อ่านทั้งหมด ที่เวป http://khunsamatha.com/

                    แม้แรกเกิด  ประเสริฐสุดในโลกธาตุ



              “ดูก่อนพราหมณ์  เราตรวจดูด้วยจักษุคือ
สัพพัญญุตญาณ (พระปรีชาญาณหยั่งรู้สิ่งทั้งปวงทั้งที่
เป็น  อดีต   ปัจจุบัน  และอนาคต)  ซึ่งไม่มีอะไรขัดขวาง
ได้ก็ไม่เล็งเห็นบุคคลที่เราควรกราบไหว้  ควรลุกรับ หรือ
ควรเชื้อเชิญด้วยอาสนะในโลกต่างประเภทมีเทวโลกเป็น
ต้นนี้เลย   อีกอย่างหนึ่งข้อที่เราได้บรรลุความเป็น
สัพพัญญูในวันนี้ไม่เล็งเห็นบุคคลที่ควรทำการนอบน้อมถึง
ปานนั้น  ไม่น่าอัศจรรย์เลยอีกประการหนึ่ง  แม้ในกาลเมื่อ
เราเกิดได้ครู่หนึ่งเท่านั้นก็ผินหน้าไปทางทิศอุดร  เดินไป
ได้  7  ก้าวแล้วได้ตรวจดูหมื่นโลกธาตุทั้งสิ้น เราก็มิได้เล็ง
เห็นบุคคลที่เราควรกราบไหว้   ควรลุกรับ  หรือควรเชื้อ
เชิญด้วยอาสนะในโลกต่างโดยประเภทมีเทวโลกเป็นต้นนี้
เลย




                คราวนั้นแล  ถึงท้าวมหาพรหมผู้เป็นพระ
ขีณาสพ  (ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว,  หมดกิเลสแล้ว)  ซึ่งมีอายุ
ได้หนึ่งหมื่นหกพันกัปก็ได้ประคองอัญชลีเกิดความโสมนัส
ต้อนรับเราว่า


              ท่านเป็นมหาบุรุษในโลก ท่านเป็นผู้เลิศเจริญ
ที่สุดและประเสริฐที่สุดแห่งโลกพร้อมทั้งเทวโลกบุคคลผู้
เยี่ยมกว่าท่านย่อมไม่มี


                อนึ่งแม้ในกาลนั้น  เราเมื่อไม่เล็งเห็นบุคลผู้
เยี่ยมกว่าตนเองจึงได้เปล่งอาสภิวาจาว่า


             เราเป็นยอดแห่งโลก  เราเป็นผู้เจริญที่สุดแห่ง
โลก  เราเป็นผู้ประเสริฐที่สุดแห่งโลก


              ดังนั้น  บุคคลที่ควรแก่สามีจิกรรม  (ควร
แสดงความเคารพ)  มีการกราบไหว้เป็นต้นของเราแม้แต่ผู้
เกิดได้ครู่เดียวยังไม่มีด้วยประการฉะนี้  บัดนี้เรานั้นได้
บรรลุความเป็นสัพพัญญูแล้วจะพึงกราบไหว้พึงลุกรับหรือ
พึงเชื้อเชิญบุคคลใดด้วยอาสนะเล่า


                 พราหมณ์เอย... เพราะเหตุนี้  ท่านอย่าได้
ปรารถนาความนอบน้อมเช่นนั้นจากตถาคตเลย  ตถาคต
กราบไหว้  พึงลุกรับ  หรือพึงเชื้อเชิญบุคคลใดด้วย
อาสนะ  แม้ศีรษะของบุคคลนั้นพึงขาดจากคอตกลงไปบน
พื้นดินโดยเร็วพลันทีเดียวดุจผลตาลแก่หง่อมหล่นจากขั้ว
เมื่อค่อนคืนฉะนั้น”


 (พระไตรปิฎกอรรถกถาแปล  มหามกุฏราชวิทยาลัย   เล่ม  1  หน้า 225-226)

 

สมัยเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ ๆ  ประทับอยู่โคนไม้สะเดาใหญ่เขตเมืองเวรัญชา  เวรัญชพราหมณ์ผู้มีอายุซึ่งเป็นใหญ่ในเขตนั้นทราบและได้ยินได้ฟังมาก่อนว่าพระพุทธเจ้า
เป็นผู้ที่ไม่กราบไหว้ไม่ลุกรับพวกพราหมณ์ผู้แก่เฒ่าผู้ใหญ่  ผู้ล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับหรือไม่เชื้อเชิญด้วยอาสนะเลย  การที่พระองค์ไม่ทรงทำความเคารพผู้ใหญ่เช่นนั้น  พราหมณ์ผู้เฒ่ามีความเห็นว่าเป็นการไม่สมควรเลยและเมื่อได้มาพบพระพุทธเจ้าก็เป็น เช่นที่ได้ฟังมาจริง ๆ  พราหมณ์จึงได้ทูลถามเชิงตำหนิว่า



           
“จริงหรือที่ข้าพเจ้าได้ฟังและได้เห็นมาว่า
ท่านไม่กราบไหว้  ไม่ลุกรับพวกพราหมณ์ผู้แก่เฒ่าผู้ใหญ่
ผู้ล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับหรือไม่เชื้อเชิญด้วยอาสนะ
เลย  การที่พระองค์ไม่ทรงทำสามีจิกรรมมีการกราบไหว้
เป็นต้นนั้นไม่สมควรเลย”



พระพุทธองค์จึงตรัสตอบพราหมณ์ดังได้กล่าวแล้วข้างต้นใช่ว่าพระพุทธองค์จะทรงตอบพราหมณ์ด้วยยกตนข่มท่านก็หามิได้  แต่ได้ตรัสด้วยความเป็นจริงที่ปรากฏในสัพพัญญุตญาณอย่างชัดแจ้งทำไมพระพุทธเจ้าจึงทรงเป็นผู้ประเสริฐยิ่งถึงเพียงนั้น   ประเสริฐที่สุดในหมื่นโลกธาตุอนันตจักรวาล  ไม่มีใครเทียบได้ ก็ลองพิจารณาภูมิหลังของพระองค์ในบางประการ


เอาเพียงแค่ตัดตอน  เริ่มตั้งแต่ในพระชาติที่ทรงดำริในพระทัย (คิดในใจ)  ว่า


“เราจักได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าสักองค์หนึ่ง”



-->> เพียงทรงนึกอยู่ในพระทัยเช่นนี้แต่อย่างเดียวยังมิได้ออกพระโอษฐ์พระวาจานั้นออกมาก็ใช้เวลาตั้งพระทัยอยู่นานถึง 7  อสงไขย (อสงไขยหนึ่งเป็นเวลานานมากจนนับไม่ได้  นับไม่ถ้วน)  ในระหว่างที่ตั้งพระทัยเช่นนั้นทุกพระชาติทีเวียนว่ายตายเกิดทรงสร้างสมพระบารมีตลอดมา   ซึ่งเรียกว่าสร้างสมพระบารมีตอนต้น


หลักจากทรงดำริจักเป็นพระพุทธเจ้าอยู่นานถึง  7  อสงไขยแล้วจึงทรงออกโอษฐ์ปรารถนาภูมิทรงเปล่งพระวาจาว่า


“เราจักเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลให้จงได้”


-->> ทรงออกพระวาจาปรารถนาเช่นนั้นอยู่นานถึง  9 อสงไขย  ทรงสร้างสมพระบารมีทุกภพทุกชาติอยู่เรื่อยมา  เรียกว่าสร้างสมพระบารมีตอนกลาง


หลังจากออกโอษฐ์ปรารถนาอยู่  9 อสงไขย  แล้วก็พึงได้รับพยากรณ์รับคำทำนายจากพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า  ว่า


“จักได้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างเที่ยงแท้แน่นอน”


-->> เมื่อทรงอยู่ในฐานะพระนิยตโพธิสัตว์  (พระโพธิสัตว์ที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอน)  ก็ทรงสร้างสมพระบารมีอีกมากมายหลายภพหลายชาตินับไม่ถ้วนนานถึง  4  อสงไขยกับเศษอีกหนึ่งแสนมหากัป  เรียกว่าสร้างสมพระบารมีตอนปลาย


-->> รวมเวลาที่ทรงสร้างพระบารมีทั้ง  3  ตอนเป็นเวลายาวนานถึง  20  อสงไขยกับเศษอีกหนึ่งแสนมหากัป

 (โลกนาถทีปนี  พระธรรมธีรราชมหามุนี)

.............................................

 

อ่านบทความทั้งหมดได้ที่ http://khunsamatha.com/

พุดคุยสนทนาธรรมในประเด็นต่างๆ กันได้ที่ห้องสนทนา  http://forums.212cafe.com/samatha/