ก่อนที่พระพุทธองค์จะตรัสรู้เข้าสู่นิพพานเบื้องต้น คือ ภาวะแห่งนิพพานธาตุที่ดับกิเลสแล้วมีเบญจขันธ์เหลือ (สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ) ก็ด้วยการที่ทรงชนะมารในราตรีสุดท้ายที่จะตรัสรู้ ทั้ง มาร ที่ปรากฏแสดงตัวตนยกกองทัพมาขัดขวางเป็นมหาโกลาหล และมาร 5 คือ

กิเลสมาร ก็ทรงชนะด้วยอาสวักขยญาณ หรือความรู้เป็นเหตุสิ้นอาสวะ

ขันธมาร คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ทรงชนะด้วยความหลุดพ้นแห่งใจ (จิตวิญญาณ) ที่ดับกิเลสแล้วสิ้นเชิงไม่กลับขึ้นมากำเริบปรุงแต่ง รูป เวทนา สัญญา สังขาร อีกต่อไป

อภิสังขารมาร คือตัวปรุงแต่งกรรมที่เป็นบุญ เป็นบาป เป็นฌาน (ในอรูปฌาน) พระองค์ก็ทรงชนะแล้วด้วยทรงสลัดความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งเหล่านั้นเสียทั้งหมด

เทวปุตมาร เทพเทวดาที่เป็นฝ่ายมารทั้งหลายพระองค์ก็ทรงชนะด้วยไม่ทรงยินดียินร้ายแม้ในความสุขสบายอย่างยิ่งในสรวงสวรรค์และโลกียฤทธิ์อำนาจมากมายที่เหล่ามารผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ชั้นสูงสุดจักพึงมีด้วยมิจฉาทิฏฐิหลงติดผิดทาง

มัจจุมาร คือความตาย คือตัวที่จะมาฉุดกระชากลากขันธ์ให้แตกหักออกจากกันแล้วปรุงแต่งให้เกิดใหม่ในภพใหม่ พระองค์ก็ทรงชนะด้วยการทำลายปัจจัยแห่งการเกิด (กิเลสตัณหา) หมดสิ้นแล้ว มัจจุมารไม่อาจทำให้ตายเพื่อเกิดอีกได้ต่อไปแล้ว

พระพุทธองค์ทรงชนะความตายแล้วเพราะทรงเป็นผู้ไม่เกิดอีกต่อไปอย่างแน่แท้

เมื่อทรงชนะมารทั้งหลายโดยเด็ดขาดต่อมาในปัจฉิมยามแห่งราตรีก็ตรัสรู้

ทรงเป็นผู้มีความสุขที่สุดเหนือโลกธาตุ เป็นวิมุตติสุขอันเป็นความสุขซึ่งเกิดแต่ความหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะและปวงทุกข์ทั้งมวลได้เสวยวิมุตติสุขอยู่นานถึง 7 สัปดาห์หลังจากตรัสรู้เมื่อค่อนรุ่งวิมุตติสุขที่ทรงเสวยคงจะเป็นคำที่พระกล่าวไว้บ่อย ๆ คือ “เกษม” เป็นความสุขที่ไม่กลับมาทุกข์อีกและไม่มีใครสามารถอธิบายได้เพราะเป็นความสุขที่เหนือโลกพ้นโลก