การสร้างพระบารมีคือการบำเพ็ญคุณงามความดีอย่างยิ่งยวดติดต่อกันมาเป็นเวลายาวนานเหลือเกิน มากมายเหลือเกิน ทรงอดทนอดกลั้นเหลือเกิน ทรงวิริยะอุตสาหะบากบั่นมั่นคงเหลือเกินสุดที่จะพรรณนานับ เช่นนั้นนี่เล่า เมื่อแรกเกิดในพระชาติสุดท้ายจึงทรงเป็นผู้ประเสริฐที่สุดทั่วทั้งหมื่นโลกธาตุอนันตจักรวาล
ใช่ว่าพระองค์จะทรงเป็นผู้บอกกล่าวอ้างเองแต่อย่างเดียวเช่นว่านั้น ถ้าจะย้อนขึ้นไปดูก่อนที่พระองค์จะจุติลงมาประสูติจากสวรรค์ชั้นดุสิต พระองค์ก็ทรงได้รับความเห็นชอบจากสภาสวรรค์ที่มีเทพพรหมชั้นผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งหลายทั่วทุกเทวโลก พรหมโลก ได้ร่วมประชุมสรรหาพระโพธิสัตว์ที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเอกฉันท์มาชั้นหนึ่งแล้ว ดังจะเห็นได้จากการประชุมสภาสวรรค์คราวนั้น
“สภาสวรรค์อันทรงยศ มีท้าวมหาพรหมองค์อาวุโสเป็นองค์ประธาน ประกอบด้วยท้าวสวัตตีผู้เป็นใหญ่แห่งสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี ท้าวสุนิมมิตะแห่งสวรรค์ชั้นนิมมานรดี ท้าวสันตุสิตะแห่งสวรรค์ชั้นดุสิต ท้าวสุยามะแห่งสวรรค์ชั้นยามา ท้าวสักกะแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และท้าวมหาราชทั้งสี่แห่งสวรรค์ชั้นจตุมหาราชิกาทั้งหลายทุกจักรวาลเป็นเทพมนตรีในที่ประชุม ทวยเทพเทวดาทั้งพรหมโลก เทวโลก เป็นองค์ประชุมเพื่อสรรหาองค์เทพผู้ถึงพร้อมด้วยพุทธสมบัติที่จะจุติเป็น
พระพุทธเจ้าองค์ต่อไป
ในที่สุดที่ประชุมใหญ่ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ พิจารณาแล้วเห็นว่าพระมหาโพธิสัตว์องค์เทพซึ่งมีชื่อว่า “ท้าวสันดุสิต” ผู้สถิตในภพดุสิตแห่งจักรวาลนี้แต่พระองค์เดียวเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยพุทธสมบัติดังกล่าวคือ
พระมหาโพธิสัตว์ได้บำเพ็ญพระบารมี 10 ทัศครบถ้วนทุกประการ เป็นการบำเพ็ญคุณความดีอย่างยิ่งยวดมาหลายภพหลายชาติ คือ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา มุ่งบรรลุจุดหมายอันสูงสุด มิใช่ปรารถนาสมบัติท้าวสักกะ มิใช่ปรารถนาสมบัติมาร มิใช่ปรารถนาสมบัติพรหม มิใช่ปรารถนาสมบัติจักรพรรดิ แต่พระองค์ปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้าบำเพ็ญเพื่อช่วยขนสัตว์ข้ามโอฆสงสาร”
(แดนดาวดึงส์...บัญช์ บงกช)
พระองค์เป็นผู้ประเสริฐที่สุด เป็นผู้เจริญที่สุดแม้เมื่อแรกประสูติและต่อมาเมื่อได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วจะมีผู้ใดประเสริฐเท่าพระองค์ได้เล่า เพราะความประเสริฐความเจริญสุดยอดแห่งพระพุทธเจ้ามีอานุภาพยิ่งนัก ไม่มีผู้ใดที่จะมีบุญบารมีถึงพระองค์ท่านพอที่พระองค์ท่านจะทำความเคารพกราบไหว้ได้เลย ถ้าพระองค์ท่านทรงกราบไหว้ผู้ใดแล้วผู้นั้นศีรษะจะขาดออกจากคอตกลงสู่พื้นทันทีด้วยพุทธานุภาพอันเป็นพุทธวิสัยซึ่งบุคคลไม่อาจทำความเข้าใจได้โดยง่าย
ความเป็นพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่มีมาแล้วเป็นจำนวนมากจะเกิดจากนิมิต 4 ประการ เป็นนิมิตดลใจให้ประพฤติพรหมจรรย์ คือ ภาวะแห่งการ แก่ เจ็บ ตาย ของสัตวโลกและภาวะนักบวชเป็นองค์นิมิต พื้นฐานพระพุทธเจ้าล้วนแต่ตั้งความปรารถนาที่จะหาทางชนะภาวะอันไม่น่าปรารถนาทั้งสามด้วยน้อมจิตประพฤติพรหมจรรย์เป็นสำคัญ ผลที่สุดทุกพระองค์ก็ได้ทรงพบทางที่จะดำเนินไปเพื่อสู่ชัยชนะ นั้นคือเส้นทางที่หลุดพ้นไปเสียจากภาวะเช่นนั้น คือเส้นทางแห่งพระนิพพานสายเดียวไม่มีสายอื่นอีก