วใส่เข้าไปในครรถ์มารดา

    15.ไม่มีไปโลกอื่นใดๆทั้งสิ้นของคริสต์ เกิดครั้งเดียว ตายครั้งเดียว ไม่มีชาติหน้าหรืออดีตที่ทำกรรมดี-ชั่วไว้แล้วมาเกิดเป็นมนุษย์

    16.ทุกคนต้องรอกัน ณ จุดๆเดียวคือแดนผู้ตาย ณ ที่นั่น พระเจ้าจะแยกบรรดาผู้ที่เชื่อวางใจในพระองค์และบรรดาผู้ที่ไม่เชื่อวางใจในพระองค์ เหมือนแยกแพะออกจากแกะ

    17.อันนี้ไบเบิลก็ไม่ได้กล่าวไว้เหมือนกัน คำสอนแต่ละศาสนาต่างกัน แต่ผมงงศาสนาคุณว่าสอนให้คนไปสวรรค์, เกิดเป็นเทวดา หรือไปสู่นิพพานกันแน่

    18.เช่นกัน อันนี้ไบเบิลก็ไม่ได้กล่าวไว้

    ปล.อันที่ไบเบิลไม่ได้กล่าวไว้ ล้วนเป็นคำสอนยิบๆ ย่อยๆของศาสนาคุณ ซึ่งคุณไม่ควรเอาคำถามเหล่านั้นไปถามศาสนาอื่น เพราะศาสนาอื่นก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน (ศาสนาผมก็อาจมีคำสอนที่ศาสนาคุณตอบไม่ได้เช่นกัน) คุณควรเอาคำถามหลักๆ ซึ่งทุกศาสนาน่าจะมีคำตอบให้ เหมือนที่ผมถามคุณว่า

    1.จักรวาล-โลกนี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร

    2.ตัวคุณเองเกิดขึ้นได้อย่างไร

    3.ตัวคุณเองเกิดขึ้นมาบนโลกเพื่ออะไร

    4.คุณแน่ใจหรือว่าตายไปจะได้ไปสู่สวรรค์หรือนิพพานได้ 1,000,000%

    คำถามเหล่านี้ทุกศาสนาน่าจะมีคำตอบเป็นของตน เพียงแต่ว่าของใครดีกว่าก็เป็นผู้ชนะไปแค่นั้นเอง


    ผมอยากรู้  จริงๆเนื้อแท้ศาสนาคุณสอนอะไร  

    ตามที่ผมมองแล้วมองอีกหาหลักธรรมในศาสนาคุณมันไม่มีิะไรเลยยังว่าได้

    เพราะใจความมีแต่ให้เชื่อในพระเจ้ารักในพระเจ้ารักเพื่อนมนุษย์

    จริงไหมครับหรือคุณจะเถียงก็ว่ามาได้นะครับ

    สุดท้ายก้มีแต่ให้เชื่อและให้รัก

    ผมขอถามว่า คุณเคยเข้าโบสถ์สักครั้ง, คุณเคยฟังเทศน์จากศาสนาจารย์หรือยัง แค่คุณพิมพ์ว่า "พอถึงวันคริสต์มาสคนที่เชื่อในพระเจ้าแต่ทำผิดบัญญัติ10ข้อของพระเจ้าหรือทำบาปมากๆแล้วก็แค่รอวันคริสต์มาสเพื่อให้พระเยซูล้างบาปให้ก็ได้นะสิ" ผมก็รู้แล้วว่าคุณไม่เคยเข้าโบสถ์หรืออ่านความหมายของวันคริสต์มาสเลย (หรือคุณอ่านแล้วไม่เข้าใจ ผมก็ไม่รู้) ผมว่าคุณแค่ Search หาข้อมูล หลักธรรมคำสอนของคริสต์ไปวันๆเพื่อที่จะมาเถียงกับผมได้ ถ้าหากคุณคิดว่าศาสนาผมไม่มีอะไรเลยยังว่าได้ แต่ทำไมศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่คนนับถือมากที่สุดในโลก ศาสนาที่ดีจริง ไม่จำเป็นต้องถูกยอมรับจากคนทั้งโลกว่ามีคุณลักษณะอย่างมี่เราคาดหวังจะให้เป็นศาสนาแห่งจักรวาล ไม่ยึดติดกับพระเจ้า  ไม่ส่งเสริมความเชื่องมงาย  ไม่เกี่ยวข้องกับเทววิทยา มีพื้นฐานอยู่บนประสบการณ์ของสรรพสิ่งทั้งธรรมชาติและจิตวิญญาณ แต่ศาสนาที่ดีจริงเขาต้องมีบางสิ่งบางอย่างที่คมบาดใจ น่าเชื่อถือ และเป็นที่ยอมรับ ทำให้คนทั้งโลกนับถือได้

    มันน่าคิดนะทำดีมาตลอดแค่ไม่เชื่อในพระเจ้าก็ต้องตกนรก

    ถ้าอย่างนั้นคุณนำน้าเปล่ามาแก้วหนึ่ง มีน้ำ 100% คุณลองใส่ยาพิษ 1% ลงไป คุณยังจะกล้ากินมันอีกหรอ การที่ไม่เชื่อในพระเจ้าหรือปฏิเสธพระเจ้า ก็เปรียบเสมือนการปฏิเสธพ่อตัวเองซึ่งเป็นมนุษย์ก็เป็นบาปแล้ว คุณกล้าทำได้ลงคอหรอ การปฏิเสธพระเจ้าก็เช่นกัน และพระเจ้าซึ่งไม่ใช่มนุษย์ไม่ยิ่งบาปกว่าหรอไง

    แต่ก็แปลกดีน่ะที่จะได้ขึ้นสวรรค์ เพียงเพราะแค่ทำดีหรือทำตามศีล 5 ฯลฯ โดยที่ยังมีบาปติดตัวแต่ไม่ล้างออกให้สะอาด เหล่าทวยเทพ เทวดาของพวกคุณบนสวรรค์ ก็ยังกล้ารับคนบาปขึ้นไปอยู่ด้วย

    มันดูขัดกันไปไหมครับไบเบิลบอกได้ทุกอย่าง ทุกอย่างเริ่มจากหนึ่ง แล้วทำไมไบเบิลอธิบายไม่ได้ว่าพระเจ้ามาจากไหน

    ไม่ทราบว่าคุณอ่านคอมเม้นท์ผมดีหรือป่าวน่ะ ผมอุตส่าห์บอกไว้ทั้งทีว่า "ถ้าเรารู้ว่าพระเจ้ามาจากไหน เราก็เป็นพระเจ้าไปแล้วหล่ะ"

    ถึงจะมีเป็นร้อยข้อพันข้อแต่ถ้าศาสนิกไม่สามารถประพฤติตามได้ (หมด) มันก็เหมือนรั้วที่ไม่สามารถขังควายได้นั่นแหละครับ มีไว้ตั้งโชว์ว่ามีรั้ว

    เพราะไม่มีมนุษย์คนใดสามารถปฏิบัติตามที่พระเจ้าบอกได้หมดทุกข้อ พระเจ้าจึงส่งพระเยซู พระบุตรของพระองค์มาตายบนไม้กางเขน ให้พระโลหิตพระองค์ชำระความบาปของผู้ที่เชื่อวางใจในพระองค์

    เอาหล่ะคุณบอกว่ารู้เกี่ยวกับพุทธหัวใจหลักของพุทธคืออะไรคุณรู้ไหมครับ แล้วของคริสล่ะเชื่อในพระเจ้ารักพระเจ้ารักเพื่อนมนุษย์  แค่นั้น มันน่าเชื่อถือตรงไหนครับ

    แค่นี้คุณก็ยังตอบผิด แล้วเรื่องอะไรผมจึงจำเป็นต้องตอบคำถามของคุณ

    ขัดกันอีกและอย่างนี้มันก็เหมือนกับกำลังชี้ต้นไม้แต่บอกว่าเป็นบ้านนะสิ ทั้งทั้งที่ยังไงก็ดูเป็นต้นไม้

    คุณบอกว่าศาสนาที่น่าเชื่อถือคือคริสแต่บอกอีกว่า        อย่าหาว่าผมอวดอ้างศาสนาของตนหรือคิดศาสนาของตนดีอย่างโน้น ดีอย่าง ผมยึดศาสนาที่มันดูมีเหตุผลที่สุด    ดูยังไงก็กำลังอวดครับ

    พระเจ้าสร้างมนุษย์ให้มีความคิดเป็นของตัวเอง คุณจะคิดยังไงก็เป็นเรื่องของคุณ แต่ความคิดของคุณ ผมดูแล้วมันไม่น่าจะนำคุณไปสู่สวรรค์ หรือนิพพานได้เลยน่ะ

    อ้อที่บอกว่ามีเหตุผลน่ะตรงไหนครับ ให้เชื่อได้จากตรงไหนครับมองไม่เห็นจุดที่จะมีเหตุและผลพอให้เชื่อได้เลยสักนิดครับ

    อย่างที่ถาม คุณเคยเข้าโบสถ์สักครั้ง, คุณเคยฟังเทศน์จากศาสนาจารย์หรือยัง ถ้าไม่เคย อย่าพูดพล่อยๆจะดีกว่า

    ผมแค่อยากเชิดชูความคิดในด้านลบของคนทำการ์ตูนน่ะครับ   เขาคิดได้ยังไง  ไม่ว่าใครเห็นเขาไม่คิดว่าโอ้ศาสนาพุทธเลวร้ายอย่างนี้รี่เองทั้งเพื่อนที่ทำงานที่มหาลัยทั้งพุทธ อิสลาม  คริสเขาเห็นปุ้บเขาไม่ได้ดิดว่าเป็นการกระทำที่ควรเลยมันเป็นการขุดหลุมฝังตัวเองชัดๆการทำอย่างนี้เป็นการไม่ให้เกียรติศาสานาอื่นแล้วยังไม่ให้เกียรติเพื่อนร่วมโลกและศาสนาตัวเอง

    เขาวาดการ์ตูนตามความจริงที่เที่ยงแท้จริง ไม่ได้คิดลบใดๆทั้งสิ้น แต่คุณเองนั่นแหล่ะที่คิดลบกับเขา (ไม่แน่คุณอ่านข้อความที่ผมพิมพ์ไปก็คิดลบกับผมเหมือนกัน)

    แถมยังมีเสียงคำถามกลับมาด้วยนะ  อยากเผยแผ่ศาสนาจนทำอะไรไม่คิดขนาดนั้นเลยหรือยอมรับนะ  พระเเต๋วพระตุ้ด  พระค้ายา สารพัด  มีจริงแต่ไม่ใช่ว่าพระดีๆจะไม่มีคริสก็เหมือนกัน บาทหลงล่วงละเมิดทางเพศเด็กเป็นข่าวไปทั่วโลกจนพระสันตะปาปาต้องออกมาขอโทษชาวโลกแทนบาทหลวงเหล่านั้น

    ใช่ คริสต์มีบาทหลวงที่ทำไม่ดีอย่างนั้น แต่ก็ยังมีพระสันตะปาปาออกมาขอโทษชาวโลกแทนบาทหลวงเหล่านั้น แต่ทำไมพุทธไม่มีใครออกมาขอโทษเลย???

    ความดีคือสัจธรรมของโลก

    สวัสดีครับ

    ผมขอโต้กลับแบบเป็นข้อๆไปแล้วกันนะครับ

    ใช่ พระเจ้าสร้าง ไม่เช่นนั้นจะให้ใครสร้างหล่ะ ลองสมมติเหตุการณ์แบบที่มนุษย์เข้าใจว่า คุณเดินไปกลางป่าแล้วไปเจอนาฬิกาเรือนหนึ่ง คุณกล้ายืนยันหรอว่านาฬิกาเรือนนั้นเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือ บลาบลาบลา…… มันเป็นไปไม่ได้หรอก มันต้องมีผู้สร้างอย่างแน่นอน

    ถือว่าคุณตั้งอุปมาได้ฉลาดดีจนผมอึ้งทีเดียวนะครับ

    ใช่ครับในกรณีนาฬิกาเพราะเราต่างรู้ๆกันอยู่ด้วยหลักเหตุและผลว่านาฬิกานั้นมนุษย์เป็นคนสร้าง

    สร้างจากอะไรเป็นต้น

    แต่โลกและจักวาลนั้นคุณเห็นหรอว่าพระเจ้าเป็นคนสร้างสร้างจากอะไรเห็นกับตาของตนหรือพอไล่เลียงไปก็พบว่าเอามาจากหนังสือ คำบอกเล่า หรือต่างๆนาๆเอาเป็นว่าเรื่องโลกผมขอผ่านแล้วกันคุณจะเชื่ออย่างไรก็เรื่องของคุณและผมก็ขอเชื่อในแบบของผมคือทุกสิ่งอย่างเกิดขึ้นได้ก็เพราะหลักเหตุและผล

    คือ เพราะกรรมดรเก่ารองรับ  วิญญาณมนุษย์เราจึงปรากฏอยู่ได้

    และเพราะต้องมีวิญญาณมนุษย์ปรากฏอยู่  ร่างมนุษย์จึงต้องเกิดมีเป็นที่อาศัย

    และเพราะต้องมีร่างมนุษย์ โลกจึงต้องปรากฏอยู่เป็นภาชนะรองรับ

    และเพราะต้องมีโลกมนุษย์ มหาจักวาลทั้งหมดจึงปรากฏออกมาจากความว่าง

    ทุกอย่างมันเป็นผลที่เกิดจากเหตุ เช่นคุณจะไม่พบนาฬิกาเรือนนั้นในป่า หากไม่มี เหตุปัจจัยที่คนทำหล่น 

    หรือทิ้งเอาไว้ หรือ จงใจเอามาวาง เป็นต้น

    ดังนั้นผมจะไม่ขอเถียงเรื่องนี้อีกเพราะผมก็ได้อธิบายไปหมดแล้วและได้บอกแล้วว่าเรื่องนี้คิดไปก็ปวดหัวเป็นเรื่องไร้สาระหากคุณเชื่อว่าพระเจ้าสร้างทุกสิ่งแล้วทำให้คุณสบายใจก็สุดแล้วแต่คุณ

    คนเราชอบพูดเรื่องลี้ลับน่าตื่นเต้น เรื่องที่พยากรณ์ยากว่าจะออกหัวออกก้อยท่าไหน เพราะชอบแสดงความคิดเห็นว่าเรื่องนั้นเรื่องนี้น่าเชื่อหรือไม่น่าเชื่อ และถึงจุดหนึ่งอยากพิสูจน์ว่าตนเป็นฝ่ายถูกในขณะที่คนอื่นอ่านทางไม่ขาดอย่างตน อย่างเช่นบางทีเถียงกันคอเป็นเอ็นเรื่องมนุษย์ต่างดาว เรื่องสัตว์ประหลาด เรื่องสงครามโลก ฯลฯ ต่างคนต่างมั่นใจเอาจริงๆว่าความเชื่อของตนถูก ความเชื่อของตนเท่านั้นตรงกับความจริง ทั้งๆที่อาจไม่รู้ข้อมูลอันเป็นข้อเท็จจริงประกอบเลยแม้แต่น้อย

    มนุษย์เป็นกันได้อย่างนี้จริงๆ คือเชื่อโดยไม่ต้องหาหลักฐานสนับสนุน ฉะนั้นเมื่อเถียงกันเรื่องความเชื่อแล้วถามอีกฝ่ายว่า ‘แน่ใจได้อย่างไร?’แล้วสืบไปสืบมาสรุปว่าเพราะคิดเอาเอง เพราะคาดเดาเอาตามอำเภอใจ หรือเพราะมีอคติอยากให้ความจริงตรงกับสิ่งที่ตนเชื่อ ก็อย่าไปใส่ใจเลยจะดีกว่า เป็นทุกข์เปล่าๆ เพราะคนเกือบทั้งโลกต่างก็ยินดีที่จะทึกทักตามใจตนต่างๆนานา ไม่มีวันที่เราจะไปไล่จี้ให้ใครต่อใครหันเหศรัทธาของเขามาตามทางศรัทธาของเราได้หมดแน่ๆ

    ขอยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดประการหนึ่ง ไม่ว่าไทยหรือเทศ ไม่ว่าเชื่อนรกสวรรค์หรือไม่ เวลาโกรธเกลียดใครก็มักสาปแช่งว่า ‘ไปลงนรกเถอะ!’ หรือแม้ไม่ถึงขั้นสาปแช่ง ก็นึกอยู่ในใจว่ากรรมที่เขาทำให้เราเดือดเนื้อร้อนใจย่อมส่งเขาไปไม่ดีแน่นอน นับว่าเป็นการเดาแกมแช่งอยู่ดี คนเราก็เท่านี้ รักใครก็จะดันก้นเขาขึ้นฝั่งสวรรค์ เกลียดใครก็จะขว้างเขาลงเหวนรก โดยที่ความจริงสวรรค์และนรกไม่ได้เปิดประตูต้อนรับใครตามการแยกเขี้ยวยิงฟันลุ้นตัวโก่งของบรรดาญาติมิตรหรือศัตรูคู่อาฆาตรายใดเลย

    ดังนั้นคิดไปเถียงไปก็ไร้ประโยชน์ไร้สาระ


    ความดีคือสัจธรรมของโลก

     คุณอธิบายได้ไหมหล่ะว่าการเกิดเป็นสัตว์แต่ละชนิด ทุกๆชนิดมีองค์ประกอบอะไรบ้าง (ถ้าเป็นไปได้ช่วยบอกถึงสายพันธุ์ด้วยว่าแต่ละสายพันธุ์เกิดได้อย่างไร เช่น สุนัขไซบีเรีย แมวเปอร์เซีย หนูแฮมสเตอร์ฯลฯ ถ้าคุณอธิบายได้หมดจะดีมาก)  

    อย่างที่อธิบายไว้ สัตว์ก็มีจุดกำเนิดเหมือนมนุษย์คือประกอบด้วยแรงกรรมอันเคยกระทำมาในอดีตเป็นตัวกรรมหนด

    ว่าสมควรจะเป็นเช่นนั้นสัตว์ชนิดนี้

    9.คำตอบข้อนี้อาจจะไม่พอใจคุณสักเท่าไร เพราะพระเจ้าบอกว่ามนุษย์ก็เปรียบเสมือนรูปปั้น พระเจ้าเป็นผู้ปั้น รูปปั้นไม่มีสิทธิ์ใดๆจะไปเถียงผู้ปั้นว่าทำไมจึงปั้นให้เป็นเช่นโน้นเช่นนี้

    11.พระเจ้าสร้างมนุษย์ให้มีความคิด อารมณ์ สติปัญญา ฯลฯ เป็นของตนเองและมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน พระเจ้าไม่บังคับผู้ใด การที่มีคนโง่หรือฉลาด เป็นเพราะมนุษย์แต่ละคนคิดจะขวนขวายหาความรู้ไม่เท่ากันต่างหาก บางคนขยัน บางคนขี้เกียจที่จะหาความรู้ใส่ตัว

    งั้นก็สรุปได้ว่าต้องก้มหน้ารับผลจากการปั้นฃองพระเจ้างั้นสิคนโง่ก็โง่ต่อไปคนพิการก็ทนต่อไปจนก็ทนต่อไป

    เป็นที่ถกเถียงกันมาช้านานว่าสติปัญญามาจากไหน ถ้าบอกว่ามาจากเชื้อของพ่อแม่หรือคนในตระกูลก็ลืมได้ เพราะนั่นจะไม่ใช่ความจริงสากล เนื่องจากบางคนฉลาดระดับอัจฉริยะในขณะที่พ่อแม่มีสติปัญญาปานกลางหรือค่อนข้างต่ำด้วยซ้ำ

    บางคนก็บอกว่าสติปัญญาเป็นสิ่งที่เพิ่มพูนได้ด้วยความรู้และประสบการณ์ หรือสะกิดให้ถูกจุดความสนใจ ก็เกิดการใฝ่ใจเรียนรู้ และเป็นที่มาของการต่อยอดปัญญายิ่งๆขึ้นไปได้ แต่ความเชื่อนี้ก็ไม่ใช่สัจจะสากลอีก เพราะบางคนเรียนกี่ปีๆก็ยังคงมีไอคิวเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลงเลย

    เดี๋ยวนี้เวลามนุษย์จะหาหลักฐานมาสนับสนุนความเชื่อของตัวเอง ก็มักใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งก็ได้แก่การตรวจสอบวัตถุอันเป็นรูปธรรมต่างๆ ตั้งแต่สมองจนถึงดีเอ็นเอ ความจริงคือหยักสมองและพันธุกรรมอาจมีส่วนช่วยให้คนเราออกจากจุดเริ่มต้นต่างกัน หากกล่าวในทางพุทธคือสมองและพันธุกรรมเป็นเพียงวิบากชนิดหนึ่ง หากปราศจากการตกแต่งของกรรมแล้ว สมองและพันธุกรรมของทุกคนจะต้องเริ่มต้นเหมือนกันหมด ทุกคนจะฉลาดเท่ากัน เป็นดอกเตอร์ได้เหมือนๆกัน และโลกนี้ก็จะไม่มีความแตกต่างทางปัญญา หรือแม้ทางความคิดอยู่เลย

    12.

    13-14.พระเจ้าสร้างมนุษย์โดยปั้นจากผงคลีดิน แล้วเป่าลมปรานให้แก่คนๆนั้น แล้วใส่เข้าไปในครรถ์มารดา

    แล้วเอาเข้ามาทางไหนล่ะเอาเข้าตอนไหนวิธีใด

    17.อันนี้ไบเบิลก็ไม่ได้กล่าวไว้เหมือนกัน คำสอนแต่ละศาสนาต่างกัน แต่ผมงงศาสนาคุณว่าสอนให้คนไปสวรรค์, เกิดเป็นเทวดา หรือไปสู่นิพพานกันแน่

    พระพุทธศาสนาสอนให้มนุษย์มีจุดมุ่งหมายหลักคือนิพพานแต่ใช่ว่าการทำนิพพานให้แจ้งนั้นจะทำได้ทุกคนในทันทีขณะที่อยากจะทำเลยบางคนใช้เวลาทันที1วัน4วัน7วัน7เดือนหรือ7ปีแล้วแต่กำลังบุญและสติปัญญาบางคน           ทำนิพพานให้แจ้งปุ้บก็เข้านิพพานปั้บบางคนจนตายก็ไม่อาจทำนิพพานให้แจ้งได้สวรรค์นั้นเป็นแค่ทางผ่านเพียงแต่เป็นทางผ่านที่ไม่มีความทรมานเหมือนนรกหรือทุคติภูมิดังนั้นหากผู้ใดยังไม่รู้แจ้งในนิพพานแต่เป็นคนดีก็จะหวังไปสวรรค์แทนเพราะอย่างน้อยแม้จะต้องเกิดอีกเมื่ออยู่ในสุคติภูิมิย่อมต้องดีกว่าทุคติภูมิ

    18.เช่นกัน อันนี้ไบเบิลก็ไม่ได้กล่าวไว้

    ก็คุณบอกเองว่าไบเบิลบอกได้ทุกอย่างอย่านี้ก็ไม่ใช่สิในเมื่อไม่ได้กล่าวไว้ก็แสดงว่าไบไเบิลบอกไม่ได้ทุกอย่างนะสิ

    ปล.อันที่ไบเบิลไม่ได้กล่าวไว้ ล้วนเป็นคำสอนยิบๆ ย่อยๆของศาสนาคุณ ซึ่งคุณไม่ควรเอาคำถามเหล่านั้นไปถามศาสนาอื่น เพราะศาสนาอื่นก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน

    มันไม่ใช่คำสอนยิบย่อยแต่เป็นสิ่งที่คนเราควรรู้และศึกษาซึ่งคุณบอกเองว่าไบเบิลบอกได้ทุกอย่างผมก็แค่อยากรู้ว่าเขากล่าวเรื่องนี้ไว้อย่างไร

    ผมขอถามว่า คุณเคยเข้าโบสถ์สักครั้ง, คุณเคยฟังเทศน์จากศาสนาจารย์หรือยัง แค่คุณพิมพ์ว่า "พอถึงวันคริสต์มาสคนที่เชื่อในพระเจ้าแต่ทำผิดบัญญัติ10ข้อของพระเจ้าหรือทำบาปมากๆแล้วก็แค่รอวันคริสต์มาสเพื่อให้พระเยซูล้างบาปให้ก็ได้นะสิ" ผมก็รู้แล้วว่าคุณไม่เคยเข้าโบสถ์หรืออ่านความหมายของวันคริสต์มาสเลย (หรือคุณอ่านแล้วไม่เข้าใจ ผมก็ไม่รู้) ผมว่าคุณแค่ Search หาข้อมูล หลักธรรมคำสอนของคริสต์ไปวันๆเพื่อที่จะมาเถียงกับผมได้ ถ้าหากคุณคิดว่าศาสนาผมไม่มีอะไรเลยยังว่าได้ แต่ทำไมศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่คนนับถือมากที่สุดในโลก ศาสนาที่ดีจริง ไม่จำเป็นต้องถูกยอมรับจากคนทั้งโลกว่ามีคุณลักษณะอย่างมี่เราคาดหวังจะให้เป็นศาสนาแห่งจักรวาล ไม่ยึดติดกับพระเจ้า  ไม่ส่งเสริมความเชื่องมงาย  ไม่เกี่ยวข้องกับเทววิทยา มีพื้นฐานอยู่บนประสบการณ์ของสรรพสิ่งทั้งธรรมชาติและจิตวิญญาณ แต่ศาสนาที่ดีจริงเขาต้องมีบางสิ่งบางอย่างที่คมบาดใจ น่าเชื่อถือ และเป็นที่ยอมรับ ทำให้คนทั้งโลกนับถือได้

    ผมพักอยู่รามคำแหงสองครับปากซอยก็มีวัดพระกุมารเยซูผมเข้าโบสถ์เกือบทุกวันอาทิตย์ครับผมว่าได้ความรู้ใหม่ๆผมเลยชอบเข้าไปนั่งฟัง

    แต่ทำไทคริสต์จึงมีคนนับถือเยอะนะหลอครับผมจะยกตัวอย่างในศรีลังกาให็ดูแต่จะให้ดีควรไปอ่านดูเอานะครับว่าการอ้างในพระเจ้าของคริสต์เคยทำอะไรไว้กับประวัติศาสตร์บ้าง

    การบ่อนทำลายศาสนาพุทธโดยชาวตะวันตกในศรีลังกา อาจเป็นเรื่องที่นานมาแล้ว หลายคนอาจคิดว่าไม่ต้องไปฟื้นฝอยหาตะเข็บ แต่กงล้อประวัติศาสตร์มักวนกลับเสมอ และคนไทยที่รักชาติศาสนาส่วนใหญ่ไม่เคยได้รับรู้มาก่อน การรู้ไว้เพื่อเตือนสติและเพื่อแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดในวันนี้หรือวันหน้า  จึงไม่น่าเสียหายอะไร

    ผู้เขียนได้พยายามรวบรวมและสรุปเหตุการณ์ที่สำคัญเรื่องนี้ไว้ที่นี่ เพื่อให้คนไทยที่สนใจและไม่ถนัดภาษาอังกฤษได้อ่านกัน โดยข้อเขียนที่ละเอียดนั้น  ผู้ที่ถนัดภาษาอังกฤษ หาอ่านได้จากเว็บไซต์ของสิงหะพุทธราที่กล่าวแล้ว และในหัวข้อเรื่อง 450 Years of ColonialismPart 1, 2, 3 ที่เว็บไซต์ของ Society for Peace, Unity and Human Rights for Sri Lanka (SPUR) - http://www.spur.asn.au/

    ในวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ.2048/ค.ศ.1505 ชาวโปรตุเกสล่องเรือมาขึ้นฝั่งศรีลังกาโดยบังเอิญ ที่เมืองโคลัมโบ โดยมีกัปตันเรือชื่อ ดอน ลอเรนโก เดอ อัลไมดา (Don Lourenco De Almeida)พวกสิงหลได้เห็นปืนใหญ่ ไวน์ และขนมปังเป็นครั้งแรก พวกเขานำชาวโปรตุเกสไปเมืองคอตเต ขณะนั้นศรีลังกาแบ่งเป็น 3 แคว้น แต่ละแคว้นมีกษัตริย์ปกครองได้แก่ กษัตริย์จาฟฟ์นา(Jaffna) ปกครองทางเหนือและตะวันออก กษัตริย์คอตเต(Kotte) ปกครองซีกตะวันตก และกษัตริย์แคนดี้(Kandy)ปกครองภาคกลางและใต้

    แคนดี้เป็นดินแดนที่เป็นป่าเขาและอุดมสมบูรณ์ที่สุด แต่เดินทางเข้าถึงยากที่สุด  พวกโปรตุเกสเห็นความอุดมสมบูรณ์ของศรีลังกาจึงพยายามผูกมิตร จากนั้นแผ่อิทธิพลเข้าค้าขายกับพวกมุสลิมในคอตเต  และวางแผนยึดดินแดนทั้งหมดของเกาะลังกาเนื่องจากมีอบเชยและเครื่องเทศที่คุณภาพดีที่สุดในโลก

    กษัตริย์โปรตุเกสในช่วงนั้นคือ พระเจ้าเอมานูเอล (King Emanuel, 1495-1521)  ทรงเป็นคาธอลิคที่เคร่งครัดมาก ทรงพยายามเผยแพร่ศาสนาโดยส่งมิสชั่นนารีไปยังดินแดนที่ห่างไกล  ดังนั้น จึงมีคณะมิสชั่นนารีมาศรีลังการ่วมกับทหารเพื่อภารกิจดังกล่าว  มีบันทึกว่า ช่วง พ.ศ. 2065/1522 บาทหลวงของโปรตุเกส ที่เป็นพวกฟรานซิสจำนวนหนึ่ง (Franciscan monks คือนักบวชคริสต์ที่ถือว่าเป็นสาวกของนักบุญฟรานซิส อุทิศตนเพื่อเผยแพร่ศาสนาโดยถือว่าการเปลี่ยนคนนอกศาสนามานับถือคริสต์ได้คือผลงาน ยอมมีชีวิตอย่างลำบากยากจน แต่งตัวด้วยผ้าถูกๆ แม้กระทั่งเดินเท้าเปล่า) ลุกคืบเข้าสอนศาสนาในดินแดนป่าเขาของกรุงแคนดี้ร่วมกับกองทหารโปรตุเกส โดยได้รับคำสั่งจากเจ้าหน้าที่เบื้องบนว่า “เริ่มต้นโดยใช้ไบเบิล ถ้าไม่สำเร็จให้ใช้ดาบ”

    พวกเขาสามารถตั้งหน่วยเผยแพร่ศาสนาในแคนดี้ได้ในปีนั้น แต่ไม่ประสบผลสำเร็จมากนัก เนื่องจากคนสิงหลยึดติดศาสนาพุทธอย่างเหนียวแน่น โปรตุเกสใช้เวลาหลายปีในการแทรกซึมทางทหารและบ่อนทำลายวัฒนธรรมของศรีลังกา แต่การบุกยึดกรุงแคนดี้เป็นเรื่องยากมาก เนื่องจากภูมิประเทศเป็นป่าทึบและภูเขาสูง เป็นชัยภูมิที่ดีของฝ่ายตั้งรับ

    ในปี พ.ศ. 2086/ค.ศ. 1543 กษัตริย์จัว ที่ 3 (King Joao-3) ของโปรตุเกสถึงกับประกาศว่า จะต้องกำจัดกษัตริย์ของศรีลังกาตั้งแต่ปู่จนถึงหลานให้ได้  ทรงส่งบาทหลวงคาทอลิกมาสร้างโบสถ์และพยายามเปลี่ยนศาสนาของคนศรีลังกาให้เป็นคริสเตียนอย่างจริงจัง  การทำงานนี้ยึดแนวทาง  “เริ่มต้นโดยการเทศน์ จากนั้นให้ใช้ดาบ (begin by preaching then use sword)” เช่นเดิม แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่จะทำกับคนลังกาได้

    จนถึงปี พ.ศ. 2140/ค.ศ. 1597 คอตเตจึงตกเป็นของโปรตุเกส  จากนั้นพวกโปรตุเกสก็ยึดกรุงจาฟฟ์นาและจับกษัตริย์ได้ในปี พ.ศ. 2462/ค.ศ. 1919 พระองค์ถูกนำไปประหารที่รัฐกัว(Goa -รัฐชายฝั่งตะวันตกของอินเดีย) พวกฝรั่งเศสปกครองศรีลังกาแคว้นชายฝั่งทั้งหลายโดยใช้จาฟฟ์นาเป็นศูนย์กลางจนถึงปี พ.ศ. 2201/ค.ศ. 1658 และพยายามรุกเข้าอาณาจักรแคนดี้ซึ่งเป็นเมืองภูเขาใจกลางเกาะตลอดเวลา

    โปรตุเกสพยายามบุกยึดแคนดี้หลายครั้ง บางครั้งชนะแต่ก็ถูกตีคืนอย่างรวดเร็ว กษัตริย์แคนดี้พยายามขับไล่โปรตุเกสอย่างสุดกำลัง  โดยทำสงครามกันถึง 13 ครั้ง

    ครั้งสุดท้ายในปี พ.ศ. 2181/ค.ศ. 1638  โปรตุเกสบุกยึดแคนดี้ได้อีกครั้ง  สิงหะ พุทธรา อ้างบันทึกของนักเขียนโปรตุเกสคนหนึ่งเขียนไว้อย่างเหลือเชื่อว่า ร้อยเอกดีโก เดอเมลโล(Diego DeMello) เป็นผู้หนึ่งที่คุมกำลังบุกแคนดี้ เขาสั่งทหารเผาหมู่บ้านและวัดทุกแห่งที่ผ่าน ฆ่าเด็กๆ เล่นอย่างสนุกสนาน ข่มขืนผู้หญิงแล้วฆ่า คนสวยๆ ถุกจับไปเป็นทาสบำเรอ มีทหารคนหนึ่งฆ่าชายสิงหลต่อหน้าเมียและลูกๆ จากนั้นตัดเนื้อกินสดๆ ให้ดูด้วย

    เมื่อทหารโปรตุเกสทำลายและยึดแคนดี้ นักรบสิงหลจึงต้องหนีเข้าป่า แต่ไม่นานต่อมา ในวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2181/ค.ศ. 1638 นายพลมหาสธานะ(Mahasthana) รวมคนบุกยึดเมืองแคนดี้คืนได้ ทหารโปรตุเกสถูกฆ่าตายประมาณ 2500 คน

    ต่อมาพวกดัตช์ได้เข้ามาแย่งอิทธิพลทางการค้าจากโปรตุเกส และพยายามผูกมิตรกับกษัตริย์แคนดี้  กษัตริย์แคนดี้ทรงยื่นเงื่อนไขให้พวกดัตช์ช่วยขับไล่โปรตุเกสออกจากจาฟฟ์นา ในปี พ.ศ. 2196/ค.ศ.1658 กองกำลังสิงหลร่วมกับดัตช์ยึดจาฟฟ์นาได้  เสร็จจากสงครามพวกดัตช์ส่งบันทึกให้กษัตริย์จ่ายค่าจ้างในการช่วยรบซึ่งสูงมากจนไม่สามารถจ่ายได้ กษัตริย์แคนดี้จึงทรงหันไปเริ่มปฏิบัติการสงครามกับพวก ดัตช์แทน

    ด้วยอาวุธและเล่ห์เหลี่ยมที่เหนือกว่า พวกดัตช์แผ่อิทธิพลเข้ายึดครองหัวเมืองทางเหนือและแถบชายฝั่งได้ทั้งหมด  เช่น โคลัมโบ จาฟฟ์นา และพยายามหลอกล่อกษัตริย์ด้วยผลประโยชน์ต่างๆ จนกระทั่งศรีลังกาเสียเมืองท่าทั้งหมด การค้าขายต่างประเทศต้องผ่านดินแดนพวกดัตช์ รวมทั้งต้องเสียภาษีให้ด้วย การแทรกซึมทางวัฒนธรรมทำให้คนศรีลังกาส่วนหนึ่งหันไปนิยมศาสนาคริสต์ ละทิ้งศาสนาพุทธ และหันไปเรียนในโรงเรียนฝรั่งมากขึ้น

    กษัตริย์วิมาลาดาร์มาสุริยา-2 ทรงพยายามแก้ปัญหาอย่างสันติ โดยสนับสนุนบาทหลวงโจเซฟ วาซ(Father Joseph Vaz) ให้ตั้งหน่วยมิสชั่นนารีคาทอลิกในเมืองแคนดี้ได้ เพื่อแสดงว่าทรงไม่กีดกันศาสนาอื่นๆ หวังจะได้รับความเกรงใจจากพวกดัตช์ แต่ในปี พ.ศ. 2279/ค.ศ.1736 เป็นต้นมา  พวกดัตช์กลับบังคับให้เด็กในพื้นที่ยึดครองของตนเข้าเรียนในโรงเรียนคริสต์ ถ้าไม่เรียนจะถูกปรับ

    สิ้นกษัตริย์ในราชวงศ์สิงหลในปี ค.ศ. 1739 และมีกษัตริย์ราชวงศ์นายักคาร์(Nayakkar) จากตอนใต้อินเดียในแคว้นทมิฬนาดูขึ้นครองราชย์แทน พระองค์ทรงใช้ภาษานายัคคาร์ซึ่งต่างจากภาษาทมิฬและสิงหล แต่ทรงอุปถัมภ์ศาสนาพุทธโดยไม่ลำเอียงหรือแบ่งแยก แต่รัชสมัยของพระองค์สั้น จึงช่วยได้ไม่มากนัก


    นับตั้งแต่ พ.ศ. 2358 /ค.ศ.1815 ที่อังกฤษเริ่มเข้าไปยึดครองแคนดี้แล้ว ศาสนาพุทธในศรีลังกาก็ถูกกีดกันและบ่อนทำลายต่างๆ นาๆ  เพื่อให้หมดอิทธิพลต่อจิตใจชาวสิงหล 

    มีหลักฐานเป็นจดหมายเขียนในเดือนมกราคม พ.ศ. 2350/1807 ของข้าหลวงอังกฤษชื่อ เม็ตแลนด์ (Maitland ) ถึงผู้บัญชาการทหารชื่อ อีเดน ที่ประจำอยู่เมืองมาทาร่า ทางใต้ของศรีลังกา มีข้อความว่า ขอให้ถือเป็นความลับและระมัดระวังยิ่ง สัมพันธภาพระหว่างศาสนาพุทธและปรัชญาของชาวพุทธในเมืองมาทาร่าจะต้องถูกทำลาย  ในเมืองนี้ พระภิกษุมีอำนาจมากกว่าหัวหน้าหมู่บ้าน  ต้องให้แน่ใจว่าหัวหน้าหมู่บ้านทุกคนต้องเป็นคริสเตียน” ( จากเว็บไซต์ของสิหะพุทรา - January, 1807, a letter sent by Governer Maitland to Eden, GA of Matara says, " Use this carefully and secretly, Reliance of Buddhism and philosophy of Matara Buddhists must be destroyed, In Matara, Bikkus are more powerful than village chiefs, Make sure all chiefs are Christians. ")

    การบ่อนทำลายศาสนาพุทธดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ในปี พ.ศ. 2382 มีหลักฐานเป็นใบปลิวที่แจกจ่ายโดย บาทหลวงสเปนซ์ ฮาร์ดี้( R. Spence Hardy) มีข้อความวิจารณ์และสาปแช่งการสนับสนุนเล็กๆ น้อยๆ ที่คนอังกฤษให้แก่ศาสนาพุทธ โดยอ้างว่าเป็นการขัดกับคำสั่งสอนของพระเจ้า และขอให้คนอังกฤษตัดขาดจากศาสนาพุทธทุกประการโดยทันที 

    ทั้งนี้ สันนิษฐานว่า อาจเป็นความเข้าใจผิดคิดว่า  การที่ศาสนาพุทธมีการสวดมนต์บูชาพระพุทธรูป  น่าจะเป็นลัทธิบูชาเทพเจ้าหรือบูชาซาตานอย่างหนึ่ง  ชาวคริสต์หัวโบราณถือว่าลัทธิเช่นนี้เป็นสิ่งต้องห้ามต้องทำลาย  ผู้กระทำพิธีกรรมเหล่านี้เป็นศัตรูของศาสนาคริสต์

    ผลของใบปลิวนี้และปฏิกิริยาชี้นำของนักสอนศาสนา ทำให้รัฐบาลอังกฤษซึ่งถือว่าเป็นรัฐบาลที่มีศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำชาติ  ไม่สามารถให้การสนับสนุนใดๆ แก่กิจกรรมทางศาสนาพุทธได้ เพราะเกรงจะผิดกฎศาสนาของเขา แม้การสนับสนุนนั้นๆ จะกำหนดไว้ในสนธิสัญญาแคนดี้แล้วก็ตาม

     ช่วงปี พ.ศ. 2361-2382/ค.ศ. 1818-1839 การบ่อนทำลายศาสนาพุทธเริ่มเป็นระบบมากขึ้น โดยพวกมิชชันนารีร่วมมือกับขุนนางอังกฤษยึดโรงเรียนวัดและที่ดินของสงฆ์ กว่า 800,000 เอเคอร์ (2 ล้านไร่)มาจัดการเอง  ยึดระบบการศึกษาที่แต่เดิมจัดการโดยพระภิกษุและชาวพุทธไปทำเองทั้งหมด มีการตั้งโรงเรียนสอนศาสนาคริสต์ขึ้นแทนโรงเรียนวัด  พวกเขายกเลิกวันหยุดตามศาสนาพุทธ  ใช้วันหยุดตามศาสนาคริสต์แทน

     ชาวสิงหลที่นับถือพุทธจะถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม หางานทำไม่ได้ เป็นพลเมืองชั้นสองของประเทศ ใครอยากได้รับการศึกษาดี ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ต้องหันไปนับถือคริสต์และเรียนในโรงเรียนของพวกมิสชั่นนารีอังกฤษ

     นอกจากนี้ พิธีการต่างๆ จะตัดพิธีทางพุทธออกไปหมดสิ้น การพิจารณาความผิดก็ใช้ศาลคริสเตียน ในปี พ.ศ. 2391/ค.ศ.1848 ชาวสิงหลพยายามลุกขึ้นต่อสู้อีกครั้ง แต่ก็ถูกปราบเรียบ ผู้นำ 18 คน ถูกตัดสินประหารชีวิต

      ในวันที่ 25 สิงหาคมของปีนั้น พระภิกษุรักชาติฉายา กาดาฮาโปลา เถโร (Kadahapola Thero)  ถูกจับและนำขึ้นใต่สวนโดยศาลทหาร แม้คนอังกฤษเองก็พยายามโต้แย้งวิธีการตัดสินคดีที่ใช้ทหาร 5 คนเป็นผู้พิพากษา และยังหาหลักฐานชัดเจนไม่ได้ แต่ ดาฮาโปลา เถโร ก็ถุกตัดสินประหารชีวิตโดยการยิงเป้าในวันรุ่งขึ้น

      ในปี พ.ศ. 2401/ค.ศ. 1858 มีกฎหมายออกมาว่า รัฐบาลอาณานิคมจะให้เงินสนับสนุนการศึกษาเฉพาะโรงเรียนคริสเตียนเท่านั้น การกีดกันทางการศึกษาเช่นนี้ ทำให้ในปี  2463 /1920 โรงเรียนของรัฐบาลที่ชาวพุทธบริหารทั่วประเทศเหลือเพียง 919 โรงในขณะที่โรงเรียนมิสชั่นนารีคริสเตียนมี 2,122 โรง ในปี พ.ศ. 2491/1948 ทั้งประเทศมีโรงเรียนพุทธเพียง 22 โรงเรียน แต่มีโรงเรียนคริสเตียน 199 โรงเรียน (เข้าใจว่าจำนวนน้อยลงเนื่องจากขาดเงิน และมีการยุบโรงเรียนเล็กๆ เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ขึ้น)

      การกีดกันทางศาสนากระทบคนศรีลังกาที่นับถือมุสลิมและพุทธมากขึ้น ตั้งแต่ พ.ศ. 2457/ค.ศ.1914 เป็นต้นมา  มีการสร้างสิ่งก่อสร้างของทางราชการทับที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวพุทธมากมาย มีการห้ามตั้งโรงทานในวันวิสาขะบูชาเพื่อเอาใจพวกมุสลิม การกระทำบางอย่างก็กระทบพวกนับถือมุสลิม จนเกิดการจลาจลหลายครั้ง ทั้งประท้วงรัฐบาลอังกฤษโดยชาวพุทธหรือมุสลิม หรือไม่ก็เป็นการปะทะระหว่างผู้นับถือศาสนาทั้งสองนี้ มีการจับพระสงฆ์ขังคุก และประหารชีวิตชาวสิงหลที่รักชาติโดยศาลทหารอีกหลายครั้ง

    ยังมีอีกนะครับอย่างสงครามครูเสดก็ด้วย

    สงครามครูเสดในมุมมองคริสต์ สงครามครูเสด คือ สงครามไม้กางเขนเดิมมาจากคำว่า “ครอส” และเดิมทีดินแดนศักดิ์สิทธิ์ (เยรูซาเลม) นั้นเป็นของชาวคริสต์อยู่แล้ว แต่ถูกชาวมุสลิมรุกราน  ฝ่ายคริสต์มีการประกาศความชอบธรรมในการทำสงคราม และยังยกหนี้สินให้กับคนที่เข้าร่วมสงคราม และผู้นำศาสนายังประกาศว่าผู้ใดที่ร่วมรบจะได้ขึ้นสวรรค์

    สงครามครูเสดในมุมมองมุสลิม สงครามครูเสด คือ การรุกรานของชาวคริสต์ที่กระทำต่อมุสลิม สาเหตุสงครามเกิดจากการที่ชาวคริสต์ไม่พอใจชาวมุสลิมที่ไม่ต้อนรับพวกตนในการเข้าไปแสวงบุญที่ เยรู-ซาเลม เป็นต้น  

    “สงครามครูเสด” มีความหมายว่า เป็น การต่อสู้เพื่อความถูกต้องชอบธรรม เป็นความถูกต้องชอบธรรมตามหลักศรัทธาทางศาสนา เป็นสงครามที่ต่อสู้ความถูกต้องตามพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งชาวมุสลิมใช้คำว่า “จิฮัด” ในภายหลังคำว่า สงครามครูเสดถูกนำไปใช้ในทำนอง การรณรงค์ต่อสู้เพื่อความชอบธรรมด้านต่างๆ เป็นสงครามศักดิ์สิทธิ์ตามพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า “ฆ่าคนนอกรีต-คนต่างศาสนา ไม่บาป แล้วยังได้ขึ้นสวรรค์” สาเหตุของสงครามครูเสด สรุปได้ดังนี้

    1. สงครามครูเสดเป็นผลของความขัดแย้งกันเป็นเวลาช้านาน ระหว่างคริสตจักรทางภาคตะวันตกกับทางภาคตะวันออก ต่างฝ่ายต่างก็พยายามที่จะมีอำนาจเหนืออีกฝ่ายหนึ่ง โดยนำเสนอความเป็นผู้นำในการรบเพื่อทวงคืนดินแดนศักดิ์สิทธิ และหยุดยั้งการแพร่ขยายของศาสนาอิสลามที่เป็นไปอย่างรวดเร็วจนก่อให้เกิดความหวาดกลัวขึ้นทั่วไปในหมู่ชาวคริสเตียนในยุโรป ด้วยเหตุดังกล่าว ในศตวรรษที่ 11 ชาวคริสเตียนจึงได้ส่งกองกำลังมาปะทะกับมุสลิม
    2. ความกระตือรือร้นในการแสวงบุญของชาวคริสเตียนยังนครเยรูซาเล็มมีมากกว่าที่เคยเป็นมา ในช่วงนั้น เยรูซาเล็มตกอยู่ภายใต้การปกครองของมุสลิม ผู้แสวงบุญชาวคริสเตียนจึงมีความต้องการดินแดนเยรูซาเล็มเป็นของตนเอง เพื่อความสะดวกในการแสวงบุญมากยิ่งขึ้น
    3. ช่วงเวลาระหว่างนั้น เป็นระยะเวลาที่ระส่ำระสายอยู่ทั่วไปในยุโรป พวกเจ้าเมืองต่างๆ ต่างก็ต่อสู้ทำสงครามซึ่งกันและกัน พระสันตะปาปา  มีความเห็นว่า ถ้าปล่อยให้อยู่ในสภาพเช่นนี้จะทำให้ชาวคริสเตียนในยุโรปต้องอ่อนแอลง เขาจึงยุยง ปลุกระดมให้ประชาชนหันมาต่อสู้กับชาวมุสลิมแทนโดยอ้างว่าจะได้รับกุศลผลบุญ และเพื่อเอานครอันศักดิ์สิทธิ์ เยรูซาเล็มกลับคืนมา
    4. มุสลิมได้กลายเป็นมหาอำนาจทางการค้าแถบชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยนตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 เป็นต้นมา การค้าพาณิชย์ในทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยนจึงตกอยู่ในความควบคุมของมุสลิมอย่างเต็มที่ ดังนั้นชาวคริสเตียนในยุโรปจึงต้องทำสงครามกับมุสลิมเพื่อหยุดยั้งความเจริญก้าวหน้าของมุสลิม
    5. สันตะปาปา เออร์แบนที่ 2 ประสงค์จะรวมคริสต์จักรของกรีกมาไว้ใต้อิทธิพลของท่านด้วย จึงได้เรียกประชุมชาวคริสเตียนที่เมืองเลอมองค์ในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ค.ศ.1095 และรบเร้าให้ชาวคริสเตียน ทำสงครามกับชาวมุสลิม ท่านได้สัญญาว่าผู้ที่เข้าร่วมในการต่อสู่จะได้รับการยกเว้นจากบาปที่เคยทำมา และผู้ที่ตายในสงครามก็จะได้ขึ้นสวรรค์ ภายในเวลาไม่นานก็รวบรวมคนได้ถึง 150,000 คน ส่วนมากเป็นชาวแฟรงค์ (Frank ) และนอร์แมน ( Norman ) คนเหล่านี้ได้มาชุมนุมกันที่เมืองเยรูซาเล็ม  

    ประวัติสงครามครูเสดโดยย่อ

    จุดเริ่มต้นของสงครามครูเสด หลังจากที่พระเยซูคริสต์เสียชีวิตแล้ว แผ่นดินที่พระเยซูคริสต์มีชีวิตอยู่ ก็คือเมืองเบธเลเฮม เมืองนาซาเร็ธ และเมืองเยรูซาเล็มถูกเรียกว่าแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ ชาวคริสเตียนจะเดินทางไปแสวงบุญที่เมืองเหล่านี้ อย่างไรก็ตามเมืองเหล่านี้บางเมืองก็เป็นสถานที่สำคัญทางศาสนาของชาวมุสลิมด้วยเช่นกัน เมื่อพวกซัลจู๊ค(มุสลิม)เข้ามามีอำนาจ ได้ครอบครองซีเรียและเอเชียไมเนอร์ของไบแซนไทน์ ชัยชนะของซัลจู๊คในการยุทธที่มานซิเคอร์ทในปี ค.ศ.1071 นั้น เป็นการขับไล่อำนาจของไบแซนไทน์ออกจากเอเชียไมเนอร์ และอีกไม่กี่ปีต่อมาคือ ในปี ค.ศ. 1092 ซัลจู๊คก็ตีเมืองนิคาเอจากไบแซนไทน์ได้อีก ซึ่งทำให้จักรพรรดิแห่งไบแซนไทน์ตื่นตระหนัก เพราะอิสลามกำลังเข้าใกล้กรุงคอนสแตนติโนเปิ้ลเข้าไปทุกที จักรพรรดิอเล็กซิอุส คอนเนนุส แห่งไบแซนไทน์ ได้ขอความช่วยเหลือไปยังโป๊ปเกรกอรีที่ 7 แห่งกรุงโรม ให้ชาวคริสเตียนปราบเติร์ก ซึ่งสันตะปาปาก็ตอบรับการขอความช่วยเหลือ เพราะนั่นเท่ากับว่าจักรพรรดิแห่งไบแซนไทน์เป็นผู้นำของศาสนาคริสต์นิกายออโธดอกซ์ยอมรับอำนาจของสันตะปาปา ซึ่งเป็นผู้นำของนิกายโรมันคาทอลิกโดยสิ้นเชิง พระสันตะปาปาได้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน อันเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามครูเสด

    หากเราพิจารณาในวงแคบลงมาแล้ว ในความรู้สึกของชาวยุโรปนั้น ตนถูกรุกรานจากพวกตะวันออกคือโลกมุสลิมมาโดยตลอด นับตั้งแต่ ค.ศ. 632 เป็นต้นมา อิสลามได้ขยายอำนาจของตนเข้าไปในเขตแดนที่ตะวันตกเคยมีอำนาจ เช่น ซีเรีย อียิปต์ แอฟริกาเหนือ ตลอดจนคาบสมุทรไอบีเรีย ( สเปน และโปรตุเกส ) ซ้ำยังคุกคามจักรวรรดินิยมที่ยิ่งใหญ่ในโลกตะวันตกคือไบแซนไทน์ และสร้างความสั่นสะเทือนให้แก่สถาบันที่เป็นหัวใจของวัฒนธรรมตะวันตกและคริสต์ศาสนา นั่นก็คือกรุงโรม โดยมุสลิมสามารถยึดครอบครองบางส่วนของอิตาลี ตลอดสมัยนี้การค้ากับตะวันออก ตกอยู่ในมือของอิสลาม สงครามครูเสดจึงเป็นความพยายามของชาวตะวันตกที่จะล้มอำนาจของตะวันออกที่เป็นมุสลิมหลังจากที่แพ้มาโดยตลอด

    แรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ชาวยุโรปเดินทางฝ่าอันตรายไปยังโลกอิสลาม คือ กษัตริย์ฝรั่งเศสและเยอรมันต้องการดินแดนเพิ่ม บรรดาอัศวินและขุนนางต้องการผจญภัยแสดงความกล้าหาญตามอุดมคติของอัศวินที่ดี พวกทาสต้องการเป็นอิสระ เสรีชนต้องการความร่ำรวยและแสดงความศรัทธาต่อศาสนารวมทั้งความพยายามของ พระสันตะปาปาในอันที่จะรวมคริสต์ศาสนานิกายออร์โธดอกซ์ให้เข้ากับนิกายโรมันคาทอลิก ภายใต้การบังคับบัญชาของตนแต่เพียงผู้เดียว ประกอบกับสมัยนั้นอำนาจของอิสลามเองก็ได้อ่อนแอลงเนื่องจากความแตกแยกภายใน คือ ภายหลังที่ซัลจู๊คเสื่อมอำนาจลง โลกอิสลามได้ถูกแบ่งแยกออกเป็นแคว้นเล็กแคว้นน้อย ปราศจากศูนย์กลางอีกครั้ง คอลีฟะฮฺแห่งฟาฏีมียะฮฺเองก็ตกอยู่ในสภาพที่อ่อนแอและพยายามจำกัดอำนาจของตนอยู่เฉพาะในอียิปต์เท่านั้น

    พระสันตะปาปาได้ทำการเรียกร้องให้ทำสงครามครูเสด กล่าวถึงความจำเป็นที่จะต้องทำเพราะเป็นคำสั่งของพระเจ้า แต่ทว่าเกรกกอรีที่ 7 ได้เสียชีวิตลงเสียก่อนที่จะปฏิบัติตามสัญญาในปี ค.ศ.1095 จักรพรรดิแห่งไบแซนไทน์ได้ขอร้องทำนองเดียวไปยังพระสันตะปาปาคนใหม่ คือ เออร์บานที่ 2 ซึ่งพระสันตะปาปาคนนี้ก็ได้ตอบรับการเรียกร้องทันที พระสันตะปาปาได้จัดประชุมกันที่เคลมองต์ ( Clerment ) ในประเทศฝรั่งเศส เรียกร้องให้ประชาชนทำสงครามครูเสดเพื่อกอบกู้สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ คือ กรุงเยรูซาเล็มคืนจากอิสลาม..คำปราศรัยของพระสันตะปาปามีใจความว่า

    “ด้วยบัญชาของพระเจ้า ให้เจ้าหยุดยั้งการทำสงครามกันเอง และให้เขาเหล่านั้นหันมาถืออาวุธมุ่งหน้าไปทำลายผู้ปฏิเสธ ( มุสลิม )”

    ปรากฏว่าพระสันตะปาปารวบรวมคนได้ถึง 150,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวฝรั่งเศสไปร่วมทำสงครามครูเสด จะเห็นว่าในบรรดาชายชาวยุโรปที่กระเหี้ยนกระหือรือในการทำสงครามครูเสดมากที่สุดก็เห็นจะได้แก่ ชาวฝรั่งเศส ดังนั้น การจัดตั้งรัฐต่างๆในตะวันออกกลางภายหลังที่พวกครูเสดสามารถปกครองดินแดนนี้จึงเป็นรัฐของฝรั่งเศส บาทหลวง บรรดาเจ้าชาย อัศวิน และนักรบล้วนแต่เป็นชาวฝรั่งเศสเสียส่วนใหญ่

    ในขณะที่ทัพครูเสดกำลังจะยกมารบกับอิสลาม ก็ได้มีกองทัพของประชาชนผู้มีศรัทธาแรงกล้าเดินทัพมาก่อนแล้วในปี ค.ศ.1094 ตามคำชักชวนของ ปีเตอร์ นักพรต ( Peter of Amines ) เขาผู้นี้ได้เดินทางท่องเที่ยวไปทั่วยุโรป เพื่อป่าวประกาศเรื่องราวการกดขี่ของชาวเติร์กต่อชาวคริสเตียนในปาเลสไตน์ ซึ่งหาได้เป็นความจริงไม่ กล่าวได้ว่ากองทัพนี้เป็นกองทัพของประชาชนมากกว่ากองทัพของทหารที่จะไปทำสงคราม เพราะมีผู้นำที่เป็นบาทหลวงและสามัญชนธรรมดาปราศจากความรู้ในการรบ และมิได้มีอาวุธที่ครบครัน ปรากฏว่ากองทัพนี้ส่วนใหญ่มาถึงเพียงฮังการี เพราะเมื่อขาดอาหารลงก็จะทำการปล้นสะดม จึงถูกประชาชนแถบนั้นต่อต้าน และส่วนใหญ่จะตายเสียตามทาง ที่เหลือรอดมาซึ่งมีจำนวนเล็กน้อย เมื่อเผชิญกับพวกซัลจู๊คจึงถูกตีแตกพ่ายกลับไป สงครามครั้งนี้มิได้ก่อให้เกิดผลสะท้อนใดๆ นอกจากจะกระตุ้นให้ชาวยุโรปมีความเกลียดชังมุสลิมมากขึ้นไปอีก

    สงครามครูเสดเพื่อยึดครองแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ เกิดขึ้นครั้งแรกใน ค.ศ.1096 โดยมีอัศวินประมาณ 50,000 คนเข้าร่วม ส่วนใหญ่มาจากฝรั่งเศส เส้นทางที่ทหารครูเสดจะต้องเดินทางมานั้นมีระยะทาง 2,000 ไมล์ ทหารครูเสดที่มาในครั้งนั้นอยู่ภายใต้การนำของ โรเบิร์ต แห่งนอร์มังดี ทหารบางคนเข้าร่วมสงครามครั้งนี้ด้วยเหตุผลทางศาสนา บางคนเข้าร่วมเพราะต้องการผจญภัยหรือแสวงโชค ใน ค.ศ.1099 ทหารครูเสดได้มาถึงด้านนอกกำแพงเมืองเยรูซาเล็ม ฝ่ายมุสลิม (ซึ่งพวกทหารครูเสดเรียกว่า ซาราเซ็น ) ได้ต่อสู้ป้องกันอย่างเข้มแข็ง ทหารครูเสดปิดล้อมเมืองอยู่เดือนกว่าจึงฝ่ากำแพงเข้าไปได้และเมื่อเข้าเมืองได้ ทหารคริสเตียนก็ฆ่ามุสลิมทุกคนที่พวกเขาพบ เพราะทหารคริสเตียนถือว่า ชาวมุสลิมทุกคนคือผู้ไม่ศรัทธาในเมืองศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า

    ใน ค.ศ. 1144 มุสลิมยึดเมืองอีเดสซากลับคืนมาได้ สงครามครูเสดครั้งที่สองเกิดขึ้นเพราะพวกยุโรปต้องการที่จะยึดเยรูซาเล็มกลับคืนมา แต่ต้องประสบความล้มเหลว ต่อมาใน ค.ศ.1187 ผู้นำมุสลิมคนใหม่คือ เศาะลาฮุดดีน (ซาลาดิน) ได้โจมตีอาณาจักรของคริสเตียนโดยเริ่มจากสงครามฮิตตินก่อน หลังจากนั้นก็เข้าไปยึดเมืองเยรูซาเล็มกลับคืนมาได้ ทหารมุสลิมต้องการที่จะประหารชาวคริสเตียนทั้งหมดที่อยู่ในเมือง แต่ซาลาดินไม่อนุญาต สงครามครูเสดครั้งที่สามเกิดขึ้น เพราะคริสต์จักรความต้องการที่จะขับไล่ซาลาดินออกจากแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์  หนึ่งในบรรดาแม่ทัพที่นำทหารครูเสดมาในครั้งนั้นคือ กษัตริย์ริชาร์ดที่ 1 แห่งอังกฤษหรือที่รู้จักกันดีว่า “ริชาร์ดใจสิงห์” ได้ทำสงครามกับซาลาดินสงครามนองเลือดจึงเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ทหารของซาลาดินเข้มแข็งกว่า ดังนั้น สิ่งที่กษัตริย์ริชาร์ดทำได้ ก็คือการทำสัญญากับ ซาลาดินใน ค.ศ.1192 สัญญานี้ระบุว่าทำพวกคริสเตียนอาศัยอยู่ในเมืองต่าง ๆ ได้ เช่น เมืองอัครา บนฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และไปเยี่ยมแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ได้ หลังจากนั้นอีกหนึ่งศตวรรษ มุสลิมก็สามารถยึดเมืองคริสเตียนต่าง ๆ กลับคืนมาได้ กองทหารครูเสดได้ถูกส่งมาช่วยเมืองเหล่านี้หลายครั้ง แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ 

    เห็นไหมครับนี่น่ะหลอที่คริสทำกับเพื่อนมนุษย์เพียงเพราะนับถือต่างศาสนาอ้างแต่พระเจ้าเพื่อเอามาฆ่าฟันเพื่อนมนุษย์คุณยังกล้าที่จะภูมิที่ศาสนาคุณมีคนนับถือมากที่สุดแต่ได้ศรัทธามาแบบชุ่มเลือด


    ถ้าอย่างนั้นคุณนำน้าเปล่ามาแก้วหนึ่ง มีน้ำ 100% คุณลองใส่ยาพิษ 1% ลงไป คุณยังจะกล้ากินมันอีกหรอ การที่ไม่เชื่อในพระเจ้าหรือปฏิเสธพระเจ้า ก็เปรียบเสมือนการปฏิเสธพ่อตัวเองซึ่งเป็นมนุษย์ก็เป็นบาปแล้ว คุณกล้าทำได้ลงคอหรอ การปฏิเสธพระเจ้าก็เช่นกัน และพระเจ้าซึ่งไม่ใช่มนุษย์ไม่ยิ่งบาปกว่าหรอไง

    งั้นสินะเป็นคนดีแค่ไหนถ้าไม่เชื่อในพระเจ้าก็ถือเป็นบาปเป็นคนทรยศ สินะ


    แต่ก็แปลกดีน่ะที่จะได้ขึ้นสวรรค์ เพียงเพราะแค่ทำดีหรือทำตามศีล 5 ฯลฯ โดยที่ยังมีบาปติดตัวแต่ไม่ล้างออกให้สะอาด เหล่าทวยเทพ เทวดาของพวกคุณบนสวรรค์ ก็ยังกล้ารับคนบาปขึ้นไปอยู่ด้วย

    ศีล5คือกรอบของความเป็นมนุษย์ผมไม่รู้นะว่าบาปของคุณคืออะไรหรือบาปจากการไม่เชื่อในพระเจ้าแล้วการ

    ความดีคือสัจธรรมของโลก

    แล้วการล้างบาปตามความหมายของคุณคืออะไรการล้างด้วยน้ำมนต์ศักสิทธ์การล้างด้วยเลือดของพระเยซูหรือการล้างโดยให้พระเจ้าชำระล้างให้    แต่ในทางพุทธการล้างบาปไม่สามารถให้ใครล้างให้ได้เราเป็นคนล้างเอง  ไม่ว่าจะล้างด้วยน้ำสะอาดขนาดไหนหรืออาบด้วยเลือดของใครก็ไม่มีใครมาล้างให้เราได้  และจากข้อความของคุณก็แสดงว่าบาปของคุณคือบาปที่ไม่เชื่อในพระเจ้า ทำดีแค่ไหนถ้าไม่เชื่อในพระเจ้าก็จะไม่ได้รับการล้างบาปจากพระเจ้าสินะ มันไม่ฟังดูลำเอียงไปหน่อยหรือทำดีแค่ไหนแต่ไม่ได้เชื่อในพระเจ้าก็ไม่เป็นผล  


    การตัดกรรมตามแนวพุทธเป็นสิ่งที่สามารถทำได้โดยวิธีการไม่ลึกลับซับซ้อนอะไรเลย ผู้ที่เคยทำความผิดพลาดมาก่อน เมื่อสำนึกได้ ตั้งใจจะตัดกรรม "ด้วยตนเอง" โดยควรเริ่มทำการตัดกรรมตามกรรมวิธี ดังนี้
    ๑. ตัดใจ ...
    คือ ตัดใจจากความคิด ความเชื่อที่ผิด กลับมาเห็นชอบตามทำนองคลองธรรม เชื่อในกฎแห่งกรรมว่า "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" หันมายอมรับนับถือความคิดเห็นที่ถูกต้อง เป็นสัมมาทัศนะดำเนินชีวิตด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งที่คิด กิจที่ทำ และคำพูดอย่างคนมีปัญญา

    ๒. ตัดพฤติกรรม ...
    พฤติกรรมที่เป็นบ่อเกิดของความชั่ว ความผิดทุกชนิดต้องค่อย ๆ ลด ละ เลิก คือ ทำให้ลดน้อยถอยลงจนเบาบางหรือไม่มีเหลืออยู่อีกเลย แม้จะต้องใช้เวลาหน่อยก็ต้องทน เพราะพฤติกรรมต่าง ๆ ในทางไม่ดี หากเราไม่พยายามจะตัดออก มันจะกลายมาเป็นลักษณะนิสัยหรือบุคลิกประจำตัวไปจนตาย แล้วเจ้าพฤติกรรมที่ตัดไม่ขาดเหล่านี้เองจะคอยบงการให้ชีวิตหันเห ไปสู่วิถีทางที่เสื่อมทรามลงเรื่อย ๆ เช่น คนบางคนติดการพนัน หากไม่พยายามเลิก ในที่สุดพฤติกรรมนี้จะนำไปสู่ความล่มจมไม่เร็วก็ช้า

    ๓. ตัดกิเลส ...
    การตัดกิเลสก็คอืการหันมาดำเนินชีวิตตามทางสายกลาง หรือทำสมาธิภาวนา พัฒนาสติปัญญาให้รู้เท่าทันมายา การของกิเลส จนเกิดการรู้แจ้งเห็นจริงในมรรค ผล นิพพาน สามารถมีชีวิตอยู่ด้วยปัญญาบริสุทธิ์ ไม่ถูกกระตุ้นด้วยแรงขับของกิเลสอีกต่อไป

    ในอดีตมีคนไปตัดกรรม ลบล้างความชั่วด้วยการอาบน้ำล้างบาป (เทียบการอาบน้ำมนต์ในปัจจุบัน) พระพุทธองค์ตรัสว่า หากการอาบน้ำในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์  ทำให้คนสามารถชำระล้างบาปได้จริง กุ้งหอยปูปลาก็คงเป็นเทวดาผู้บริสุทธิ์ กันหมดแล้ว เพราะอยู่ในน้ำ ได้อาบน้ำตลอดเวลา บางคนตัดกรรมด้วยการทำพิธีสวดสาธยายมนต์ สะเดาะห์เคราะห์
    ต่อชะตากรรมวิธีที่มีเจ้าพิธีเป็นคนนำ พระพุทธองค์ตรัสว่า การชำระล้างกรรมด้วยวิธีนี้ไม่มีประโยชน์อะไร เหมือนคนเอาก้อนหินโยนลงน้ำ ก้อนหินก็มีแต่จมน้ำ คนนับร้อยนับพันจะมานั่งสวดมนต์อ้อนวอนอยู่ริมฝั่ง
    ให้ก้อนหินที่มีน้ำหนักลอยขึ้นมาหาได้ไม่ คนทำความชั่วมาก่อนก็เช่นกัน จะไปเข้าพิธีให้พระสวดอย่างไร กรรมชั่วก็หาได้หลุดออกไปจากตัวไม่

    กล่าวอย่างถึงที่สุด วิธีตัดกรรมที่ถูกต้องตามหลักพุทธศาสนา ก็คือ การละความชั่วด้วยความดี ไม่ละความชั่วด้วยการพิธีสารภาพบาป หรือไถ่บาป หรืออาบน้ำชำระบาป พระพุทธองค์ทรงแนะนำว่า หากจะอาบน้ำชำระบาป ก็จงอาบด้วยน้ำแห่งความดีงามทางกาย วาจา และใจ จะดีกว่า และได้ผลกว่าอย่างแน่นอน

    แล้วอีกอย่างเราจะะไปนรกสวรรค์ไม่เกี่ยวกับเทวดาพระเจ้าอินทร์พรหมหน้าไหนหรอกกำหนดเรา เราอยากไปไหนเรากำหนดเองอยากหล่อสวยรวยจนโง่ฉลาดพิกลพิการเป็นเทวดาเป็นสัตว์นรก เราเป็นคนกำหนดเองไม่มีใครมาอ้าแขนรับเรามีแต่เราพาตัวเองไปหรือแม้แต่ถ้าอยากจะเป็นพระพุทธเจ้าเองก็เป็นได้


    ไม่ทราบว่าคุณอ่านคอมเม้นท์ผมดีหรือป่าวน่ะ ผมอุตส่าห์บอกไว้ทั้งทีว่า "ถ้าเรารู้ว่าพระเจ้ามาจากไหน เราก็เป็นพระเจ้าไปแล้วหล่ะ"

    อ่านสิครับ ก็คุณบอกเองว่าไบเบิลบอกได้ทุกอย่างถ้าไบเบิลเป็นคำตรัสของพระเจ้าทำไมท่านไม่บอกว่าท่านมาจากไหนล่ะ หรือจะบอกว่าไม่มีคนสร้างพระเจ้าเพราะพระเจ้าเป็นผู้สร้างถ้าคิดไปอีกแล้วอะไรมีก่อนพระเจ้าจะมีล่ะ ก่อนมีเลข1ยังมีกระดาษเปล่าเลย

    เพราะไม่มีมนุษย์คนใดสามารถปฏิบัติตามที่พระเจ้าบอกได้หมดทุกข้อ พระเจ้าจึงส่งพระเยซู พระบุตรของพระองค์มาตายบนไม้กางเขน ให้พระโลหิตพระองค์ชำระความบาปของผู้ที่เชื่อวางใจในพระองค์

    แสดงว่าศาสนาคุณเชื่อว่าบาปล้างด้วยน้ำล้างด้วยเลือดได้ ในทางกลับกันผมว่าคนที่ให้คนอื่นมาตายเพื่อล้างบาปให้นั่นแหละยิ่งบาป   บาปกรรมตังเองเป็นคนทำแท้ๆแล้วยังไปเดือดร้อนเป็นต้นเหตุให้คนอื่นมาตายเเทนเพื่อล้างบาปให้ตัวเองอีก 

    พระเจ้าสร้างมนุษย์ให้มีความคิดเป็นของตัวเอง คุณจะคิดยังไงก็เป็นเรื่องของคุณ แต่ความคิดของคุณ ผมดูแล้วมันไม่น่าจะนำคุณไปสู่สวรรค์ หรือนิพพานได้เลยน่ะ

    ผมแค่คิดในหลายแง่และไม่เชื่อว่าพระเจ้าจะมากำหนดว่าเราจะไปไหน แล้วผมไม่ได้คิดจะไปฆ่าใครรสักหน่อย

    เขาวาดการ์ตูนตามความจริงที่เที่ยงแท้จริง ไม่ได้คิดลบใดๆทั้งสิ้น แต่คุณเองนั่นแหล่ะที่คิดลบกับเขา (ไม่แน่คุณอ่านข้อความที่ผมพิมพ์ไปก็คิดลบกับผมเหมือนกัน)

    มันอาจจะมีส่วนจริงแท้หรือไม่นั้นไม่รู้ จะมีส่วนจริงเท็จแค่ไหนก็ตาม แต่คนทำเขาควรจะรู้จักคำว่าควรทำไม่ควรทำแค่ที่เห็นในการ์ตูนมันก็บอกได้แล้วว่าสภาพความคิดของเขาเป็นยังไง ถ้ามีคนคนทำการ์ตูนเหตุการณ์ที่ศรีลังกาเป็นการ์ตูนซึ่งเป็นเหตุการณ์จริงด้วยซ้ำ เพียงแต่เปลี่ยนชาวคริสเป็นฝ่ายถูกกระทำบ้างล่ะคุณจะคิดยังไง คำว่าใจเขาใจเรานั้นควรหัดยัดไปในหน่วยความจำบ้างไหนง่าศาสานคุณสอนให้รักกันให้คิดถึงใจเขาใจเราแล้วสิ่ฃที่คนเขียนการ์ตูนเขาทำมันเป็นการคิดถึงใจเขาใจเราสักนิดไหม  ถ้าคิดในแบบชาวพุทธระดับชาวบ้านไม่มีเคยมีชาวพุทธคนไหนว่าพระเยซูตกนรกหรือชาวคริสต์ที่ทำดีตกนรกหรอกนะแต่มีบทความขอฃชาวคริสต์มากมายที่บอกว่าพระพุทธเจ้าและสาวกตกนรกหมกไหม้เพราะไม่เชื่อในพระเจ้า

    อ้อแล้วผมก็ไม่มีสิทธิ์ไปคิดในแง่ไหนไม่ว่าลบบวกกันคุณหรอกนะเพราะบอกแล้วว่าเราแค่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันแบบปัญญาชน

    ใช่ คริสต์มีบาทหลวงที่ทำไม่ดีอย่างนั้น แต่ก็ยังมีพระสันตะปาปาออกมาขอโทษชาวโลกแทนบาทหลวงเหล่านั้น แต่ทำไมพุทธไม่มีใครออกมาขอโทษเลย???

    ไม่มีใครเขาออกมาขอโทษแทนคนทำผิดหรอกนะครับคนทำผิดมีแต่ถูกประนามและลงโทษตามกฎหมายไม่มีใครมาขอโทษแทนกันหรอกคนผิดก็ว่าไปตามผิด  

    สุดท้ายผมก็ขอโทษที่อาจใช้คำพูดไม่ถูกต้องและอาจไม่เหมาะสมบ้างต้องกราบขอประทานโทษมา ณที่นี้ด้วยนะครับ 

    อันที่จริงผมตอบไปหมดตั้งแต่เมื่อคืนแล้วแหละแต่ไม่รู้มันหายไปไหนผมเลยต้องมาพิมพ์ใหม่

    ต้องขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงเลยนะครับที่ได้มอบความรู้และสนทนาด้วย

    ขอบคุณครับ


    ถือว่าคุณตั้งอุปมาได้ฉลาดดีจนผมอึ้งทีเดียวนะครับ

    อ๋อ ผมไม่ได้ตั้ง แต่มีศาสนจารย์หลายท่านเทศน์คำอุปมามากมาย มีมากกว่านี้อีกและแต่ละอันให้ข้อคิดที่คุณคิดไม่ถึงเลยทีเดียว ศาสนาคุณหล่ะมีบ้างหรือป่าว หรือว่ามีแต่มันทำให้คุณอึ้งไม่ได้?? ผมขอยกตัวอย่างอีกอันหนึ่งคือ อัลเบิร์ต ไอสไตน์ เชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างจักรวาล แต่เพื่อนเขาคนหนึ่งไม่เชื่อ วันหนึ่งไอสไตน์จึงสร้างแบบจำลองจักรวาลขึ้นมา ซึ่งมีความสวยงามมากและเมื่อเพื่อนของไอสไตน์มาเห็นก็ชื่นชมในความงดงาม ไอสไตน์เลยบอกเพื่อนไปว่า แบบจำลองจักรวาลเหล่านี้เกิดขึ้นมาเอง เมื่อหลายวันก่อนยังเป็นห้องว่างเปล่าอยู่เลย เพื่อนเขาก็ไม่เชื่อและบอกว่าเป็นไปไม่ได้ แกแหล่ะสร้างใช่ไหมไอสไตน์ ไอสไตน์จึงตอบกลับว่า ขนาดแบบจำลองจักรวาลนายยังเชื่อว่าถูกสร้างขึ้นมาเลย แล้วของจริงซึ่งงดงามกว่านี้หลายเท่านักจะเกิดขึ้นเองได้อย่างไร? ย่อมต้องมีผู้จัดระบบการโคจรของดวงดาวให้เป็นระบบระเบียบ เพื่อนของไอสไตน์ก็อึ้งไปเหมือนกับคุณที่อึ้งในเรื่องนาฬิกานั่นแหล่ะ

    อย่างที่อธิบายไว้ สัตว์ก็มีจุดกำเนิดเหมือนมนุษย์คือประกอบด้วยแรงกรรมอันเคยกระทำมาในอดีตเป็นตัวกรรมหนด

    ว่าสมควรจะเป็นเช่นนั้นสัตว์ชนิดนี้

    แล้วชาติแรกที่นั้นสัตว์มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เมื่อไม่เคยมีอดีตหรือทำกรรมมาก่อนเลย

    งั้นก็สรุปได้ว่าต้องก้มหน้ารับผลจากการปั้นฃองพระเจ้างั้นสิคนโง่ก็โง่ต่อไปคนพิการก็ทนต่อไปจนก็ทนต่อไป

    ถ้าคุณไม่ถ่อมใจยอมรับแล้วคุณจะทำอะไรได้หล่ะ คุณคิดจะต่อสู้กับพระเจ้าหรือ แล้วคิดว่าจะชนะหรือ มนุษย์เป็นส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งของโลกนี้ จะอาจหาญไปต่อสู้กับพระเจ้าผู้สร้างทุกสิ่งได้อย่างไร ถ้าพระเจ้าไม่เมตตา มนุษย์ก็มีแต่พินาศเท่านั้นเอง

    แล้วเอาเข้ามาทางไหนล่ะเอาเข้าตอนไหนวิธีใด

    เมื่อเริ่มมีการปฏิสนธิ ดวงวิญญาณก็เกิดขึ้นพร้อมกันในครรถ์มารดา

    พระพุทธศาสนาสอนให้มนุษย์มีจุดมุ่งหมายหลักคือนิพพานแต่ใช่ว่าการทำนิพพานให้แจ้งนั้นจะทำได้ทุกคนในทันทีขณะที่อยากจะทำเลยบางคนใช้เวลาทันที1วัน4วัน7วัน7เดือนหรือ7ปีแล้วแต่กำลังบุญและสติปัญญาบางคน           ทำนิพพานให้แจ้งปุ้บก็เข้านิพพานปั้บบางคนจนตายก็ไม่อาจทำนิพพานให้แจ้งได้สวรรค์นั้นเป็นแค่ทางผ่านเพียงแต่เป็นทางผ่านที่ไม่มีความทรมานเหมือนนรกหรือทุคติภูมิดังนั้นหากผู้ใดยังไม่รู้แจ้งในนิพพานแต่เป็นคนดีก็จะหวังไปสวรรค์แทนเพราะอย่างน้อยแม้จะต้องเกิดอีกเมื่ออยู่ในสุคติภูิมิย่อมต้องดีกว่าทุคติภูมิ

    สอนให้มุ่งไปที่นิพพาน? ทั้งๆที่ไม่มีหลักฐานยืนยันได้เลยว่ามีจริง พระพุทธเจ้าก็ไม่เคยกลับมายืนยันได้หรือมีใครไปถึงบ้างก็ไม่มีใครทราบได้ คุณก็ยังคงเชื่อว่าไปถึงได้จริงโดยไม่มีหลักฐาน เรื่องนิพพานพึ่งกำเนิดมาพร้อมคำสอนพระพุทธเจ้าเพียงไม่กี่พันปี แต่เรื่องพระเจ้าถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมโลกนี้ ประชากรบนโลกนี้ เกินครึ่งโลกเชื่อว่าโลกนี้มีพระเจ้าผู้สร้าง ในขณะที่ส่วนน้อยไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า ถ้าพระเจ้าไม่มีจริง ความเชื่อในพระเจ้าควรจะต้องลดน้อยลงทุกวันๆ แต่ตรงกันข้ามเพราะพระเจ้าสำแดงพระองค์ผ่านการอัศจรรย์ต่างๆ และช่วยเหลือมนุษย์ ให้พบสันติสุขที่แท้จริง สันติสุขที่โลกนี้ให้ไม่ได้ จึงมีคนกลับใจมาหาพระเจ้ามากขึ้นทุกๆวัน

    ก็คุณบอกเองว่าไบเบิลบอกได้ทุกอย่างอย่านี้ก็ไม่ใช่สิในเมื่อไม่ได้กล่าวไว้ก็แสดงว่าไบไเบิลบอกไม่ได้ทุกอย่างนะสิ

    ไบเบิลบอกว่าพระเจ้ารู้ทุกอย่าง แต่พระองค์ไม่เปิดเผยให้มนุษย์รู้ทุกอย่างเท่าที่พระองค์รู้ ก็เป็นความพอใจของพระเจ้า คุณจะไปบังคับพระองค์ได้อย่างไร และมนุษย์มีความจำกัดในการรับรู้ คุณไม่สามารถรู้ทุกเรื่องบนโลกนี้ได้หรอก เช่น คุณไม่สามารถเรียนหมอ, วิศวะ, ช่างก่อสร้าง, นักกฏหมาย, นักดนตรี ฯลฯ ได้ทั้งหมดในช่วงชีวิตของคุณ เพราะคุณมีความจำกัดด้านความสามารถในการเรียนรู้ แต่วันหนึ่งเมื่อคุณเผชิญหน้ากับพระเจ้า ขอให้คุณถามแล้วพระองค์จะตอบคุณเอง

    ปล.อันที่ไบเบิลไม่ได้กล่าวไว้ ล้วนเป็นคำสอนยิบๆ ย่อยๆของศาสนาคุณ ซึ่งคุณไม่ควรเอาคำถามเหล่านั้นไปถามศาสนาอื่น เพราะศาสนาอื่นก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน

    ถ้าคุณอ่านคำถามผมดีๆ ผมไม่ได้ถามคนอื่นในคำถามแบบยิบๆย่อยๆเหมือนกับคุณน่ะ

    แล้วการล้างบาปตามความหมายของคุณคืออะไรการล้างด้วยน้ำมนต์ศักสิทธ์การล้างด้วยเลือดของพระเยซูหรือการล้างโดยให้พระเจ้าชำระล้างให้    แต่ในทางพุทธการล้างบาปไม่สามารถให้ใครล้างให้ได้เราเป็นคนล้างเอง  ไม่ว่าจะล้างด้วยน้ำสะอาดขนาดไหนหรืออาบด้วยเลือดของใครก็ไม่มีใครมาล้างให้เราได้  และจากข้อความของคุณก็แสดงว่าบาปของคุณคือบาปที่ไม่เชื่อในพระเจ้า ทำดีแค่ไหนถ้าไม่เชื่อในพระเจ้าก็จะไม่ได้รับการล้างบาปจากพระเจ้าสินะ มันไม่ฟังดูลำเอียงไปหน่อยหรือทำดีแค่ไหนแต่ไม่ได้เชื่อในพระเจ้าก็ไม่เป็นผล

    พระเจ้ามีฤทธิ์อำนาจ พระองค์ดูที่ใจว่าใครสำนึกบาปจากใจจริง ไม่ต้องมีสัญลักษณ์ใดๆทั้งสิ้น ส่วนการที่พระเยซูมาตายบนไม้กางเขนนั้น คือ การที่พระองค์ยอมถวายตนเป็นเครื่องบูชานิรันดร์ เนื่องจากสมัยก่อนจำเป็นต้องมีเครื่องบูชาในการขออภัยบาปจากพระเจ้า แต่ละบาปมีครื่องบูชาไม่เหมือนกัน แตกต่างออกไปตามบาปเหล่านั้น แต่พระเยซูถวายตนเองเป็นเครื่องบูชาครั้งเดียวแต่มีผลตลอดกาล ทำให้ชาวคริสต์สามารถอธิษฐานล้างบาปได้โดยไม่ต้องมีเครื่องบูชาเหมือนสมัยก่อน

    อ่านสิครับ ก็คุณบอกเองว่าไบเบิลบอกได้ทุกอย่างถ้าไบเบิลเป็นคำตรัสของพระเจ้าทำไมท่านไม่บอกว่าท่านมาจากไหนล่ะ หรือจะบอกว่าไม่มีคนสร้างพระเจ้าเพราะพระเจ้าเป็นผู้สร้างถ้าคิดไปอีกแล้วอะไรมีก่อนพระเจ้าจะมีล่ะ ก่อนมีเลข1ยังมีกระดาษเปล่าเลย

    คิดอย่างนี้ดีกว่า 1.ก่อนมีเลข 1 ยังมีกระดาษเปล่า ส่วนก่อนมันจะเป็นกระดาษเปล่า ก็ต้องเป็นต้นไม้ ก่อนมันจะเป็นต้นไม้ก็ต้องเป็นเมล็ด และคุณก็ต้องไล่ไปจนเจอสิ่งหนึ่งที่เป็นจุดกำเนิดของทุกๆอย่างอยู่ดี (ยอมรับความจริงก่อนจะสายไปก็ดีน่คุณ)

    2.ก่อนหน้า A-Z และ ก-ฮ ไม่มีอะไร พระเจ้าเป็น A-Z และ ก-ฮ เป็นเบื้องต้นและเบื้องปลาย เป็นอัลฟาและโอเมกา ถ้าคุณหาได้ว่าใครมาก่อนพระเจ้า ก็ขอให้คุณเลิกนับถือศาสนาพุทธ และผมก็จะเลิกนับถือศาสนาคริสต์ แล้วไปนมันสการผู้นั้นที่อยู่เหนือพระเจ้า

    แสดงว่าศาสนาคุณเชื่อว่าบาปล้างด้วยน้ำล้างด้วยเลือดได้ ในทางกลับกันผมว่าคนที่ให้คนอื่นมาตายเพื่อล้างบาปให้นั่นแหละยิ่งบาป   บาปกรรมตังเองเป็นคนทำแท้ๆแล้วยังไปเดือดร้อนเป็นต้นเหตุให้คนอื่นมาตายเเทนเพื่อล้างบาปให้ตัวเองอีก

    นั่นคือมุมมองของคุณ แต่ในมุมมองของพระเจ้า พระองค์เห็นว่าไม่มีมนุษย์คนใดทำดีได้ 100% โดยไม่ทำผิดเลย เพราะพระเจ้ารักมนุษย์ พระองค์จึงประทานหนทางการล้างบาปผ่านทางพระเยซู เพื่อให้มนุษย์กลับไปคืนดีกับพระองค์ และมีชีวิตนิรันดร์บนแผ่นดินสวรรค์ได้

    ผมแค่คิดในหลายแง่และไม่เชื่อว่าพระเจ้าจะมากำหนดว่าเราจะไปไหน

    เพราะคุณไม่เชื่อว่าพระเจ้าจะมากำหนดว่าคุณจะไปไหน ถ้าคุณไม่เคยลองเปิดใจให้พระเจ้าเข้ามาในชีวิตคุณ คุณก็ไม่มีวันรู้หรอกว่าพระเจ้าดีแค่ไหน เปรียบเสมือนมีเพื่อนของคุณมาบอกว่าร้านก๊วยเตี๋ยวร้านนี้อร่อย แต่ถ้าคุณไม่ลองไปชิมด้วยตัวเองก็ไม่มีวันรู้หรอกว่าความอร่อยเป็นอย่างไร

    แล้วผมไม่ได้คิดจะไปฆ่าใครสักหน่อย

    แต่คุณก็มีความบาปอย่างอื่นไม่ใช่หรือ ถ้าคุณบอกว่าคุณไม่เคยทำบาปเลยก็เท่ากับว่าคุณโกหกตัวเอง

    มันอาจจะมีส่วนจริงแท้หรือไม่นั้นไม่รู้ จะมีส่วนจริงเท็จแค่ไหนก็ตาม แต่คนทำเขาควรจะรู้จักคำว่าควรทำไม่ควรทำแค่ที่เห็นในการ์ตูนมันก็บอกได้แล้วว่าสภาพความคิดของเขาเป็นยังไง ถ้ามีคนคนทำการ์ตูนเหตุการณ์ที่ศรีลังกาเป็นการ์ตูนซึ่งเป็นเหตุการณ์จริงด้วยซ้ำ เพียงแต่เปลี่ยนชาวคริสเป็นฝ่ายถูกกระทำบ้างล่ะคุณจะคิดยังไง

    ชาวพุทธบางคนยังแอบอ้างว่าพระเยซูไปศึกษาศาสนาพุทธที่อินเดียมาเลย ซึ่งจริงๆแล้ว พระองค์ก็ไม่จำเป็นต้องไปศึกษาอะไร เพราะพระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้าอยู่แล้ว มีฤทธิ์อำนาจเหนือธรรมชาติ และไม่มีสาวกที่ติดตามพระองค์คนใดพูดเกี่ยวกับอินเดียเลย ชาวยิวยังไม่จำเป็นต้องแอบอ้างเลยว่าพระพุทธเจ้าไปศึกษาไบเบิลทีโมเสสเขียนเลย

    คำว่าใจเขาใจเรานั้นควรหัดยัดไปในหน่วยความจำบ้างไหนง่าศาสานคุณสอนให้รักกันให้คิดถึงใจเขาใจเราแล้วสิ่ฃที่คนเขียนการ์ตูนเขาทำมันเป็นการคิดถึงใจเขาใจเราสักนิดไหม  ถ้าคิดในแบบชาวพุทธระดับชาวบ้านไม่มีเคยมีชาวพุทธคนไหนว่าพระเยซูตกนรกหรือชาวคริสต์ที่ทำดีตกนรกหรอกนะแต่มีบทความขอฃชาวคริสต์มากมายที่บอกว่าพระพุทธเจ้าและสาวกตกนรกหมกไหม้เพราะไม่เชื่อในพระเจ้า

    มันเป็นสิ่งที่พระเจ้าพูด ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์พูดเอง มนุษย์แค่ประกาศในสิ่งที่พระเจ้าบอกเพื่อเตือนมนุษย์ด้วยกัน คุณต้องไปประท้วงกับพระเจ้าเองว่าทำไมพระเจ้าถึงบอกเช่นนั้น

    ไม่มีใครเขาออกมาขอโทษแทนคนทำผิดหรอกนะครับคนทำผิดมีแต่ถูกประนามและลงโทษตามกฎหมายไม่มีใครมาขอโทษแทนกันหรอกคนผิดก็ว่าไปตามผิด

    โทษที่จะได้รับมี 2 ประเภท 1.โทษที่จะได้รับในโลกนี้ ตามกฎหมายหรือโทษทางสังคม เช่น สังคมประนามหรือประจาน

    2.โทษที่จะได้รับจากพระเจ้า ถ้าคุณสารภาพบาปกับพระเจ้า คุณก็จะได้รับการยกโทษบาปจากพระองค์ ก็จะได้รับเฉพาะโทษในโลกนี้แค่นั้น

    ผมถามหน่อยเถอะพอหิวแล้วสวดอ้อนวอนต่อพระเจ้าแล้วทำให้พวกคุณอิ่มท้องขึ้นไหมถ้าอิ่มผมจะเปลี่ยนไปรักพระเจ้าเหมือนกันคงจะดีถ้าไม่ต้องทนหิวและต้องมากินข้าว งานก็ไม่ต้องทำแค่ไปนั่งขอพระเจ้าก็อิ่ม

    คุณคิดผิด พระเจ้ากำหนดไว้แล้วว่าต้องกินอาหารจึงจะอิ่ม ตั้งแต่สมัยอาดัม เอวาแล้วว่าต้องกินอาหารจึงจะอิ่ม ช่วยถามอะไรบนหลักความจริงด้วย อย่าเพ้อฝันเกินไป หรือถ้าคุณบอกว่า ถ้าเชื่อพระเจ้าแล้วผมบินได้ ผมจะเชื่อพระเจ้า อย่าแสดงอาการเพ้อฝันแบบเด็กๆ ออกมาเลย เพราะผมรู้ทัน คุณคงไม่รู้หรอกว่าคนที่คุณกำลังโต้เถียงอยู่ด้วยอายุเท่าไหร่

    อีกอย่างผมรักพระเยซูท่านสอนให้คนรักกันท่านเป็นคนดีเป็บแบบอย่างที่ดีสอนให้คนเป็นคนดีผมจึงรักและเครพท่าน

    เจอบาทหลวงผมก็ไหวเจอแม่ชีผมก็ไหว้เพราะท่านเหล่านั้นเป็นคนดีควรแก่การกราบไหว้

    ขัดแย้งกันดีน่ะ คุณรักพระเยซู แต่คุณไม่ยอมรับพระองค์เป็นพระเจ้า คุณโกหกหน้าด้านๆ คุณต่อต้านพระเจ้าสารพัด แล้วคุณยังมีหน้ากล้ามาบอกว่ารักพระเยซู ผมบอกว่าไบเบิลบอกทุกอย่าง แค่ไม่บอกว่าพระเจ้ามาจากไหน ผมว่าที่คุณบอกหน่ะมันขัดแย้งมากกว่าผมอีก

    อีกอย่างนะเรื่องสารภาพบาปน่ะโอ้น่าประทับใจมากฆ่าคนมาเป็นสิบแค่สำนึกผิดและเข้าสู่อ้อมแขนของพระเจ้าพระเจ้าจะชำระบาปและจะได้เข้าสู่สวรรค์  แล้วคนที่ถูกฆ่าพวกนั้นละไปไหน ชีวิตใครใครก็รัก แล้วคนในศาสนาอื่นละพระสงฆ์ถือศีล227ข้อขนาดจะดื่มน้ำยังต้องกรองเพราะกลัวจะมีสิ่งมีชีวิตในน้ำถูกกินแม้แต่ด่าทอยังไม่พูดเพราะผิดศีลพวกท่านเหล่านั้นไปไหน ไม่เชื่อในพระเจ้าตกนรกหรือคุณลองหาเหตุผมมาอธิบายดูสิครับ

    ก็เหมือนกับองคุลีมารของคุณที่ไล่ตัดนิ้วของคนที่เขาฆ่าแล้วเอามาห้อยคอ พอเจอพระพุทธเจ้าก็กลับใจมาเป็นคนดีเฉยเลย แล้วคนที่องคุลีมารฆ่าหล่ะ ไปไหน ใครรับผิดชอบ?

    ความดีคือสัจธรรมของโลก

    1. สวัสดีครับ
    2. ตอ้งขออภัยด้วยนะครับที่มาตอบช้านิดนึงเมื่อคืนนั่งพิมจนจะเสร็จและไฟดันมาดับเลยต้องมาพิมพ์ใหม่เซ็งเลย

      เริ่มที่ประโยคแรกเลยนะครับ
      อ๋อ ผมไม่ได้ตั้ง แต่มีศาสนจารย์หลายท่านเทศน์คำอุปมามากมาย มีมากกว่านี้อีกและแต่ละอันให้ข้อคิดที่คุณคิดไม่ถึงเลยทีเดียว ศาสนาคุณหล่ะมีบ้างหรือป่าว หรือว่ามีแต่มันทำให้คุณอึ้งไม่ได้

      อ้อขอโทษด้วยครับผมนึกว่าคุณตั้งขึ้นเองไม่นึกว่าที่แท้จะลอกมาแล้วผมจะอึ้งอย่างคิดไม่ถึงหรือให้ข้อคิดกับอุปมาที่ศาสนาจารย์ของคุณที่แต่งขึ้นมากน้อยแค่ไหนนั้นผมรู้แก่ใจผมดีคุณไม่มีสิทธิ์กับความคิดผมและคุณก็ไม่อาจจะรู้ได้เช่นกันเพราะคุณไม่ใช่ตัวผมคุณอ่านใจผมก็ไม่ได้ แต่ถ้าถามถึงศาสนาพุทธนั้นมีให้ผมอึ้งได้เป็นกระตั้กเลยแหละครับคุณ แบบที่อึ้งแล้วอึ้งอีกอ่านไปบางที่ยังถึงขั้นหัวเราะในอุปมาที่ยกเอามาใช้เปลียบเทียบได้อย่างชาญฉลาดเลยทีเดียว อย่างในมิลินทปัญหากับปายาสิราชัญญสูตรก็มีการอุปมาอย่างเฉียบแหลมไว้มากมาย แล้วยังมีการโต้วาทีของท่านคุณานันทเถระที่ศรีลังกากับพวกบาทหลวงอีก มีการตั้งอุปมาในการโต้วาทีในครั้งนั้นอย่างถึงพริงถึงขิงจนฝ่ายตริสต์ต้องพ่ายแพ้อย่างหมดรูปเสียก็หลายครั้งและยังมีอีกเยอะทีเดียวแหละแต่คุณลองไปหาอ่านดูเอานะ

      ผมขอยกตัวอย่างอีกอันหนึ่งคือ อัลเบิร์ต ไอสไตน์ เชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างจักรวาล แต่เพื่อนเขาคนหนึ่งไม่เชื่อ วันหนึ่งไอสไตน์จึงสร้างแบบจำลองจักรวาลขึ้นมา ซึ่งมีความสวยงามมากและเมื่อเพื่อนของไอสไตน์มาเห็นก็ชื่นชมในความงดงาม ไอสไตน์เลยบอกเพื่อนไปว่า แบบจำลองจักรวาลเหล่านี้เกิดขึ้นมาเอง เมื่อหลายวันก่อนยังเป็นห้องว่างเปล่าอยู่เลย เพื่อนเขาก็ไม่เชื่อและบอกว่าเป็นไปไม่ได้ แกแหล่ะสร้างใช่ไหมไอสไตน์ ไอสไตน์จึงตอบกลับว่า ขนาดแบบจำลองจักรวาลนายยังเชื่อว่าถูกสร้างขึ้นมาเลย แล้วของจริงซึ่งงดงามกว่านี้หลายเท่านักจะเกิดขึ้นเองได้อย่างไร? 

      เอ่อคุณครับไม่ทราบว่าไปเอาบทความที่ว่านี้มาจากไหนครับจะเป็นความกรุณาที่เดียวถ้าคุณจะเอามาเป็นหลักฐา่นให้ผมได้ศึกษาบ้าง เพราะผมจำไม่ได้ว่ามีบทความนี้จาก ประวัติชีวิต บทความหรือหนังสือที่เอ่ยถึงไอสไตน์จะปรากฎบทความนี้เลยสักนิด คนทั้งโลกก็รู้กันหมดว่าไอสไตน์ไม่เชื่อในพระเจ้า

      เมื่อมีคนถามนักฟิสิกซ์ผู้ยิ่งใหญ่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ว่าเขาเชื่อในพระเจ้าหรือไม่ เขาตอบว่า “คนเราก็เป็นเหมือนเด็กเล็กๆที่เดินเข้าไปในห้องสมุดที่มีหนังสือภาษาต่างๆ มากมาย เด็กคนนี้รู้ว่าหนังสือเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองแต่จะต้องมีคนเขียนขึ้นมา ผมคิดว่า แม้แต่มนุษย์ที่ฉลาดที่สุดก็มีทัศนะคติต่อพระเจ้าแบบนี้ เราได้เห็นว่าทุกสิ่งในจักรวาลถูกวางแบบแผนไว้อย่างน่าอัศจรรย์ และิ ดำเนินไปตามกฎเกณฑ์บางอย่าง แต่เราก็เข้าใจกฎเหล่านี้เพียงเลือนราง” ถึงแม้ไอน์สไตน์จะรู้สึกอัศจรรย์ใจกับการสรรค์สร้างที่เขาเห็นในธรรมชาติ แต่เขาก็ไม่ได้เชื่อในองค์พระผู้ทรงสร้าง

      แล้วเขายังกล่าวต่ออีกว่า

      “คริสจักรถือว่าพระเจ้าคือผู้ทรงให้รางวัลและลงโทษ แท้จริงแล้วมนุษย์ตกอยู่ในวิถีที่น่าสังเวช หากเขาต้องถูกจำกัดตัดตอนโดยความกลัวการลงโทษและความหวังที่จะได้รับรางวัลหลังความตาย ด้วยเหตุนี้จึงเห็นได้ง่ายๆ ว่า ทำไมคริสจักรจึงได้ต่อสู้กับวิทยาศาสตร์และตามจองล้างจองผลาญผู้อุทิศตนทางวิทยาศาสตร์เสมอมา เส้นทางสู่ความเป็นศาสนาอย่างแท้จริงไม่ได้วางอยู่บนพื้นฐานการกลัวชีวิต กลัวความตาย หรือศรัทธาอย่างไม่ลืมหูลืมตา แต่ด้วยความพากเพียรตามความรู้ที่มีเหตุผล ในอีกมุมมองหนึ่ง ข้าพเจ้าเห็นว่าความรู้จากศาสนาแห่งจักรวาลเป็นแรงจูงใจที่แข็งแกร่งและสง่างามที่สุดในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์”
      "ทุก สิ่งทุกอย่างที่มนุษย์กระทำและคิดนั้น จะเกี่ยวข้องกับสองเรื่องสำคัญเสมอ นั่นคือ ความต้องการและความเจ็บปวด โดยในส่วนของ “ความต้องการ” นั้น มักจะเป็นความรู้สึกพอใจว่าหากได้มาในสิ่งที่ต้องการตนจะเป็นอย่างไร ส่วนหนึ่งของ “ความเจ็บปวด” นั้นจะเป็นความคิดว่า ทำอย่างไร เราจึงจะผ่อนคลายความเจ็บปวดลงได้ ดังนั้น หากเราต้องการรู้ซึ้งถึงจิตวิญญาณ หรือเข้าใจพัฒนาการของมนุษย์อย่างแท้จริง เราต้องศึกษาเรื่องความเต้องการและความเจ็บปวดของคนเราให้ดี ทำนองเดียวกัน เรื่องนี้สามารถใช้ศึกษาถึงที่มาของความเชื่อและศาสนาได้เช่นกัน อะไรคือสิ่งที่เป็นบ่อเกิดของศาสนาและความเชื่อต่าง ๆ

      ในสมัยที่คน เรายังอยู่ในถ้ำ ศาสนาก็ได้เกิดเป็นรูปร่างขึ้นแล้ว โดยมีเหตุมาจากการกลัวอดอยาก ความกลัวในภยันตรายจากสัตว์ป่า การเจ็บไข้ และการกลัวความตาย แท้จริงแล้วสิ่งต่าง ๆ ที่ คนสมัยก่อนเกรงกลัวนั้น ล้วนแต่มีความเกี่ยวพันและเป็นเหตุเป็นผลด้วยกันทั้งสิ้น แต่คนในสมัยนั้นยังไม่มีความรู้ความเข้าใจดีพอ เรื่องต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันของเขานั้นเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน เมื่อเป็นดังนี้ พวกเขาจึงเกิดภาพหลอนขึ้นมาเพื่ออธิบายว่าปัญหาแต่ละอย่างเกิดขึ้นมาเพราะ เหตุใด และพวกเขาก็รับมรดกจากคนรุ่นก่อนมาว่า หากมอบสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้แก่ภาพหลอนนั้นแล้ว สิ่งที่ตนเองเกรงกลัวก็จะหมดไป นั่นคือที่มาของการบูชายัญ ดังนั้น ศาสนาที่เกิดขึ้นมาในสมัยโบราณจึงเป็นศาสนาแห่งความกลัว

      ภายใต้ความ คิดความเชื่อเช่นนี้จึงได้เกิดชนชั้นหนึ่งขึ้นมา กลุ่มคนนี้เป็นพวกพิเศษไปจากคนอื่น เนื่องจากสามารถเป็นตัวเชื่อมต่อสื่อสารระหว่างมนุษย์กับสิ่งที่มนุษย์เกรง กลัวได้ คนกลุ่มนี้คือชนชั้นนักบวช และต่อมาได้มีความพยายามที่จะใช้ชนชั้นปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในการประกอบ พิธีกรรมของนักบวชด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้ชนชั้นปกครองเกิดความเชื่อมั่น และปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง ดังนั้น ชนชั้นปกครอง และนักบวช จึงเริ่มมีความสัมพันธ์ที่เอื้อต่อประโยชน์ซึ่งกันและกัน

      นอกจาก ปัจจัยด้วยความกลัวที่ทำให้เกิดศาสนาขึ้นมาแล้ว ปัจจัยทางสังคมก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยเร่งให้ศาสนาตกผลึกเป็นรูปธรรมได้ เร็วขึ้น คำอธิบายในประเด็นนี้ คือ มนุษย์ที่เป็นเพียงพ่อหรือแม่ หรือผู้นำในสังคมนั้น ล้วนแล้วแต่เจ็บป่วย และตายได้ด้วยกันทั้งสิ้น สิ่งนี้จึงทำให้มนุษย์ต้องการความรักและการดูแลเอาใจใส่จากผู้อื่นที่น่าจะ มีอำนาจเหนือกว่า และนี่คือที่มาของ “พระเจ้า” พระเจ้าของคนสมัยก่อนจึงถูกคาดหมายให้มอบความรัก ให้ช่วยเหลือมนุษย์ รวมทั้งดูแลวิญญาณของมนุษย์เมื่อผู้นั้นตายลง ศาสนาในยุคนี้จึงถือว่าเป็นศาสนาแห่งกำลังใจ ซึ่งเปลี่ยนไปจากช่วงแรกของการเกิดศาสนาแห่งความกลัว

      ในคัมภีร์ของ ชาวยิวและในคัมภีร์ไบเบิลต่างแสดงให้เห็นชัดเจนว่า พัฒนาการของศาสนานั้น เริ่มจากศาสนาแห่งความกลัวมาสู่ศาสนาแห่งกำลังใจเช่นที่ข้าพเจ้ากล่าวถึง และโดยเฉพาะในตะวันออก ศาสนาของพวกเขาจะเห็นได้ชัดว่าเป็นศาสนาแห่งกำลังใจ แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว ทุกศาสนาล้วนแต่เป็นส่วนผสมของรูปแบบทั้งสองด้วยกันทั้งสิ้น แต่ไม่ว่าศาสนาใดจะมีส่วนผสมอย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ทุกศาสนามีเหมือนกันหมดคือ ความคิดที่ว่า พระเจ้านั้นมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับมนุษย์

      อย่างไรก็ตาม สำหรับข้าพเจ้าแล้วยังมีอีกรูปแบบหนึ่งของศาสนาที่แตกต่างไปจากศาสนาทั่วไป เพราะศาสนานี้ไม่ได้มีความคิดที่ว่าพระเจ้ามีรูปร่างที่มองเห็นได้เช่น มนุษย์ และเมื่อพระเจ้าไม่มีรูปร่างที่สมองสัมผัสได้เช่นนั้นแล้ว การจะอธิบายถึงรายละเอียดของศาสนาจึงกระทำได้ยากยิ่ง ซึ่งข้าพเจ้าอยากเรียกศาสนานี้ว่า “ศาสนาแห่งจักรวาล”

      แนวคิดเกี่ยว กับศาสนาแห่งจักรวาลนี้แท้จริงแล้วมีหลักฐานปรากฏให้เห็นมาตั้งแต่สมัยของเด วิด และในคำพยากรณ์แต่โบราณรวมทั้งปรากฏให้เห็นอยู่เป็นจำนวนมากในศาสนาพุทธ

      คำ ถามที่สำคัญคือ หากว่าศาสนาแห่งจักรวาลไม่มีแนวคิดเกี่ยวกับรูปร่างของพระเจ้า และไม่มีแนวคิดของเทววิทยาแล้ว เราจะสื่อสารและสร้างความเข้าใจในศาสนาแห่งจักรวาลนี้ได้อย่างไร? สำหรับข้าพเจ้าแล้วขอตอบว่า มันเป็นหน้าที่ของศิลปะและวิทยาศาสตร์ที่จะต้องกระตุ้นให้สังคมได้รู้จักและ สืบทอดศาสนาในรูปแบบนี้ต่อไป

      อีกคำถามหนึ่งที่ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็น สิ่งน่าสนใจก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาและวิทยาศาสตร์นั้นเป็นอย่างไร ? เรื่องนี้อาจจะมีมุมมองที่แตกต่างกันอยู่มากมาย เช่น หากเรามองเข้าไปในประวัติศาสตร์ เราอาจจะเห็นว่าศาสนาและวิทยาศาสตร์ เป็นเสมือนน้ำกับน้ำมันที่เข้ากันไม่ได้ ไม่มีความผสมกลมกลืนระหว่างกันโดยเฉพาะสำหรับผู้ที่เชื่ออย่างฝังหัวในกฎของ เหตุและผล ด้วยเชื่อว่าผลเป็นสิ่งที่เกิดจากการกระทำแล้ว จะมองว่า พระเจ้านั้นไม่มีความหมาย เพราะว่าพฤติกรรมของมนุษย์ไม่ได้เกิดจากการดลบันดาลใจของพระเจ้า แต่เกิดจากความต้องการความจำเป็นของมนุษย์เอง ไม่ว่าจะเป็นความต้องการภายในหรือภายนอกก็ตาม

      ดังนั้น ในทางกลับกัน ผู้คนที่เชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในศาสนาจะกล่าวโจมตีวิทยาศาสตร์ว่าเป็นตัว บ่อนทำลายศรัทธาของผู้คนเพราะคอยแต่กล่าวอ้างว่า พฤติกรรมของมนุษย์ไม่เกี่ยวข้องกับพระเจ้า รวมทั้งชี้ให้เห็นว่า ชีวิตที่ปราศจากความกลัวว่าจะถูกลงโทษหลังความตาย หรือชีวิตที่ไม่คาดหวังว่าจะได้รับสิ่งตอบแทนสำหรับการกระทำความดี ล้วนเป็นชีวิตที่เลวร้ายของผู้นั้น

      ด้วยมุมมองที่ต่างกันเช่นนี้ จึงทำให้ศาสนจักรในสมัยก่อนโจมตีวิทยาศาสตร์ และประหัตประหารผู้ที่ฝักใฝ่วิทยาศาสตร์ไปเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม สำหรับข้าพเจ้าแล้วยังยืนยันว่า วิทยาศาสตร์และศาสนานั้นสามารถกลมกลืนเข้ากันได้ โดยเฉพาะหากศาสนานั้นเป็นศาสนาแห่งจักรวาลเช่นที่ว่า มิใช่ศาสนาแห่งความกลัว หรือศาสนาแห่งกำลังใจ และเมื่อนั้น ผู้ที่คร่ำเคร่งกับงานวิทยาศาสตร์จะเป็นผู้ที่เคร่งศาสนาอย่างที่สุดด้วย เช่นกัน"


      คนทั้งโลกเขารู้ว่าไอสไตน์ไม่เชื่อในพระเจ้าแต่เขาเชื่อในกฎกติกาของธรรมชาติผมไม่รู้ว่าคุณไปเอาเรื่องนี้มาจากไหนนะรึว่าศาสนาจารย์คุณอุปมาขึ้นเก่งจริงๆนะเรื่องแต่งเข้าตัวเองเนี่ย  พอมีคำพูดของไอสไตน์ออกมายืนยันและหักล้างความเชื่อแบบพระเจ้าสร้างโลกก็มีพวกหัวหมอเอาคำพูดของไปปรับเอียงให้เข้ากับหลักความเชื่อของตนซึ่งต่างจากที่เขากล่าวไว้โดยสิ้นเชิง

      นี่แล้วไอ้ปัญหาใครสร้างโลกเนี่ยคุณจะคิดยังไงก็เรื่องของคุณปัณหาโลกแตกคิดไปก็ไร้ประโยชน์มันก็เหมือนไก่กับไข่อันไหนเกิดก่อนกันคิดไปก็ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นอีกอย่างเหตุผมร้อยแปดพันยกมาให้คุณดูสุดท้ายคุณก็เอาไปกองใส่พระเจ้าอยู่ดีเถียงไปรึหาเหตุผมมาให้ก็เท่านั้นสุดท้ายก็ลงอีหรอบเดิมไม่โงหัวโงหางขึ้นมาดู
    แล้วชาติแรกที่นั้นสัตว์มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เมื่อไม่เคยมีอดีตหรือทำกรรมมาก่อนเลย

    โอ้ยคุู้ณไม่อ่านบทความของผมรึไงครับถ้ายังไม่อ่านก็กลับไปอ่านซะนะ แต่ที่ผมยกมาน่ะมันเป็นสิ่งที่เขียนไว้ในหนังสือจะจริงไม่จริงแค่ไหนผมไม่รู้ถ้าผมเป็นหรหมที่กินดินแล้วเกิดเป็นคนจริงผมก็จำไม่ได้หรอกว่าตอนนั้นมันเกิดอะไรบ้างเพราะผมก็เกิดแล้วตายมาอีกเป็นไม่รู้กี่ล้านรอบมันนานจนไม่ปรากฎหรอกคุณ มันก็เหมือนกับที่คุณบอกว่าพระเจ้าสร้างโลกนะแหละคุณไม่ได้ไปนั่งดูตอนพระเจ้าสร้างโลกหรอกมั้งรึว่าคุณไปนั่งดูมา จริงๆแล้วก็เอามาจากหนังสือ ไม่ก็จากคำบอกเล่าของคุณด้วยกันเอง

    มีบทความที่ถามว่าในชาติแรกเราเป็นอะไรอยู่ที่ไหนนั้นมีคำตอบในมิลินทปัญหาดังนี้

    ก่อนมาเกิดชาติแรกสุด เราเป็นอะไร ?? เราอยู่ที่ไหน ??
    พระยามิลินท์ตรัสถามว่า  ดูก่อนพระนาคเสน ก็คำที่เธอว่า เวลาเกิด ดับของรูปนาม(ตัวเรา) + (จิตใจ)
    ที่ล่วงๆมาแล้ว  นานจนเบื้องตนไม่ปรากฎนั้น หมายความว่านานจนนามรูปที่แรกเกิดทีเดียวไม่ปรากฎ
    กระนั้นหรือ 
    พระนาคเสนทูลตอบว่า ขอถวายพระพร  ถูกแล้ว
     พระยามิลินท์ - ไม่ปรากฎทั้งหมดเทียวหรือ
     พระนาคเสน  -  ขอถวายพระพร  บางอย่างก็ปรากฎ บางอย่างก็ไม่ปรากฎ
     พระยามิลินท์ - อย่างไหนปรากฎ   อย่างไหนไม่ปรากฎ
     พระนาคเสน -  ขอถวายพระพร นามรูปที่สาวไปไม่ถึง ว่าชั้นเดิมเป็นอะไรอยู่ที่ไหน อย่างนี้ไม่ปรากฎ
                           แต่อย่างที่เดิมไม่ปรากฎ มาปรากฎ เป็นนามรูปขึ้นในระหว่าง  แล้วก็หายไปอีก อย่างนี้
                           ปรากฎ
     พระยามิลินท์  -  เธอจงเปรียบเทียบอย่างที่ไม่ปรากฎให้ฟัง
     พระนาคเสน   - เหมือนพืชพันธุ์ที่เขาปลูกที่พื้นดิน ครั้นพืชพันธุ์นั้นงอกงามผลิดอกออกใบ
                            เขาก็เก็บผล เอาเมล็ด ไปเพาะใหม่ต่อไปอีก โดยทำนองนี้เรื่อยๆไป ขอถวายพระพร
                            เมื่อเวลาล่วงไปนานๆ จะรู้ได้หรือว่า นั่นเป็นพืชพันธุ์เดิม
     พระยามิลินท์ -  รู้ไม่ได้
     พระนาคเสน  -  นั้นแลฉันใด  อย่างไม่ปรากฎก็ฉันนั้นเหมือนกัน แม้จะใช้ความรู้สาวไปหาต้นเดิม ก็รู้ไม่ได้ว่า
                            นามรูปเดิมเป็นอย่างไร  อยู่ที่ไหน
    พระยามิลินท์ – ขอเธอจงเปรียบให้ฟังอีก
    พระนาคเสนเขียนรูปล้อรถถวายทอดพระเนตร แล้วทูลถามว่าขณะ เมื่อล้อนี้หมุนอยู่ พระองค์จะทรงทราบ
    ได้อย่างไรหรือว่า  ซี่ไหนเป็นอันต้น
     พระยามิลินท์ – ขอถวายพระพร การจะกำหนดนามรูปที่ล่วงมาแล้วว่า แรกเกิดเป็นอะไร ก็รู้ไม่ได้ กำหนดไม่ได้ เช่นนั้นเหมือนกัน  เพราะเกิดแล้วดับ  ดับแล้วเกิดใหม่ต่อไปอีก ( เกิดแล้วดับ เปรียบได้กับการที่เราเวียนว่ายตายเกิด 
    ในสังสารวัฎ)   หมุนอยู่เช่นนี้เสมอมา ฉะนี้จึงว่า เบื้องต้นไม่ปรากฎ


    ถ้าคุณไม่ถ่อมใจยอมรับแล้วคุณจะทำอะไรได้หล่ะ คุณคิดจะต่อสู้กับพระเจ้าหรือ แล้วคิดว่าจะชนะหรือ มนุษย์เป็นส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งของโลกนี้ จะอาจหาญไปต่อสู้กับพระเจ้าผู้สร้างทุกสิ่งได้อย่างไร ถ้าพระเจ้าไม่เมตตา มนุษย์ก็มีแต่พินาศเท่านั้นเอง

    ที่มนุษย์เกิดมาเพราะพระเจ้าเท่านั้นหรือ

        แนวคิดที่ว่าความเป็นไปในชีวิตของเรานั้นเป็นผลมาจาก"พระเจ้ากำหนด"เป็นแนวคิดที่อันตรายมาก เพราะจะทำให้ผู้ที่เชื่อถือกลายเป็นบุคคลประเภทยอมจำนนต่อชะตากรรมของตนเองเพราะพระเจ้ากำหนดมาอย่างไม่คิดที่จะสู้ และทัศนะอย่างนี้ยังเป็นช่องทางให้มีคนนำไปใช้อ้างอย่างผิดๆด้วย เช่น นาย กเห็นผู้หญิงคนถูกกระทำทารุณกรรมทางเพศแทนที่จะคิดหาทางช่วยเหลือหรือแก้ไข กลับวางเฉยเสียด้วยคิดว่าไม่ควรจะเข้าไปยุ่ง เพราะเป็น"พระเจ้ากำหนด"หรือให้บทเรียนผู้หญิงคนนั้นนั่นเอง หรือบางคนถูกคนอื่นเอารัดเอาเปรียบอย่างซึ่งๆหน้า แทนที่จะหาวิธีแก้ไข ก็กลับมานั่งทำใจว่าปล่อยให้เขาเอาเปรียบไปเถิด มันเป็นบทเรียนจากพระเจ้า

        ความเชื่อที่ว่าอะไรๆในชีวิตก็แล้วแต่"พระเจ้า"บันดาลให้เป็นไปนั้น ไม่ใช่คำสอนในพระพุทธศาสนา เพราพระพุทธศาสนาสอนว่า สิ่งต่างๆในชีวิตของเรานั้นล้วนขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยแวดล้อมต่างๆมากมาย ทั้งเหตุปัจจัยในอดีต
    ปัจจุบัน และอนาคต ดังนั้นแทนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสว่าชีวิตเป็นผลผลิตของพระเจ้าหรือพระพรหมนั้น
    พระองค์กลับตรัสว่า "เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี"นี่คือคำสอนแบบสายกลางที่ต้องการให้เรารู้จักมองสิ่งต่้างๆ อย่างเป็นกลาง กล่าวคือ รู้จักมองว่าวิถีชีวิตของคนเรานั้นล้วนมีเงื่อนไขมากมายเข้ามาเกี่ยวข้องให้เป็นอย่างนี้ ไม่ใช่เอียงไปหาลัทธิพรหมลิขิตหรือพระเจ้ากำหนดจนสุดโต่ง ถึงขนาดยกความเป็นไปในชีวิตให้เป็นเรื่องของพระเจ้าและโชคชะตา เพราะ
    ถ้าทุกอย่างเป็นเรื่องของพระเจ้าไปเสียทุกหมดเราก็ไม่ควรจะทำอะไรใหม่ๆ แต่ควรนั่งนอนอยู่เฉยๆ
    รอให้พระเจ้าบันดาลชีวิตให้เป็นไปตามวิถีของพระเจ้ามิดีกว่าหรือ

        ความจริงลัทธิที่เชื่อว่าอะไรๆก็แล้วแต่"พระเจ้า"นั้น เป็นลัทธิที่ผิดหลักความจริงผิดหลักธรรมชาติ และผิดหลักพระพุทธศาสนาพระพุทธเจ้าตรัสว่า ลัทธิที่สวนทางกับหลักพระพุทธศาสนามีอยู่ ๓ ลัทธิคือ

    ๑.ลัทธิแล้วแต่กรรมเก่า
    ๒.ลัทธิแล้วแต่พระเจ้าบันดาล
    ๓.ลัทธิแล้วแต่โชคชะตาจะพาให้เป็นไป

      ลัทธิแล้วแต่กรรมเก่าก็คือลัทธิที่สอนว่าชีวิตจะเป็นไปอย่างไรทั้งในทางดีและในทางเสื่อมล้วนแล้วแต่ "กรรมเก่า" บันดาลให้เป็นไป

      ลัทธิแล้วแต่พระเจ้าบันดาลก็คือลัทธิที่สอนว่าชีวิตอยู่ภายใต้อุ้งหัตถ์ของพระเจ้า พระเจ้าพอใจจะให้ชีวิตของใครเป็นไปอย่างไร พระองค์ก็ทรงลิขิตไว้แล้ว ลัทธินี้คือที่มาของความเชื่อประเภท "พรหมลิขิต"

      ลัทธิแล้วแต่โชคชะตาจะพาให้เป็นไปก็คือลัทธิที่สอนว่าชีวิตจะเป็นอย่างไรก็เป็นไปของมันเองไม่มีเหตุปัจจัย อะไรจะเกิด มันก็เกิดอะไรจะเป็นอย่างไร ถึงเวลาก็เป็นไปเองลัทธินี้คือที่มาของการมอบชะตากรรมไว้ให้เป็น
    เรื่องของดวงดาว ฤกษ์พานาที หรือแม้แต่ปล่อยให้เป็นเรื่องของ "ดวง" หรือ "โชค" "เคราะห์"จะพาให้เป็นไปเอง ไม่มีต้นสายปลายเหตุอะไรจะเป็นก็ปล่อยให้มันเป็นไป

        ทั้งสามลัทธิหรือทั้งสามระบบความเชื่อดังกล่าวมานี้ ถ้าใครไปเชื่อเข้าก็ย่อมจะทำให้กลายเป็นคนที่ "ยอมจำนน" ต่อชีวิต ไม่อยากสู้ชีวิต ไม่อยากสร้างสรรค์พัฒนาตนเอง เอาแต่นอนรอคอยให้กรรมเก่า พระเจ้า หรือโชค/
    เคราะห์บันดาลให้เป็นไป ตกทุกข์ได้ยากถูกกระทำ ถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกกลั่นแกล้งทำร้าย หรือแม้แต่เกิดมาเป็นคนจนก็ทนหรือเต็มใจที่จะนั่งอยู่เฉยๆ ไม่ลุกขึ้นมาป้องกันแก้ไขปล่อยชีวิตลอยไปเหมือนกอสวะกลางแม่น้ำใหญ่
    ที่ไม่รู้ชะตากรรมเอาแต่สวดอ้นวอนต่อพระเจ้า

    สอนให้มุ่งไปที่นิพพาน? ทั้งๆที่ไม่มีหลักฐานยืนยันได้เลยว่ามีจริง พระพุทธเจ้าก็ไม่เคยกลับมายืนยันได้หรือมีใครไปถึงบ้างก็ไม่มีใครทราบได้ คุณก็ยังคงเชื่อว่าไปถึงได้จริงโดยไม่มีหลักฐาน

    โอ้ยพ่อเจ้าประคุณรุนโชค ไปอยู่ในถ้ำในรูไหนมารึขอรับครับกระผ้ม  ไม่มีหลักฐานที่ไหนกันพระพุทธเจ้าท่านประกาศปาวๆๆๆๆไหนจะสาวกท่านอีกมีไม่รู้กี่หมื่นบ้าง แล้วคุณไปเอาที่ไหนมาจะว่าพระพุทธเจ้าไม่มายืนยันว่านิพพานมี      นี่คุณถ้าจะมาโต้วาทีเนี่ยศึกษาฝ่ายตรงข้างม้างก็ดีนะคร้าบนิพพานไม่ใช่สถานที่เหมือนสวรรค์อย่างที่คุณคิดหรอกคุณที่คุณคิดว่านิพพานเป็นสถานที่น่ะแสดงว่าคุณไม่ได้ศึกษาสักนิดดีแต่มาเถียงผมแบบไม่ลืมหูลืมตา

    นิพพาเป็นสภาวะไม่ใช่สถานไม่ต้องตายก็ไปถึงได้ พึงจำและไปศึกษามาก่อนมาเถียงคนอื่นบ้างนะครับคุณ

    ในมิลินทปัญหากล่าวถึงนิพพานไว้อย่างนี้คุณ

     

     พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่า “ ภันเต นาคะเสนะ ข้าแต่พระนาคเสนผู้เจริญ พระนิพพานตั้งอยู่ทิศไหน ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง หรือทิศเบื้องขวา ”

    พระนาคเสนก็ตอบว่า “ขอถวายพระพร หาได้เป็นไปตามที่พระองค์ตรัสถามไม่” 

     พระเจ้ามิลินท์จึงตรัสขึ้นว่า “ถ้าพระคุณเจ้าไม่สามารถบอกได้ว่า นิพพานตั้งอยู่ที่ใด ก็แสดงว่า นิพพานไม่มี เมื่อนิพพานไม่มี ผู้ที่จะกระทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน ก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด” เหมือนกับบอกว่าเชียงใหม่มีแต่บอกไม่ได้ว่าเชียงใหม่ตั้งอยู่ทิศไหน แล้วอย่างนี้จะมีประโยชน์อะไรที่จะเดิน เดินไปก็ไม่มีทางเจอนิพพานหรือว่าเชียงใหม่ ท่านมีลักษณะอย่างนี้ ถ้าบอกไม่ได้ว่านิพพานอยู่ในทิศไหนก็แสดงว่านิพพานไม่มี เมื่อนิพพานไม่มีจะเดินทางไปสู่นิพพานและทำให้แจ้งซึ่งนิพพานก็ไร้ประโยชน์ และท่านได้ใช้คารมในเชิง logic ท่านบอกว่า ธรรมดานาย่อมเป็นที่ตั้งแห่งข้าวเปลือก ถ้าบอกว่าข้าวเปลือกเกิดมาจากที่ไหนก็ต้องบอกว่ามันเกิดมาจากนา เพราะฉะนั้นนาจึงเป็นที่ตั้งแห้งข้าวเปลือก ดอกไม้ย่อมเป็นที่ตั้งแห่งกลิ่น ถามว่ากลิ่นมันมาจากอะไร มันก็มาจากดอกไม้ ต้นไม้ย่อมเป็นที่ตั้งแห่งผลไม้ ผลไม้มาจากไหนก็มาจากต้นไม้

    เมื่อพระคุณเจ้าบอกว่านิพพานมี นิพพานก็น่าจะมีที่ตั้ง จะบอกว่าไม่มีที่ตั้งได้อย่างไร จริงๆถ้าตอบไปว่านิพพานอยู่ในใจก็น่าจะจบแต่มันก็คงไม่จบอีก คงจะมีคนแย้งอีกว่าถ้านิพพานอยู่ในใจทำไมใจทุกคนไม่มีนิพพาน ไม่รู้จะแก้อย่างไรอีก นิพพานอยู่ในใจแล้วทำไมใจของคนทุกคนในโลกนี้มีนิพพานไม่เหมือนกัน บางคนทุรนทุราย บางคนสงบเยือกเย็น จะบอกว่านิพพานอยู่ที่ใจได้อย่างไร

    พระนาคเสนตอบว่า “ขอถวายพระพร นิพพานมีอยู่จริง แต่ที่ตั้งของนิพพานไม่มี” ก็เหมือนกับบอกว่ามีคนแต่ไม่รู้ว่าคนๆนั้นอยู่ที่ไหน ฟังแล้วคนตะวันตกเขาขัดใจ ท่านจึงได้ยกอุปมามาเปรียบเทียบ บอกว่า “ อาตมาจะเปรียบเทียบให้ฟัง อาตมาขอถามหน่อยว่าไฟปกติมันอยู่ที่ไหน มหาบพิตรตอบได้ไหมว่าไฟมีหรือไม่มี ” พระเจ้ามิลินท์ตอบว่า “ มีไฟแต่ไม่สามารถนำมาแสดงให้ดูได้ เพราะยังไม่เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดไฟ ” แต่เมื่อใดที่นำไม้สองอันมาสี ไฟจึงเกิดขึ้น ซึ่งท่านนาคเสนก็ได้อุปมาไฟคือนิพพาน คือบอกไม่ได้ว่าอยู่ที่ใด แต่เมื่ออาศัยเหตุปัจจัยที่เหมาะสม ก็ทำให้เกิดขึ้น คือไม่สามารถบอกที่ตั้งได้ จะบอกว่า อยู่ที่ใจก็ไม่สามารถบอกได้ เพราะคนเราทุกคนก็ยังไม่บรรลุนิพพานเหมือนกันหมด แต่เมื่อบุคคลพยายามบำเพ็ญเรื่องศีล สมาธิ ปัญญาให้แก่กล้า สุดท้ายก็ทำให้นิพพานเกิดขึ้นได้ในใจเหมือนกับไฟฉันนั้นแล

    พระเจ้ามิลินท์ก็เลยถามว่า “ข้าแต่พระนาคเสน ถ้าที่ตั้งนิพพานไม่มี ผู้ปฏิบัติชอบตั้งอยู่ในที่ใด ฐานะของบุคคลผู้ปฏิบัติชอบมีหรือไม่” พระนาคเสนก็ตอบว่า “ขอถวายพระพร มีอยู่” ท่านจึงได้อธิบายว่า ฐานะนั้นก็คือศีล เมื่อบุคคลตั้งมั่นอยู่ในศีล และเจริญปัญญา ก็สามารถทำให้เกิดนิพพานขึ้นได้ในใจ


     พระเจ้ามิลินท์ได้ตรัสถามว่า “ ภันเต นาคเสนะ ข้าแต่พระนาคเสนผู้เจริญ ขอพระคุณเจ้าได้โปรดแสดงรูปพรรณสัณฐาน หรือขนาดแห่งนิพพานมาโดยเหตุโดยนัย หรือโดยอุปมาให้โยมได้ฟังซะหน่อย “

     พระนาคเสนก็ถวายพระพรว่า “มหาราชะ ขอถวายพระพรมหาบพิตรผู้ทรงคุณอันประเสริฐ อาตมาภาพไม่สามารถที่จะนำนิพพานมาแสดงให้มหาบพิตรดูได้โดยรูปพรรณสัณฐาน พูดง่าย ๆ ก็คือ จะเอานิพพานยามาให้เห็นด้วยดวงตาเนี่ยมันทำไม่ได้ เพราะว่านิพพานไม่มีตัวตน” 

     พระเจ้ามิลินท์ก็สงสัยว่า พระนิพพานก็ต้องเป็นตัวเป็นตน มีรูปร่างมีขนาด แต่บอกว่าไม่มีฟังแล้วมันขัดกับหลักเหตุผล นอกจากนั้นนิพพานยังไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยอีก กับบางสิ่งมันจะเกิดขึ้นมาได้มันต้องมีเหตุมีปัจจัยเหมือนพวกเราเกิดขึ้นมาอยู่ ๆ จะบอกว่าเราเกิดขึ้นมาจากกระบอกไม่ไผ่ อยู่ ๆ ก็เกิดขึ้นมาเลยไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยไม่มีพ่อแม่มันทำให้เราเกิดมามันไม่ได้ แต่พระนาคเสนบอกว่านิพพานไม่มีตัวตน ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยสุดท้ายก็เลยย้อนถามว่า

    พระนาคเสนเลยถามว่า “ถ้าจะมีคนถามมหาบพิตร มหาสมุทรที่กว้างใหญ่ไพศาลลึกลับมีน้ำเท่าไหร่ มีปลาอยู่เท่าไหร่ มหาบพิตรจะตอบได้ไหม”

    พระเจ้ามิลินท์ก็บอกว่า “โยมจะตอบมันได้อย่างไร ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าปลากับน้ำมันไม่มีล่ะสิ มีแต่มันก็เอามาคำนวณว่ามีปลามีน้ำอยู่เท่าไหร่มันไม่ได้ โยมไม่มีปัญญาที่จะทำได้หรอก แต่การที่โยมไม่สามารถที่จะไปทำได้เนี่ยไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีน้ำไม่มีปลา แต่เกินเป็นวิสัยที่จะทำได้ เพราะฉะนั้นโยมถึงไม่สามารถที่จะอธิบายถึงสิ่งที่มันเกินวิสัยได้” 

    พระนาคเสนบอก “มันก็เหมือนกันแหละ มหาบพิตรพระนิพพานมันก็มีลักษณะเหมือนมหาสมุทร อาตมาก็รู้ว่ามันก็มีแต่นำมาแสดงให้มหาบพิตรดูมันไม่ได้เหมือนกัน”

    พระนาคเสนก็ถาม “มหาบพิตร อรูปพรหมมันมีไหม” พระเจ้ามิลินท์ได้ฟังได้เรียนมาก็เลยบอกว่าตามที่ได้รู้ได้ยินมามันก็มี อรูปพรหมมันมี แปลว่าสัตว์ที่มี ๑ ขันธ์ คือมีแต่จิตอย่างเดียว แต่ไม่มีรูป มองไม่เห็นมีแต่จิตอย่างเดียว เขาเรียกว่าสัตว์ที่มี ๔ ขันธ์ คือ มีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แต่ไม่มีรูป เพราะฉะนั้นพระนาคเสนก็เลยบอกว่า “ก็เหมือนกันอรูปพรหมก็มีลักษณะเหมือนนิพพาน หมายความว่ามีแต่เอามาอธิบายไม่ได้ เพราะฉะนั้นการยืนยันว่ามีหรือไม่มีมันพูดยาก เราจะมาบอกว่าถ้ามีมันต้องมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ก็เหมือนเชื้อโรคที่ใช้กล้องจุลทรรศน์ขยาย ๑๐๐ เท่า กี่พันเท่า ถึงจะมองเห็น งั้นเราก็บอกว่ามองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ต้องใช้เครื่องมือ แต่จะบอกว่าไม่มีก็ไม่ได้”

    ทีนี้พระเจ้ามิลินท์ก็เลยถามว่า “ ถ้าสมมุติว่าท่านไม่สามารถเอานิพพานยกตัวเป็น ๆ มาให้เห็นได้เลย ก็ขอให้อุปมาเปรียบเทียบให้โยมฟังก็ได้”

     พระนาคเสนก็เลยถวายพระพรว่า “นับแต่นี้ไป อาตมาก็จะขอยกคุณของพระนิพพานมาอธิบายโดยอุปมาให้ฟังดังนี้ ขอถวายพระพรมหาบพิตร พระนิพพานเปรียบเสมือนดอกบัว ธรรมดาว่าดอกไม้เกิดจากน้ำจากโคลนตม แต่มันก็จากโคลนไม่สกปรกเลอะโคลน และก็หลุดพ้นจากน้ำ ลอยขึ้นมาเหนือน้ำ แสงพระอาทิตย์ก็ส่องดอกชูช่อไสว รับแสงอาทิตย์ พระนาคเสนก็บอกมหาบพิตร นิพพานก็มีลักษณะเหมือนดอกบัวไม่มีกิเลส ติดอยู่ในใจแม้แต่นิดเดียว เพราะฉะนั้นก็บอกว่าใครถ้าได้บรรลุนิพพานสิ่งหนึ่งที่ต้องสังเกตก็คือกิเลสอะไรบ้างในใจ ถ้าได้นิพพานจริง ๆ ก็ต้องไม่มีกิเลส และความเป็นอยู่ก็ต้องอิ่มเอิบ เบิกบานตลอดทั้งวัน แต่ถ้ายังมีขุ่นมัว ยังมีเกลียด โกรธ แค้น ไม่พอใจ ไม่สบอารมณ์ อย่างนี้เขาไม่เรียกว่านิพพาน เพราะมันไม่สามารถที่จะอิ่มเอิบได้ตลอดทั้งวัน นี่คืออุปมาข้อที่ ๑ นิพพานเปรียบเสมือนดอกบัว”



       " สรุปนิพพานหมายถึงเย็นหรือดับลง  เย็นเหมือนไฟที่เย็นลง  หรือของร้อนๆอะไรก็ตามมันเย็นลง  นั่นแหละคืออาการที่นิพพานล่ะ......เพราะฉนั้นคําว่านิพพานนั้นที่เป็นภาษาชาวบ้านแท้ๆ  มันหมายถึงของที่ร้อนให้เย็นลงเท่านั้น  แต่แล้วเราจะหมายความเพียงเท่านั้นไม่ได้ นั่นมันเป็นเรื่องของวัตถุ  ส่วนนิพพานในเรื่องของธรรมะหรือทางศาสนามันหมายถึง เย็นลงแห่งไฟกิเลส ไฟกิเลสคือ ราคะ โทสะ โมหะ จนเย็นสนิท จึงจะเรียกว่านิพพาน."

      เป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาก็คือ “พระนิพพาน” ทั้งนี้ กล่าวตามพระพุทธวัจนะที่ตรัสว่า “นิพพานัง ปรมัง วทันติ พุทธา” (พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสว่า นิพพานเป็นธรรมอันสูงสุด) ลักษณะของพระนิพพานก็คือ ภาวะที่ปลอดจากราคะ (ราคักขโย) ปลอดจากโทสะ (โทสักขโย) ปลอดจากโมหะ (โมหักขโย) อย่างสิ้นเชิง กล่าวอย่างง่ายๆ ภาวะที่สิ้นกิเลสนั่นแหละ คือ พระนิพพานและพระนิพพานนี้นับเป็นวิวัฒนาการสูงสุดแห่งความเป็นมนุษย์ ตามคติของพุทธศาสนา

      เมื่อกล่าวถึงหลักการที่แท้ของพระพุทธศาสนา มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่จะบรรลุนิพพานได้ในชีวิ

    ความดีคือสัจธรรมของโลก

    เมื่อกล่าวถึงหลักการที่แท้ของพระพุทธศาสนา มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่จะบรรลุนิพพานได้ในชีวิตนี้ แต่ตามความเชื่อที่เราคนไทยถือสืบต่อกันมา เรากลับเชื่อกันว่า การบรรลุพระนิพพานนั้นเป็นภาวะไกลสุดเอื้อม เป็นจุดหมายปลายทางสุดท้ายที่กว่าคนธรรมดาจะเอื้อมถึงต้องบ่มบำเพ็ญบารมีกันนับแสนล้านชาติภพ และชาติสุดท้ายอันเป็นที่ปรากฏของพระนิพพานจะมาถึงเมื่อไรก็ไม่มีหลักประกันใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อเชื่อกันอย่างนี้ พระนิพพานอันเป็นเป้าหมายสูงสุดของชาวพุทธ ก็ดูท่าว่าจะกลายเป็นเป้าหมายที่กลายเป็นหมันสำหรับคนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ ที่เกิดมาพบพระพุทธศาสนาในชีวิตนี้

    การเป็นชาวพุทธที่ไม่รู้ว่าจะบรรลุถึงพระนิพพานได้เมื่อไร ช่างเป็นเรื่องน่าสิ้นหวัง คงน่าสิ้นหวังพอๆ กับกัปตันสักคนหนึ่งซึ่งนำเรือออกจากท่า แล้วไม่รู้ว่าท่าที่มุ่งไปนั้นจะต้องใช้เวลากันนานแค่ไหนจึงจะบรรลุถึง

    คนไทยจะเข้าใจเรื่องพระนิพพานคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงกันมาอย่างนี้แต่เมื่อไรไม่ทราบได้ แต่ทราบอยู่อย่างหนึ่งว่า มีนักปราชญ์ไทยมากมายหลายท่านพยายามแก้ไขความเข้าใจเช่นนี้เสียใหม่ ปราชญ์เหล่านั้นก็เช่น หลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่ชา หลวงตามหาบัว หลวงปู่ดูลย์ หลวงพ่อเทียน เป็นต้น พ่อแม่ครูอาจารย์เหล่านี้ได้ใช้ชีวิตของท่านพิสูจน์ให้ดูว่า นิพพานเป็นสิ่งที่บรรลุถึงได้ในชาตินี้ โดยเฉพาะหลวงตามหาบัวนั้นถึงกับประกาศให้ศิษยานุศิษย์ทราบกันตรงๆ เพื่อเกื้อกูลแก่การปฏิบัติว่า “ดูเอานี่ พระอรหันต์นั่งอยู่นี่โต้งๆ แล้ว...” อย่างนี้เป็นต้น วัตรปฏิบัติ ปฏิปทา คำสอน ตลอดถึงวิถีชีวิตของครูบาอาจารย์ชั้นนำเหล่านี้ คือประจักษ์พยานที่ยืนยันว่า การบรรลุนิพพานในชีวิตนี้ไม่ใช่เรื่องเหนือวิสัย หากแต่เป็นไปได้จริงในชีวิตนี้

    เรื่องนิพพานพึ่งกำเนิดมาพร้อมคำสอนพระพุทธเจ้าเพียงไม่กี่พันปี แต่เรื่องพระเจ้าถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมโลกนี้ ประชากรบนโลกนี้ เกินครึ่งโลกเชื่อว่าโลกนี้มีพระเจ้าผู้สร้าง ในขณะที่ส่วนน้อยไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า ถ้าพระเจ้าไม่มีจริง ความเชื่อในพระเจ้าควรจะต้องลดน้อยลงทุกวันๆ แต่ตรงกันข้ามเพราะพระเจ้าสำแดงพระองค์ผ่านการอัศจรรย์ต่างๆ และช่วยเหลือมนุษย์ ให้พบสันติสุขที่แท้จริง สันติสุขที่โลกนี้ให้ไม่ได้ จึงมีคนกลับใจมาหาพระเจ้ามากขึ้นทุกๆวัน

    คุณ ไม่ได้ไปนั่งดูพระเจ้าสร้างโลกใช่ไหมครับและก็ไม่ได้เห็นกับตาใช่หรือไม่ถ้าคุณบอกว่าได้ไปนั่งดูผมว่าคุณไปโรงบาลประสาทซะนะครับสรุปคือที่คุณบอกว่าพระเจ้าสร้างโลกเพราะเอามาจากหนังสือ จากการบอกเล่าจากคนอื่น จากการคิดหรือเดาว่าเป็นเช่นนั้น

    ถ้าจะอ้างว่าพระเจ้าสร้างโลกจากในหนังสือ ผมก็เอาในพระไตรปิฎกมาอ้างได้เหมือนกัน ในนั้นกล่าวไว้ว่าโลกเราน่ะนะเกิดดับมาไม่รู้กี่ล้านรอบแล้วและการตั้งอยู่ของโลกแต่ละครั้งก็จะมีพระพุทธเจ้าเกิดมาหนึ่งองค์สององค์สามองค์แล้วแต่เหตุปัจจัยจะเอื้ออำนวยดังนั้นที่คุณบอกว่าพระเจ้าเกิดมากับโลกหรือสร้างโลกแล้วจะมีมาก่อนพระพุทธเจ้านั้นผิดถนัดเพราะพระพุทธเจ้าท่านมีมาก่านโลกใบนี้ด้วยซ้ำแถมมีมาตั้งหลายต่อหลายองค์ถ้านับเวลาก็นับไม่ได้เพราะโลกแต่ละดวงกว่าจะเกิดจะดับเวลามันเนิ่นนานมากแล้วจะพูดถึงโลกใบก่อนๆที่จะมีใบนี้ทำไม

    อ้อแล้วที่บอกว่าทำศาสนาคุณทำไมคนถึงเพิ่มขึ้นน่ะนะผมจำได้ว่ายกเรื่องที่ศรีลังกามาให็ดูแล้วนะ นี่คุณอ่านบ้างรึเปล่าเนี่ยรึว่าหาแต่ช่องโหว่ในคำพูดผมมาเถียงผมไปวันๆ

    แล้วที่บอกว่าคริสต์เพิ่มมากขึ้นน่ะคุณมองแต่ในแต่แง่ของคคริสต์รึเปล่า จริงอยู่ในแอฟริกา และเอเชียนั้นศาสนาคริสต์เพิ่มจำนวนขึ้น แต่ทางด้านยุโรป และอเมริกาจำนวนพุทธศาสนิกชนก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้ทั้งนั้น ในจำนวนนี้ทั่วโลกคนที่ไม่นับถือศาสนาในก็มีอัตตราเพิ่มขึ้นเช่นกัน

    มนุษย์มีความจำกัดในการรับรู้ คุณไม่สามารถรู้ทุกเรื่องบนโลกนี้ได้หรอก เช่น คุณไม่สามารถเรียนหมอ, วิศวะ, ช่างก่อสร้าง, นักกฏหมาย, นักดนตรี ฯลฯ ได้ทั้งหมดในช่วงชีวิตของคุณ เพราะคุณมีความจำกัดด้านความสามารถในการเรียนรู้ แต่วันหนึ่งเมื่อคุณเผชิญหน้ากับพระเจ้า ขอให้คุณถามแล้วพระองค์จะตอบคุณเอง

    จริงครับไม่เถียงที่ว่าผมคงไม่มีทางเรียนทุกอย่างให้หมดในชีวิตนี้ไม่ได้ แต่ที่บอกว่าไม่มีมนุษย์คนไหนรู้ไปหมดทุกอย่างน่ะผมขอเถียง ก็พระพุทธเจ้าไงที่รู้หมดทุกอย่าง พระองค์กล่าวไว้หมดไม่ว่าจะเรื่องใหญ่ๆอย่างมหาจักวาลจนถึงเรื่องเล็กสุดๆอย่างอะตอมหรือแม้การเิกิดของคนท่านยังกล่าวไว้ไม่ว่าจะเรื่องในตัวนอกตัวจนถึงเรื่องของอารมท่านยังกล่าวไว้

    ปล.อันที่ไบเบิลไม่ได้กล่าวไว้ ล้วนเป็นคำสอนยิบๆ ย่อยๆของศาสนาคุณ ซึ่งคุณไม่ควรเอาคำถามเหล่านั้นไปถามศาสนาอื่น เพราะศาสนาอื่นก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน

    นี่คุณคนเรามันมีจุดยืนทางความคิดไม่เหมือนกันหรอกนะเรื่องเล็กๆน่ะนะคุณไม่รู้หรอกว่าเข็มที่คุณเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันน่ะมันอาจจะไม่มีค่าสำหลับคุณแต่ถ้ากับคนที่มีแผลต้องการจะเย็บแผลน่ะมันมีค่ากับเขามาก นี่แล้วที่คุณว่ามันยิบย่อยเนี่ยความจริงมันเป็นคำถามที่มาจากในตัวของคุณทั้งนั้นนี่แค่คำถามยิบย่อยในตัวคนเรายังตอบไม่ได้แล้วจะมาพูดถึงเรื่องโลกเรื่องจักวาลให้ป่วยการทำไม

    ส่วนการที่พระเยซูมาตายบนไม้กางเขนนั้น คือ การที่พระองค์ยอมถวายตนเป็นเครื่องบูชานิรันดร์ เนื่องจากสมัยก่อนจำเป็นต้องมีเครื่องบูชาในการขออภัยบาปจากพระเจ้า แต่ละบาปมีครื่องบูชาไม่เหมือนกัน แตกต่างออกไปตามบาปเหล่านั้น แต่พระเยซูถวายตนเองเป็นเครื่องบูชาครั้งเดียวแต่มีผลตลอดกาล ทำให้ชาวคริสต์สามารถอธิษฐานล้างบาปได้โดยไม่ต้องมีเครื่องบูชาเหมือนสมัยก่อน

    จริงหลอที่ว่าพระเยซูถวายตัวเป็นเครื่องสังเวยกับพระเจ้า งั้นพระเจ้าจะต่างอะไร กับปีศาจหรือเทพของฮินดูที่ต้องให้คนมาสักการเส่นสรวงสังเวย ถ้าพระเจ้ายิ่งใหญ่ถึงขนาดสร้างโลกได้ทำไมไม่ช่วยล้างปาบไปให้หมดๆไปเลยทำไมต้องมีพิธีรีตองวุ่นวายส่งพระเยซูมาตายให้ทรมานเล่นทำไม ทำไมไม่ออกมายืนเป็นตัวเป็นตนให้คนเห็นเลยจะได้ไม่ต้องมีคนครางแครงใจ 

    คิดอย่างนี้ดีกว่า 1.ก่อนมีเลข 1 ยังมีกระดาษเปล่า ส่วนก่อนมันจะเป็นกระดาษเปล่า ก็ต้องเป็นต้นไม้ ก่อนมันจะเป็นต้นไม้ก็ต้องเป็นเมล็ด และคุณก็ต้องไล่ไปจนเจอสิ่งหนึ่งที่เป็นจุดกำเนิดของทุกๆอย่างอยู่ดี (ยอมรับความจริงก่อนจะสายไปก็ดีน่คุณ)

    ผมไล่ไปแล้วครับมันไม่ได้สิ้นสุดที่1หรอกครับแต่จุดที่มันสิ้นสุดจริงๆมันคือ0คือไม่มีอะไรเลยทุกอย่างมันเป็น0คือว่างแต่ที่เกิดเป็นหนึ่งได้ก็เพราะเหตุอันมีเหตุปัจจัยไม่รู้ว่าคุณเข้าใจความหมายของผมผิดยังไงบ้างนะที่ผมยกอุปมาเลข1มาก็เพื่อเอามาถามคุณว่าก่อนจะเป็น1มันมีอะไรนั้นเพราะคุณบอกไบเบิลบอกได้ทุกอย่างแต่ในเมื่อคุณเลิ่มนับจากหนึ่งแต่ที่ผมนับนั้นผมนับจาก0ที่ผมจะสื่อคือทุกอย่างมันเริ่มจาก0เลิ่มจากไม่มีอะไรมันไม่มีหรอกไอ้ที่เรื่มจาก1น่ะแต่มันเริ่มจาก0คือไม่มีอะไรเลย

    .ก่อนหน้า A-Z และ ก-ฮ ไม่มีอะไร พระเจ้าเป็น A-Z และ ก-ฮ เป็นเบื้องต้นและเบื้องปลาย เป็นอัลฟาและโอเมกา ถ้าคุณหาได้ว่าใครมาก่อนพระเจ้า ก็ขอให้คุณเลิกนับถือศาสนาพุทธ และผมก็จะเลิกนับถือศาสนาคริสต์ แล้วไปนมันสการผู้นั้นที่อยู่เหนือพระเจ้า

    ทุกอย่างมันมาจากไม่มีอะไรครับคุณก่อนที่จะมาเป็นหนึ่งมันเริ่มจาก0 แต่มันมีปัจจัยจึงเกิดมี1 และหนึ่งตัวนี้มันก็ไม่มีอยู่จริงเราไปยึดติดเองว่ามันเป็นหนึ่งหรือเป็น0ความจริงแล้วA-Zก-ฮ ไม่มีอยู่จริงเราไปยึดว่ามันเป็นอย่างเราคิดไปเอง 

    ถ้าผมยกพระเจ้ามาเป็นหนึ่งแล้วให้ตอบว่าก่อน1มีอะไรก็0ไงครับ

    คิอต้องเข้าใจนะว่าคุณไปยึดติดตัวเองกับต้นกำเนิดที่เป็น1แต่ในที่นี้ผมนับเป็น0ดังนั้นจุดยืนเราจึงเหมือนเป็นเส้นซ้อนทับเหมือนคุณยืนอยู่ข้างหน้าแล้วผมอยู่ข้างหลังตราบใดที่คุณไ่ม่หันมามองข้างหลังคุณก็จะไม่เห็นผมคุณจะเห็นว่ามีแต่คุณมีแต่1

    นั่นคือมุมมองของคุณ แต่ในมุมมองของพระเจ้า พระองค์เห็นว่าไม่มีมนุษย์คนใดทำดีได้ 100% โดยไม่ทำผิดเลย เพราะพระเจ้ารักมนุษย์ พระองค์จึงประทานหนทางการล้างบาปผ่านทางพระเยซู เพื่อให้มนุษย์กลับไปคืนดีกับพระองค์ และมีชีวิตนิรันดร์บนแผ่นดินสวรรค์ได้

    ถ้ารักจริงคนเป็นพ่อเป็นแม่มีหรอที่จะเป็นลูกตกท่อน้ำแล้วไม่อุ่มขึ้นแต่นี่แทนที่จะอุ้มขึ้นกลับไปแอบอยู่ไหนก็ไม่รู้ลูกก็มองไม่เห็น แล้วเขียนวิธีออกจากท่อน้ำใส่กระดาษโยนลงไปให้ลูกหาทางออกเอาเอง พ่อแม่คนจริงๆเขาไม่ทำกันหรอกเขาอุ้มลูกขึ้นมาเอาไปล้างน้ำจนสะอาดไปแล้ว

    เพราะคุณไม่เชื่อว่าพระเจ้าจะมากำหนดว่าคุณจะไปไหน ถ้าคุณไม่เคยลองเปิดใจให้พระเจ้าเข้ามาในชีวิตคุณ คุณก็ไม่มีวันรู้หรอกว่าพระเจ้าดีแค่ไหน เปรียบเสมือนมีเพื่อนของคุณมาบอกว่าร้านก๊วยเตี๋ยวร้านนี้อร่อย แต่ถ้าคุณไม่ลองไปชิมด้วยตัวเองก็ไม่มีวันรู้หรอกว่าความอร่อยเป็นอย่างไร

    ก็นั่นนะสิครับเพราะผมไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีและในความคิดของผมก็คือไม่มี แล้วผมจะเปิดให้สิ่งที่ผมรู้ทั้งรู้อยู่แก่ใจว่าไม่มีทำไม ในเมื่อผมเดินไปชนเสาก็เพราะผมไม่มองเองแล้วเสานั่นผมก็รู้ว่าการไฟฟ้าเป็นคนเอามาตั้งไม่เห็นว่าจะพระเจ้าจะมาทำให้ผมชนเสารึว่าพระเจ้าเป็นคนมาตั้งเสาต้นนั้นซะหน่อยเห็นอยู่โทนโท่ว่าการไฟฟ้าเป็นคนเอามา

    แล้วถ้าเพื่อนคนนั้นมันมันเป็นบ้าคิดไปเองว่าเคยกินก๊วยเตี๋ยวร้านนั้นทั้งๆที่ร้านนั้นมันไม่มีอยู่จริงผมเดินผ่านไปผ่านมาทุกวันก็ไม่ยักเห็นแล้วแล้วจะให้ผมเป็นบ้าไปตามเพื่อนคนนั้นน่ะเหลอครับ

    แต่คุณก็มีความบาปอย่างอื่นไม่ใช่หรือ ถ้าคุณบอกว่าคุณไม่เคยทำบาปเลยก็เท่ากับว่าคุณโกหกตัวเอง

    ใช่ตอนนี้ผมมีบาปกรรมของผมอยู่แต่ไม่ใช่บาปที่ไม่เชื่อพระเจ้านะคุณบาปในที่นี้คือบาปที่ผมไปทำคนอื่นเดือดเนื้อร้อนใจแล้วผมก็ไม่เคยบอกนะว่าเทวดาบนสวรรค์ไม่มีบาป แม้อรหันที่ทำนิพพานแจ้งแล้วแม้จะไม่ก่อบาปแต่ผลจากบาปก็ยังมีเหลือขนาดพระพุทธเจ้ายังต้องเผชิญผลของบาปก็หลายครั้ง

    ชาวพุทธบางคนยังแอบอ้างว่าพระเยซูไปศึกษาศาสนาพุทธที่อินเดียมาเลย ซึ่งจริงๆแล้ว พระองค์ก็ไม่จำเป็นต้องไปศึกษาอะไร เพราะพระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้าอยู่แล้ว มีฤทธิ์อำนาจเหนือธรรมชาติ และไม่มีสาวกที่ติดตามพระองค์คนใดพูดเกี่ยวกับอินเดียเลย ชาวยิวยังไม่จำเป็นต้องแอบอ้างเลยว่าพระพุทธเจ้าไปศึกษาไบเบิลทีโมเสสเขียนเลย

    ไอ้คนที่มันอ้างว่าพระเยซูเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าน่ะคุณแน่ใจหรอว่าเป็นชาวพุทธคุณเคยเจอมันหรอผมก็ขอประนามมันเหมือนกันไอ้พวกชอบคิดไปเองนอนฝันที่ไหนไม่รู้เอามาเขียนเล่นให้คนที่ไม่รู้เข้าใจผิด อ้อแล้วถ้ามันเป็นพุทธนะน่ะพุทธกี่เปอร์เซ็นหนังสือส่วนไหนของโลกบอกไว้พวกจินตนาการดีเด่นด้านลบแต่ประเดนคือคุณรู้ได้ยังไงว่าเป็นคนพุทธอย่าทึกทักไปเองนักสิครับผม 

    ซะตั้ว เป็นภาษาอิสาน แปลว่าซะเมื่อไหร่ จริงอยู่ไม่มีคนยิวอ้างว่าพระพุทธเจ้าไปเรียนไบเบิล แต่คุณรู้ไหมว่าบาทหลวงที่เข้ามาแผ่ศาสนาในศรีลังกาเขาบอกว่า พระพุทธเจ้าเป็นตัวแทนพระเจ้ามาเพื่อเตรียมคนทางตะวันออกไว้รอพระเจ้าและพระเยซูบ้างก็บอกพระเยซูคือพระศรีอาริยเมตไตยทั้งๆที่พระพุทธเจ้าค้านเรื่องพระเจ้าแต่เขาจินตนาการสูงถึงขึ้นให้พระพุทธเจ้าเป็นคนที่พระเจ้าส่งมาที่พูดมาไม่ใช่ผมเล่าลอยๆนะคุณไปอ่านเอาได้ประวัติศาสตร์ศรีลังกาน่ะ

    มันเป็นสิ่งที่พระเจ้าพูด ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์พูดเอง มนุษย์แค่ประกาศในสิ่งที่พระเจ้าบอกเพื่อเตือนมนุษย์ด้วยกัน คุณต้องไปประท้วงกับพระเจ้าเองว่าทำไมพระเจ้าถึงบอกเช่นนั้น

    โอ้ยพ่อคุณก็เห็นๆอยู่ว่าไอ้คนที่เขียนน่ะมันหูตามืดบอดคนดีๆที่ไหนเขาจะมาเขียนว่าพระพุทธเจ้าตกนรกไอ้คนที่เขียนมันก็ใช้มือมันเขียน โอ๊ะลืมไปพระเจ้าบอกให้ไอ้คนนั้นมันเขียนแหมคุณจะแต่งเรื่องก็เอาให้มันฟังดูดีหน่อยแสดงว่าพระเจ้าดลใจไอ้คนเขียนงั้นสิเห็นอยู่ทนโท่คนเขียนมันก็คนมีมือมีเท้ายังจะบอกว่าพระเจ้า

    อ้อคู้ณไหนเคยบอกว่าคนตายไปจะไปรอวันพิพากษาของพระเจ้าแต่นี่อะไรยังไม่ถึงเลยพระพุทธเจ้าไปตกนรกซะและพระเจ้าตัดสินก่อนงั้นหรอนี่ๆๆๆๆๆคุณผมว่านะถ้าขนาดคนดีๆที่เกิดมายังไม่เคยแม้แต่ฆ่าใครอย่างพระพุทธเจ้าแถมสอนให้คนเป็นคนดีขนาดนั้นยังตกนรกเนี่ยนะคนที่ไม่เชื่อพระเจ้าอีกเกินแสนล้านคนตั้งแต่อดีิตตกนรกหมดเลยมั้ง

    พูดขึ้นก็มีเหตุผลๆสุดท้ายก็เอาไปกองแหมะไว้กับพระเจ้า

    คุณคิดผิด พระเจ้ากำหนดไว้แล้วว่าต้องกินอาหารจึงจะอิ่ม ตั้งแต่สมัยอาดัม เอวาแล้วว่าต้องกินอาหารจึงจะอิ่ม ช่วยถามอะไรบนหลักความจริงด้วย อย่าเพ้อฝันเกินไป หรือถ้าคุณบอกว่า ถ้าเชื่อพระเจ้าแล้วผมบินได้ ผมจะเชื่อพระเจ้า อย่าแสดงอาการเพ้อฝันแบบเด็กๆ ออกมาเลย เพราะผมรู้ทัน คุณคงไม่รู้หรอกว่าคนที่คุณกำลังโต้เถียงอยู่ด้วยอายุเท่าไหร่

    นั่นไงคุณผมไม่ได้เพ้อก็คุณบอกผมเองว่าพระเจ้าเป็นคนกำหนดและบรรดาลทุกสิ่งนี่นา มันโกหกกันนี่นาก็บอกเองว่าช่วยได้กะอิแค่บินไหนว่ามีอำนาจ สุดท้ายถ้าไม่กินก็ไม่อิ่น มันก็เข้ากับทางผมสิผมบอกแล้วว่าผมเป็นคนกำหนดผมกินผมถึงอิ่ม ถ้าผมไม่กินผมก็ไม่อิ่ม พระเจ้าไม่มีสิทธิมากำหนด

    อ้อคุ้ณผมไม่รู้หรอกนะว่าคุณอายุอานามเท่าไหร่ผมไม่เคยเห็นคุณคุณจะอายุ150แล้วก็ช่างคุณเพราะงั้นผมก็ไม่สนน่านมานเรื่องของคุณแต่ผมว่านาคนแก่จริงเขาไม่มานั่งเถียงเด็กหรอกคุณ อะไรนะเค้าว่าน่ะ อืม คนจะแก่ๆความรู้ใช่อยู่นานรึว่าอยู่นานจนไม่มีไรทำเลยมาเถียงเด็กสรุปผมไม่รู้ว่าคุณอายุเท่าไหร่แต่ถ้าอยากรู้มาหาผมได้ทุกเมื่อนะครับผมเป็นPC BLAND JACOB อยู่ห้างเมกาบางนา

    ขัดแย้งกันดีน่ะ คุณรักพระเยซู แต่คุณไม่ยอมรับพระองค์เป็นพระเจ้า คุณโกหกหน้าด้านๆ คุณต่อต้านพระเจ้าสารพัด แล้วคุณยังมีหน้ากล้ามาบอกว่ารักพระเยซู ผมบอกว่าไบเบิลบอกทุกอย่าง แค่ไม่บอกว่าพระเจ้ามาจากไหน ผมว่าที่คุณบอกหน่ะมันขัดแย้งมากกว่าผมอีก

    คุณเอาสมองส่วนไหนคิดว่ามันขัดคุณ ที่บอกว่ารักพระเยซูน่ะผมรักที่ความดีของท่านไม่ได้รักที่ท่านเป็นคนศาสนาอะไรคุณคึดอะหยังอยู่เนี่ย คิดดูสิถูกทรมานจนขนาดนั้นยังไม่ตอบโต้ท่านเป็นคนที่น่านับถือมากผมรักท่านที่ท่านเป็นคนดีรักที่ความดีของท่านไม่ได้รักที่ท่านเป็นลูกพระเจ้าผมรักในความดีในฐานะมนุษย์ที่สอนให้คนเป็นคนดี นี่ๆๆๆๆๆๆๆๆคุณไปเช็คสมองหน่อยนะมีปัญหาด้านการเข้าใจภาษาคนรึเปล่าพูดให้ฟังอย่างนึงคิดไปอย่างนึง หวังว่าจะเข้าใจนะว่าผมรักท่านที่ความดีเพราะท่านเป็นคนดี นี่รู้จักม่ะสัมมาคารวะน่ะการให้ความเคารพผู้ควรแก่การเครพน่ะ

    ก็เหมือนกับองคุลีมารของคุณที่ไล่ตัดนิ้วของคนที่เขาฆ่าแล้วเอามาห้อยคอ พอเจอพระพุทธเจ้าก็กลับใจมาเป็นคนดีเฉยเลย แล้วคนที่องคุลีมารฆ่าหล่ะ ไปไหน ใครรับผิดชอบ?

    นี่คุณผมว่าคุณไม่สึกษาอะไรมาด้วยซ้ำนะผมละงง ผมขี้เกียจเล่านิทานนะ
    ในอดีตชาตินานโพ้นทีเดียว พระองคุลีมาล ได้ถือกำเนิดเป็น “เต่าใหญ่” อยู่ในทะเลและมหาสมุทรแห่งหนึ่ง ความใหญ่ของเต่าตัวนี้ มีขนาดไม่เล็กไปกว่าปลาวาฬ โบราณาจารย์ท่านเรียกเต่าชนิดนี้ว่า “เต่าเรือน” คือ ตัวใหญ่เท่าเรือน เป็นเต่าใหญ่แต่ใจบุญ ด้วยมีนิสัยที่ไม่ดุร้าย ทำร้ายใคร มักช่วยเหลือผู้คนที่ตกอยู่ในอันตรายจากเรืออับปางให้พ้นภัยเสมอ

    เต่าใหญ่อดีตชาติพระองคุลีมาล ก็เวียนว่ายหากินอยู่ในท้องทะเลตามปกติอยู่ชั่วนาตาปี จนอยู่มาวันหนึ่ง พบเรือประมงลำหนึ่งเกิดอับปางลง ผู้คนในเรือต่างก็ลอยคอ แหวกว่ายพยุงตัวเพื่อไม่ให้จมน้ำ ต่างก็หมดแรงเมื่อยล้า จะตายมิตายแหล่ ด้วยจิตแห่งความเมตตา เต่าใหญ่ตัวนั้นก็ว่ายเข้าไป เพื่อให้บรรดาชาวประมงเหล่านั้น ซึ่งคาดว่ามีประมาณ1000 คนได้พากันเกาะกระดองเต่า ปีนขึ้นมาบนหลังเต่า จนครบทุกคน และเต่านั้นก็ว่ายน้ำเข้าฝั่ง พาคน เหล่านั้นขึ้นบกให้พ้นภัยแต่ก็ใช้เวลาหลายวันชาวประมงต่างหิวโหย พอมาถึงฝั่ง ชาวประมงจึงคิดจะฆ่าเต่ากินเป็นอาหารแต่กัปตันเรือห้ามไว้ซึ่งกับตันเรือนั้นชาติิ่ต่อมาก็คือพระพุทธเจ้า เพื่อไม่ให้ลูกเรือฆ่าเต่าผู้มีบุญคุณเขาจึงอาสาไปหาอาหารบนเกาะพอกัปตันไม่อยู่ด้วยความหิวลูกเรือทั้งหมดก็พากันฆ่าเต่ากินเต่านั้นโกรธแค้นมากจึกตั้งจิตอาฆาตว่าจะจองเวรเหล่าลูกเรือทุกคน นี่แหละเป็นที่มาของการก่อกรรมของ องคุลีมาล

    แต่ไม่ใช่ว่าพระองคุลีมาลจะพ้นกรรมที่ทำจากการฆ่าคนหรอกนะแม้เป็นอรหันช่วงแรกชาวบ้านต่างแตกตื่นเอาหินข้วงปาท่าน

    แต่คุณตอบผมไม่ตรงประเดนนะคุณ ในกรณีขององคุลีมาลน่ะนะท่านสำนึกผิดแต่พระพุทธเจ้าไม่ได้เป็นคนล้างบาปให้แล้วแม้ท่านจะสำนึกบาปแต่ท่านก็ยังต้องรับกรรมอยู่ดี ที่เขาฆ่ากันเพราะมีกรรมเก่าต่อกัน สุดท้ายต่างฝ่ายก็ต่างรับกรรมของใครของมัน สำนึกผิดแล้วแต่ก็ต้องรับกรรมเพียงแต่การสำนึกผิดจะเป็นการรู้และไม่ทำอีก

    ความดีคือสัจธรรมของโลก

    ข่าวศาสนาพุทธได้รับการคัดเลือกให้เป็นศาสนาที่ดีที่สุดในโลกมาจากเว็บไซด์ต่างประเทศ สามารถค้นคว้าได้จาก google ดูที่ INTERNATIONAL COALITION FOR ADVANCEMENT OF RELIGIOUS AND SPIRITUALITY หรือสื่อสิ่งพิมพ์อื่นๆ

    ข่าวนี้ สร้างความอือฮาสนใจแก่ชาวพุทธและคนทั่วไปอย่างมากผู้ติดตามและผู้แปล (สมบัติ ศีลสาร) ได้ปลีกเวลาติตามตามเว็บไซด์ต่างๆ มีมากกว่า 10 เว็ป ลงแต่เรื่องนี้ทั้งในและต่างประเทศ จึงเปิดดูเพื่อหาความจริงหรือแสวงหาความรู้ และความเข้าใจของข่าวที่ปรากฏเพิ่มเติมต่อไป

    คุณ LINDA MOULIN (เป็นสตรีชาวแคนาคดา) เป็นผู้รายงานข่าว ศาสนาพุทธได้รับการคัดเลือกเป็นศาสนาที่ดีที่สุดในโลก ในหนังสือรายวันชื่อ TRIBUNE DE GENEVE เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2552 เวลา 16.55 น. คุณ LINDA ปัจจุบันนี้ทำงานอยู่กับบริษัทการเงินและหลักทรัพย์ ชื่อ AFFINITY CREDIY UNION ประเทศแคนนาดาเธอดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการอาวุโสด้านการพัฒนาองค์กร จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย SASKATCHEWAN ประเทศแคนนาดา มีประสบการณ์ด้านการเงิน การตลาด การประกันภัย และการสังคมสงเคราะห์ นอกจานี้เธอยังเป็นที่ปรึกษาและโค้ชการอนุเคราะห์เด็กเป็นบุตรบุญธรรม มาเป็นเวลานานกว่า 22 ปี

    หนังสือพิมพ์รายวันชื่อ TRIBUNE DE GENEVE เป็นหนังสือพิมพ์รายวัน สำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอรแลนด์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 1879 ประมาณ 130 ปี จำนวนตีพิมพ์วันละ 67,151 ฉบับ มีคนอ่านประมาณ 175,000 คน และสามารถอ่านได้จากเว็ปไซด์ตลอด 24 ชั่วโมง ลงข่าวศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ดีที่สุดในโลก เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2552

    คุณ HANS GROEHLICHEN ผู้อำนวยการองค์กรชื่อสมาพันธ์นานาชาติเพื่อความก้าวหน้าทางศาสนาและจิตวิญญาณ THE GENEVA – BASED INTERNATIONAL COALITION FOR ADVANCEMENT OF RELIGIOUS AND SPIRITUALITY ( ICARUS ) โดยมีคุณ JONNA HOLT เป็นผู้อำนวยการการวิจัยค้นคว้าเกี่ยวกับงานของโครงการนี้ FREEDOM FROM RELIGION ซึ่งเป็นที่มาของศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ดีที่สุดในโลก คุณ HANS และคุณ JONNA ทำงานให้กับองค์กรนี้ อยู่ที่เมือง ALAMEDA รัฐ CALIFORNIA ประเทศสหรัฐอเมริกา องค์กร ICARUS นี้ (คุณสมบัติศีลสาร ได้ตรวจสอบติดตามจากเว็บไซด์) เป็นสถานบันที่ทำงานด้วยกันกับอีกองค์กรหนึ่งว่า INTERGRATIVE YOUTH DEVELOPMENT ( IYD ) เป็นสถาบันหรือองค์กรทำงานเพื่อพัฒนาชุมชนและเยาวชน ก่อตั้งเมื่อ 1993 มีความชำนาญ 3 ส่วนหลักดังนี้

    •  สร้างส่งเสริมสนับสนุนเยาวชนในแต่ละคนอย่างเป็นรูปธรรม และ ประเมินผลได้

    •  ให้การดูแลและประสานความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน

    •  ให้การช่วยเหลือดูแลและประสานงานระหว่างโรงเรียนและชุมชน

    โดย นายสมบัติ ศีลสาร

    23 ตุลาคม 2552

    เลือกศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ดีที่สุดในโลก

    จากการรวบรวมสถิติต่างๆประจำปีต่อเรื่องเกี่ยวกับศาสนาที่ได้พัฒนาก้าวหน้าอย่างมากในการก่อให้เกิดความมีมนุษย์สัมพันธ์และสันติภาพ ของสมาพันธ์นานาชาติ เพื่อความก้าวหน้าของศาสนาและจิตวิญญาณที่นครเจนีวา The Geneva- based International – Coalition for the advancement of Religious and Spirituality ( ICARUS ) ได้เลือกที่จะมอบรางวัลพิเศษประจำปีนี้ให้แก่ชุนมชนพุทธศาสนา

    คุณ Hans Grochlichen ผู้อำนวยการองค์กร ICARUS กล่าวไว้ในการประชุมทางโทรศัพท์เมื่อวันจันทร์ว่า พวกเรามักนิยมชมชอบศาสนาที่ขับเคลื่อนดำเนินการที่สามารถควบคุมได้ ( an under-the redar approach ) เนื่องจากเราพยายามที่จะยกย่องความพอดีเหมาะสมของเรื่องจิตวิญญาณให้ปรากฏแพร่หลาย แล้วก็ได้พบแล้วในครั้งสำคัญนี้ ด้วยเหตุที่ว่าศาสนาสำคัญๆได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือให้เกิดความแตกแยกและปลุกเร้าให้เกิดความชิงชังมากกว่าที่จะทำให้เกิดความร่วมมือ สามัคคีสมัครสมานกัน พวกเราจึงมีความรู้สึกว่า จำเป็นต้องสร้างสิ่งพิเศษที่ไม่เคยมีมาก่อน นั่นคือ รางวัล “ศาสนาที่ดีที่สุดในโลก” ทำให้เกิดปรากฏการณ์ขึ้น เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้นำศาสนาอื่นๆได้เห็นถึงความเป็นไปได้ ที่จะทำให้คนเรามีความเมตตาเห็นอกเห็นใจกัน

    คุณ Hans Grochlichen ยังกล่าวว่า รางวัลนี้มีผู้ออกเสียงจากผู้นำศาสนาและจากทุกส่วนต่างๆของผู้มีความเชื่อถือทางจิตวิญญาณมากกว่า 200 ท่านทั่วโลก น่าสนใจอย่างมากที่ไม่ปรากฏมาก่อนเมื่อเราแจ้งเกณฑ์ในการออกเสียง (ให้คะแนน) ผู้นำศาสนาต่างๆ จำนวนมากออกเสียงให้พุทธศาสนามากกว่าศาสนาของตนเอง จริงๆ แล้วเมื่อรวมเทียบกับสมาชิกของเราทั้งหมด พุทธศาสนิกชน เป็นคนกลุ่มน้อย จึงเป็นเรื่องที่ประหลาดและตื่นเต้นอย่างยิ่งที่พุทธศาสนาได้รับการคัดเลือกชนะศาสนาอื่นๆ

    เรื่องที่สอบถามในการลงคะแนนคัดเลือกออกเสียง เช่น เรื่อง 1. การส่งเสริมสนับสนุนส่วนบุคคล 2. การส่งเสริมความสงบสุขในชุมชน 3. การเพิ่มพูนความเอื้ออาทรต่อกัน 4. ความรู้สึกที่เป็นมิตรกัน 5. และการกระตุ้นส่งเสริมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ คุณ Hans Grochlichen กล่าวอีกว่า ปัจจัยที่ใหญ่ที่สุดสำหรับพวกเราก็คือ องค์กร ICARUS ได้ก่อตั้งขึ้นโดยประชาชนผู้มีความเชื่อทางจิตวิญญาณและศาสนาที่ต้องการจะนำแนวคิดการไม่ทารุณโหดร้ายเบียดเบียนทำลายกัน ให้เป็นเรื่องหรือสิ่งสำคัญของสังคมชุมชน หนึ่งในคำถามที่สำคัญในขบวนการออกเสียงลงคะแนน ก็คือศาสนาอะไรไม่ใช่ความเบียดเบียนโหดร้ายทารุณรุนแรงอย่างแท้จริง

    เมื่อมีการนำเสนอข้อมูลต่างๆ ให้แก่สมาชิกที่ออกเสียงลงคะแนนได้ของสมาพันธ์ ICARUS ก็พบว่าแต่ละศาสนาที่ลงคะแนนเสียงนั้นรวมแล้ว 38 ศาสนา มีการลงคะแนนเสียงอย่างกว้างขวางนำเสนอพื้นเพของตน ปรัชญา และบทบาทของศาสนานั้น ในด้านการปกครองและการสงคราม

    JONNA HULT ซึ่งเป็นผู้อำนวยการ Research ของ ICARUS กล่าวว่าไม่เป็นเรื่องน่าประหลาดอะไรเลยสำหรับข้าพเจ้าที่ว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ดีที่สุดในโลก เพราะเราพบว่าไม่มีหลักฐานใดๆ สักนิดเดียว กล่าวถึงสงครามการต่อสู้ที่มาจากพุทธศาสนาในทางกลับกัน ศาสนาอื่นๆ แทบทุกศาสนาดูเหมือนว่าจะเก็บปืนไว้ข้างกาย แม้พระเจ้าก็ยังผิดพลาดได้ เราแทบจะไม่ค่อยเจอข่าวว่า มีพระภิกษุสักหนึ่งรูป เคยอยู่ในสงคราม ( a Buddhist that had ever been in an army ) พุทธศาสนิกเหล่านั้นยังปฏิบัติตามสิ่งที่พระสอนตามหลักธรรม ในขอบเขต พวกเราแทบจะไม่ได้พบเห็นเรื่องอย่างนี้กับประเพณีทางจิตวิญญาณอื่นๆ

    อย่างน้อยก็มีพระคาทอลิกรูปหนึ่งได้กล่าวถึงศาสนาพุทธ ชื่อบาทหลวง TED O' Shaughnessy จากเมือง Belfast โปรตุเกส ว่ายิ่งข้าพเจ้ารักโบสถ์คาทอลิกมากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้ข้าพเจ้าลำบากใจมากเท่านั้นจนไม่มีทางออก เมื่อข้าพเจ้าเทศน์เรื่อง ความรักตามพระคัมภีร์ แล้วก็อ้างถึงความประสงค์ของพระเจ้าเมื่อมีการฆ่ามนุษย์อื่นๆ กัน ด้วยเหตุผลนี้แหละทำให้ข้าพเจ้าเลือกที่จะลงคะแนนให้กับศาสนาพุทธ

    และของศาสนาอิสลาม มีผู้สอนศาสนาชื่อ Tal Bin Wassad จากประเทศปากีสถานแสดงความเห็นเดียวกันผ่านล่ามว่า ขณะที่ข้าพเจ้าก็เป็นคนมุสลิมที่เคร่งครัดคนหนึ่ง ก็ได้เห็นมากมายถึงความโหดร้ายทารุณและการนองเลือดที่แสดงออกทางศาสนามากกว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของตนเอง ชาวพุทธทั้งหลายมีวิธีแก้ปัญหา (ไม่มีการปรากฏเช่นนั้น) ( The Badolhists have that figured out ) ท่าน Bin ซึ่งเป็นสมาชิกที่ออกเสียงลงคะแนนของสมาพันธ์ ICARUS เพื่อชุมนุมมุสลิม ในปากิสถานยังกล่าวต่ออีกว่า “ความจริง ข้าพเจ้ามีเพื่อนมากมาย เพื่อนที่ดีที่สุดของข้าพเจ้าบางคนเป็นชาวพุทธ”

    คุณ RABBL SHMUEL WASSERSTIEN จาก เยรูซาเลม อิสราเอล กล่าวว่า แน่นอน ข้าพเจ้ารักในศาสนายิวและคิดว่าเป็นศาสนาที่ดีที่สุดในโลก แต่ด้วยความสัจจ์จริงแล้ว ข้าพเจ้าปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานทุกวัน ก่อนทำการสอนมนต์ตามประเพณียิวตั้งแต่ปี 1993 ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงเข้าใจศาสนาพุทธดี

    Grochlichen ผู้อำนวยการ ICARUS กล่าวว่าโครงการนี้ทำขึ้นมาเพื่อเป็นรางวัลแก่ศาสนาพุทธ อย่างไรก็ตามยังมีอุปสรรคอยู่นั้นเอง เมื่อวันอังคาร Grochlichen ได้กล่าวในการติดตามทางโทรศัพท์ “เราไม่สามารถหาผู้ใดที่จะมอบรางวัลนี้ได้เลย พุทธศาสนิกชนที่เราติดต่อไปต่างพูดอย่างเดียวกันว่า เขาเหล่านั้นไม่ต้องการรางวัลอะไร ผู้อำนวยการ Grochlichen ยังอธิบายถึงพฤติกรรมที่แตกต่างออกไปว่า โดยทั่วไปแล้วเขาเหล่านั้นทุกคนต่างพูดว่าศาสนา เป็นประเพณีทางปรัชญาอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ศาสนา แต่สิ่งนี้ก็ไม่ได้ทำให้เปลี่ยนแปลงไปจากความจริงที่ว่า พวกเราได้เรียนรู้ถึงปรัชญาในความรับผิดชอบส่วนบุคคล การถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นของพวกเขาเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในโลก และมีความสำคัญมากที่สุดสำหรับทุกคนที่จะต้องเผชิญความท้าทายต่างๆ ในศตวรรษหน้านี้”

    เมื่อถามว่าทำไมกลุ่มชาวพุทธในพม่าจึงปฏิเสธที่จะรับรางวัลนี้ พระสงฆ์พุทธชาวพม่า ชื่อ BHANTE GHURATA HANTA กล่าวว่า พวกเรามีความยินดีที่ได้รับทราบถึงรางวัลในครั้งนี้ แต่เราขอมอบรางวัลนี้ให้แก่มนุษยชนทุกคน เพราะว่าธรรมชาติของความเป็นชาวพุทธมีอยู่กับพวกเราทุกคนอยู่แล้ว คุณ Grochlichen ผู้อำนวยการ ICARUS ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า เราจะพยายามตามหาต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพบชาวพุทธสักคนที่พร้อมจะรับรางวัลนี้ เราก็จะแจ้งให้ทุกคนทราบและดำเนินการต่อไป


    ความดีคือสัจธรรมของโลก

    อ้อกรุณาอ่านให้หมดด้วยนะครับ คนที่คิดว่าคนอื่นโง่ ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรคนๆนั้นเองนั่นแหละที่เป็นคนโง่

    โทดทีนะครับ คุณจะเอามาโพสให้อ่านทำไม ถ้าไม่ได้รู้จริง พระพุทธเจ้าก็ทำนายไว้อยู่แล้วว่า พระเยซูจะมาบังเกิดทีหลัง ทั้งๆที่พระพุทธเจ้าบอกเช่นนั้นแล้ว ทำไมพวกคุณยังโง่มาอ่านอยู่อีกล่ะ ลองไปอ่านในพุทธทำนายให้ดีนะครับ มีพราหมคนนึงเดินมาถามพระพุทธเจ้าว่า ท่านคือพระผู้ช่วยให้รอดหรือไม่ พระพุทธเ้จ้าบอกว่า ไม่ เราคือผู้ที่ตื่นอยู่ เราสามารถบอกได้แค่ว่า ทางไหนจะไปสู่ความรอด และพระพุทธเจ้าบอกว่า จะมีผู้หนึ่งที่จะมาหลังจากเรา จะเป็นพระผู้ช่วยให้รอด ทำให้เจ้าชนะ 10 ทิศและจะนำเจ้าไปสู่สันติสุข จงไปหาทางอื่นเพราะเราเป็นแค่ผู้บอกทาง และ ถ้ามีผู้หญิงมาบวชชี จะต้องรอพระองค์นั้น 500 ปี แต่ถ้าไม่มีใครมาบวชเป็นชี จะต้องรอ 5000 ปีกว่าที่พระองค์นั้นจะมาบังเกิด ยังไม่ทันไร มีแม่ชีคนหนึ่งมาขอ บวชเป็นชีที่พระพุทธเ้จ้า และหลังจากนั้น 543 ปี ก็มีพระเยซูลงมาบังเกิด และภายใน 500 ปีนั้น ไม่มีศาสนาใดบังเกิดเลย นอกจากศาสนาคริสต์ เปิดหูเปิดตาได้แล้วครับ พระพุทธเจ้าทรงบอกถึงขนาดนี้แล้ว ทำไมยังปิดเบือนความจริง แถมยังเอาคำสอนมาสอนแบบผิดๆ นี่หรอชาวพุทธ โง่สิ้นดี หัดฉลาดได้แล้ว พระเยซูเกิดหลังพระพุทธเจ้า และไม่เคยไปอินเดียเลยด้วยซ้ำ อย่ามั่วถ้าไม่รู้จริง

    ความดีคือสัจธรรม

    55555+ผมไม่อยากเชื่อแต่ก็ต้องชื่อนะครับ ว่าพวกโง่แต่อวดฉลาดแสดงความคิดโดยศกษามาอยางลวกๆคุณไปเอามาจากไหนครับโอ้ยให้ตายคุณไปอ่านมาใหม่นะมันไม่มีอยู่จริงไตรปิฏกเวอร์ชั่นพิศดารเล่มไหนบอกไว้ไม่มีแล้วไอ้ที่บอกว่าพระเยซูเป็นพุทธผมก็ไม่ได้บอกว่าเป็นความจริงสักนิดคุณ555555+พวกคุณนี่อะไรกัน สัมมาทิฐิ น่ะหัดมีกันบ้าง ไม่ใช่อ่านอะไรก็ทึกทักเชื่อหมดกาลามสูตรน่ะอ่านยัดใส่สมองบ้างผมถามจริงๆมีไตรปิฏกส่วนไหนบอกไว้อย่างนั้นรู้ไหมผมนั่งขำจนน้ำตาเล็ดแล้วครับคุณ

    แล้วไอ้ที่คุณบอกให้ผมเปิดหูเปิดตาน่ะผมว่าคุณมากกว่านะขังตัวเองเป็นกบเชื่อเพียงเราะอยากให้เข้ากับความคิดของตัวเองได้น่าขันสิ้นดีไอ้ที่มันเขียนไว้น่ะมันไม่มีหลักฐานตามความหมายจริงโดยตรงสักนิดคูนที่มีมาให้คุณอ่านน่ะไอคนเขียนมันไปหลับฝันแล้วเอามาแต่เรื่องมาให้คนที่ไม่รู้อ่านไอ้พวกที่มันไม่มีการศึกษาไม่รู้ว่าอะไรจริงไม่จริงมันก็เชื่อพวกที่เข้ากับความคดเห็นของตัวเองก็เชื่อส่วนเรื่องไหนที่ไม่เข้ากับความคิดที่ขัดกับความอยากของตัวเองมันก็ไม่เชื่อพลอยหาว่าโกหกเหลวไหล

    แล้วไอ้ที่บอกว่าไม่มีศาสนาใดบังเกิดเลย นอกจากศาสนาคริสต์น่ะคุณเอาหูไนาอาตาไปไล่ที่ไหนมาคุณศาสนาที่เกิดหลังคริสต์มีเป็นโหลถ้าจะบ้าก็บ้าให้ถูกที่คุณแต่ผมว่าคุณไม่บ้าหรอกแต่อาจจะครุกในกะลาจนไม่ชะโงกกะหลกกะลาหนาออกมาจากกะลาก็แค่นั้นแหละ

    พระพุทธเจ้าทรงบอกถึงขนาดนี้แล้ว ทำไมยังปิดเบือนความจริง แถมยังเอาคำสอนมาสอนแบบผิดๆ นี่หรอชาวพุทธ

    นี่แหละครับคนพุทธพูดผมพูดแบบจริงๆที่ผมเอามาให้อ่านเป็นบุญหัวคุณนั้น ผมก็เอามาจากของจริงไม่ได้แต่งแต้มอะไร ผมไปบิดเบือนอิส่วนไหนหรือขอรับผมคุณพิสูจได้ทั้งนั้นแล้วที่บอกว่าพระพุทธเจ้าบอกมาคุณเอามาจากไหนพระพุทธเจ้าองค์ไหนของคุณจากไตรปิฏกเล่มไหนหน้าไหนบรรทัดไหนฃ

    ไอ้ที่บอกว่าโง่สิ้นดีน่ะคุณมันใครกันแ่ที่เชื่อแบบไม่คิดแบบไม่มีหลักฐานแค่มันเข้ากับความอยากของตัวเองได้ก็ทึกทักว่าเป็นอย่างนั้นอย่านี้ ลิ้นคนมันไม่มีกระดูกหรอกนะคุณ ผมว่าที่โง่ไม่ใช่ผมซะละมั้ง คนที่ควรหัดฉลาดผมว่าคุณมากกว่านะคุณ และผมขอบอกนะถ้าโง่แล้วอย่าคิดว่าคนอื่นจะโง่เหมือนตัวเอง

    คนที่มันไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่แล้วทึกทักมาว่าฝ่ายนั้นโง่น่ะ ไอ้คนนั้นนั่นแหละที่มันโง่เสียเอง


    ความดีคือสัจธรรม

    พระศรีอริยเมตตรัยคือพระเยซูคริสต์

    พระศรีอริยะเมตตรัยคือพระผู้ช่วยให้รอด

    คัดลอกข้อความมาจาก "พระธรรมปิฎกพุทธทำนายถึงพระศรีอาริยเมตตรัยที่มาโปรดโลกมนุษย์" ซึ่งคัดลอกมาจากวัดพระสิงห์ จ.เชียงใหม่ พระศรีสุทธิวงศ์ กรุงเทพฯรับรองว่าถูกต้อง เอกสารนี้ออกให้ในวันตำรวจ วันที่ 13 ตุลาคม พศ. 2497

    ข้อความบางตอนกล่าวว่า.... เมื่อพระพุทธเจ้า เดินเที่ยวสัญจรเป็นตัวเป็นตนอยู่ในโลกนี้ มีพราหมณ์เฒ่าองค์หนึ่งนุ่งขาวห่มขาวเข้ามาทูลถามพระพุทธเจ้าว่า "มนุษย์และพราหมณ์ทั้งหลายจะจำศีลกินทานไปอย่างไรจึงจะรอดพ้นจากบาปได้?" 

    พระพุทธเจ้าตรัสว่า "มาศแม้นว่าท่านทั้งหลายจะให้ทานทอดกฐิน ถือศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ศีล 227 เก้าล้านเก้าพันโกฏิ ยกมือไหว้บูชาถวายตัวเป็นเครื่องบูชา หรือภาวนาวันละ 5 ครั้ง ก็ไม่อาจจะรอดพ้นได้ ทำอย่างนี้ทุกวันก็จะได้บุญกุศลเพียงเท่าเส้นผมเด็กอ่อนที่อยู่ในท้องแม่ 8 อสงไข จะเข้าประตูเมืองสวรรค์ก็ยังมิได้เลย" 

    พราหมณ์เฒ่าองค์นั้นจึงถามต่อไปว่า "ถ้าอย่างนั้นข้าทั้งหลายจะทำอย่างไรจึงจะพ้นและรอดได้?" 

    พระพุทธเจ้าจึงตรัสกับพราหมณ์เฒ่านั้นว่า "บาปกรรมของมนุษย์นั้นมากหนักหนา หนักกว่าฟ้า หนากว่าแผ่นดิน สูงกว่าหินสีมาฝัง 4 เหลี่ยม 1 ศอกทุกด้าน ปีไหนเทวดาเอาผ้ามาปัด 1 ที หินนั้นหมดเมื่อไหร่ บาปของมนุษย์จะหมดเมื่อนั้น" พระพุทธเจ้าทรงเทศนาต่อไปอีกว่า "ตัวเราเองได้สละสมบัติ ตัดสละกิเลส มาทรงเพศเป็นชี ถือว่าตนดีไม่น้อย ได้ 8 อสงไขปีปลาย แถมอีกแสนมหากัปล์ นับได้ตัดสละได้ 10 ชาติ ก็ไม่อาจรอดพ้นสักคราวฯท่านทั้งหลายเอ๋ย" 

    พราหมณ์เฒ่าองค์นั้นก็ทูลถามต่อไปอีกว่า "ดังนั้นจะให้ข้าทั้งหลายทำอย่างไร?" 

    พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า "ให้ท่านทั้งหลายแสวงหาพระอีกองค์หนึ่งที่จะมาโปรดโลก ช่วยท่านทั้งหลายภายหน้า ชื่อว่าพระศรีอริยเมตตรัย" 

    แล้วพราหมณ์เฒ่าองค์นั้นทูลถามว่า "พระศรีอริยเมตตรัยที่จะมาโปรดโลกภายหน้านั้นมีบุคลิกลักษณะอย่างไรพระองค์ท่าน?' 

    พระพุทธเจ้าตรัสว่า "พระศรีอริยเมตตรัยที่จะมาโปรดโลกภายหน้านั้น ที่อุ้งมืออุ้งเท้าเป็นกงจักรกลม ที่สีข้างมีรอยถูกแทงเป็นแผล หน้าผากเต็มไปด้วยรอยตำหนิ พระองค์นั่นแหละจะพาท่านทั้งหลายไต่ข้ามวัฏสงสารไปจนถึงสวรรค์นิพพานจึงพบหน้พระแก้ว3 ประการตามประสงค์ หาตามทางเก่าท่านไม่พ้นแน่ ให้ท่านเลิกทางเก่าเสีย และจะมีดวงวิญญาณดวงใหม่ ดวงหนึ่งเท่าแสงหิ่งห้อยลงมาจากชั้นฟ้าเบื้องบน ลงมาสถิตอยู่ในใจของท่านทั้งหลาย แล้วท่านทั้งหลายจะมีชัยชนะต่อศัตรูทั้ง 4 ทิศ 8 ทิศ ใครจะปองร้ายท่านไม่ได้ ถ้าตายแล้วจะไม่ได้กลับมาในโลกนี้อีกต่อไป (คือสวรรค์นิพพาน)" 


    ความดีคือสัจธรรม

    วิจารบทความข้างต้นเดี๋ยวจะมาต่อกลับบ้านก่อน555+

    ความดีคือสัจธรรม

    พระเยซูเป็นพระเมสสิอา หรือพระศรีอาริย์จริงหรือ?

    ทุกบรรทัดที่ผมโพสไปไม่ว่าจะเก่าหรือใหม่ผมยืนยันได้ว่าเป็นคความจริงไม่ได้บิดเบือนพระธรรมขององค์พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้สักนิดที่เอามาเขียนให้พวกมิจฉาทิฐิได้อ่าน ก็มีรากเหงาจากพระไตรปิฎกทั้งสิ้นไม่ได้แต่งขึ้นลอยๆเหมือนพวกโมฆบุรุษผู้ทรามปัญญาเหล่านั้น  ที่หมายจะเอาคำสอนของศาสนาอื่นมาบิดเบือนแต่งเติมเพื่อให้เข้ากับสิ่งที่ตนเชื่อ เพื่อให้เข้ากับทิฐิของตน

         การเป็นเมสสิอานั้น จะเป็นจริงตามความเชื่อของคริสต์หรือไม่ประการใดนั้นผมไม่ขอพูดถึงเพราะเป็นเรื่ิองของศาสนาคริสต์ซึ่งไม่เกี่ยวกับศาสนาพุทธ แต่การเป็นพระศรีอาริย์ ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตนั้นออกจะเป็นปัญหา  (ซึ่งอันที่จริงการอ้างว่าตนเองเป็นศาสนาพระศรีอาริ์นั้นมีหลายต่อหลายศาสนาด้วยกันที่อ้างแบบนั้น แม้แต่ลัทธิคอมมิวนิสต์เขาก็อ้างว่าลัทธิของเขาเป็นศาสนาพระศรีอาริย์ที่แท้จริง)   การพยายามให้ พระเยซู เป็นพระศรีอาริย์นั้น เป็นเหตุผลทางจิตวิทยา เพื่อดึงชาวพุทธประเพทที่รอคอยพระศรีอาริย์ ให้หันมาสนใจและนับถือศาสนาคริสต์ โดยจับประเด็นตอนที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระอานนท์ เมื่อพระอานนท์ทูลขอ ให้พระนางปชบดีบวชเป็นภิกษุณี  พระพุทธเจ้าทรงแสดงโดยอุปมาว่า

      ถ้าพระสัทธรรมจะมีอายุ1000 ปี  แต่ถ้ามีสตรีเข้ามาบวชพระสัทธรรมจะดำรงอยู่ได้เพียง500 ปีเท่านั้น ซึ่งโดยความหมายเพียงว่า ถ้าสตรีมาบวชในธรรมวินัยแล้ว อายุพระศาสนาจะลดลงกึ่งหนึ่ง ไม่ได้เกียวกับการเกิดขึ้นของพระเยซูสักนิด  เรื่องที่บอกว่าพระเยซูคือพระศรีอาริย์นั้นเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ไม่มีหลักฐานจริง ในพระไตรปิฏกไม่มีกล่าวไว้   เป็นเพียงการแต่งขึ้นเพื่อต้องการบิดเบือนเพื่อให้คนสบสนและเอนเอียงไปนับถือคริสต์เท่านั้น

    เวลาที่พระศรีอาริย์จะเกิดมาบนโลกนั้นก็ต่อเมื่อศาสนาของพระโคตมพุทธเจ้าเสื่อมไปแล้ว และเสื่อมลงตามลำดับจนมนุษย์อายุเหลือเพียง 10ปี ต่อจากนั้นมนุษย์จะค่อยๆสำนึกในตัวเอง และปรับปรุงตัว จนอายุค่อยๆเพิ่มมากขึ้นและลดลงมาอยู่ในระดับ 80000 ปีพระศรีอาริย์จึงจะบังเกิดขึ้น พระศรีอาริย์มีคุณธรรม พระคุณ จากธรรมที่ท่านตรัสรู้  และจะสั่งสอนเช่นเดียวกับพระโคตมพุทธเจ้าทุกประการ ทั้งยังมีลักษณะพระวรกายสมบูรณ์ด้วยมหาปุริสลักลักษณะ 32 ประสมบูรณ์ด้วย อนุพยัญชนะ 80ประการ  อันเป็นลักษณะของพระพุทธเจ้า ธรรมดาของพระพุทธเจ้านั้นจะไม่ถูกใครฆ่าตายหรือแม้แต่ทำให้โลหิตออกจากพระองค์ 

    การกล่าวว่าพระเยซูเป็นพระศริอาริย์ ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้านั้น คุณสมบัติอันใดที่ว่าเป็นพระพุทธเจ้า ทั้งส่วนกาย คุณธรรม และยุคสมัย ไม่มีส่วนไหนตรงสักนิด 

    ในหนังสือชื่อว่า "เราคือผู้ที่โลกรอคอย"โดย ผู้ใช้นามว่า สมร เรืองชาญ ที่พยายามเขียนโน้มน้าวให้ผู้ให้ผู้อ่านเข้าใจว่า พระเยซูคือพระศรีอาริย์  ที่คนไทยกำลังรอคอย เพื่อผลทางโฆษนาชวนเชื่อนั้นนำเอาข้อความเป็นจำนวนมากไปใส่โอษฐพระพุทธเจ้า โดยอ้างลักษณะทางพระวรกายของพระศรีอาริย์ว่า

    "ที่อุ้งมืออุ้งเท้าเป็นกรมจักร กลมมน ที่สีข้างมีรอยถูกแทงเป็นแผล" แล้วดึงลัษณะเหล่านี้เข้าหาพระเยซู ลักษณะเหล่านี้คล้ายมหาปุริสลักษณะเพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือลักษณะของเท้า ส่วนรอยแผลที่สีข้างเป็นผีมือทหารยิว  หน้าผากเป็นเพราะมงกุฏหนาม

    การดึงเอาจุดเด่นที่เหมือนกันบางอย่างมาเป็นเครื่องยืนยันว่าเป็นอย่างเดียวกันในลักษณะนี้เหมือนที่พูดว่า"วัว คือ ควายเพราะมี เขาสองข้าง  ขาสี่ข้าง และหูสองข้างเหมือนกัน" ทั้งๆที่เหมือนกันตั้งหลายอย่างเช่นนี้ วัว กับ ควายก็ยังคงเป็นสัตว์คนละพวกอยู่ดีนั่นเอง

     คัดลอกข้อความมาจาก "พระธรรมปิฎกพุทธทำนายถึงพระศรีอาริยเมตตรัยที่มาโปรดโลกมนุษย์" ซึ่งคัดลอกมาจากวัดพระสิงห์ จ.เชียงใหม่ พระศรีสุทธิวงศ์ กรุงเทพฯรับรองว่าถูกต้อง เอกสารนี้ออกให้ในวันตำรวจ วันที่ 13 ตุลาคม พศ. 2497

    จากบทความข้างต้นที่กล่าวอ้างว่าลอกมาจาก "พระธรรมปิฎกพุทธทำนายถึงพระศรีอาริยเมตตรัยที่มาโปรดโลกมนุษย์"  ในที่นี้ไม่ทราบว่าพระธรรมปิฏกที่กล่าวอ้างมามีในหมวดหมู่ไหนของพระไตรปิฏกเล่มใดหรือส่วนใด พระไตรปิฏกนั้นมีสามแม่บทใหญ่ที่เรียกว่า 1.พระวินัยปิฏก 2.พระสุตตันตปิฏก 3.พระอภิธรรมปิฏก ทั้งสามหมวดหมู่นี้ในบัณฑิตยสถานไม่มีการใช้คำเรียกพระไตรปิฏกว่าพระธรรมปิฏกจะมีก็แต่เพียงพระอภิธรรมปิฏก และคำว่าพระธรรมปิฏกนี้เป็นเพียงสมญานามแทนพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)ไม่ได้เป็นคำที่ใช้เรียกพระไตรปิฏกแต่อย่างใด


    ข้อความบางตอนกล่าวว่า.... เมื่อพระพุทธเจ้า เดินเที่ยวสัญจรเป็นตัวเป็นตนอยู่ในโลกนี้ มีพราหมณ์เฒ่าองค์หนึ่งนุ่งขาวห่มขาวเข้ามาทูลถามพระพุทธเจ้า


    จากบทความที่ว่า". เมื่อพระพุทธเจ้า เดินเที่ยวสัญจรเป็นตัวเป็นตนอยู่ในโลกนี้ " น่าสังเกตมากหากท่านเป็นคนที่ศึกษาพระไตรปิฏกและคำภีร์ในพระพุทธศาสนาจะเห็นว่า คำว่าเดินเที่ยวสัญจรเป็นตัวเป็นตนนั้นนั้นจะไม่มีการนำมาใช้กับพระพุทธเจ้าเด็ดขาดจะมีก็เพียงคำว่า เสด็จ พิกขาจาร เป็นต้น เพราะพระองค์เคยเป็นถึงเชื้อขัติยราชสกุล ดังนั้นคำว่าเดินเที่ยวเป็นตัวเป็นตนจะใช้สำหลับคนธรรมดาสามัญ หากบทความนี้มีในคำภีร์ทางพุทธศาสนาจริงจะไม่มีการใช้คำปกติเด็ดขาด
    และศัพนามที่ใช้เรียกพราหณ์นั้นควรรู้ไว้ว่าสำหลับพราหมณ์จะไม่ใช้คำแทนว่าองค์แม้จะแก่ชราสักเพียงใดก็จะไม่ใช้คำว่าองค์เด็ดขาดจะใช้คำว่า คน คนหนึ่ง ผู้หนึ่ง เป็นต้น ซึ่งจะใช้ศัพนามเหมือนคนธรรมดา


    พระพุทธเจ้าตรัสว่า "มาศแม้นว่าท่านทั้งหลายจะให้ทานทอดกฐิน ถือศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ศีล 227 เก้าล้านเก้าพันโกฏิ ยกมือไหว้บูชาถวายตัวเป็นเครื่องบูชา หรือภาวนาวันละ 5 ครั้ง ก็ไม่อาจจะรอดพ้นได้ ทำอย่างนี้ทุกวันก็จะได้บุญกุศลเพียงเท่าเส้นผมเด็กอ่อนที่อยู่ในท้องแม่ 8 อสงไข จะเข้าประตูเมืองสวรรค์ก็ยังมิได้เลย" 

    ถ้าหากคนที่มีศึกษามีบ้างจะรู้ในทันทีว่า  บทความข้างต้นไม่ใช่คำตรัสของพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอน เพราะพระองค์  เทิดทูญศีล ว่าเป็นบ่อเกิดแห่งความดีงานอันนำไปสู่นิพพานและความสงบสุขของโลก ส่วนการให้ทานนั้นเป็นทางสู่สวรรค์เป็นทางการเกื้อกูลต่อโลก แต่นี่กลับบอกว่า รักษาศีลแทบตายก็ไม่ได้ขึ้นสวรรค์ตลกดีไหมล่ะ  

    ดังนั้นจึงกล่าวได้เลยว่าบทความเหล่านั้นเป็นการแต่งขึ้นเพื่อทำให้คนสับสน ของพวกโมฆะบุรุษ ปัญญาทรามที่ต้องการยกตนข่มท่าน แะเพื่อให้มันเข้ากับทิฐิของตัวเอง  คนเหล่านี้ลบหลู่ศาสนาอื่นยังไม่พอบังลบหลู่ศาสนาตัวเองโดยการบิดเบือนแต่งเสริม

    ถ้้าคนที่มีการศึกษา มีความฉลาด มีปัญญา ไม่โง่เขลาปัญญาทรามแล้วก็จะไม่เชื่อเรื่องเท็จเหล่านี้เด็ดขาด


    คุณ twopac ครับที่บอกว่าเปิดหูเปิดตา แล้วหยุดโง่ ผมว่าผมต้องเป็นฝ่ายพูดมากกว่านะครับ เพราะความจริงคืออะไรคนมีปัญญาก็น่าจะรู้  และที่บอกว่าหยุดบิดเบือนน่ะมันคุณมากกว่านะ ที่ผมมาโพสทั้งหมดเนี่ยก็เป็นความจริงทั้งนั้น พระไตรปิฏก ทั้ง45เล่มเป็นหลักฐานและยืนยังได้

    ขออภัยที่มาตอบโพสต์ช้า เพราะเนื่องจากติดธุระมากมาย ไหนจะอ่านหนังสือสอบปลายภาค, แข่งครอสเวิร์ด, เรียนเสริม ฯลฯ

    อ้อขอโทษด้วยครับผมนึกว่าคุณตั้งขึ้นเองไม่นึกว่าที่แท้จะลอกมาแล้วผมจะอึ้งอย่างคิดไม่ถึงหรือให้ข้อคิดกับอุปมาที่ศาสนาจารย์ของคุณที่แต่งขึ้นมากน้อยแค่ไหนนั้นผมรู้แก่ใจผมดีคุณไม่มีสิทธิ์กับความคิดผมและคุณก็ไม่อาจจะรู้ได้เช่นกันเพราะคุณไม่ใช่ตัวผมคุณอ่านใจผมก็ไม่ได้ แต่ถ้าถามถึงศาสนาพุทธนั้นมีให้ผมอึ้งได้เป็นกระตั้กเลยแหละครับคุณ แบบที่อึ้งแล้วอึ้งอีกอ่านไปบางที่ยังถึงขั้นหัวเราะในอุปมาที่ยกเอามาใช้เปลียบเทียบได้อย่างชาญฉลาดเลยทีเดียว อย่างในมิลินทปัญหากับปายาสิราชัญญสูตรก็มีการอุปมาอย่างเฉียบแหลมไว้มากมาย แล้วยังมีการโต้วาทีของท่านคุณานันทเถระที่ศรีลังกากับพวกบาทหลวงอีก มีการตั้งอุปมาในการโต้วาทีในครั้งนั้นอย่างถึงพริงถึงขิงจนฝ่ายตริสต์ต้องพ่ายแพ้อย่างหมดรูปเสียก็หลายครั้งและยังมีอีกเยอะทีเดียวแหละแต่คุณลองไปหาอ่านดูเอานะ

    ถ้าคุณตีความคำอุปมานี้ออก ผมจะยอมรับว่าศาสนาคุณมีคำอุปมาที่ชาญฉลาดกว่า

    "แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนขุมทรัพย์ที่ซ่อนไว้ในทุ่งนา เมื่อมีผู้พบแล้วก็กลับซ่อนเสียอีก และเพราะความยินดีจึงไปขายทุกสิ่งที่เขามีอยู่แล้วไปซื้อนานั้น อีกประการหนึ่ง แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนพ่อค้าที่ไปหาไข่มุกอย่างดี และเมื่อพบไข่มุกเม็ดหนึ่งมีค่ามาก ก็ไปขายทุกสิ่งที่เขามีอยู่ ไปซื้อไข่มุกนั้น" (มัทธิว 13:44-46)

    ผมขอยกตัวอย่างอีกอันหนึ่งคือ อัลเบิร์ต ไอสไตน์ เชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างจักรวาล แต่เพื่อนเขาคนหนึ่งไม่เชื่อ วันหนึ่งไอสไตน์จึงสร้างแบบจำลองจักรวาลขึ้นมา ซึ่งมีความสวยงามมากและเมื่อเพื่อนของไอสไตน์มาเห็นก็ชื่นชมในความงดงาม ไอสไตน์เลยบอกเพื่อนไปว่า แบบจำลองจักรวาลเหล่านี้เกิดขึ้นมาเอง เมื่อหลายวันก่อนยังเป็นห้องว่างเปล่าอยู่เลย เพื่อนเขาก็ไม่เชื่อและบอกว่าเป็นไปไม่ได้ แกแหล่ะสร้างใช่ไหมไอสไตน์ ไอสไตน์จึงตอบกลับว่า ขนาดแบบจำลองจักรวาลนายยังเชื่อว่าถูกสร้างขึ้นมาเลย แล้วของจริงซึ่งงดงามกว่านี้หลายเท่านักจะเกิดขึ้นเองได้อย่างไร?

    ผมขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย คนที่ผมยกตัวอย่างไปไม่ใช่อัลเบิร์ต ไอสไตน์ แต่เป็น เซอร์ไอแซก นิวตัน

    ที่มนุษย์เกิดมาเพราะพระเจ้าเท่านั้นหรือ

        แนวคิดที่ว่าความเป็นไปในชีวิตของเรานั้นเป็นผลมาจาก"พระเจ้ากำหนด"เป็นแนวคิดที่อันตรายมาก เพราะจะทำให้ผู้ที่เชื่อถือกลายเป็นบุคคลประเภทยอมจำนนต่อชะตากรรมของตนเองเพราะพระเจ้ากำหนดมาอย่างไม่คิดที่จะสู้ และทัศนะอย่างนี้ยังเป็นช่องทางให้มีคนนำไปใช้อ้างอย่างผิดๆด้วย เช่น นาย กเห็นผู้หญิงคนถูกกระทำทารุณกรรมทางเพศแทนที่จะคิดหาทางช่วยเหลือหรือแก้ไข กลับวางเฉยเสียด้วยคิดว่าไม่ควรจะเข้าไปยุ่ง เพราะเป็น"พระเจ้ากำหนด"หรือให้บทเรียนผู้หญิงคนนั้นนั่นเอง หรือบางคนถูกคนอื่นเอารัดเอาเปรียบอย่างซึ่งๆหน้า แทนที่จะหาวิธีแก้ไข ก็กลับมานั่งทำใจว่าปล่อยให้เขาเอาเปรียบไปเถิด มันเป็นบทเรียนจากพระเจ้า

    มันก็คงมีแต่คนบ้าที่คิดแบบนั้น มีคนปกติที่ไหนเห็นผู้หญิงถูกทารุณกรรมแล้วอยู่เฉยๆ คิดว่าเป็นหน้าที่ของพระเจ้ากำหนด หรือบางคนถูกเอาเปรียบต่อหน้าต่อตา แต่ก็ยืนอยู่เฉยๆ คิดว่ามันเป็นบทเรียนจากพระเจ้า ถึงแม้พระเจ้าจะบอกว่าพระองค์กำหนดชีวิตของแต่ละคนไว้ก็ตาม ผมคิดว่าพระเจ้าน่าจะกำหนดให้นาย ก เข้าไปช่วยผู้หญิงคนนั้นมากกว่าที่จะยืนดูอยู่เฉยๆ ไม่นึกไม่ฝันว่าจะเกิดมาเจอคนที่มีความคิดด้านลบอย่างคุณบนโลกนี้ คิดเข้าไปได้ไง ไม่ทราบว่าศาสนาคุณสอนเช่นนั้นหรือ เห็นผู้ตกทุกข์ลำบาก ก็ปล่อยให้เป็นชะตากรรมของคนๆนั้น

    ความเชื่อที่ว่าอะไรๆในชีวิตก็แล้วแต่"พระเจ้า"บันดาลให้เป็นไปนั้น ไม่ใช่คำสอนในพระพุทธศาสนา เพราพระพุทธศาสนาสอนว่า สิ่งต่างๆในชีวิตของเรานั้นล้วนขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยแวดล้อมต่างๆมากมาย ทั้งเหตุปัจจัยในอดีต
    ปัจจุบัน และอนาคต ดังนั้นแทนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสว่าชีวิตเป็นผลผลิตของพระเจ้าหรือพระพรหมนั้นพระองค์กลับตรัสว่า "เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี"นี่คือคำสอนแบบสายกลางที่ต้องการให้เรารู้จักมองสิ่งต่้างๆ อย่างเป็นกลาง กล่าวคือ รู้จักมองว่าวิถีชีวิตของคนเรานั้นล้วนมีเงื่อนไขมากมายเข้ามาเกี่ยวข้องให้เป็นอย่างนี้ ไม่ใช่เอียงไปหาลัทธิพรหมลิขิตหรือพระเจ้ากำหนดจนสุดโต่ง ถึงขนาดยกความเป็นไปในชีวิตให้เป็นเรื่องของพระเจ้าและโชคชะตา เพราะ
    ถ้าทุกอย่างเป็นเรื่องของพระเจ้าไปเสียทุกหมดเราก็ไม่ควรจะทำอะไรใหม่ๆ แต่ควรนั่งนอนอยู่เฉยๆ
    รอให้พระเจ้าบันดาลชีวิตให้เป็นไปตามวิถีของพระเจ้ามิดีกว่าหรือ

    ถ้าคุณจะคิดเช่นนั้นก็เชิญคุณเถอะ ถ้าคุณคิดว่านั่งอยู่เฉยๆแล้วเป็นไปตามวิถีที่พระเจ้าบันดาล ไม่ต้องทำงานทำการก็มีอาหาร, เงิน ฯลฯ ที่ทำให้ดำรงชีวิตอยู่ได้บนโลกนี้ โดยไม่ต้องขยับเขยื้อนไปไหน แค่รอพระเจ้าประทานมา ก็เชิญคุณคิดเช่นนั้นต่อไป

     ความจริงลัทธิที่เชื่อว่าอะไรๆก็แล้วแต่"พระเจ้า"นั้น เป็นลัทธิที่ผิดหลักความจริงผิดหลักธรรมชาติ และผิดหลักพระพุทธศาสนาพระพุทธเจ้าตรัสว่า ลัทธิที่สวนทางกับหลักพระพุทธศาสนามีอยู่ ๓ ลัทธิคือ

    ๑.ลัทธิแล้วแต่กรรมเก่า
    ๒.ลัทธิแล้วแต่พระเจ้าบันดาล
    ๓.ลัทธิแล้วแต่โชคชะตาจะพาให้เป็นไป

      ลัทธิแล้วแต่กรรมเก่าก็คือลัทธิที่สอนว่าชีวิตจะเป็นไปอย่างไรทั้งในทางดีและในทางเสื่อมล้วนแล้วแต่ "กรรมเก่า" บันดาลให้เป็นไป

    พระพุทธศาสนาสอนว่าการที่เกิดมาเป็นคน ก็เพราะใช้ "กรรมเก่า" ในอดีตไม่ใช่หรือ แต่คุณกลับบอกว่าลัทธิแล้วแต่กรรมเก่ามันสวนทางกับหลั