หลังจากเสวยวิมุตติสุขสิ้นสัปดาห์ที่ 7 แล้วทรงดำริถึงความลึกซึ้งแห่งธรรมที่ตรัสรู้ คือปฏิจจสมุปบาท และนิพพาน แล้วน้อมพระทัยที่จะไม่แสดงธรรมเพราะทรงเห็นว่าทั้งมนุษย์และเทพทั้งหลายจะรู้ตามเห็นตามได้ยาก เป็นธรรมที่ทวนกระแสความรู้สึกในโลก เป็นต้นว่ากระแสธรรมกล่าวว่าการกระทำอย่างนี้เป็นความดีเป็นบุญกุศลกระแสโลกจะเห็นและกล่าวว่า ทำดีเกือบตายไม่เห็นรวยซักทีเช่นนี้เหมือนเป็นคนละเรื่องเดียวกัน เดินเส้นทางเดียวกันแต่สวนกัน อยากทำดีเหมือนกันแต่ทำดีเพื่อรวย (เพื่อโลภ) มิใช่เพื่อบุญกุศล เป็นเหตุให้สหัมบดีพรหมมากราบทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าให้แสดงธรรมโปรดสัตว์

เมื่อพระพุทธองค์ทรงรับอาราธนาที่จะแสดงธรรมตามที่พรหมผู้เป็นใหญ่มากราบทูลร้องขอก็ได้ตรัสเปิดประตู “พระอมตนิพพาน” ว่า

“…เราเปิดประตูอมตะแก่ท่านแล้ว สัตว์เหล่าใดจะฟังปล่อยศรัทธามาเถิด”

นี้เป็นคำที่พระพุทธองค์ทรงตอบรับเพื่อจะแสดงธรรมแก่สัตวโลกแต่ผู้ที่จะเข้ามาฟังต้องน้อมจิตใจและกายเข้ามาด้วยความมีศรัทธาเป็นที่ตั้ง อันเป็นจุดเริ่มต้นในการฟังธรรมที่จะให้บังเกิดผล ผู้ฟังธรรมที่เริ่มต้นด้วยความตั้งใจ และพิเคราะห์พิจารณาจนเห็นจริงและเชื่อถือคือเลื่อมใสทั้งนำไปปฏิบัติอย่างถูกต้องโดยชอบมักจะบรรลุมรรคผลถึงขั้นสูงสุดหลุดพ้นได้ไม่ยากเลย

ก่อนที่จะหลุดพ้นได้ พระพุทธองค์ก็ทรงแนะนำวิธีสุดท้ายไว้ว่า

“…ศรัทธา เป็นปัจจัยแห่งโมหะ...”

หมายความว่า แม้ตัว “ศรัทธา” ซึ่งพระองค์ทรงให้นำมาก่อนที่จะฟังธรรมนั้นก็ให้ละเสียทิ้งเสียเพราะแม้แต่ความเชื่อถือนี้ก็ตามก็เป็นตัวที่ทำให้เกิดการติดการหลงได้เช่นกัน ทิ้งไปให้หมด

“…เธอหลุดพ้นเพราะไม่ถือมั่น...”

ทรงกล่าวบอกแก่พระอัญญาโกฑัญญะ พระมหาสาวกผู้เป็นปฐมสาวกของพระองค์ขณะที่สำเร็จอรหัตเป็นพระอรหันต์ด้วยการฟังธรรมอนัตตลักขณสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงจบ

“เธอหลุดพ้นเพราะไม่ถือมั่น”

ประโยคสั้น ๆ ฟังง่าย ๆ แต่มีความหมายสูงส่งสุดขีด สุดโลกสุดวัฏสงสาร เพราะท่านพระอัญญาโกณฑัญญะเข้าถึงภาวะนิพพานธาตุแล้วบัดนั้น พระพุทธองค์ทรงกล่าวบอกพร้อมกับวิมุตติญาณทัสสนะซึ่งเกิดขึ้นกับพระอัญญาโกณฑัญญะหยั่งรู้ด้วยตนเองว่าได้หลุดพ้นแล้วในขณะเดียวกัน

ความหมายสำคัญอยู่ที่ว่า...

“แม้กระทั่งความศรัทธาเชื่อมั่นในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและในธรรมต่าง ๆ ที่พระพุทธองค์ทรงสอนทั้งหมดเพื่อความหลุดพ้นก็ให้ละเสียทิ้งเสียอย่าไปเสียยึดถือเอาไว้ทั้งสิ้น”

นั่นเองคือ “เพราะไม่ถือมั่น” ดังที่พระพุทธองค์ทรงเปล่งพระวาจาในประการที่สุด

-->> เมื่อไม่ถือมั่นทุกอย่างก็หลุดพ้นทุกคน ดี ชั่ว ในวัฏสงสารเป็นตัวติดทั้งนั้น เป็นตัวทำให้เหล่าสัตว์ยึดมั่นถือมั่นไว้ไม่ยอมปล่อยง่าย ๆ พระพุทธองค์ทรงสอนให้ละความชั่วทุกอย่าง ให้ทำความดีทุกอย่าง ทำจิตใจให้ผ่องแผ้วแจ่มใสนั้นหมายความว่า ความชั่วให้ละเสียทั้งหมดเพราะเป็นทางนำไปสู่ความทุกข์ทำแต่ความดีทั้งปวงเพราะจะนำไปสู่ความสุข ถ้ายังไม่ปรารถนาหลุดพ้นก็จงอยู่อย่างเป็นสุขดีกว่าอยู่อย่างเป็นทุกข์ ถ้าปรารถนาหลุดพ้นเมื่อใดก็สลัดทิ้งเสียแม้ความดีที่ทำให้จิตใจเป็นสุขเพื่อจิตใจจะได้ผ่องแผ้วแจ่มใสอันเป็นทางที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้นได้ในที่สุด

จะเห็นว่าความดีคือบันไดไปสู่นิพพาน และเมื่อก้าวล่วงพ้นบันไดขั้นสุดท้ายก็จงปล่อยทิ้งเสีย (ไม่ยึดมั่นถือมั่น) แม้บันไดอันเป็นเครื่องให้ขึ้นมาได้ถึงจุดสูงสุดเมื่อนั้นตัวเชื่อมโยงที่จะนำกลับลงสู่ที่ต่ำไม่มีอีกแล้ว ไม่กลับลงที่ต่ำอีกแล้ว ชาติสงสารที่เวียนว่ายไปมานานหนักหนาสิ้นลงแล้วพ้นแล้วจากวัฏสงสารอันน่าเบื่อหน่ายนั้น นี้คือนิพพาน

พระพุทธองค์ทรงเป็นผู้ประเสริฐที่สุด ทรงเป็นผู้เจริญที่สุดทรงมีความเพียรเป็นที่สุด ทรงมีพระปัญญามากที่สุด ทรงรู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมเป็นที่สุด ตรัสรู้แล้วทรงอยู่ในภาวะเหนือโลกพ้นโลกในที่สุด ทรงดับกิเลสหมดสิ้นเป็นที่สุดแล้วแม้จะยังมีเบญจขันธ์ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เหลืออยู่ก็เป็นเพียงขันธ์ที่สำรวมอยู่ในภาวะเป็นกลางวางเฉยอยู่ในอุเบกขาธรรม คำสอนต่าง ๆ ตลอดจนถ้อยคำโวหารแห่งพระพุทธองค์ก็ยังเป็นโลกิยะ (ในโลก) เพียงเพื่อให้บุคคลในโลกได้ยินได้ฟังแล้วเข้าใจได้ตามสมควรแก่โลกและเพื่อความพ้นโลก มิใช่เป็นโลกุตตระไปเสียทั้งหมดจนคนในโลกไม่สามารถอาจเอื้อมได้ถึง

(พระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชน สุชีพ ปุญญานุภาพ หน้า 694)

แม้กระทั่งเป็นผู้ประเสริฐที่สุด เจริญที่สุด เหนือโลกพ้นโลกแล้วก็ตามพระพุทธองค์ก็ยังทรงติดดินยิ่งกว่ามนุษย์ธรรมดามากนัก แทบจะกล่าวได้ว่าพระองค์ทรงนอนกะดินกินกะทรายเลยทีเดียว ทรงสมถะสันโดษอยู่กับความสงัดวิเวกในป่าเขาลำเนาไพรเกือบจะตลอดระยะเวลา 45 พรรษาแห่งการโปรดสัตว์ ทรงช่วยรื้อสัตว์ขนสัตว์ให้ข้ามโอฆสงสารได้เป็นจำนวนมากโดยมิได้เลือกชั้นวรรณะหรือคนดีคนชั่วไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ เทพเทวดา มหาพรหมซึ่งอยู่ในขอบข่ายแห่งเวไนยสัตว์ พระองค์ทรงเมตตาอนุเคราะห์ทั้งสิ้น แม้ธรรมคำสั่งสอนที่กระจัดกระจายอยู่ก็ทรงหยิบยกชี้แนะเพื่อให้มีการสังคายนาร้อยกรองให้เป็นหมวดหมู่ไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์พ้นโลกสู่โลกุตตระเพื่อผู้ที่เกิดภายหลังพุทธกาลจะได้เข้าใจคำสั่งสอนของพระองค์อันเป็น โลกิยพจน์ (ภาษาโลก) ได้โดยสะดวก เพราะความเป็นพระพุทธเจ้าของพระองค์ในภาคหลังซึ่งได้เสด็จเข้าสู่อมตมหานิพพานแล้ว หูตาปุถุชนไม่อาจล่วงพ้นเข้าไปถึงนอกจากอย่างน้อยก็ผู้ที่ดวงตาเห็นธรรมคือโสดาปัตติบุคคลเป็นเบื้องต้นที่จะเข้าสู่กระแสสัมผัสธรรมอันเป็นโลกุตตระได้ในลักษณะที่พระองค์ตรัสไว้

“ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเราผู้นั้นเห็นธรรม”

เราคือ “ตถาคต” ตถาคตยังอยู่ตลอดไป

ตถาคตทรงภาวะอมตมหานิพพาน ไม่ตาย ยั่งยืน มั่นคง ไม่เปลี่ยนแปลง