ระพุทธเจ้ากับพระเยซูคริสต์



ผมได้อ่านหนังสือแปลเล่มหนึ่งชื่อภาษาไทยว่า  “มหาวาทะโต้วาทีแห่งเมืองปานาทุรา  ระหว่างศาสนาพุทธ-ศาสนาคริสต์”  พิมพ์ชื่อเดิมเป็นภาษาอังกฤษด้วยว่า Panadura  Mahavadaya   ผู้แปลใช้นามว่า  “สุคน”   อ่านพบข้อความแปลกใหม่ที่ผมไม่เคยทราบ  จะว่าไม่เคยทราบเลยก็ไม่เชิง  เพราะเคยได้ยินมาบ้าง  แต่ไม่ได้อ่านรายละเอียด  จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟัง  ว่าหนังสือเล่มนี้พูดไว้อย่างไร


อาจจะเก็บความไม่ตรงตามต้นฉบับก็ได้  เพราะสำนวนการแปลของ  “สุคน”  มีกลิ่นเนยโชยฉุนกึกทีเดียว   อ่านไปมองเห็นโครองสร้างภาษาฝรั่งไป


“มันไม่มีทางสามารถพิสูจน์ได้เลยว่า......แต่เราสามารถมาสู่ข้อสรุปที่ว่า”....อะไรทำนองนี้   อ่านแล้วปวดหัว


อย่างไรก็ตามเนื้อหาในหนังสือนี้ตอนท้าย ๆ  (ตอนต้น ๆ  ผมยังไม่ได้อ่าน  )  น่าสนใจมาก  ได้เล่าประวัติของ  โจซาอาฟ   โยเซฟ  โจซาฟัด  (ผมขอสะกดชื่อตามต้นฉบับของเขานะครับ)


มีดินแดนแห่งหนึ่งชื่อศรีอินเดีย (Serindia)  ปกครองโดยพระราชานามว่าอะวีเนียร์  (Avenir)  พระองค์มีพระราชโอรสพระองค์หนึ่งนาม   โจอาซาฟ   (Joasaph)  โหราจารย์ทำนายว่าเจ้าชายจะมีอำนาจยิ่งใหญ่กว่าบรรพบุรุษ  แต่โหรคนหนึ่งทำนายว่าเจ้าชายจะมีอำนาจยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรทางจิตวิญญาณโดยไม่มีขอบเขต


พระเจ้าอะวีเนียร์สร้างวังที่สวยงามให้เจ้าชายอยู่  ไม่อนุญาตให้ออกไปพบเห็นชีวิตข้างนอกบ้าง   เจ้าชายถามพระบิดาว่าทำไมไม่อนุญาตให้ออกไปข้างนอกบ้าง  พระราชาบอกว่าต้องการ ให้องค์ชายมีความสุข  ไม่อยากให้ไปเผชิญกับทุกข์ยากนอกวัง


ด้วยความยากรู้อยากเห็น  เจ้าชายจึงลอบออกไปเที่ยวนอกวัง  ก็ได้เห็นคนแก่  คนเจ็บ  คนตาย   เหมือนที่เล่าไว้ในพุทธประวัติไม่มีผิดเพี้ยน  เจ้าชายกลับมาเล่าให้ครูผู้สอนศิลปวิทยาแก่ตนทราบแล้วถามว่าทำไมคนจึงเป็นเช่นนั้น มีใครทราบไหมว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นหลังจากตายไป  ครูตอบว่าผู้รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้  ได้ถูกพระเจ้าอยู่หัวขับไล่ออกจากเมืองไปแล้ว


ในช่วงนี้เทวดาได้ส่งภิกขุรูปหนึ่งมาชื่อ   วาร์ลัม  (Varlam)  มาหาเจ้าชาย  ได้มอบอัญมณีมีอำนาจรักษาคนตาบอดหูหนวกและเป็นใบ้ให้หายได้แก่เจ้าชาย   วันหนึ่งเจ้าชายได้ออกจากพระราชวังเข้าป่า  ระหว่างเดินทางพบชายคนหนึ่งได้แลกผ้านุ่งกับชายคนนั้นแล้วพระองค์ก็แต่งกายด้วยเสื้อผ้าของชายคนนั้น   ขณะนั่งทำสมาธิในป่าก็มองเห็นเมืองสวรรค์   ได้ยินเสียงกล่าวว่านั้นเป็นสถานที่ของผู้มีคุณงามความดี


สี่สิบวันหลังจากเจ้าชายหายไปจากพระราชวัง  พระเจ้าอะวีเนียร์ก็สิ้นพระชน  เจ้าชายกลับยกราชบัลลังก์ให้เหล่าอำมาตย์แล้วสละโลกออกบวช   ในคืนวันหนึ่ง   ทรงบำเพ็ญทุกรกริยาทรมานตนเองจนกระทั่งพลังจิตพัฒนาขึ้น   เมื่อพระองค์ขึ้นไปบนสวรรค์เหล่าเทพธิดามอบพวงมาลัยให้สองพวง  บอกว่าพวงหนึ่งสำหรับปลดปล่อยสัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย   อีกพวงหนึ่งสำหรับสละความสุขทางโลกและเพื่อบรรลุภาวะสูงสุดเหนือโลก



นี่คือประวัติของโจซาอาฟ  หรือโจซาฟัด  มีกล่าวไว้ในคัมภีร์วินัยของคริสต์โดยนักบุญคริสต์ ชื่อ  เจตสิ  มีเนอิ  (Chetxi  Minei)  


ปราชญ์ตะวันตกหลายคนกล่าวว่าประวัติโจซาอาฟ   หรือ โจซาฟัด  ก็คือประวัติพระพุทธเจ้านั่นเอง   แม้จะบิดเบี้ยวไปมากก็มีเค้าเดิมอยู่  และกล่าวด้วยว่าคำว่า  โจซาอาฟก็คือ  “สิทธัตถะ”  นั่นเอง


ศาสตารจารย์ริส   เดวิดส์  กล่าวว่าคำบาลีว่า  โพธิสัตตะ  (Bodhisatta)   ถูกเปลี่ยนเป็นภาษาปาร์ซีว่า   โวสัต  (Vosat)  จากนั้นก็กลายเป็น  โยซาฟท์  (Yosaft)  เป็น  โยแซปท์  (Yosapt)   และโยซาฟ  (Yosaph)  และโจซาฟัด  (Josaphat)  ในที่สุด


เท่าที่ผมจับความได้  ทั้งหมดนี้ต้องการจะกล่าวว่า  ผู้ที่ถูกกล่าวถึงในเรื่องนี้โดยชื่อ  ซึ่งออกเสียงต่าง ๆ กันว่า  โจซาอาฟ,   โยซาฟท์,  โยแซปท์,  โจซาฟัด,  โจเซฟ  คือพระโพธิสัตว์หรือพระพุทธเจ้าในเวลาต่อมาของชาวพุทธนั้นเอง


และก็มีข้อกล่าวที่น่าตกใจว่า  พระเยซูคริสต์ก็คือชาวพุทธคนหนึ่ง  มีหนังสือเล่มหนึ่งเขียนเป็นภาษาทิเบตเล่าเรื่องราวของบุคคลคนหนึ่งชื่อว่า  อิสสา  (ISSA)  เอกสารนี้มีอายุ  ๑,๕๐๐  ปี  ได้มาจากวัดเฮมิส (Hemis  Monastery)   ในทิเบต


พระเยซูในวัยเด็กได้เดินทางไปกับกองคาราวานไปยังอินเดียได้เรียนรู้พระพุทธศาสนาที่นั่น  เวลานั้นอินเดียมีมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาที่โด่งดังมากชื่อ  มหาวิทยาลัยนาลันทา  พระเยซูได้ศึกษาที่นั่น  ฝึกโยคะปฏิบัติสมาธิจนได้ฌานและอิทธิฤทธิ์จากอินเดียเดินทางไปทิเบต  จนอายุ  ๒๙  ปีจึงเดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอน


คัมภีร์ไบเบิลเองก็ไม่ได้พูดถึงช่วงชีวิตของพระเยซูตอนหนุ่มพระเยซูท่านไปไหนไม่มีใครทราบ  แต่เอกสารภาษาทิเบตฉบับดังกล่าวได้ยืนยันว่าท่านไปอินเดียและทิเบต


หนังสือเล่มหนึ่งชื่อ  The  Story  of  Crucifiction* by an  Eyewitness  พิมพ์ที่อเมริกา  ให้ข้อมูลน่าสนใจอีกว่า  พระเยซูมิได้เสียชีวิตบนไม้กางเขน  พระองค์ดูคล้ายสลบไป  พระองค์ถูกเคลื่อนย้ายออกจากไม้กางเขน จากนั้นได้หนีไปอยู่ที่แคชเมียร์ ที่นั่นใคร ๆ  เรียกพระองค์ว่า  อิสสา  (ISSA)  บ้าง  ยูสา  (Yusa)  บ้าง


พระองค์สิ้นพระชนที่แคชเมียร์  พระศพถูกฝังอยู่ที่ศรีนาคาร์ชาวพุทธยุคหลัง ๆ   ยังถือว่าพระเยซูเป็นพุทธ  และกราบไหว้พระศพของพระเยซูต่อ ๆ  กันมา


หนังสือเล่มดังกล่าวบอกด้วยว่า  นางมาเรียได้ตามบุตรชายมาอยู่ที่แคชเมียร์ด้วย  และอยู่ที่นั้นจนสิ้นอายุขัย


นักเขียนคนหนึ่งชื่อพลีนี  (Plini)  ได้เล่าว่า ศาสนาพุทธมีอยู่ที่ปาเลสไตน์ก่อนสมัยเกิดศาสนาคริสต์  มีพระกลุ่มหนึ่งชื่อว่า  เอสเซนส์  (Essenses)   ชอบดำรงชีวิตอยู่ตามป่าและไม่จับจ่ายใช้เงิน ตื่นแต่เช้าตรู่   ทำสมาธิหันหน้าไปทางทิศตะวันออก


จอห์น  หรือโยฮัน   เป็นพระในนิกายนี้  ว่ากันอย่างนั้น  แล้วก็อธิบายคำศัพท์ว่า  “เอสเซนส์”   นั้นเป็นคำเดียวกับ  อิสิ  หรือ  ฤษี อันเป็นนามเรียกพระในพุทธศาสนาอย่างหนึ่งนั่นเอง


เท่ากับจะบอกว่า  จอห์น  เดอะแบบติสต์  หรือโยฮันผู้ทำพิธีแบบติสต์ให้พระเยซูในแม่น้ำจอร์แดนเป็นพุทธ


แล้วพระเยซูผู้ได้รับพิธีบวชจากพระจอห์น  จะเป็นใครได้เล่านอกจากพระในศาสนาพุทธ ในหนังสือที่แปลโดยคุณ  “สุคน”  ได้พิมพ์ตัวเน้นไว้ดังนี้



จอห์นซึ่งเป็นพระภิกษุสงฆ์ของศาสนาพุทธนิกายเอสเซนส์ทำพิธีอุปสมบทให้แก่เยซูภายหลังที่ได้อาบน้ำชำระกายให้สะอาดตามประเพณีแล้ว


ยิ่งอ่านไปก็ยิ่งตื่นเต้นครับที่ค้นคว้าทางตะวันตกยืนยันว่าพระเยซูเป็นพุทธ  เดินทางไปศึกษาพระพุทธศาสนาที่มหาวิทยาลัยนาลันทา  เผลอ ๆ  จะบวชมาแต่บัดนั้น ถ้าไม่ถือว่าบวชมาจากโยฮัน


หนังสือเล่มหนึ่งชื่อ  Commerce   Between  the  Roman  Empire  and  India  กล่าวถึงความมีอยู่ของพุทธศาสนานิกายมหายานว่ามีความเจริญแพร่หลายที่สุดในปาเลสไตน์และอียิปต์   รากฐานของมหายานคือความเชื่อเรื่อง  อาทิพุทธ   คำว่า ก๊อด (God)  เป็นภาษาต่างชาติที่เข้ามาอยู่ในภาษาซีเรียน  ซึ่งเป็นภาษาพูดของมารดาพระ เยซู   และคำนี้พระเยซูท่านนำมาใช้ในการเทศน์สอนประชาชน


คำว่า  ก๊อด  ในพระคัมภีร์ใหม่จริง ๆ  แล้วหมายถึงพระพุทธเจ้าศาสตราจารย์เดวิดส์บอกว่า  คำนี้ย่อมมาจากคำว่า  ก๊อตตะมะ  (Godtama)  ซึ่งเป็นชื่อโคตรของพระพุทธเจ้า  แม้คำว่า  อิลิยาห์  (Elijah)  ในพระคัมภีร์ใหม่ก็เลือนมาจากคำว่า  อริยะ   ว่าไปทำไมมี  คำว่า  บุตรพระเจ้า  (The Son  of  God)  ก็เลียนแบบการพูดถึงพระในพระพุทธศาสนาว่า  “พุทธบุตร”  นั่นเอง

อ่านและฟังตามนี้ท่านคิดอย่างไรครับ แทนที่พระเยซูจะเป็นศาสดาของศาสนาคริสต์ก็กลับเป็นว่า  พระเยซูเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า  The  Son  of  God  ก็คือบุตรของพระพุทธเจ้านั่นเอง  ศาสนาคริสต์มิได้ตั้งโดยพระเยซู  หากเกิดหลังพระเยซูสิ้นชีพแล้ว  ตั้งโดยเปาโลศิษย์ผู้เคยปฏิเสธพระเยซูด้วยซ้ำไป


**************************************************************************

ข้อมูลที่ใช้ในการเรียบเรียง  :  บางแง่มุมเกี่ยวกับพระพุทธองค์  
โดย ศาสตราจารย์พิเศษ เสฐียรพงษ์  วรรณปก  ราชบัณฑิต